[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 2 : ก่อนตะวัน : 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 269 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

ก่อนตะวัน : 1

 

                หลายเดือนก่อนหน้านี้

 

                ผมทำงานที่ร้านพี่โมมาตั้งแต่ก่อนขึ้นปีสามจนตอนนี้จะขึ้นปีสามเทอมสองแล้วก็ยังทำอยู่ แปลกใจเหมือนกันที่ไม่โดนไล่ออกสักที ทั้งที่ก็ไม่ค่อยได้ช่วยอะไร อาศัยแดกกาแฟฟรีไปวันๆ  

ที่ผมมาสมัครงานร้านนี้เพราะช่วงนั้นพี่เชนไปฝึกงานที่กรุงเทพฯ ทิ้งให้ไอ้ตรีอยู่เชียงใหม่คนเดียว ทั้งที่เป็นช่วงปิดเทอม และมีบ้านที่กรุงเทพฯ เหมือนกัน แต่ไอ้ตรีดันเสือกขยันอยากหางานพาร์ทไทม์ทำระหว่างปิดเทอมซะงั้น ซึ่งมันไม่แปลกหรอก ผมได้ยินว่าไอ้ตรีทำงานพิเศษมาตั้งแต่สอบติดคณะสถาปัตย์ฯ ที่นี่ด้วยซ้ำ แต่ใครจะไปคิด ว่าความขยันครั้งนี้ของไอ้เพื่อนตัวดี จะนำพาเรื่องวุ่นวาย ที่มาพร้อมกับตัววุ่นวายที่ทำให้ผมต้องสละเวลาปิดเทอมอันมีค่ามาทำงานพิเศษทั้งที่ชีวิตนี้ไม่เคยสัมผัสคำว่าลูกจ้างมาก่อน

                ตัววุ่นวายที่ว่าจะเป็นใครซะอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่โช

                ไอ้ตี๋หน้าแมวที่ฉวยโอกาสตอนที่พี่เชนไม่อยู่มาด้อมๆ มองๆ ปลาย่างโดยที่ไม่สำเหนียกเลยว่าเจ้าของปลาเขารักเขาหวงของเขาขนาดไหน ถึงขั้นส่งผมมาเป็นบอดี้การ์ดคอยคุมไอ้ตรีไว้ไม่ให้คลาดสายตา

                ตอนแรกก็มาเฝ้าเฉยๆ มานั่งๆ นอนๆ เล่นมือถือฆ่าเวลารอไอ้ตรีออกกะไปวันๆ คอยส่งสัญญาณให้พี่เชนถ้าหากว่าไอ้ตี๋ทำตัวมีพิรุธ แล้วระดับไอ้ซันแล้ว ถ้าได้ลองจับตาดูใคร รับรองได้เลยว่าผู้ต้องสงสัยดิ้นไม่หลุดแน่นอน

ไอ้ตี๋แม่งมีพิรุธเต็มไปหมด ตั้งแต่ผมเหยียบเข้ามาในร้านพี่โมวันแรกก็ได้กลิ่นความพยายามเป็นมือที่สามของแม่งมาแต่ไกล ทั้งพยายามส่งสายตา มือไม้เป็นปลาหมึก แถมยังชอบเข้าไปใกล้ไอ้ตรีเกินจำเป็น เพราะแบบนั้นผมเลยรู้สึกหมั่นไส้มันตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น

                เป็นแค่ไอ้ตี๋ ริอาจมาตั้งตัวเป็นศัตรูหัวใจพี่รหัสผม อยากไปเจอยมบาลหรือไง

                สุดท้ายผมเลยตัดสินใจสมัครเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ที่ร้านตามคำเหน็บแนมของไอ้ตรีซะเลย เพราะนอกจากจะทำให้ผมกันท่าไอ้ตรีได้ง่ายแล้ว ยังทำให้เห็นปฏิกิริยาต่างๆ ของไอ้ตี๋ได้ง่ายขึ้นอีกต่างหาก ยิ่งตอนที่มาทำงานช่วงแรกๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่ไอ้ตรีลงไปหาพี่เชนที่กรุงเทพฯ พอดี ผมเลยได้พักงานจากการระแวดระวังปลาย่าง มาสังเกตอีกคนได้เต็มที่

                ความจริงก็ไม่ได้ตั้งใจจะจับผิดขนาดนั้นหรอก ก็แค่สงสัยว่ามาสักพักละว่าท่าทางเฟรนด์ลี่เกินจำเป็นของไอ้ตี๋นี่มันของจริงหรือเสแสร้ง บางทีมันอาจจะแค่แกล้งทำตัวเป็นคนดียิ้มแย้มแจ่มใสให้ไอ้ตรีตายใจตกหลุมพรางมันง่ายขึ้นเฉยๆ

แล้วก็จริงอย่างที่คิด เมื่อรู้จักกันไปได้สักพัก ผมก็ได้รู้ว่าภายใต้หน้ากากยิ้มแย้มแจ่มใสของมันมีอะไรมากกว่าที่เห็น เปล่าหรอก มันไม่ได้เป็นคนเสแสร้งแกล้งตอแหลอะไรทำนองนั้น แต่เป็นเพราะมันกำลังพยายามซ่อนบางอย่างเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มพวกนั้นต่างหาก

                พยายามซ่อนอดีต ที่ไม่อยากให้ใครจดจำ

                แต่ความลับไม่มีในโลกฉันใด อดีตของไอ้ตี๋ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะปิดบังได้ตลอดไปฉันนั้น

                ไม่รู้จะโทษอะไรเหมือนกันที่มันดันทำความลับแตกเอาง่ายๆ เพราะมันไม่สบายและไอ้ตรีไปเยี่ยมไข้ ถึงได้เห็นอะไรๆ ที่มันไม่อยากให้ใครเห็น

                ไอ้ตี๋หล่อหน้าใสขวัญใจสาวๆ ในมหาลัย กลับมีอดีตเป็นไอ้โชกุนอ้วนดำที่ใครๆ ก็พากันเหยียดในสมัยมัธยม

                แต่ที่สำคัญกว่ารูปลักษณ์ภายนอก คือเรื่องของจิตใจ...

หัวใจของมันที่มีให้ไอ้ตรีมาตั้งแต่ม.ปลาย

ความซับซ้อนของเรื่องนี้ก็คือ ตอนม. ปลาย ไอ้ตรีแอบชอบเพื่อนสนิทคนหนึ่งของมัน... นั่นคือผมเอง

ผมที่โง่ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เลยว่าคนข้างตัวกำลังคิดอะไร ทำร้ายจิตใจมันซ้ำๆ เพราะไม่เคยรู้เลยว่าภายใต้ความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิทมีความรู้สึกที่ผมไม่เคยคิดถึงซ่อนอยู่ ผมกลายเป็นศัตรูหัวใจของไอ้ตี๋ไปโดยปริยาย แม้ว่าสุดท้ายแล้วผมจะปฏิเสธไปในวันที่ไอ้ตรีตัดสินใจสารความความในใจออกมา

คงไม่มีใครทันคิด ว่าคนสามคนที่เคยอยู่โรงเรียนเดียวกันและมีความสัมพันธ์ซับซ้อนแบบนี้จะกลับมาพัวพันกันอีกครั้ง ในร้านกาแฟเล็กๆ สถานที่ที่นำไปสู่ความยุ่งเหยิงเมื่อความลับที่เก็บไว้มานานถูกเปิดเผยออกมาผ่านรูปถ่ายเพียงใบเดียว

รูปถ่ายที่ผม ไอ้ตรี และไอ้ตี๋อยู่ในเฟรมเดียวกันในวันปัจฉิมนิเทศ

รูปถ่ายที่ผมเป็นคนฉีกเองกับมือ แล้วบอกให้ไอ้ตี๋ตัดใจ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องจมกับความรู้สึกแย่ๆ จนหลงทำอะไรผิดๆ ไปอีก

คืนที่ถูกจับได้ สิ่งที่ไอ้ตี๋เลือกทำคือการพยายามแย่งไอ้ตรีไปด้วยวิธีที่ไม่ควร แต่ดวงมันคงจะถึงฆาตจริงๆ นั่นแหละ เพราะพี่เชนดันลางานและมาหาไอ้ตรีที่ร้านในวันนั้นพอดี พอรู้ว่าไอ้ตรีไปที่ห้องไอ้ตี๋ก็รีบแจ้นไปหา แถมเจอในจังหวะที่... เป็นผมก็คงเลือดขึ้นหน้าเหมือนกัน

ผลก็คือไอ้ตี๋ถูกอัดจนยับเยิน ถ้าไอ้ตรีไม่ลากพี่เชนออกไป มันคงได้ลงหลุมไม่ได้ผุดได้เกิดไปแล้ว

                ถึงมันจะเป็นฝ่ายผิดเต็มๆ ที่ไปยุ่งกับคนมีเจ้าของ แต่สภาพที่สะบักสะบอมแถมอมทุกข์เพราะความรู้สึกผิดก็ทำเอาผมอดสงสารไม่ได้ ผมแวะเวียนมาเยี่ยมไข้ไอ้ตี๋ พร้อมกับคะยั้นคะยอให้มันกลับไปทำงานเพราะเดาออกว่าที่มันเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องเป็นเพราะไม่อยากเจอหน้ากับไอ้ตรี แต่ถ้าไม่เผชิญหน้าแล้วจะรู้ได้ไงว่าแม่งไม่ได้โกรธมัน ให้อภัยไปตั้งแต่ตอนที่เห็นมันสลบไปเพราะพายุหมัดของพี่เชนแล้ว

แต่ให้อภัยกับให้ใจมันคนละส่วนกัน เพราะต่อให้ไอ้ตรีกับมาคุยกับมันได้เป็นปกติ แต่ก็ใช่ว่าไอ้ตรีจะเลิกรักพี่เชนแล้วหันมารักมัน... เป็นผมก็คงโคตรรู้สึกแย่เหมือนกัน ทั้งที่อดทน และยึดมั่นในความรักขนาดนั้น แต่กลับต้องผิดหวังถึงสองครั้งสองครา

พอคิดได้แบบนั้นแล้วในใจลึกๆ ของผมกลับมีความรู้สึกผิดผุดขึ้นมา...

รู้หรอกว่ามันไม่ใช่ความผิดของผมที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร ไม่รู้เลยว่าใครมีความรู้สึกยังไงโดยมีผมเข้าไปพัวพัน แต่ถึงอย่างนั้นการได้รู้ว่าตัวเองเป็นคนทำให้ใครคนหนึ่งอกหักมันก็ยากที่จะปล่อยผ่านไป

                โดยเฉพาะคนคนนั้นเป็นคนที่ผมรู้สึกสนิทใจด้วยไปแล้วในระดับหนึ่ง

                ตอนที่รู้ว่าไอ้ตรีชอบผม ผมสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำยังไง ถึงได้ตีตัวออกห่าง โชคดีที่ไอ้ตรีเองก็เหมือนตั้งใจจะออกห่างจากผมอยู่แล้วเหมือนกันมันจึงง่ายที่จะหลบหน้า ผมคิดว่าทุกอย่างคงจะผ่านไปด้วยดี จนกระทั่งได้มาเจอกันอีกที ผมถึงได้รู้ว่าผมคิดถึงไอ้ตรีแค่ไหน เพื่อนดีๆ อย่างมันหายากชนิดที่ว่าต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่ชาติก็คงหาไม่ได้อีกแล้ว

คงเพราะแบบนั้นมั้งผมเลยไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนั้นกับไอ้ตี๋... ไม่อยากให้มันหลบหน้าผม หลบหน้าไอ้ตรี เพียงเพราะต้องการหนีอดีต หนีความรู้สึกที่แก้ไขไม่ได้

                จริงอยู่ที่เราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน และเรื่องวุ่นวายพวกนั้นผมก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้นมา แต่... ไม่รู้สิ ผมรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบอะไรสักอย่าง

                รับผิดชอบความรู้สึกไอ้ตี๋ รับผิดชอบต่อโอกาสที่ผมอาจจะมีส่วนพรากไป...

                ถ้าผมรู้ความรู้สึกไอ้ตรีเร็วขึ้น ผมคงปฏิเสธมันได้เร็วกว่านี้ และตอนนั้นไอ้ตี๋ก็อาจจะได้เข้ามาหาไอ้ตรี ได้ทำความรู้จัก ได้สารภาพรักก่อนที่ไอ้ตรีจะมีใคร 

                บางทีมันอาจจะไม่ต้องมานั่งเสียใจ ที่ตัวเองมาช้าเกินไปจนคว้าหัวใจคนที่รักไว้ไม่ทัน

 

                “อ่ะ วันนี้กูให้มึงเมา” ผมว่าพลางยื่นแก้วเหล้าให้ไอ้ตี๋ที่นั่งเหม่อมองคูปองส่วนลดของร้านพี่โมที่มันเอามาให้เป็นของขวัญอีกคนด้วยสายตาที่ผมไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร

                วันนี้เป็นวันเกิดไอ้ตรี แถมเป็นวันกลับมาคืนดีกันของไอ้ตรีกับพี่เชน

                ช่วงที่ผ่านมาทั้งสองคนมีปัญหากัน เรื่องที่ทางบ้านไอ้ตรีไม่ยอมรับพี่เชน กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นต้องเลิกรา ไอ้ตรีเฮิร์ตไปหลายเดือนกว่าทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี ดูก็รู้ว่าสองคนนั่นรักกันแค่ไหน เพราะงั้นต่อให้เป็นช่วงที่พี่เชนหายไปจากชีวิตไอ้ตรี แต่ใครบางคนแถวนี้ก็ไม่สามารถหาโอกาสแทรกเข้าไปในหัวใจของมันได้เลย

                จนวันนี้พี่เชนกลับมาหาไอ้ตรีอีกครั้ง กลับมาเป็นของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดของมัน จึงไม่แปลกที่ของขวัญชิ้นอื่นๆ ในคืนนี้จะหมดความสำคัญไป

                ซึ่งแต่ไหนแต่ไรก็ไม่มีใครเอาคูปองส่วนลดของร้านญาติตัวเองมาเป็นของขวัญให้คนอื่นอยู่แล้วป่ะวะ ไม่รู้มันงกหรือเอาฮา

                “ผมไม่ดื่ม” พูดสั้นๆ พลางปรายตาขึ้นมาทำสีหน้าเหมือนผมกำลังพูดไร้สาระ

                ก็จริง ผมไม่เห็นมันไม่แตะแอลกอฮอล์เลยตั้งแต่มา เอาแต่นั่งกินน้ำเปล่าแกร่วๆ กับกับแกล้มเงียบๆ ไม่พูดไม่จา

                “จริงอ่ะ?” ผมเลิกคิ้ว ไม่คิดว่าแม่งจะอนามัยจ๋าขนาดนี้

                ตอนที่มันโดนพี่เชนต่อยจนนอนซมแล้วผมไปเฝ้าไข้ถึงได้รู้ว่าไอ้ตี๋มันเดินสายเฮลตี้ที่แท้ทรู คงเพราะเคยอ้วนมาก่อน และไม่อยากกลับไปรูปร่างแบบนั้นอีก มันเลยพยายามควบคุมอาหาร เสบียงในห้องแม่งยังเป็นผลไม้ ธัญพืชอบ หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำอะไรเทือกๆ นั้นเลย จะกินข้าวทีก็ต้องไม่ทอดไม่มัน มีร้านอาหารออแกนิคที่กินเป็นประจำ และทำท่าเหมือนจะเป็นจะตายถ้าผมไม่ได้ซื้อจากร้านนั้นไปให้

                เรื่องมากชิบหาย

                “ไม่เมาก็ร้องไห้ไม่ได้ดิตี๋” ผมว่า

                “ทำไมผมต้องร้องไห้” แล้วก็โดนทำหน้าระอาใจใส่เหมือนเคย

                “...” เออว่ะ แล้วทำไมไอ้ตี๋มันต้องร้องไห้วะ

                ไม่รู้อ่ะ ผมแค่รู้สึกว่าแม่งน่าจะอยากร้องไห้ หลังจากเจอสถานการณ์ที่เจอคนที่แอบชอบกลับไปคืนดีกับแฟนแบบนั้น และเหล้าก็เป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้มันร้องไห้ได้ง่ายขึ้น และไร้ยางอายโดยสิ้นเชิง

                ขณะที่ผมทำสายตาหลุกหลิกพยายามหาคำอธิบายในหัว ก็ได้ยินเสียงคนตรงหน้าถอนหายใจเบาๆ มองหน้าผมอย่างรู้ทัน

“ถ้าเป็นเรื่องตรี ผมไม่เป็นไรหรอก” ว่าพลางยกน้ำเปล่าในแก้วตัวเองขึ้นมาจิบ แล้วมองผ่านผมไปยังเวทีที่ชั่วโมงที่แล้วไอ้ตรีเพิ่งขึ้นร้องเพลงก่อนที่พี่เชนจะมา “แค่กำลังคิดว่าตอนตรีเล่นกีตาร์นี่เท่ชะมัด”

“ตรงไหนวะ!” ผมหลุดโพล่งขึ้นมาเสียงดัง “มึงไม่ได้ยินตอนมันเล่นเพี้ยนเหรอ แถมพอพี่เชนโผล่มาก็เสือกหยุดเล่นกลางคันเอาแต่ร้องไห้เป็นเด็กอนุบาล ไม่เห็นจะเท่ตรงไหน”

ผมได้ยินเสียงจิ๊ปากอย่างขัดใจ พร้อมด้วยสายตาจิกกัดที่ส่งมา

อ่ะ กูไม่ขัดก็ได้ เท่ก็เท่วะ เห็นแก่ที่มึงอกหักซ้ำซากหรอกนะถึงได้ยอม

                “แต่ก็แอบเศร้าอยู่นิดๆ แฮะ”

                นั่นไง กูว่าแล้ว ไม่เศร้าได้ไง เค้าหิ้วกันไปต่อหน้าต่อตาขนาดนั้น

                “งั้นแดก” ผมว่าพลางกระแทกเหล้าที่รินไว้ส่งไปตรงหน้าไอ้ตี๋

                แต่แทนที่มันจะรับไปดื่มแต่โดยดีกลับเท้าคางมองแก้วเหล้าสลับกับมองหน้าผมแล้วส่งสายตาประหลาดมาให้

                “ดื่มให้หน่อยสิ” เหมือนกับจะอ้อน

                นี่กูตาฝาดหรืออะไร ร้อยวันพันปีแม่งเคยอ้อนที่ไหน วันๆ เอาแต่สั่งให้ผมเสิร์ฟกาแฟ

                “เออๆ” แล้วทำไมกูถึงยอมหยิบแก้วเหล้ามาดื่มเองง่ายๆ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

                “ยังไม่เห็นหายเศร้า”

                “อ้าว ก็กูเป็นคนแดกมั้ย แล้วมึงจะหายเศร้าได้ไง” ผมขมวดคิ้ว ยกหลังมือเช็ดคราบแอลกอฮอล์ที่ริมฝีปาก

                “ผมแค่คิดว่ามันจะเหมือนกัน”

                “อะไรเหมือน?”

                “ก็ถ้าเห็นคุณซันดื่ม ผมก็คงรู้สึกเหมือนได้ดื่มเหมือนกัน และถ้าคุณซันเมา ผมก็คงจะรู้สึกเหมือนได้เมา แล้วก็อาจจะหายเศร้าได้บ้างเหมือนกัน”

                ตรรกะเชี่ยไร?

                “เพราะงั้น...” เว้นวรรค ก่อนจะรินแอลกอฮอล์เพียวๆ ใส่แก้วที่เพิ่งว่างลง “ลองดื่มอีกสักแก้วมั้ยครับ”

                “เออได้” แล้วผมก็เสือกเชื่อตรรกะป่วยๆ ของมัน แล้วคว้าเหล้ามากระดกอีกแก้วอย่างง่ายดาย

                “เริ่มรู้สึกดีขึ้นมานิดๆ แล้วครับ”

“ฮะ?” ผมขมวดคิ้วเมื่อเห็นมุมปากบางยกขึ้นนิดๆ เหมือนอารมณ์ดีขึ้นจริงๆ

“งั้นอีกแก้วนะ” ว่าพลางรินเหล้าให้ผมอีกครั้ง คราวนี้เติมน้ำแข็งให้อีกต่างหาก

“เออๆ” ไม่อยากจะเชื่อหรอกว่ามันได้ผล แต่พอเห็นตาตี่ๆ นั่นดูเป็นประกายไร้แววหม่นเศร้าเหมือนก่อนหน้านี้แล้วมันก็ไม่อยากจะขัดใจ

ไม่ใช่ว่าโง่ให้มันมอมเหล้านะครับ แค่ไม่อยากจะขัดใจ

“อีกแก้วนะครับ”

ไม่ได้โง่...จริงๆ

“เอออ!”  

                ถ้ากูเมาแล้วมึงไม่หายเศร้านะตี๋... แม่จะตีให้ตาตี่กว่าเดิมเลย

 

                แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่าไอ้ตี๋มันหายเศร้าได้จริงๆ หรือเปล่า เพราะสุดท้ายก็เมาเป็นหมาภาพตัดตั้งแต่มันพาขึ้นรถแล้ว รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตะวันแยงตาลุกขึ้นมาบนเตียงที่คุ้นตา แต่รู้ว่าไม่เคยนอน

                เตียงไอ้ตี๋ ห้องไอ้ตี๋ ผมจำได้ดีเพราะเพิ่งมาขลุกอยู่ด้วยเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

                ผมโอดครวญเพราะความปวดกบาลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นตั้งใจจะไปอ้วกในห้องน้ำให้หายแฮงค์สักที แต่พอเปิดประตูออกมาก็เห็นร่างอีกคนที่นอนขดอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกในสภาพชุดเดียวกับเมื่อคืน หัวเยินหน้าเยินเหมือไปฟัดกับหมามา

                ไม่รู้ทำไมพอเห็นสภาพแบบนั้นผมถึงหลุดขำออกมาเบาๆ มองอยู่สักพักก่อนจะเดินกลับไปเอาผ้าห่มบนเตียงมาคลุมตัวให้มัน

                แต่ไม่รู้ว่าคลุมแรงไปหรือไอ้ตี๋มันตื่นง่าย ถึงได้งัวเงียลุกขึ้นมา

“คุณซันเหรอ” ว่าพลางลุกขึ้นมานั่งขยี้ตาทำหน้างุ่นง่านให้ผมขำหนักกว่าเดิม

หน้าแม่งยู่ยี่มาก อยากจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเลย

“ขำอะไรครับ” แต่ไม่ทันไรก็กลับมาทำเสียงดุตีหน้าเอือมใส่ผมอีกละ ทั้งที่ตายังไม่ตื่นดีแถมหาวหวอดใหญ่ออกมานั่นล่ะ

“หน้ามึงตลก” เห็นแล้วหมั่นไส้ อดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปบีบแก้มเล็กๆ นั่นให้มันบูดบี้ยิ่งกว่าเดิม “ตานี่ลืมแล้วเหรอตี๋ ทำไมกูไม่เห็นลูกตามึงเลย”

เพียะ!

“โอ๊ย!” หัวเราะได้ไม่ทันไรก็ต้องร้องลั่นเมื่อฝ่ามืออรหันต์ฟาดผัวะลงมาบนแขนผมเต็มๆ จนต้องรีบชักมือออกก่อนมันจะฟาดอีกทีจนแขนผมหัก

ไรวะหยอกเล่นนิดเดียว

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังอมยิ้ม มองคนที่เอื้อมมือไปหยิบแว่นบนโต๊ะหน้าโซฟามาใส่ พยายามจะถลึงตามองผมผ่านเลนส์หนาๆ พร้อมกับถอนหายใจหนักๆ ออกมา

“ปวดหัวมั้ยครับ” ถามพลางหาวจนตาปิดอีกรอบ

“โคตร” ว่าแล้วก็ยกมือกุมขมับทันที ถึงเมื่อกี้จะลืมอาการปวดหัวไปสักพักก็เถอะ

“งั้นไปล้างหน้าล้างตาก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวหาอะไรอุ่นๆ ให้กิน”

“เป็นห่วงกูด้วย?” พอผมแกล้งพูดเล่นหน่อย ก็ตีหน้านิ่งทำตาดุใส่อีกละ

“จะกินไม่กิน?”

“กิน”

แหม แล้วผมเคยเถียงคุณตี๋เขาได้สักครั้งเหรอครับ

 

ผมเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำอย่างที่ไอ้ตี๋บอก ส่องกระจกเห็นสภาพตัวเองแล้วอยากจะถอนคำพูดก่อนหน้านี้ที่ไปล้อไอ้ตี๋เอาไว้ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ต่างผมหน้าตาผมเผ้านี่โคตรกระเซอะกระเซิง เสื้อผมตัวเดิมก็เหม็นอย่างกับไปคลุกเหล้ามา เละเทะกว่าเขาซะอีกยังมีหน้าไปถากถาง ไม่เจียมกะลาหัวเลยกู

เยินกว่านี้ก็ผ้าขี้ริ้วเถอะ!

“ตี๋ อาบน้ำได้ป่ะ” ผมถามหลังจากเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วเดินไปหาเจ้าของห้องที่ยืนอยู่ในครัวซึ่งเชื่อมกับห้องรับแขก

“ไม่ได้ครับ”

“โห่ ไรวะ ตัวเหม็นอ่ะ”

“...”

“อยากอาบน้ำ”

พอผมเริ่มงอแง มันก็ถอนหายใจใส่ “กลับไปอาบที่ห้องตัวเองสิครับ”

“โห่ แค่ยืมใช้ห้องน้ำแค่นี้ทำหวง”

“แค่ให้ยืมอ้วกเมื่อวานก็เกินพอแล้วครับ” ยิ่งทำหน้าเอือมเหมือนรำคาญเต็มทน

“กูอ้วกด้วย?”

ไม่เห็นจำได้

“ครับ”

“ถึงอย่างนั้น...”

“เต็มพื้น และผมเป็นคนเก็บ”

“โอะ”

                ฉิบหาย นั่นยิ่งจำไม่ได้ใหญ่

                โอเค ยอม ถือว่ามีชนักติดหลังอยู่ เลิกงอแง

                ผมสงบปากสงบคำแล้วเดินไปนั่งเก้าอี้บาร์ตรงครัวมีน้ำเปล่าใส่แก้ววางไว้ให้อยู่ก่อนแล้วผมเลยยกขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด แล้วคนที่ง่วนกับการชงอะไรสักอย่างก็เดินมาวางแก้วชาไว้ตรงหน้า

                “ดื่มนี่ก่อนครับ เดี๋ยวผมไปอุ่นโจ๊กให้” แล้วก็หันหลังไปหยิบถุงโจ๊กออกมาจากตู้เย็น เทลงชามใส่ไมโครเวฟให้ในขณะที่ผมนั่งจิบน้ำผึ้งมะนาวที่มันชงให้รอไปพลาง

                ไอ้ตี๋ชงเป็นแต่กาแฟ แต่ทำอาหารไม่เป็น ผมเลยเดาว่าโจ๊กนั่นมันคงซื้อมาเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนเพราะรู้ว่าตื่นมาผมคงแฮงค์และโคตรหิวแน่ เห็นแบบนั้นแล้วก็อดอมยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ปากทำเป็นดุ ทำหน้าเอือมระอาเหมือนรำคาญผมเต็มทน แต่เอาเข้าจริงมันกลับใจดีกับผมกว่าที่คิด  

                “เป็นห่วงกูถึงขั้นซื้อโจ๊กมาเตรียมไว้ให้เลยเหรอตี๋”

                “จะกินไม่กิน” และคงจะใจดีกว่านี้ ถ้าผมไม่ขยันกวนตีนมันอ่ะนะ

                เห็นท่าทางแบบนั้นแล้วอดหมั่นไส้ไม่ได้นี่หว่า ยิ่งแหย่ให้มันตีหน้ายุ่งหรือหลุดพูดคำหยาบออกมาได้บ้างผมก็ยิ่งรู้สึกชอบใจอย่างประหลาด เหมือนได้แกล้งคนขี้เก๊กให้เสียอาการอะไรแบบนั้น สนุกดี

“ปกติเมาเป็นหมาแบบนี้ทุกครั้งเลยเหรอครับ” ระหว่างรอโจ๊กได้ที่เจ้าของตาชั้นเดียวหลังกรอบแว่นก็หันมากอดอกถามสีหน้าเหมือนข้องใจ

รู้สึกเหมือนโดนด่ายังไงชอบกล

“ก็ใครมอมกูอ่ะ” พอผมโบ้ยความผิดให้ ก็ถอนหายใจอีกรอบ หันไปสวมถุงมือกันร้อนแล้วหยิบโจ๊กออกจากไมโครเวฟที่ส่งเสียงเตือนขึ้นมาพลางส่ายหัว บ่นพึมพำ

“ไม่เอาแล้ว ไม่ให้เมาแล้ว จะไม่ให้แตะเหล้าอีกเด็ดขาดเลย”

“ได้ยินนะตี๋” ผมตะโกนบอกกลั้วหัวเราะ เรียกให้คนที่บ่นพึมพำหันมาทำตาขวางใส่ ก่อนจะยกโจ๊กมาวางตรงหน้าแบบขอไปที

“รีบกินแล้วรีบไปอาบน้ำเลยครับ เหม็นเหล้าจะแย่”

ผมยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าสุดท้ายมันก็ยอมให้ผมยืมห้องน้ำ ก่อนจะรับคำเสียงทะเล้นให้คนตัวเล็กกว่าเบ้ปากทำหน้าคว่ำยิ่งกว่าเดิม

“คร้าบบบ”

“รำคาญ!

“ฮ่าๆๆ...”

อะไรอ่ะ มอมเค้าจนเมาเองแล้วมาพาลใส่กันงี้ ไม่น่ารักเลยว่ะตี๋



#ซันโช
-Martian-
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 269 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #567 narayapaul (@narayapaul) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2563 / 17:00
    แอบสงสาาน้องโช
    #567
    0
  2. #458 ppppjih (@ppppjih) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2561 / 17:27
    ก็จะงุ้งงิ้งหน่อยๆ555
    #458
    0
  3. #431 hh_9094 (@9094_hh) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 01:30
    โชลูกน่าสงสาร
    #431
    0
  4. #390 kwn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 13:06
    ทำไมซันงอแง เปรพระเอกที่เหมือนหมาขี้อ้อนอะ 55555
    #390
    0
  5. #247 Sket-D (@day-life) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 04:51
    ชอบบบ โชเหมือนจะรำคาญซันแต่ความจริงก็คอยใจดีด้วยอยู่ตลอด น่ารักกก
    #247
    0
  6. #37 muk ka (@ooomukooo) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 10:48
    ชอบๆ เพิ่งเห็นว่าคู่นี้ก็มา รอคู่นี้อยู่พอดีเลย โชน่าร้ากกกก
    #37
    0
  7. #11 สายดอง (@PLOY_MB) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 07:34
    ตามมาจากเชนตรีค่ะ 555 พึ่งเห็นน
    #11
    0