[ Hermit Books ตีพิมพ์ ] Just Before Sunrise ☼ เมื่อตะวันฉายแสง ( #ซันโช )(Yaoi)(จบแล้ว)

ตอนที่ 16 : หลังตะวัน : 3 (แก้ไขแล้ว)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,123
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 208 ครั้ง
    20 ก.พ. 63



หลังตะวัน : 3

   
เพราะดื่มเข้าไปมากจนใครต่อใครก็ไม่อยากให้ขับรถกลับ สุดท้ายพราวจึงรับหน้าที่เป็นสารถีขับรถให้ผมตอนขากลับ ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงสองคนคุยอะไรกันและไม่คิดจะถาม แต่ดูจากสีหน้าและท่าทางผมคิดว่าทุกอย่างจบลงด้วยดี 

บรรยากาศในรถเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศแผ่วเบา แต่พวกเราก็ไม่คิดจะมีใครเอ่ยหรือเปิดเพลงขึ้นมา คงเพราะต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในความคิดตัวเองจนไม่อยากจะเสียเวลาสร้างบรรยากาศใดๆ จนกระทั่งรถหยุดลงที่หอไอ้ตี๋
   
“ขอบคุณมากนะ” ผมเอ่ยพลางเปิดประตูรถกำลังจะก้าวออกไป 
   
“ซัน” แต่ก็ต้องหันกลับมาอีกครั้งเมื่อเสียงหวานเรียกเอาไว้ “เขาคือผู้ชายคนนั้นใช่มั้ย” 

“...” ผมลังเลที่จะตอบ เพราะแม้แต่ตัวเองยังไม่แน่ใจ จะตอบว่าใช่... ผมก็กลัวใจตัวเอง

แต่การไม่ตอบก็เป็นคำตอบแล้วไม่ใช่หรือไง

“ทำไม?” 

ผมยิ้ม ส่ายหน้า พยายามสลัดความว้าวุ่นที่อยู่ในใจออกไปเพื่อหาคำตอบให้ แต่ก็ทำไม่ได้ 

นั่นสิ... ทำไมกัน

“เราก็ไม่รู้เหมือนกัน” 

สุดท้ายผมก็ได้แต่ตอบไปแบบนั้นอย่างคนโง่ที่เอาแต่หนีปัญหาเหมือนเดิม




ใช้เวลาพักใหญ่ กว่าผมจะลากเท้าเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องอันคุ้นเคย ยืนชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจเคาะประตู ไม่นานเจ้าของห้องก็เปิดประตูออกมา พร้อมกับใบหน้าขาวใสใต้กรอบแว่นหนาที่ดูเป็นกังวล 

“มาช้านะครับ” ขมวดคิ้วตำหนิ ทั้งที่สายตากวาดมองไปทั่วร่างผมเหมือนจะสำรวจว่ายังสบายดีอยู่ไหม 


“ไม่ได้ขับรถมาเองใช่มั้ย?” 

ผมส่ายหน้า คงเพราะกลิ่นแอลกอฮอล์ที่คละคลุ้งออกมาจากร่างกายทำให้คนตรงหน้าถามอย่างเป็นห่วง

“ดีแล้วครับ เข้ามานั่งก่อน” เปิดประตูกว้างให้ผมเดินเข้าไป ทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวเดิมอย่างหมดเรี่ยวแรง 
แอลกอฮอล์คงเพิ่งออกฤทธิ์เดี๋ยวนี้เอง อะไรๆ ในหัวผมมันถึงตีกันยุ่งเหยิงจนปวดหัวไปหมด

“เดี๋ยวผมไปเอานมอุ่นมาให้นะ หรืออยากกินอะไรมั้ยครับ” ผมเอาแต่ส่ายหน้าตอบ เจ้าของน้ำเสียงใจดียิ่งมองมาอย่างกังวล ก่อนจะหมุนตัวเดินไปที่ครัว 

ผมมองตามแผ่นหลังบางไปโดยไม่ละสายตา มองทุกการกระทำและสีหน้าเป็นห่วงที่มองกลับมาเป็นระยะจากในครัว เผลอยกมือขึ้นมานวดหน้าอกตัวเองเมื่อพบว่าความรู้สึกที่ซ่อนไว้มันเอ่อล้นจนแทบทะลักออกมา นับตั้งแต่ได้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายตอนเปิดประตู ความวุ่นวายใจของผมยิ่งทวีคูณ เมื่อรับรู้ว่าน้ำเสียง และการกระทำที่แสดงถึงความห่วงใยมีอิทธิพลแค่ไหนกับหัวใจตัวเอง 

เป็นแบบนี้มานานแค่ไหนกัน... ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นมันส่งผลกับความรู้สึกของผมขนาดนี้

ไม่ทันได้ตอบคำถามในความคิด นมอุ่นๆ แก้วหนึ่งก็วางลงตรงหน้าผมพร้อมกับน้ำเปล่า ไอ้ตี๋นั่งลงข้างๆ มองหน้าผมที่ยังคงไม่ละสายตาจากใบหน้ามันเช่นกัน 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” ขยับแว่นหนาเลิกคิ้วถามอย่างงุนงงในปฏิกิริยาที่คงจะแปลกไปอย่างชัดเจน

ผมส่ายหน้าอีกครั้ง ยังคงไม่เอ่ยอะไรขณะหยิบนมขึ้นมาจิบไม่กี่อึกแล้ววางลง เดิมที ผมก็ไม่ได้มาเพื่อดื่มนมอยู่แล้ว ที่อ้อนวอนอยากมาหา ก็เพราะอยากมาเจอหน้า... เผื่อจะทำให้รู้ตัวสักทีว่าตัวเองรู้สึกยังไง

กำแพงที่ผมสร้างไว้ มันทลายลงไปหมดหรือยัง

“ยังไงคืนนี้นอนบนเตียงก็ได้นะครับ อาบน้ำก่อนก็ได้จะได้สบายตัว” ถ้าเป็นปกติ ผมคงใช้สันดานปากหมาเอ่ยแซวไปแล้วที่มันมาทำดีกับผมผิดวิสัย แต่คราวนี้ผมกลับแค่มองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง สบตาโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังมองออกไปด้วยสายตาแบบไหน

รู้แค่ว่าเป็นสายตาแบบที่ทำให้อีกฝ่ายแสดงอาการประหม่าออกมา

“ผมทิ้งร้านไว้กับนาย ยังไงคงต้องกลับไปช่วย...” 

ไอ้ตี๋ทำท่าจะลุกออกไป แต่ผมก็รั้งแขนมันไว้ ดึงให้ลงมานั่งอีกครั้ง... บนตักของผม

“คะ... คุณซัน!” ส่งเสียงร้องลั่นเมื่อผมใช้อ้อมแขนโอบรัดจากด้านหลังบังคับไม่ให้หนี

“อย่าไป” 

“...” คนที่พยายามดิ้นสงบลงเมื่อได้ยินน้ำเสียงอ้อนวอน ผมยิ้มอย่างพอใจ แล้วซุกหน้าลงกับไหล่บางที่เกร็งขึ้นเล็กน้อยเพราะการกระทำอุกอาจแบบที่ผมไม่เคยทำ

ความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกทีเมื่อได้อยู่ใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายอันคุ้นเคย... กลิ่นที่ผมเสพติด แต่ปฏิเสธด้วยการบอกตัวเองมาตลอดว่าไม่มีอะไร ไม่ต่างจากกลิ่นหอมอื่นๆ ที่ผมได้รับในชีวิตประจำวัน

ต้องขอบคุณแอลกอฮอล์หรือเปล่านะ ที่ทำให้ผมยอมรับความจริงข้อนั้นได้อย่างง่ายดาย

และความจริงอีกหลายๆ ข้อ ที่กำลังชัดเจนขึ้นมาในใจ

“เมาจริงๆ สินะครับ” เอ่ยพร้อมกับถอนใจ ด้วยน้ำเสียงเหมือนกับจะตัดพ้อแบบที่ไม่เคยได้ยิน 

ผมส่ายหน้าปฏิเสธทั้งที่ยังซุกอยู่กับไหล่บาง กอดกระชับแน่นขึ้นไม่สนใจแล้วว่าสิ่งที่ทำอยู่มันแปลกแค่ไหน

ถึงจะเคยกอด แต่ก็ไม่ใช่แบบนี้... ความรู้สึกนี้

“รู้ตัวหรือเปล่าครับว่าทำอะไรอยู่” 

"..."

ผมอยากตอบว่ารู้ รู้ดีที่สุด แต่ก็กลัวคำถามต่อไปที่จะตามมา

ทำแบบนี้ทำไม?

ถ้าเป็นเรื่องนั้นผมยังตอบไม่ได้... 

“เป็นวันที่แย่เหรอครับ” เงียบไปนานก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา

“อืม”

“ถ้ายอมให้กอด จะรู้สึกดีขึ้นหรือเปล่าครับ” ผมเงยหน้าขึ้นมามองเสี้ยวหน้าของคนในอ้อมแขนที่ทอดสายตามองไปทางอื่นอย่างเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร ก่อนจะเกยคางไว้บนไหล่ พยักหน้าตอบไป

“อืม”

“ถ้าอย่างนั้น... ก็หายกันแล้วนะครับ” 

“...” ผมชะงักไม่แน่ใจว่าไอ้ตี๋หมายถึงอะไร แต่ไม่นานสมองก็ประมวลผลได้จากความทรงจำตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

ผมเคยกอดปลอบใจมันสองครั้ง เรื่องข่าวลือบ้าๆ ของมัน และเรื่องไอ้ตรี... และไอ้ตี๋ก็ยอมให้ผมกอดในวันที่ผมกลับมาเจอกับวี ปลอบใจผมทั้งที่ไม่รู้เลยว่าสาเหตุจริงๆ ที่ผมกลุ้มใจคืออะไร

ไม่ใช่เพราะการได้เจอวี แต่เป็นเพราะการที่ได้เจอกันมันยิ่งเป็นการยืนยันว่าผมไม่ได้มีวีอยู่ในหัวใจอีกต่อไป...

เป็นอีกหนึ่งความจริงที่ผมเพิ่งยอมรับได้... คงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์

สิ่งที่ได้ตี๋พูด คงหมายถึงอ้อมกอดนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย... หมายความว่าที่ผ่านมาที่มันทำดีกับผม อยู่กับผมตอนที่ไม่สบายใจ เป็นเพราะรู้สึกติดค้างกับสิ่งที่ผมเคยทำให้ แค่นั้นสินะ

มีแต่ผมใช่มั้ย ที่รู้สึกว่าการกอดมันเป็นเหมือนสิ่งเสพติด พอได้ลองแค่ครั้งเดียวก็โหยหา จดจำ และคิดถึงสัมผัสนี้แทบตลอดเวลา

“รู้สึกดีขึ้นหรือยังครับ” ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่ามันอยากออกจากอ้อมกอดของผมแค่ไหน

รังเกียจขนาดนั้นเลยหรือไง

“ตี๋” ผมเรียก น้ำเสียงอ่อนแรงจนน่าขำ แต่ถึงอย่างนั้นคนในอ้อมกอดก็ยังนิ่ง รอฟัง “วันนี้กูพาผู้หญิงคนอื่นไป เพื่อประชดวี ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่ามันไม่มีประโยชน์อะไร”

“...”

“น่าสมเพชใช่มั้ย?” ผมยิ้มออกมาอย่างรู้สึกสมเพชตัวเอง ทั้งเรื่องที่ทำก่อนหน้านี้ หรือแม้กระทั่งตอนนี้ก็เหมือนกัน

ผมกำลังเรียกร้องความสนใจ ทำตัวน่าสงสารเพื่อให้มันเห็นใจผมอีกครั้ง อย่างน้อยแค่รั้งเอาไว้ให้ได้กอดนานขึ้นอีกหน่อยก็ยังดี

ไอ้ตี๋เงียบไปสักพัก ก่อนจะขยับหมุนตัวหันหน้ามาหาผม ดวงตาคู่สวยมองลึกเข้ามาในตา และผมพบว่ามันแฝงไปด้วยความรู้สึกหลากหลายไม่ต่างกัน 

มันสบตาผมอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานก่อนที่ริมฝีปากบางจะคลี่ยิ้มออกมาจางๆ “ใครๆ ก็ทำเรื่องน่าสมเพชได้เพื่อความรักไม่ใช่เหรอครับ”

“...”

“ผมเองก็เคยทำ จำได้มั้ย” ผมนึกย้อนกลับไปที่ครั้งหนึ่งมันเคยเกือบพลาดพลั้งทำร้ายได้ตรี แต่โชคดีที่ยังยับยั้งชั่งใจไว้ทัน

ยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงเรื่องนั้น... จุดเริ่มต้นของความรู้สึกผิด ที่นำพาไปสู่ความรู้สึกอื่นๆ ที่ทำให้ผมสับสนจนแทบบ้าอยู่ทุกวันนี้

“นั่นสินะ” ...ใครๆ ก็คงเคยทำเรื่องน่าสมเพชเพื่อความรักกันทั้งนั้น

ผมเอง ขนาดเคยพลาดพลั้งไปแล้ว ก็ยังไม่คิดจะเข็ดด้วยซ้ำ

“ไม่ต้องกังวลนะครับ ไม่เป็นอะไร” มือเรียวยกขึ้นมาลูบหัวผมเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ผมหลับตา ซึบซับความรู้สึกอบอุ่นนั้นไว้ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อถูกถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป

“เริ่มต้นใหม่ได้มั้ยครับ” ดวงตาภายใต้กรอบแว่นหนา จ้องมาด้วยสายตาที่ยากจะอธิบาย

คล้ายกับจะตัดพ้อก็ไม่ใช่ จะให้กำลังใจผมก็ไม่เชิง

เป็นสายตาแบบที่ทำให้ผมหวั่นไหว... แต่ก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าไม่ควรคิดไกล

“เหมือนที่คุณเคยขอผม ลืมผู้หญิงคนนั้นไป แล้วเริ่มต้นใหม่ได้มั้ยครับ” มือที่อยู่บนหัว เลื่อนลงมาแนบแก้ม ก่อนจะใช้นิ้วโป้งเกลี่ยเบาๆ คล้ายจะปลอบประโลม

ความอ่อนโยนที่ได้รับยิ่งทำให้หัวใจที่เต้นไม่ปกติ เต้นแรงขึ้นจนน่ากลัวว่ามันจะหลุดออกมา เผลอยกมือขึ้นมากุมมือข้างนั้นไว้ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ กระทั่งสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกคน

“แล้วมึง... เริ่มต้นใหม่ได้หรือยัง?” เอ่ยคำถามที่ค้างคาใจโดยที่ยังคงสบตาคู่สวยที่มองมาอย่างตกใจแวบหนึ่ง แต่สุดท้ายมันก็หลบสายตาไป 

“...” แทนที่จะได้คำตอบ ผมกลับเห็นใบหน้าใสขึ้นสีระเรื่อ แต่ดวงตากลับดูหม่นเศร้า และรอยยิ้มจางๆ ของมันก็ยิ่งทำให้อ่านยากว่ากำลังรู้สึกอะไร

ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกนิด จนหน้าผากชิดกันเพื่อต้องการค้นหาคำตอบที่ตัวเองต้องการ แต่เหมือนจะยิ่งทำให้ทุกอย่างยากขึ้น เมื่อคนในอ้อมกอดสะดุ้ง มองมาที่ผมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ยิ่งสบตากันก็ยิ่งเจอแต่ความว้าวุ่นยากอธิบาย จนผมไม่อยากจะค้นหาอะไรอีก 

ถ้ามีทางอื่นที่จะพิสูจน์ได้ก็คงดี

ขึ้นอยู่กับว่า คนตรงหน้าจะยอมให้ผมพิสูจน์ไหม...

“ตี๋” เอ่ยเรียกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ทว่าอีกฝ่ายคงได้ยินชัด เพราะอยู่ใกล้กันเพียงลมหายใจคั่นเท่านั้น 

“...” มันไม่ได้ตอบอะไร กัดริมฝีปากตัวเองด้วยสีหน้าลังเลใจ

คงเพราะรู้ว่าผมกำลังจะทำอะไร

“ตี๋...” ยังคงเรียกซ้ำๆ อย่างเว้าวอน 

และทันทีมันหันกลับมาสบตา มือที่เคยกุมมือมันไว้ยกขึ้นมาถอดแว่นหนาที่แสนจะเกะกะออกไป มืออีกข้างประคองใบหน้าใส ก่อนจะดึงใบมาใกล้ จนแน่ใจว่าจะไม่ถอยหนีจึงจรดริมฝีปากลงไป ขโมยลมหายใจอีกฝ่ายตามที่ตั้งใจ

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมจูบกับผู้ชาย... ผมเคยจูบกับไอ้ตรี เพื่อพิสูจน์ว่ามันไม่ได้รักผมแล้ว และมันได้ผล

ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ผมต้องการใช้จูบนี้พิสูจน์อะไรบางอย่าง... 

แต่ดูเหมือนมันจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง

แทนที่จะได้คำตอบ กลับกลายเป็นการกวนน้ำใสๆ ให้เต็มไปด้วยฝุ่น ขุ่นข้นจนยิ่งยากจะค้นหาอะไรได้ เมื่อริมฝีปากแตะกัน มันไม่ได้ถอยหนี ทว่าไม่ได้ยินยอม เหมือนยังมีกำแพงบางอย่างกั้นไม่ให้ผมละลาบละล้วงเข้าไปจนต้อง
ผละออกมาตั้งหลักใหม่อีกครั้ง ช้อนสายตามองคนที่เอาแต่ก้มหน้าหลบสายตากัน จนต้องยกมือขึ้นมาประคองบังคับใบหน้าใสที่ขึ้นสีจัดให้เงยหน้ากลับมาสบสายตาที่กำลังฉายแววเว้าวอน ขอร้องให้มันยอมให้ผมค้นลึกเข้าไปในใจ

ต้องลึกกว่านี้... ต้องล้วงเข้าไปให้ลึกถึงก้นบึ้งความรู้สึก ทั้งของมัน... และของตัวผมเอง 

เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมก็รั้งท้ายทอยมันลงมาแล้วกดจูบลงไปอีกครั้ง มอบสัมผัสที่แตกต่าง ...เน้นย้ำ ทว่าแผ่วเบา บดคลึงจนคนที่พยายามจะขัดขืนโอนอ่อน ก่อนจะค่อยๆ บังคับริมฝีปากบางให้เปิดออกพร้อมกับสอดเรียวลิ้นของตัวเองเข้าไปอย่างช้าๆ ละลาบละล้วง ทว่าไม่จาบจ้วง เพื่อที่จะได้ละเลียดชิมรสหวานจนพอใจ พร้อมกับบังคับให้อีกฝ่ายจะยอมคายความรู้สึกออกมา 

โดยไม่ทันคิดว่า การพาตัวเองก้าวไปข้างหน้าช้าๆ จะทำให้ผมตกหลุมลึก สู่เส้นทางเย้ายวนใจอันไร้ทางออกโดยไม่รู้ตัว 

จากแค่ริมฝีปากแตะกัน กลับกลายเป็นความต้องการล้ำลึกเพียงเสี้ยววินาที... ยิ่งได้ก็ยิ่งทวีความต้องการ กลายเป็นผึ้งแสนโลภ ที่ใช้ลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัดตักตวงน้ำหวาน อย่างไม่กลัวว่าจะสำลักตาย

"ดะ... เดี๋ยว..." เสียงแหบพร่าดังเคล้ากับเสียงหอบหนัก มือบางยกขึ้นมายันไหล่ผมไว้ หยุดริมฝีปากที่กำลังฉกฉวยลงไปอีกครั้ง หลังจากเปิดโอกาสให้ผละออกไปตักตวงอากาศหายใจ

"ตี๋" แต่ผมไม่คิดจะฟังเสียงร้องห้าม ดื้อดึงที่จะกดจูบลงไปบนริมฝีปากบางซ้ำๆ เรียกร้อง อ้อนวอนจนกระทั่งฝ่ามือที่เคยผลักใส เปลี่ยนมาโอบรอบคอผมไว้ พยุงร่างอันอ่อนแรงไม่ให้ร่วงหล่นลงไป 

เสียงครางอย่างพอใจดังแผ่วเบาเมื่อผมกระชับอ้อมกอดแน่น รั้งร่างเล็กเข้ามาใกล้เพื่อบดเบียดริมฝีปากแนบชิดกว่าเคย ลิ้นร้อนรุกไล่จนได้รับการตอบสนองเชื่องช้า งุ่มง่าม ทว่าแทนที่จะหงุดหงิด กลับยิ่งขับความต้องการที่ซุกซ่อนไว้ให้ทวีความรุนแรงขึ้นมา 

โดยไม่รู้ตัวผมอาศัยจังหวะที่ริมฝีปากดูดดึงช่วงชิงลมหายใจของกันและกัน ลูบไล้ฝ่ามือสะเปสะปะไปทั่วร่างกายบอบบาง พร้อมกับใช้มืออีกข้างไล่นิ้วปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตจนร่างกายขาวเนียนในส่วนที่ยังสัมผัสไม่ถึงเปิดเผยออกมา

“อึก... คุณซัน”  เสียงแหบพร่าเรียกชื่อผมอย่างตกใจทันทีที่ผมผละริมฝีปากออก เปลี่ยนเป้าหมายไปยังซอกคอหอมกรุ่น ขบกัดจนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง ส่งเสียงร้องประหลาดออกมาแผ่วเบา มือเรียวยกขึ้นมาดันแผ่นอกผมไว้คล้ายจะห้ามอีกครั้ง แต่แรงที่ส่งกลับไม่มากพอที่จะหยุดยั้งอะไร 
ผมยังคงฝังริมฝีปากตัวเองไปตามผิวกายขาวเนียน ทั้งไล้เลีย ขบกัดฝากร่องรอยคมเขี้ยวไว้ทุกหนแห่งเท่าที่จะทำได้ 

“คุณซัน...” เสียงกระซิบเอ่ยชื่อผมดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงจริงจังพอที่จะทำให้ผมผละริมฝีปากออกมา เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของใบหน้าที่ขมวดคิ้วมุ่น สบตากันด้วยสีหน้ายุ่งยากใจ 

“จะทำ... แบบนี้จริงๆ เหรอครับ” กระซิบด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม 

ผมไม่ตอบ แต่ส่งสายตาเว้าวอนกลับไป... ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ไฟปรารถนาที่เผลอจุดขึ้นมา มันไม่สามารถดับลงได้ง่ายๆ 

...ไม่ใช่ตอนที่ผมกำลังถลำลึก... และอยากจะถลำลึกลงไปมากกว่านี้อย่างไม่คิดจะลังเล

“ถ้าทำไปแล้ว... ห้ามมาเสียใจทีหลังนะครับ” คงเพราะอ่านสายตาผมออก เสียงทุ้มจึงเอ่ยออกมาแผ่วเบา แวบหนึ่งผมเห็นความเศร้าฉายชัดขึ้นมาในแววตา 

แต่ไม่ทันได้ถาม... มือบางก็ยกขึ้นมาประคองใบหน้าผมไว้ ก่อนจะเป็นฝ่ายจรดริมฝีปากลงมา 

บดเบียด เคล้าคลึงมอบสัมผัสหอมหวานมาให้ โดยที่ผมตอบรับอย่างไม่คิดจะคัดค้านใดๆ คนตัวเล็กวาดขาขึ้นมาคร่อมบนตักผมไว้ ขยับสะโพกเข้ามาใกล้จนหัวใจเต้นรัว ผมส่งเสียงครางในลำคอเมื่อนิ้วเรียวเริ่มไล่ปลดกระดุมเสื้อให้กัน ลากไล้ไปตามแผ่นอกอย่างเชื่องช้า อ้อยอิ่งราวกับจงใจจะทำให้ทรมาน... 

ชั่วขณะหนึ่งผมกลายเป็นฝ่ายถูกนำในจังหวะเนิบนาบ ทว่ากลับร้อนแรงจนกระตุ้นให้ไฟปรารถนาที่อยู่ในกายยิ่งลุกโหมจนคล้ายจะเผาไหม้หัวใจให้เป็นจุล ทนไม่ไหวจนต้องดันร่างคนยียวนกดแนบลงไปกับโซฟา พลิกตัวขึ้นมาเป็นฝ่ายขึ้นคร่อมไว้เสียเอง

คนใต้ร่างร้องเสียงหลงอีกครั้งเมื่อผมเริ่มใช้ริมฝีปากรุกเร้า ไล่จูบทั่วใบหน้า ซอกคอ ก่อนจะเลื่อนลงมากัดเม้มบนจุดอ่อนไหวบนแผ่นอก หยอกล้อจนสัมผัสถึงแรงเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนจังหวะไปอย่างชัดเจน 

ฝ่ามือยังคงลูบไล้เคล้าคลึงตามร่างกายขาวเนียน พลางบดเบียดสะโพกเข้าไปแนบชิดจนสัมผัสได้ถึงส่วนกลางร่างกายของอีกฝ่ายที่กำลังโป่งนูนตอบสนองสัมผัสวาบหวามไม่แพ้กัน มันยิ่งทำให้ทุกอย่างยากที่จะหยุดยั้ง ผมเลื่อนริมฝีปากขึ้นไปพรมจูบทั่วใบหน้าใสอีกครั้ง พร้อมกับค่อยๆ สอดมือเข้าไปในขอบกางเกงของอีกฝ่ายโดยไม่ให้ตั้งตัว 

"...!!" คนตัวเล็กสะดุ้งเฮือกทำท่าจะกระถดหนี แต่ผมก็ตามไปครอบครองริมฝีปากบาง กดจูบปลอบประโลมจนคนใต้ร่างกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง หลอกล่อให้ตอบรับสัมผัสหอมหวาน บิดเบือนความสนใจจากมือที่กำลังเลื่อนลงไปปลดกระดุมกางเกง  

ออกแรงดึงเพียงน้อยนิด รั้งขอบกางเกงหลุดจากสะโพกสวย เปิดเปลือยให้เห็นสัดส่วนของร่างกายที่ถูกซ่อนไว้ใต้อาภรณ์ ผมไล่สายตามองไปตามร่างกายเปลือยเปล่าใต้ร่างด้วยความรู้สึกยากจะอธิบาย เผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อได้รับรู้ถึงความรู้สึกแปลกใหม่ที่แล่นขึ้นมา

ไม่ได้รังเกียจ หรืออยากถอยหนี... แต่คล้ายกับบางอย่างในใจกำลังจะระเบิดออก

ทั้งที่มีทุกสิ่งบนร่างกายเหมือนๆ กัน แต่กลับอยากสัมผัส ครอบครองในทุกสัดส่วนราวกับเด็กน้อยที่ต้องการลิ้มรสขนมหวานที่ไม่เคยชิม

"อย่ามอง..." เผลอจับจ้องอยู่นานจนกระทั่งถูกเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงขาดห้วง มือบางเอื้อมมารั้งใบหน้าเบี่ยงเบนให้กลับไปสนใจใบหน้าใสที่ขึ้นสีด้วยความอายที่ไม่อาจปกปิดได้ ดูน่ารักซะจนอดใจไม่ไหว ต้องฉกฉวยริมฝีปากลงไปช่วงชิงลมหายใจอีกฝ่ายอีกครั้ง ใช้ลิ้นไล้เลียดูดดุนรีดน้ำหวานซ้ำๆ พร้อมกับไล่มือไปทั่วร่างนวดคลึงปลอบประโลม หวังให้เคยชิน ก่อนจะหยุดลงตรงส่วนร้อนกลางลำตัว

"ให้กูทำนะ" กระซิบข้างหู เอ่ยขอด้วยน้ำเสียงเว้าวอน 

ไม่รอคำตอบ เริ่มขยับฝ่ามืออย่างช้าๆ เมื่อเห็นชัดว่ามันกำลังทรมาน เสียงครางแผ่วยิ่งกระตุ้นให้ผมเร่งจังหวะรูดรั้งรัวเร็วตามแรงปรารถนาจนร่างเล็กบิดเร่า ร้องผวาขณะเอื้อมมือออกมาโอบรอบคอผมไว้แน่น

“ซัน... อึก... ซัน” น้ำเสียงแหบพร่าที่กระซิบเรียกชื่อผมโดยไร้สรรพนามนำหน้า ยิ่งนำพาไฟปรารถนาให้ลุกลามจนผมควบคุมไม่ได้ ปรนเปรออีกฝ่ายจนพอใจ ก่อนจะใช้น้ำเหนียวข้นที่ชะโลมทั่วฝ่ามือ นำทางให้นิ้วหนึ่งชำแรกเข้าไปในที่ช่องทางด้านหลังอย่างระมัดระวัง แต่ถึงอย่างนั้นไอ้ตี๋ก็ยังร้องลั่น ผวาจนต้องหยุดเพื่อกดจูบลงไปบนเรียวปากบาง ปลอบประโลมซ้ำๆ เพื่อให้คลายความตกใจ

เนิ่นนานจนแน่ใจว่าคนตัวเล็กหายตื่นตระหนกกับสัมผัสแปลกใหม่ที่มอบให้ จึงเริ่มกดนิ้วลงไปอีกครั้ง ริมฝีปากยังคงไม่ผละออกจากกัน ซ้ำยิ่งไร้ช่องว่างเมื่อแขนที่โอบรอบคอกอดรัดดึงรั้งใบหน้าเข้าไปให้แนบชิดยิ่งกว่าเดิม ลิ้นที่เคยตักตวงด้วยความละโมบ เปลี่ยนเป็นมอบสัมผัสอ่อนโยนเพื่อผ่อนคลาย ขณะสอดนิ้วกดลึกลงไปสำรวจด้านในร่างกายอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้า ค่อยเป็นค่อยไป ขยับเข้าออกจนร่างเล็กบิดเร่าแอ่นตัวรับสัมผัสวาบหวามด้วยสีหน้าเย้ายวนจนผมแทบจะคลั่งตาย

"ซัน... ช่วย... ช่วยที..." เมื่อได้ยินเสียงกระซิบเอ่ยชื่อผมพร้อมกับเรียกร้องอย่างเต็มใจ ผมก็ไม่รอช้าที่จะปลดกางเกงตัวเอง เผยส่วนที่ปวดหนึบคับแน่นอยู่ภายในให้พ้นความทรมาน 

บดจูบที่ทวีความรุนแรงตามไฟปรารถนา พลางจับขาเรียวให้เกาะเกี่ยวสะโพกหนา ก่อนจะบดเบียดร่างกายแนบชิด ค่อยๆ นำพาส่วนร้อนที่กำลังขยายตัวเข้าไปแทนที่นิ้วมือซึ่งใช้สำรวจช่องทางก่อนหน้า 

กดลึก...แนบสนิท ก่อนจะแช่อยู่อย่างนั้นเพื่อให้อีกฝ่ายปรับตัว 

"ตี๋..." รู้สึกอึดอัดจนครางไม่เป็นเสียงขณะซุกซบลงขบกัดซอกคอที่ฝากรอยไว้จนไร้ที่ว่าง ลากลามไปถึงใบหูเล็กอย่างระบายอารมณ์ ได้ยิน
เสียงสะอื้นดังคลอกับเสียงครางแผ่ว เรียกให้ผมเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าใสที่ชโลมไปด้วยเหงื่อซึ่งผุดซึมทั่วร่างกายจนเปียกชุ่มไม่ต่างกัน นัยน์ตาหวานเยิ้มที่แต่งแต้มด้วยหยาดน้ำที่หางตา ทำให้ผมก้มหน้าลงไปจรดริมฝีปากกดซับหยดน้ำนั้นไว้ ไล้เลีย ลากลิ้นลงไปทั่วใบหน้าใส พรมจูบปลอบประโลมซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้เบื่อ เพื่อรั้งรอให้คนตัวเล็กหายตกใจกับสัมผัสอันไม่คุ้นเคย

“โช... โชกุน” เผลอเอ่ยกระซิบเรียกชื่อจริงของอีกฝ่ายออกมา ไม่ทันเตรียมใจว่ามันจะยิ่งทำให้ความร้อนที่กำลังโอบรัดส่วนกลางร่างกายตอบสนองจนไม่อาจทนไหวอีกต่อไป

ไฟในใจเริ่มลุกโหมอีกครั้งเมื่อผมเริ่มขยับ จูบซ้ำๆ มอบสัมผัสอ่อนหวานลึกซึ้งที่ไม่เคยมอบให้ใคร เสียงครางสุขสมปนเปจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของใคร ดังเคล้ากับเสียงร่างกายเหนอะหนะที่กระทบกันอย่างน่าอาย สองร่างไขว่คว้ากอดก่าย จนแนบสนิทไร้ช่องว่างใดๆ ปล่อยให้แรงอารมณ์นำพาให้ถลำลึกอย่างที่ใจปรารถนา 

มากขึ้น... และมากขึ้นอีกในท่วงทำนองแสนหวานยิ่งกว่าที่เคยจินตนาการ... 

ชั่ววินาทีหนึ่งที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปไกลเกินห้าม ผมเกิดคำถามเหมือนกับหลายๆ ครั้งที่การกระทำของผมพาให้นึกย้อนกลับไปถึงสาเหตุของมัน

ผมทำแบบนี้ทำไม? 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมทำลงไปเพราะเมา... เพราะเศร้า... หรือเพราะบรรยากาศพาไป

กว่าจะยอมรับคำตอบได้ ก็ตอนที่ไฟปรารถนาพาร่างกายไต่ระดับจนถึงจุดสูงสุด ทุกอย่างกลับมาสงบนิ่ง ขาวโพลนทว่าสุขสม เป็นชั่วขณะที่ผมค้นพบว่าสิ่งรอบกายไม่มีความหมายใดๆ เช่นเดียวกับที่รู้ชัดเจนว่าสิ่งที่เอ่อล้นอยู่ในใจไม่ใช่ความเศร้า ...
และสิ่งที่ทำไปทั้งหมด ไม่ใช่เพราะความเมาเลยสักนิด

“โชกุน...” วินานี้นั้นผม
รู้แค่ว่าตัวเองไม่ต้องการอะไรอีก นอกจากกอดร่างเล็กไว้แนบอก ซึบซับความสุขที่กำลังล้นทะลัก กักเก็บไว้ให้นาน 

และยังอยากจะโอบกอด กลืนกินอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น ...แต่เพียงผู้เดียว 





-----------------------------------------------------------------------
เขียนยากจังเลยอ่ะ ;^;
เป็นตอนที่มีหลายความรู้สึกมากที่อยากจะสื่อ ไม่รู้ด้วยว่าสื่อถึงมั้ย
ยังไงก็ติได้เสมอเลยนะคะ

25/02/2560
แอบมาแก้ไขเพราะรู้สึกว่าอารมณ์มันยังติดขัดนิดหน่อย 
แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะว่าดีขึ้นหรือแย่ลง หรือไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง 55555 แงงง



B
E
R
L
I
N
?
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 208 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

574 ความคิดเห็น

  1. #530 Jibangrin (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:25
    อู้วววววววว หายโง่ซะทีเนอะะะ(??) ภาษาสวยมากกกก ;—;
    #530
    0
  2. #466 ppppjih (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 14:12
    ฮือ คลุมเครือมาก
    #466
    0
  3. #435 Theaeaeee (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 มีนาคม 2561 / 00:21
    น้องโชของแมมม่
    #435
    0
  4. #427 taihuafoo (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 01:46
    ร้องไห้อะค่ะ หน่วงสุด!! ภาษาดีมากเว่อร์เลยค่ะไรท์เตอร์👍
    #427
    0
  5. #421 Yesmyboy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 14:07
    ตอนแรกมาหวานๆ โอบล้อมไปด้วยความร้อนแรงหมดเลย ซันก็ดูไม่ใช่คนที่ชอบผู้ชายอ่ะ ทำถึงขนาดนี้ความต้อฃการมากขนาดนี้น่าจะรู้ใจตัวเองแล้วว่าชอบโชแต่โชอ่ะดิ แอบชอบซันด้วยใช่มั้ย ถ้ายอมแบบนี้เศร้าตอนซันรู้สึกไม่ดีไปด้วยอีก
    #421
    0
  6. #261 Sket-D (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 07:09
    เราสัมผัสว่ามันไม่ได้ทำไปเพราะสับสน เมา หรือว่าอารมณ์ชั่ววูบ ทุกอย่างมันเต็มไปด้วยการค้นหาคำตอบ และเราคิดว่าซันน่าจะเจอคำตอบนั้นแล้วนะ:)
    #261
    0
  7. #145 น้ำพัน (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2560 / 15:31
    ชอบสำนวนไร้ท์จังเลยค่ะ ฉากเอ็นซีคือดีงาม ละมุนละไมมาก แล้วที่ทุกคนเตือนซันว่าให้ระวังจะเสียใจแม้แต่นายเอกก็ยังเตือนจะมีมาม่าอีกระลอกไหมคะ ฮืออ เขาได้กันแล้วคนอ่านใจบางขึ้นมาทันทีเลยค่ะ
    #145
    0
  8. #60 sparkleVegetable (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 08:03
    เป็นฉากสำคัญที่...ละมุนมากเวอร์ เขียนดีมากเลยค่ะ ส่วนตัวไม่ได้คิดว่ามันเป็นเเค่เหตุการณ์ที่เกิดจากความสับสน หรืออะไร แต่มันมีความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างที่มีความสำคัญของทั้งคู่ ซันที่กำลังทำความเข้าใจตัวเอง ก็เหมือนจะรู้คำตอบ ส่วนโช ตอนที่เรียกชื่อซันแบบไม่มีคำนำหน้านั่นมัน..อั้ก! //กุมหัวใจ
    #60
    0
  9. #50 chachap (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2560 / 18:22
    งืออซันนนนนนนนนนนน
    #50
    0
  10. #47 Eickiwsang2543 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 21:10
    ไรท์เขียนฉากนี้ได้ดีมากเลยโอ้ยยเข้าใจความรู้สึกซันเลยอ่ะ ดีงามมม
    #47
    0
  11. #46 สายดอง (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 / 15:04
    ฉากวันนี้ 10 10 10! ไปเลยค่ะ!!
    #46
    0
  12. #45 muk ka (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 17:38
    ว้ายต้ายแล้วววว 
    ฟินมาก แต่ก็หน่วงนิดๆ 
    เพราะยังไม่ชัดเจนและเข้าใจกันจริงๆ
    #45
    0
  13. #44 aormanii (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 15:40
    ไม่รู้จะติอะไรอะไรอ่ะไรท์ มันดีไปหมด ขอบคุณนะคะที่ขยันมาอัพให้อ่าน ^^
    #44
    0
  14. #43 alittlethink (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 13:48
    ดีมากเลยไรท์ ฮือออ เข้าใจความรู้สึกซันนะ มันสับสน ไม่เข้าใจตัวเอง อยากมั่นใจ อะไรต่างๆ ฮืออ มันดีมากก
    #43
    0