นิยาย Dek-D

ไม่พลาดทุกการอัปเดต
เพียงอ่านผ่านแอปนิยาย Dek-D

แอปที่จะทำให้คุณสามารถอ่านนิยายได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย รับรองสนุกไม่มีเบื่อ! ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ว บน Android, iOS และ HUAWEI

คัดลอกลิงก์เเล้ว

Tell Me 'Who Do You Love?' ภารกิจตามหาหัวใจ ให้ยัยตัวป่วน

'วิญญาณ' บางทีมันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรอกนะ -_-

ยอดวิวรวม

2,033

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


2,033

ความคิดเห็น


10

คนติดตาม


16
เรทติ้ง : 100 % จำนวนโหวต : 2
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  28 ต.ค. 55 / 20:39 น.
นิยาย Tell Me 'Who Do You Love?' áԨ µǻǹ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


  


'เขา' คือ 'วิญญาณ' ที่ต้องการจะเลื่อนขั้น (?) เป็น 'เทวดา'
และภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาจากเบื้องบนก็คือ
การทำให้ 'เธอ' สารภาพรักกับคนที่ 'แอบรัก'
แต่ทว่า...
"แต่ฉัน... ไม่ได้กำลังแอบชอบใครนี่นา -O-"

...!!?
เพื่อทำภารกิจให้ลุล่วง ทั้งคู้จึงต้องทำการสืบหา
ว่าความจริงแล้ว 'ใคร' คือคนที่อยู่ในใจของเธอกันแน่
งานนี้จะสำเร็จหรือไม่ ใครจะสารภาพรักกับใคร ใครคือคนที่ทั้งคู่ตามหา...
ต้องคอยติดตาม!
...
...
"ให้ตายเถอะ ยัยบ้า! บอกมาซะทีว่าเธอกำลังตกหลุมรักใคร!"



 
© tenpoints !

เนื้อเรื่อง อัปเดต 28 ต.ค. 55 / 20:39


                คุณเคยเจอผีมั้ย?  ไม่สิ...วิญญาณต่างหาก (ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสองคำนี้มันแตกต่างกันยังไง แต่ในเมื่อ เขาบอกว่าต่าง ก็คงต่างล่ะนะ -_-)

            มันดูจะเป็นคำถามที่น่ากลัวไปหรือเปล่านะ สำหรับนิยายรักหวานแหวว? แต่เอาเถอะ ก็คนมันอยากรู้นี่นา -^-

            ตลอดชีวิตสิบเจ็ดปีที่ฉันเกิดมา สาบานได้ว่าฉันไม่เคยเลยสักครั้ง ที่จะเอาตัวเองไปเกี่ยวพันกับเรื่องลี้ลับพรรค์นั้น

จะมีก็แต่ดูหนังผีเป็นบางเรื่อง (จากสถิติแล้ว ฉันดูไม่ถึงสิบเรื่องด้วยซ้ำ ตั้งแต่เกิดมา -_-) แต่ก็ไม่คิดว่าจะเอาตัวเองไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่าสิ่งไม่มีชีวิตที่เรียกว่า วิญญาณจะมีตัวตนอยู่จริงๆ หรือเปล่า ...ที่ฉันตั้งใจจะบอกก็คือ ในเมื่อฉันไม่เคยลบหลู่ หรือทำอะไรที่เป็นการละเมิดสิทธิ (อ) มนุษยชนบุคคลต่างมิติเลยสักครั้ง  

แล้ว...ทำไม หมอนั่นถึงเอาแต่ตามรังควานฉันล่ะ T^T

 

เสียงเพลงกล่อมเด็กที่ฉันจำได้ว่าเคยได้ยินเมื่อตอนเด็กๆ ดังแว่วเข้ามาจนทำให้ฉันที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงนุ่มๆ รู้สึกตัวขึ้นมา บ้านไหนเปิดเพลงเนี่ย มันดังหนวกหูคนอื่นเขาไม่รู้หรือไง -*-

“อื้อ... =__=!” ฉันพลิกตัวด้วยความรำคาญ แต่ก็พบว่าตัวเองคิดผิด เมื่อพลิกมาอีกด้านแล้วโดนแสงจากหน้าต่างแยงเข้ามาในตาเต็มๆ ใครเปิดม่านไว้เนี่ย T_T ฉันค่อยๆ ลืมตาอย่างหมดความอดทนที่จะข่มตาหลับต่อไป

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มๆ ที่ดังขึ้นมา ทำให้ฉันที่กำลังจะยกมือขยี้ตาตัวเองถึงกับชะงัก

คะ... ใครน่ะ ฉันพยายามเพ่งสายตามอง และพบว่ามีใครบางคน กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของฉัน ใครบางคนที่ฉันคุ้นหน้าซะจนน่าใจหาย รอบตัวของ เขาผู้นั้น มีแสงสว่างที่ฉันเคยคิดว่าเป็นแสงแดดจากยามเช้าที่สาดส่องเข้ามา แต่เปล่าเลย ผ้าม่านสีดำที่หน้าต่างยังคงปิดสนิท แสงจากภายนอกไม่อาจส่องเข้ามาได้

ดังนั้น ที่มา ของแสงนั่น คือ เขา ที่นั่งอยู่ตรงนั้นต่างหาก...

“อันที่จริงฉันตั้งใจจะร้องเพลงกล่อมนะ แต่ไหงทำเธอตื่นซะงั้น -.-

            “,..” ยังคงนิ่งอยู่

            “เฮ้ ตกลงว่าตื่นหรือยังกันแน่เนี่ย” ไม่ว่าเปล่า เจ้าของร่างนั้นยังกระโดดลงจากโต๊ะเขียนหนังสือมาโบกไม้โบกมืออยู่ตรงหน้าฉัน ...และมันคงจะน่าตกใจน้อยกว่านี้ถ้าเขาเดินมาแบบคนปกติ ไม่ใช่... โผล่มา...แบบ...

            “อย่าเรียกฉันว่าผีนะ -*-

            “กะ... กรี๊ดดดดด!

            “เฮ้ย! เธอจะกรี๊ดทำไมเนี่ย =O=!” โผล่ไปอยู่ตรงหน้าต่างแล้ว

            พระ...เจ้า... นั่นมัน...

ตึง!

“ฮะ...เฮ้ย อ้าว สลบไปแล้ว -_-;

 

ฝันร้าย... นั่นมันฝันร้ายชัดๆ ไม่มีทางเป็นเรื่องจริง เป็นไปไม่ได้แน่ๆ จะเป็นเขาไปได้ยังไงกัน ก็ในเมื่อ...

โอ๊ยย ให้ตายเถอะพระเจ้า! ฉันประสาทหลอนไปแล้ว ToT

            “อ้าวไวน์ เป็นไรไปทำไมหัวฟูแบบนั้นอ่ะ” เมย์ เพื่อนร่างท้วมที่กำลังนั่งส่องกระจกดูใบหน้าบวมๆ ของตัวเอง หันมาถามทันทีที่เห็นฉันเดินเข้ามาในห้องเรียน

ยัยนี่ไม่ใช่คนแรกหรอกที่ถามฉันแบบนี้ เมื่อเช้าก่อนมาโรงเรียนพ่อกับแม่ก็ทักฉัน ด้วยคำถามแบบเดียวกันนี่เด๊ะๆ =_= อันที่จริงฉันหวีผมแล้วนะ แต่มันไม่ยอมเรียบอ่ะ T^T ฉันก็เพิ่งเข้าใจตอนนี้เองนี่แหละ ว่าความรู้สึกกลัวจนขนหัวลุกมันเป็นยังไง ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่ความฝันแท้ๆ

            “ไม่มีอะไรหรอก” ฉันบอกอย่างขอไปที ก่อนจะหย่อนก้นนั่งลงที่โต๊ะข้างๆ ยัยเมย์ที่กลับไปส่งกระจกเหมือนเดิมพร้อมกับบ่นอุบกับสิวเม็ดเป้งที่ขึ้นกลางหน้าผากของเธอ ฉันถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะล้วงเอาแซนด์วิชในกระเป๋าขึ้นมากิน

            เมื่อเช้าฉันตื่นสายมาก จนไม่ทันได้กินข้าวต้มกุ้งของโปรดที่แม่อุตส่าห์ทำไว้ให้เลย แม่ตกใจมากที่เห็นฉันยังคงนอนหลับอยู่ ทั้งๆ ที่แม่ได้ยินเสียงฉันกรี๊ดลั่นบ้าน ก็เลยนึกว่าตื่นแล้ว

ใช่...แม่ได้ยินเสียงกรี๊ด ...แต่ก็ใช่ว่าจะหมายความว่าเรื่องที่ฉันเห็นเป็นเรื่องจริงนี่ บางที... ฉันอาจจะละเมอกรี๊ดออกมาก็ได้ ก็เล่นฝันร้ายขนาดนั้นนี่นา -O-; แต่ช่างมันเถอะ ฉันไม่อยากคิดเรื่องนั้นแล้ว คิดไปก็หนักหัวเปล่าๆ

“แหยะ” ฉันร้องออกมาพร้อมกับคายแซนวิชที่เพิ่งจะกัดเข้าไปคำแรกออกมา ให้ตายเถอะ แม่แอบใส่หอมใหญ่มาให้อีกแล้ว เคยบอกตั้งล้านรอบได้แล้วมั้ง ว่าฉันไม่กินหัวหอมใหญ่ ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนทั้งนั้น แต่แม่ฉันก็ขยันหลอกล่อให้ฉันกระเดือกมันลงไปอยู่นั่นแหละ ทั้งพยายามหัน สับ ซอย ให้มันกลายเป็นชิ้นเล็กที่สุดเท่าที่จะเล็กได้ เพื่อจะซ่อนมันเข้ามาในอาหารจานโปรดของฉัน แต่นั่นมันเคยได้ผลที่ไหน ก็กลิ่นมันโชยจะตาย หรือถ้าไม่ได้กลิ่น แค่กัดคำแรกฉันก็รู้แล้วล่ะ ว่ามีหัวหอมซ่อนอยู่

“เมย์ กินไอ้นี่มั้ย” ฉันหันไปถามเพื่อน พลางยื่นแซนด์วิชอีกอันไปให้ยัยเมย์ที่ตาลุกวาวขึ้นมาทันที

“โหย ไม่ได้กินข้าวเช้ามาพอดีเลยอ่ะ ขอบใจนะ >.<” ว่าแล้วเธอก็หยิบแซนด์วิชไปกิน ในขณะที่ฉันห่อชิ้นที่ตัวเองกินเหลือไปทิ้งที่ถังขยะ

“เธอนี่ยังไม่ชอบหอมใหญ่เหมือนเดิมเลยนะ”

“แหงล่ะ รสชาติมันประหลาดจะตาย แถมเหม็นอีกต่างหาก” ฉันเบะปากนิดๆ ก่อนจะหันกลับมามองแกมมาที่นั่งอยู่ข้างถังขยะ แต่หมอนี่กลับทำหน้าเหวอๆ เหมือนกับกำลังงงว่าฉันพูดกับเขาเหรอ

ฉันชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะถามออกมาเบาๆ “เมื่อกี้นี้...นายได้พูดกับฉันหรือเปล่า?”

(=_=;  )(  =_=;)(=_=;  )(  =_=;)” เขาส่ายหน้าพร้อมกับมองฉันด้วยท่าทางหวาดๆ

ไม่หรอก ฉันรู้คำตอบอยู่แล้วว่าเขาไม่ได้พูด... ฉันจำเสียงหมอนี่ได้ และมันไม่ใช่เสียงเขาแน่ๆ ...เสียงนั่นมันเหมือนกับ...

“ช่ายยๆ~ เสียงฉันเองแหละ -_-” เสียงตอบรับเนือยๆ ของใครบางคนดังขึ้นมาที่ข้างหู พร้อมกับที่ฉันสัมผัสได้ถึงใบหน้าของเขาที่ยื่นข้ามไหล่ออกมา

มะ... ไม่จริง...

ตุบ

“เฮ้ย ไวน์ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า” แกมมาถามเสียงดัง หลังจากเห็นฉันทรุดลงไปนั่งกับพื้นต่อหน้าต่อตา ฉันไม่ตอบคำถามเขา และยังคงนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น เมื่อสายตาของฉันมองเห็น เขาที่นั่งไขว่ห้างอยู่ที่โต๊ะครูหน้าห้องเรียน ทั้งๆ ที่เมื่อกี้นี้เจ้าของร่างสูงนั่นยังยืนอยู่ด้านหลังฉันอยู่เลย  

“ไวน์ เป็นอะไรไป” ฉันได้ยินเสียงของเมย์ดังแว่วเข้ามาในหู แต่ประสาทรับรู้ของฉัน กลับไม่ได้อยู่ที่เธอเลย

“เป็นไปไม่ได้” ฉันพึมพำออกมาเบาๆ พร้อมกับจ้องผู้ชายคนนั้นไม่วางตา และพบว่ามันเป็น เขาไม่ผิดแน่...

พระเจ้า... นี่ฉันยังฝันอยู่งั้นเหรอ

“ไวน์! เธอได้ยินฉันรึเปล่า” แรงเขย่าที่แขน และเสียงตะโกนแหลมๆ ของยัยเมย์ ทำให้สติของฉันกลับเข้าที่อีกครั้ง ฉันหันมาหาเธอก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เบามาก ราวกับคนไม่มีแรง

“ฉัน...ไม่เป็นไร” ว่าพลางพยุงตัวเองลุกขึ้นมาจากพื้นโดยมียัยเมย์ และแกมมาช่วยประคอง ฉันยิ้มให้พวกเธอ ก่อนจะหันกลับไปมองที่โต๊ะครูอีกครั้ง แต่กลับพบว่าเขาหายไปแล้ว

“ไม่เป็นไรได้ไง หน้าเธอซีดมากเลย ไปห้องพยาบาลเถอะ เดี๋ยวฉันพาไป” เมย์กำลังจะพาฉันเดินไป แต่ฉันกลับแกะมือเธอออกและปฏิเสธ

“ฉันไม่เป็นไรจริงๆ ขะ...ขอตัวก่อนนะ” ว่าจบฉันก็เดินออกจากห้องเรียนพร้อมกับหัวใจที่เต้นถี่ เพราะภาพที่เห็นก่อนหน้านี้

ฉันไม่ได้ฝัน ผู้ชายคนนั้นคือเขา... เป็นเขาจริงๆ...

ปัง!

ฉันปิดประตูห้องน้ำพร้อมกับลงกลอนแน่นหนา โดยไม่สนใจเลยว่าจะมีใครคนอื่นอยากเข้าหรือเปล่า เวลานี้ฉันต้องการอยู่คนเดียว... ไม่สิ ฉันต้องการคุยกับ เขาต่างหาก

“ฟรานซ์ นั่นนายใช่มั้ย ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!” ฉันตะโกนเสียงดังท่ามกลางความเงียบภายในห้องน้ำหญิง พลางมองไปรอบๆ เพื่อรอว่าเขาจะปรากฏตัวตรงไหน แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า ใครมาเห็นคงต้องหาว่าฉันบ้าแน่ๆ ที่เอาแต่ตะโกนปาวๆ อยู่คนเดียวแบบนี้

 “ฟรานซ์...!” ฉันกำลังจะตะโกนเรียกเขาอีกครั้ง แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อร่างสูงนั่น... มาปรากฏตัวตรงหน้าฉันแล้ว...

“ได้ยินแล้วล่ะน่า ไม่ต้องตะโกนซ้ำซากหรอก -_-;” เขาค่อยๆ เดินเข้ามาพลางทำท่าแคะหูเหมือนรำคาญเสียงฉันเต็มทน

...แต่ไม่ว่าเขาจะทำท่าแบบไหนก็ช่าง แต่การที่เขามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า ก็ทำให้ฉันทรุดลงไปกองกับพื้นอีกครั้งด้วยความช็อค

“เป็นนายจริงๆ” ฉันกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก สายตาของฉันยังคงจ้องไปที่ผู้ชายตรงหน้าอย่างไม่ยอมกะพริบ

เขาคือฟรานซ์... ฟรานซ์ซิส...เพื่อนสมัยเด็กของฉันจริงๆ

นะ...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ ทำไมล่ะ ก็ทั้งๆ ที่เขา...

“ทั้งๆ ที่ฉัน ตายไปแล้ว” เขาต่อคำพูดในความคิดของฉันให้สมบูรณ์ด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย  “ใช่ ฉันตายไปแล้ว และฉันก็เป็นวิญญาณ... วิญญาณ นะ ไม่ใช่ ผีกรุณาทำความเข้าใจด้วย เพราะฉันไม่ชอบให้ใครเรียกฉันด้วยคำพูดน่าเกลียดๆ นั่น”

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสองคำนั้นมันต่างกันยังไง แล้วก็ไม่คิดอยากจะรู้ด้วย ...แต่สิ่งที่ฉันสงสัยตอนนี้ก็คือ

“นะ...นายต้องการอะไร” ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่นไม่หาย ถึงแม้ว่าฟรานซ์จะไม่ได้โผล่มาในสภาพที่ดูน่ากลัวเหมือนในหนังผีที่ฉันเคยดู แต่ สิ่งที่เขาเป็นก็ทำให้ฉันอดที่จะกลัวไม่ได้อยู่ดี

“นี่เธอพูดได้แล้วเหรอ ฉันคิดว่าจะนั่งเป็นใบ้อยู่อย่างนั้นทั้งวันซะอีก” เขาแดกดันด้วยท่าทางกวนประสาท ซึ่งท่าทางแบบนี้ มันไม่ได้ต่างจากตอนที่เขามีชีวิตอยู่เลย...

...และฉันดีใจที่มันเป็นแบบนั้น

 “อา...หน้าเธอหายซีดแล้วนี่ ดีแล้วล่ะ เพราะฉันไม่ชินเอาซะเลยกับการที่เธอทำท่าหวาดกลัวฉัน ทั้งๆ ที่เราเคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน” คำพูดเชิงน้อยใจที่ออกมาจากปากเขา ทำให้ฉันรู้สึกสำนึกขึ้นมาได้

นั่นสินะ...ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเราสนิทกันมากขนาดนั้น แต่ฉันกลับทำท่าหวาดกลัวเขา เพียงเพราะเขาเป็นผะ... เอ่อ...วิญญาณ...มันฟังดูไม่ถูกต้องเลย

            “ฉันขอโทษ” น้ำเสียงของฉันเบาหวิว

            “ช่างเถอะ ฉันก็ไม่ได้ติดใจกับเรื่องเล็กน้อยแค่นี้อยู่แล้ว” เขาว่าพลางยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ว่าแต่เธอเถอะ คราวนี้พร้อมที่จะฟังฉันพูดธุระสำคัญหรือยัง”

            “ธุระสำคัญ?” ฉันทวนคำด้วยความงุนงง วิญญาณอย่างเขา มีธุระสำคัญที่จะคุยกับมนุษย์อย่างฉันได้ด้วยเหรอ -O-

            “แหงล่ะว่าต้องมีได้สิ ไม่งั้นฉันจะโผล่หน้ามาให้เธอกรี๊ดใส่หูเล่นทำไมล่ะ” เขาเบ้ปากอย่างกวนประสาท แต่สิ่งที่ฉันสนใจก็คือ...เขาตอบคำถามที่อยู่ในใจของฉันอีกแล้ว...นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันรู้ว่าวิญญาณสามารถอ่านใจคนได้ ฉันคิดว่าความสามารถนี้จะมีอยู่แต่ในพวกแวมไพร์หรืออะไรเทือกนั้นซะอีก (เหมือนในแวมไพร์ ทไวไลท์ไง!)      

“เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า” น้ำเสียงเรียบนิ่งของฟรานซ์ ทำให้ฉันหลุดออกจากภวังค์ความเพ้อฝันของตัวเองในที่สุด “เมื่อกี้เธอถามว่าฉันต้องการอะไรใช่มั้ย ถูกต้อง...ฉันมีสิ่งที่ต้องการ และการที่ฉันมาปรากฏตัวให้เธอเห็นในวันนี้ ก็เพื่อที่จะทำให้เธอ...ผู้ซึ่งเป็นคนเดียวที่จะทำให้ความต้องการของฉันเป็นจริง ช่วยทำให้ความต้องการของฉันเป็นจริงขึ้นมาจริงๆ ซะที...”

            “ฮะ?” ฉันร้องเสียงหลง

สารภาพตามตรงนะ...ฉันงงกับไอ้ประโยคยาวๆ ข้างบนนั่นมากเลย =_=;

ฟรานซ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับมองฉันเหมือนจะด่าว่าโง่ ก่อนจะอ้าปากพูดอีกครั้ง และฉันก็ตั้งใจฟังเขาอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกด่าทางสายตาอีก “สรุปก็คือ...ฉันมีเรื่องอยากจะให้เธอช่วย”

“ช่วย?...ช่วยยังไง” ฉันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ แต่หมอนี่กลับดีดนิ้วดังเป๊าะ ก่อนจะชี้หน้าฉันอย่างถูกใจ

“เป็นคำถามที่ดี... อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักหรอก ไม่ต้องห่วง”

“...”

 “เธอก็แค่...”

“?”

“บอกฉันมา ว่าตอนนี้เธอกำลัง ตกหลุมรักใคร”

หะ...หา!?

 

            เมื่อแปดปีก่อน...ตอนที่ฉันอายุเก้าขวบ...ฉันมีเพื่อนที่สนิทมากคนหนึ่ง เขาชื่อฟรานซ์...ฟรานซิส แฮนเดอร์สัน ตอนนั้นครอบครัวของเขา เพิ่งย้ายบ้านมาอยู่ที่ข้างบ้านฉัน เราไม่เคยรู้จักกัน แต่หมอนั่นกลับทำท่ากวนประสาทฉันตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหน้า พ่อกับแม่ของเขาส่งให้เขาเรียนโรงเรียนเดียวกับฉัน และฝากฝังให้ฉันช่วยเป็นเพื่อนกับเขา และนั่นทำให้เราสนิทกัน...แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่มีเพื่อนคนอื่นหรอกนะ หมอนั่นน่ะ มีเพื่อนเป็นโขยงในเวลาไม่ถึงปี ในขณะที่ฉันยังต้องนั่งกินข้าวคนเดียวอยู่เลย =_=  เราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ไปโรงเรียนด้วยกันทุกเช้า เรียนห้องเดียวกัน หลังเลิกเรียนก็กลับบ้านด้วยกัน บางครั้งเวลาที่พ่อแม่ของเขาไม่อยู่ เขาก็จะมานอนค้างที่บ้านของฉันด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าชีวิตทุกวันของฉัน จะต้องมีหมอนั่นมาป้วนเปี้ยนอยู่ด้วยตลอด

            จนกระทั่งวันหนึ่ง ครอบครัวของฟรานซ์ต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศ หลังจากที่เราจบมัธยมต้น จำได้ว่าตอนนั้นฉันร้องไห้ฟูมฟายเป็นวันๆ เพราะไม่อยากให้เขาไป เราถึงขั้นพากันหนีไปซ่อนในหอดูดาวซึ่งเป็นสถานที่ลับของพวกเราเลยด้วยซ้ำ ...แต่สุดท้ายก็ถูกพวกผู้ใหญ่ตามเจอจนได้ ฟรานซิสต้องไปต่างประเทศกับพ่อแม่ เขาสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมฉันบ่อยๆ จะซื้อขนมกับของฝากน่ารักๆ มาให้ฉันทุกครั้งที่กลับมา

            แต่หมอนั่นผิดสัญญา...

            เขาไม่เคยกลับมาเลย ไม่มีอีเมลล์ หรือจดหมายสักฉบับส่งกลับมาถึงฉันว่าเขายังสบายดีอยู่หรือเปล่า สองปีผ่านไปอย่างว่างเปล่า...ราวกับว่าเขาลืมฉันไปแล้ว...

             ฉันโกรธเขาและตั้งใจว่าจะไม่รออีกแล้ว...แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำใจลืมเพื่อน ที่สนิทกันมาตั้งหลายปี และพอฉันทำท่าว่าจะทำใจได้...ฉันก็ได้ข่าวเรื่องของเขา...

            หกเดือนก่อนแม่ของฟรานซ์โทรมาที่บ้าน...โทรมาเชิญเราไปร่วมงานศพของเขา...

            ฉันตกใจจนแทบช็อค... แต่มันคือเรื่องจริง ฟรานซ์ถูกรถชนหลังจากที่เขาพยายามจะเข้าไปช่วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ข้ามถนนโดยไม่ระวัง นั่นเป็นเหตุทำให้เขาเสียชีวิต

            เหตุการณ์น่าเศร้านั่นมันผ่านมาหกเดือนแล้ว ฉันคิดว่าเขาคงจะไปดีแล้ว ได้ไปสู่สุขติ...แต่ทำไม...?

            “เฮ้ ตกลงว่านึกออกหรือยังว่าเธอกำลังแอบชอบใคร” ฉันสะดุ้งสุดตัว เมื่อจู่ๆ อีตาฟรานซ์ที่หายหน้าไปกว่าสามชั่วโมงโผล่มานั่งกอดอกอยู่ข้างๆ ในขณะที่ฉันกำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่ในรถ

            “เป็นอะไรหรือเปล่าลูก” แม่ที่นั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ หันมาถามทันทีที่เห็นฉันทำท่าเหมือนเห็นผีแบบนั้น

            ซึ่งอันที่จริง ฉันก็เห็นผีจริงๆ นั่นแหละ =_=

            “ฉันไม่ใช่ผี”

            ให้ตายเถอะ! หมอนี่จะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำไมเนี่ย -O-!

            ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ (ตกใจ) ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่เขา

            เลิกรังความฉันซะทีฉันคิดในใจ

            ทำไงได้ ตอนนี้เราไม่ได้อยู่กันสองคนเหมือนในห้องน้ำนั่นแล้ว ดังนั้นฉันเลยพูดออกเสียงไม่ได้ ไม่งั้นพ่อกับแม่ต้องหาว่าฉันบ้าแน่ๆ เพราะฉะนั้นทางเดียวที่ฉันจะสื่อสารกับหมอนี่ได้ ก็คือการพูดในใจเท่านั้น

            “ฉันไปไหนไม่ได้หรอก จนกว่าจะทำภารกิจเสร็จ” ฟรานซ์ยักไหล่อย่างกวนประสาท หมอนี่ยังนิสัยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย ไม่ว่าจะตอนเป็นคน หรือเป็นผะ...เอ่อ วิญญาณก็เถอะ หมอนี่ก็ยังคงรักษาความกวนประสาทได้คงเส้นคงวาสุดๆ =_= ฉันถอนหายใจอีกรอบก่อนจะเบือนหน้าออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างไม่รู้จะทำยังไง

            ตอนที่เราคุยกันในห้องน้ำ ฟรานซ์บอกฉันว่าเขาอยากหลุดพ้นจากโลกมนุษย์ เขาอยากจะเลื่อนขั้น (?) เป็นเทวดา และเขาอยากให้ฉันช่วย และฉันคิดว่าฉันคงช่วยเขาได้แน่ๆ ถ้าภารกิจที่เขาว่า มันไม่ใช่ การทำให้ฉันบอกรักคนที่ฉันแอบชอบให้ได้

นี่มัน...ประสาทชัดๆ!  

ไม่มีหรอก

“อะไรคือไม่มี -_-^” เหอะ...ขนาดไม่ต้องมองหน้าก็ยังรู้เลยว่าหมอนี่กำลังทำหน้ากวนประสาทแค่ไหน -_-

ก็คนที่ฉันชอบไง ไม่มี นายกลับไปถามคุณไอวี่อะไรนั่นของนายอีกทีดีกว่าว่าเขามอบภารกิจให้ผิดหรือเปล่าฉันตอบ (ในใจ) โดยที่ยังไม่หันไปมองหน้าเขา

“หมอนั่นชื่ออีวานต่างหาก” เขาแก้ แต่ใครสนล่ะ =_= “ถึงท่าทางหมอนั่นจะดูเพี้ยนๆ แต่ฉันว่าเทวดาอย่างอีวานไม่น่าจะเซ่อถึงขนาดมอบภารกิจให้ฉันผิดหรอก และถึงจะมอบภารกิจผิดจริงๆ หมอนั่นก็น่าจะรีบมาบอกฉันแล้ว ไม่ต้องรอให้ฉันมาวุ่นวายกับเธอให้เธอทำหน้ารำคาญฉันเล่นหรอก” เขาพูดยาวเหยียดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือน...น้อยใจ

ฉันเปล่ารำคาญคราวนี้ฉันหันมามองหน้าเขา แต่ฟรานซ์ก็แค่นหัวเราะ ก่อนจะปลายสายตามองฉันอย่างไม่เชื่อ

“สีหน้าเธอมันรำคาญชัดๆ”

ฉันเปล่า ฉันแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นฉัน

“หมายความว่าเธอไม่อยากช่วย?” เขาเลิกคิ้ว ในขณะที่ฉันได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

มันไม่ใช่แบบนั้น...แต่ในเมื่อฉันมั่นใจว่าตอนนี้ฉันไม่ได้ชอบใคร แล้วนายจะทำภารกิจที่ว่านั่นได้ยังไงว่าจบฉันก็หันไปยิ้มแห้งๆ ให้แม่ที่มองมาด้วยสายตางุนงงที่เห็นฉันถอนหายใจออกมาหลายต่อหลายครั้ง

ฉันว่านายทำตามที่ฉันบอก ไปคุยกับเทวดาอีวานอะไรนั่นให้รู้เรื่องซะ บางทีเขาอาจจะกำลังล้อเล่นนายอยู่ก็ได้ฉันกลอกตา ก่อนจะหันมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง

“อีวานไม่เคยล้อเล่น...เธอต่างหาก ที่กำลังปิดบังความจริงฉันอยู่” เขาทำน้ำเสียงจับผิด และนั่นทำให้ฉันหมดความอดทน

ฉันไม่ได้ปิดบัง! เอาอย่างนี้นะ นายอ่านใจได้นี่ ถ้างั้นก็ลองอ่านใจฉันดูสิ ว่าตอนนี้ฉันชอบใครฉันเสนอทางออกให้เขาอย่างจนปัญญา ฟรานซ์ขมวดคิ้วมองฉันสักพัก ก่อนจะยักไหล่

“อันที่จริงฉันได้ยินแค่สิ่งที่เธอคิด และตอนนี้เธอไม่ได้คิดถึงใคร -_-

เพราะมันไม่มีไง ไม่มีใครอยู่ในใจฉัน ฉันไม่ได้ชอบใคร ที่นี้เข้าใจหรือยัง!’ ฉันขมวดคิ้วตอบไปอย่างเริ่มหงุดหงิด ถ้าเราอยู่กันสองคนรับรองได้ว่าฉันตะคอกใส่หน้าเขาไปแล้ว

“ไม่ เธอแค่พยายามปิดบังความรู้สึกของเธอเอาไว้ไม่ให้ฉันรู้ต่างหาก”

“ให้ตายเถอะ...!” ฉันเผลอโพล่งเสียงดังอย่างลืมตัว ก่อนจะชะงักไปเมื่อพ่อกับแม่สะดุ้งและหันมามองฉันอย่างตกใจ

“มีอะไรหรือเปล่าลูก” แม่ถาม ฉันได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะหันหน้าหนีทำทีเป็นชมวิวนอกหน้าต่างแทน

นายกำลังจะทำให้ฉันกลายเป็นคนบ้า -*-’

            “อันที่จริงเธอบ้าอยู่แล้วนะ เพียงแต่เธอไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาท ฉันเบ้ปากก่อนจะไล่เขา

            นายไปได้แล้ว ฉันไม่มีอะไรที่นายต้องการหรอกฉันคิดว่าฟรานซ์จะเถียงอะไรกลับมาอีก แต่เขากลับถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดอย่างจำยอม

            “โอเค้ วันนี้ฉันจะไปก่อน แต่พรุ่งนี้ฉันจะกลับมาใหม่ แล้วเรามาดูกัน ว่าเธอจะไม่มีสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ หรือเปล่า” สิ้นน้ำเสียงเอาแต่ใจนั่น ฟรานซ์ก็หายตัวไปทันที โดยไม่รอให้ฉันได้เถียงอะไร เฮ้ เมื่อกี้ว่าไงนะ พรุ่งนี้จะมาอีกงั้นเหรอ?

            เออ...ให้มันได้อย่างนี้สิ -_- ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่าตกลงแล้วฉันชอบใคร เรื่องนี้มันจะได้จบๆ ไปสักที!  

 

            หลายวันต่อมา...

            ถ้าใครกำลังคิดว่า ฉันใช้ชีวิตที่ผ่านพ้นมาหลายวันด้วยความสงบสุขล่ะก็...คุณคิดผิดโดยสิ้นเชิง เพราะว่า

            “ใช่ไอ้หมอนั่นหรือเปล่า ฉันเห็นมันแอบมองเธอมาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว” ฟรานซ์ชะโงกหน้าเข้ามากระซิบถามฉัน ในขณะที่เรากำลังนั่งเรียนวิชาประวัติศาสตร์สากลกันอยู่ ตอนนี้หมอนี่นั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหลังฉัน ข้างๆ กับเวนดี้ เพื่อนร่วมห้องที่ฉัน โคตรจะไม่สนิท ถ้ายัยนั่นรู้ว่าตอนนี้ข้างๆ เธอมีวิญญาณหน้าตาหล่อลากกระชากใจนั่งอยู่ เธอคงจะกรี๊ดสลบแหงๆ (กรี๊ดเพราะความหล่ออ่ะนะ ไม่ใช่ความกลัว =_=)

            ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตอบเขาในใจเช่นเคย เขามองฉัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าฉันจะชอบเขานี่

            “เออ ก็จริงแฮะ” ฉันได้ยินเสียงฟรานซ์ครางเบาๆ ก่อนที่เขาจะแวบไปแวบมาจนทั่วห้อง และฉันก็ไม่คิดจะสนใจด้วยว่าหมอนี่จะแวบไปโผล่ที่ไหนต่อไหน เพราะฉันเริ่มจะชินแล้ว =_=

            หลายวันมานี้หมอนี่จะทำแบบนี้ตลอด โผล่หน้ามาถามว่าฉันชอบคนโน้นหรือเปล่า หรือชอบคนนี้ สเปคผู้ชายของฉันเป็นยังไง สูง ต่ำ ดำ ขาว หนุ่มตี๋ หรือว่าลูกครึ่ง ซึ่งฉันก็ตอบอะไรไม่ได้มาก เพราะฉันก็ไม่เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าฉันชอบผู้ชายแบบไหน -_- และจนกระทั่งตอนนี้ เขาก็ยังหาไม่เจอเลยว่าคนที่ฉันชอบคือใคร

            แหงล่ะ...เขาจะไปหาเจอได้ยังไง ในเมื่อฉันยังไม่รู้เลย -_-

 

            หลังวิชาประวัติศาสตร์ก็เป็นชั่วโมงชมรมที่นักเรียนคนอื่นๆ ต่างก็แยกย้ายก็ไปเข้าชมรมที่ตัวเองเลือกเอาไว้ ในขณะที่ฉันได้แต่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วโรงเรียนเพราะยังไม่ได้เลือกชมรมไหนเลย จากใบรายชื่อชมรมที่มีอยู่ตอนนี้ ฉันยังเลือกไม่ได้เลยว่าจะอยู่ชมรมอะไร ฉันไม่ชอบทำอาหาร เล่นดนตรีก็ไม่เป็น กีฬาก็สุดแสนจะเกลียด ยิ่งวิชาการนี่ยิ่งต้องถอยออกห่างเลย ...แล้วแบบนี้จะมีชมรมอะไรที่เหมาะสมกับคนอย่างฉันอีกล่ะ =_=

            เมื่อกี้ฉันเพิ่งไปส่งยัยเมย์ที่ห้องชมรมเย็บปักถักร้อยมา และได้รู้ว่า ไอ้งานกุลสตรีแบบนี้มันเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวฉันสุดๆ เชื่อได้เลยว่าฉันจะต้องเอาเข็มทิ่มตาตัวเองตายตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้าไปเรียนแหงๆ =_=

            เฮ้อ... เหลืออีกแค่อาทิตย์เดียวก็จะถึงกำหนดส่งรายชื่อสมาชิกของทุกชมรมแล้ว และถ้าตอนนั้นฉันยังเดินเตร็ดเตร่ไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้ รับรองได้เลยว่าฉันจะต้องเรียนซ้ำชั้น เพราะไม่ผ่านคะแนนกิจกรรมแน่ๆ

            “ระวัง!

            พลั่ก!

            ตุบ!

            ร่างของฉันล้มลงไปที่พื้นทันทีที่รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างลอยมากระแทกที่หัวอย่างจัง และมันแรงมากจนฉันถึงกับมึนไปชั่วขณะเลยทีเดียว

            “โอ๊ะโอ ดูเหมือนจะเตือนไม่ทันแฮะ -.-” น้ำเสียงกวนประสาทดังขึ้น พร้อมกับเจ้าตัวที่โผล่มานั่งยองๆ อยู่ข้างๆ ฉัน แน่นอนว่าเขาคือคนเดียวกันกับที่ร้องเตือนฉันเมื่อกี้นี้ ...แต่ดูเหมือนหมอนี่จะเตือนช้าไปก้าวนึงนะ

            “เฮ้ เธอยังโอเคอยู่ใช่มั้ย หรือว่าเอ๋อไปแล้ว” ฟรานซ์โบกไม้โบกมือไปมาตรงหน้าฉันอย่างล้อเลียน ฉันจึงถลึงตาใส่เขาก่อนจะหันกลับไปมองว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันล้มก้นจ้ำเบ้า แถมเกือบจะสมองเสื่อมแบบนี้

            โอ้โหแฮะ...ลูกบาสทั้งลูกเลยไม่ใช่เหรอนั่น =__=;;

            ฉันกำลังจะมองหาว่ามันลอยมาจากไหน แต่ก็ไม่จำเป็นแล้ว เมื่อมีรุ่นพี่ที่ฉันจำได้ดีว่าเขาเป็นนักบาสตัวโรงเรียน วิ่งมาทางฉันด้วยสีหน้าตกใจ

            “ขอโทษนะครับน้อง เป็นอะไรมากหรือเปล่า” พี่เขานั่งลงถามฉันด้วยสีหน้าสำนึกผิด ในขณะที่ฉันได้แต่นั่งอึ้ง เพราะไม่คิดว่าจะเป็นพี่เขา...

            นี่มันพี่ต้นน้ำเชียวนะ พี่ต้นน้ำที่เป็นนักบาสตัวโรงเรียน พี่ต้นน้ำที่สาวๆ แทบจะทุกชีวิตในโรงเรียนนี้หลงใหลได้ปลื้มเชียวนะ โหย...พอมองใกล้ๆ แบบนี้แล้ว พี่เขาหน้าใสสุดๆ ไปเลยแฮะ -.-

            “เฮ้ๆ น้ำลายหกแล้ว เก็บอาการหน่อย”

            “หุบปากไปเลย” ฉันสั่ง โดยลืมไปเลยว่าไอ้คนที่พูดด้วย ไม่ได้มีตัวตนที่คนอื่นสามารถมองเห็นได้ ฉันหันไปทำหน้าดุใส่อีตาฟรานซ์ที่ลอยหน้าลอยตาทำไม่รู้ไม่ชี้อย่างน่าหมั่นไส้

            “เอ่อ...น้องไวน์...ไม่เป็นอะไรนะครับ” พี่ต้นน้ำถามอีกครั้งด้วยสีหน้าหวาดๆ (คงเพราะฉันบอกให้หุบปากเมื่อกี้นี้แหละ =_=)

            “เอ่อ...ค่ะ ไวน์ไม่เป็นอะไร ว่าแต่...พี่ต้นน้ำรู้จักชื่อไวน์ด้วยเหรอคะ” ฉันถามอย่างสงสัย พี่ต้นน้ำหัวเราะนิดๆ ก่อนจะช่วยพยุงฉันลุกขึ้น

            “ก็ขนาดน้องไวน์ยังรู้จักชื่อพี่เลยนี่ครับ ^^

            เออแฮะ จริงด้วย -.-

ฉันหันไปยิ้มแห้งๆ ให้พี่ต้นน้ำอย่างไม่รู้จะเถียงอะไร อันที่จริงเพราะพี่เขาหล่อมากๆ ด้วยแหละ เลยทำให้พูดอะไรไม่ออก ...ใช่ว่าชีวิตฉันจะพัวพันกับผู้ชายหล่อๆ บ่อยที่ไหน (แต่วิญญาณหล่อๆ น่ะ ถือเป็นข้อยกเว้น -_-) ได้มาใกล้ชิด แถมจับมือกับผู้ชายที่สาวกรี๊ดทั้งโรงเรียนแบบนี้มันก็ต้องมีประหม่าบ้างอะไรบ้างแหละน่า -.-

“แล้วนี่น้องไวน์จะไปไหนเหรอครับ นี่มันชั่วโมงชมรมไม่ใช่เหรอ” พี่ต้นน้ำถาม หลังจากที่พยุงฉันลุกขึ้นมายืนได้เรียบร้อยแล้ว เคยมีคนบอกฉันนะ ว่าพี่แกเป็นคนหยิ่งๆ ...แต่ทำไมฉันไม่เห็นจะรู้สึกแบบนั้นเลยแฮะ

“ฮ่ะๆ คือไวน์ยังไม่มีชมรมน่ะค่ะ ตอนนี้ก็ว่าจะลองเดินดูชมรมนู้นชมรมนี้ไปเรื่อยๆ เผื่อว่าจะเจอสักอันที่มันเข้ากับไวน์” ฉันตอบพลางยิ้มแห้งๆ ให้พี่ต้นน้ำ มันน่าอายนิดๆ นะ กับการที่ต้องมาบอกคนอื่นว่าไม่มีที่สิงสถิต ทั้งๆ ที่ใครต่อใครเขาก็หาชมรมได้กันหมดแล้วเนี่ย =_=

“อ่า... ถ้างั้น ลองมาศึกษาชมรมบาสของพี่ก่อนก็ได้นะครับ ตอนนี้สมาชิกยังไม่เต็มพอดี ถ้าน้องไวน์สนใจ ก็จะได้ยื่นใบสมัครเลย”

“ฮะ? เอ่อ...” ฉันมองเขาไปในสนามบาสที่มีพวกผู้ชายวิ่งว่อนเต็มสนามไปหมด (ผู้หญิงก็มีอ่ะนะ แต่น้อยมาก) ฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ย ว่ากีฬาน่ะมันไม่ใช่ทางฉันเลย =_=;

“ไม่ต้องห่วงนะครับ ถ้าน้องไวน์ลองเล่นแล้วไม่ชอบ พี่ก็ไม่บังคับหรอก ^^” พี่ต้นน้ำยิ้มให้ฉันอย่างใจดี

อื้อหือ...พี่เขาจะรู้ตัวบ้างมั้ยเนี่ย ว่าเป็นคนที่ยิ้มได้มีรัศมีเจ้าชายแผ่กระจายสุดๆ =_=

“กะ...ก็ได้ค่ะ” ฉันเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีภูมิต้านทานความหล่อของผู้ชายต่ำมากก็วันนี้แหละ ในที่สุดฉันก็เดินตามพี่ต้นน้ำเข้าไปในสนามบาสเกตบอลอย่างว่าง่ายจนได้

“ฉันเห็นนะ” เสียงแซวดังมาจากผู้ชายที่เดินตามมาข้างๆ ซึ่งฉันไม่ได้หมายถึงพี่ต้นน้ำแน่นอน -_-;

เห็นบ้าบออะไรของนายและคราวนี้ฉันก็ควบคุมตัวเองไม่ให้เผลอพูดแบบมีเสียงออกมา

“ก็เห็นหน้าเธอหน้าแดงตอนที่จับมือกับไอ้นักบาสหน้าหม้อนั่นไง -_-

เหอะ นายก็มาลองโดนลูกบาสกระแทกหัวแบบฉันบ้างสิ จะได้รู้ว่าหน้ามันแดงเพราะอะไร แล้วอีกอย่างนะ พี่ต้นน้ำเขาไม่ได้หน้าหม้อ เขาเรียกคนเฟรนด์ลี่ย่ะฉันค้อนใส่อีตาฟรานซ์ทั้งๆ ที่มันดูเหมือนฉันสะบัดหน้าใส่อากาศ ก่อนจะเดินตามพี่ต้นน้ำไป อย่างไม่สนใจไยดีอีตาวิญญาณปากมากนี่แล้ว

จะแวบไปไหน หรือทำอะไรก็เชิญเลย -^-

 

เวลาผ่านไป

บาสเกตบอลไม่ใช่ทางของฉัน...ไม่ใช่เลยสักนิด

ไม่ต้องให้ใครมาบอกก็รู้ว่าถ้าเข้าชมรมบาสเกตบอล ฉันตายแน่ =_= แค่เข้าไปเล่นไม่ถึงชั่วโมง ฉันก็ถูกลูกบาสหล่นใส่หัวสามครั้ง โดนคนอื่นวิ่งชนอีกหกครั้ง แล้วก็วิ่งล้มเองอีกนับครั้งไม่ถ้วน ไม่รู้จะเรียกว่าเล่นห่วย หรือว่าซวยกันแน่ก็ไม่รู้ แต่ที่น่าอายที่สุดก็คือฉันดันไปตะคอกใส่แป้นบาสตอนที่ถูกอีตาผีบ้านั่นหัวเราะเยาะจนทนไม่ไหว และทุกคนทั้งสนามต่างก็หันมามองฉันเหมือนฉันเป็นคนบ้า (ขนาดพี่ต้นน้ำยังกลั้นหัวเราะจนหน้าดำหน้าแดงเลย -_-)

ฉันทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความเหนื่อยสุดขีด นานมากแล้วนะที่ฉันไม่ได้เล่นกีฬาหนักๆ แบบนี้ เหนื่อยเป็นบ้าเลยแฮะ

“ฉันว่าไอ้หมอนั่นแหละ”

เฮือก!

ฉันสะดุ้งสุดตัวตอนที่อีตาบ้าฟรานซ์ชะโงกหน้ามาตรงหน้าฉันโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง บ้าเอ๊ย! จะส่งสัญญาณมาก่อนสักหน่อยไม่ได้หรือไง ฉันจะได้เตรียมตัวทันน่ะ -*-  ถ้าเกิดฉันหัวใจวายตายขึ้นมาจะทำยังไงกัน

“แล้วเมื่อกี้พูดอะไร ไอ้หมอนั่นไหน” ฉันเด้งตัวลุกขึ้นมาถามเขา หลังจากที่หมอนี่เอาหน้าตัวเองถอยกลับไปแล้ว

“ก็ไอ้คุณพี่ต้นน้ำของเธอนั่นไง ฉันว่ามันนั่นแหละ คือคนที่เราตามหาอยู่” ฟรานซ์กอดอกพูดอย่างจริงจัง

“นาย...แค่นาย ไม่ใช่เรา เพราะฉันไม่ได้ตามหาอะไรกับนายด้วยเลย -_-” ฉันแก้ “แล้วอีกอย่างนะ นายควรจะเรียกพี่ต้นน้ำว่า พี่ด้วย ไปขึ้นไอ้ ขึ้นมันกับคนที่อายุมากกว่าได้ยังไง ไม่มีมารยาท -*-

ฟรานซ์ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ใครสนล่ะ ยังไงมันก็ไม่ได้ยินที่ฉันพูดอยู่แล้ว L” ท่าทางเอาแต่ใจของเขาทำให้ฉันได้แต่ถอนหายใจอย่างจนคำพูด

“เอาเหอะ จะเรียกอะไรก็ตามใจ แต่ที่นายพูด รับรองได้เลยว่ามันไม่ใช่ ฉันไม่ได้ชอบพี่ต้นน้ำแบบนั้น” ฉันบอกก่อนจะทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง ฟรานซ์ตามมานอนข้างๆ และยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“ฉันก็ไม่ได้หมายความว่าเธอชอบไอ้หมอนั่น...ในตอนนี้สักหน่อย J

“หมายความว่าไง ที่ว่ายังไม่ได้ชอบในตอนนี้น่ะ -*-” ฉันขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ ฟรานซ์หายตัวไปจากเตียงนอนของฉัน ก่อนจะไปโผล่บนโต๊ะเขียนหนังสือด้วยท่าทางเหมือนมีแผนการ

“ฉันก็แค่ลองกลับมาคิดๆ ดูอีกที...บางที่ภารกิจที่ฉันได้รับ มันอาจจะไม่ได้แค่ ทำให้เธอบอกรักคนที่แอบชอบแต่หมายรวมถึง ตามหาคนที่เธอชอบให้เจอ เพื่อให้เธอบอกรักเขาให้ได้ด้วยต่างหาก”

“ไม่เข้าใจ” ฉันบอกอย่างยอมรับ อีตาฟรานซ์แยกเขี้ยวใส่ฉัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มเจ้าเล่ห์อีกครั้ง รอยยิ้มที่ทำให้ฉันใจไม่ดีเอาซะเลย

“เธอไม่จำเป็นต้องเข้าใจอะไรก็ได้... แค่ทำตามที่ฉันบอกก็พอ J

อะ...อะไรน่ะ ไอ้รอยยิ้มแบบนั้น =_=;

 

วันต่อมา

ฉันเดินวนไปวนมาอยู่หน้าห้องเรียนที่ไม่ใช่ห้องของฉันอยู่พักใหญ่ พร้อมกับคำถามที่ว่า...ฉันกำลังทำบ้าอะไรเนี่ย!

“เอาจริงเหรอ” ฉันหันไปถามฟรานซ์ที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่ตรงระเบียง ตอนนี้ที่ทางเดินไม่มีคนอยู่เลยทำให้ฉันพูดออกเสียง (เบาๆ) ได้

“เข้าไปซะ!” หมอนั่นพูดอย่างเผด็จการก่อนจะสะบัดมือทีหนึ่ง แต่แค่นั้นก็ทำเอาตัวฉันปลิวเข้าไปในห้องเรียนอย่างง่ายดาย... และฉันบอกไปแล้วว่านี่ไม่ใช่ห้องของฉัน... ดังนั้นทุกคนในห้อง เลยหันมามองที่คนแปลกหน้าอย่างฉันเป็นตาเดียว -_- ฉันหันไปถลึงตาใส่ไอ้วิญญาณบ้านั่น ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับคนอื่นๆ

“เอ่อ...คือ...มาหาพี่ต้นน้ำน่ะค่ะ ^^;” ฉันส่งยิ้มที่แห้งสุดชีวิตให้ทุกคน พร้อมกับกวาดสวยตาไปทั่วห้องเพื่อหาพี่ต้นน้ำไปด้วย

จึกๆ

ฉันหันขวับมาทันที เมื่อรู้สึกถึงแรงสะกิดจากด้านหลัง และก็ได้พบกับพี่ต้นน้ำที่กำลังยืนยิ้มให้ฉันอยู่

“มาหาพี่เหรอครับ ^^

“อะ...เอ่อ...ค่ะ คือไวน์จะเอาไอ้นี่มาให้” ฉันเดินถอยหลังมาสองก้าว ก่อนจะยื่นกระดาษที่อยู่ในมือให้พี่ต้นน้ำ

พี่เขารับไปกวาดสายตาดูแป๊บนึงก่อนจะขมวดคิ้ว “ใบสมัครเข้าชมรม? นี่น้องไวน์สนใจจะเล่นบาสแล้วเหรอครับ”

“เอ่อ...ค่ะ ไวน์ว่า...มันน่าสนุกดี ^^;” โกหกชัดๆ

นี่ถ้าอีตาฟรานซ์ไม่บังคับให้ฉันมายื่นใบสมัครนี่ ฉันก็ไม่มีวันทำหรอก หมอนั่นให้เหตุผลว่า บางทีพี่ต้นน้ำอาจจะเป็นเนื้อคู่ฉัน และถ้าฉันได้ใกล้ชิดพี่เขามากๆ ฉันก็จะชอบ และบอกรักพี่เขาในที่สุด พอฉันสมหวัง หมอนั่นก็จะทำภารกิจเสร็จ และจะได้กลายเป็นเทวดาสมใจสักที -_-^ ฉันว่ามันเป็นอะไรที่ไม่เข้าท่าเอาซะเลยนะ แต่ทำไงได้ ถ้าฉันไม่ทำตามที่บอก อีกตาฟรานซ์ก็ขู่ว่าจะมาตามรังควานฉันไปตลอดชีวิตเลยน่ะสิ =_= ใครจะไปอยากมีผีมาป้วนเปี้ยนตลอดชีวิตกัน

“พี่ดีใจนะครับ ที่น้องไวน์สนใจจะเข้าชมรมของเรา ^^” ฉันหลุดออกจากภวังค์ความคิด เมื่อได้ยินเสียงนุ่มๆ ของพี่ต้นน้ำ

“อ๋อค่ะ ถ้างั้น...ไวน์ขอตัวก่อนนะคะ” ฉันกำลังจะเดินออกมา แต่จู่ๆ มันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาขัดขาจนทำให้ฉันสะดุด และคงจะล้มไปแล้วถ้าไม่ได้พี่ต้นน้ำช่วยรับไว้ได้ทัน

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฝีมือใคร -_- ฉันมองไปที่อีตาฟรานซ์ที่กำลังนั่งผิวปากสบายใจด้วยสายตาอาฆาต ก่อนจะหันมายิ้มแห้งๆ ให้พี่ต้นน้ำพร้อมกับยืนตัวตรง

“ไวน์ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ” ฉันบอกและดึงมือพี่ต้นน้ำออกจากเอว ก่อนจะเดินไปที่หน้าห้อง

“เดี๋ยวครับน้องไวน์”

“คะ?” ฉันหันกลับมาตามเสียงเรียกของพี่ต้นน้ำ พี่เขาเกาท้ายทอยเขินๆ ก่อนจะพูดออกมา

“ให้พี่ไปส่งที่ห้องนะครับ”

ฉันนิ่งไปอย่างอึ้งๆ ก่อนจะพยักหน้าในที่สุด “ค่ะ”

ฉันไม่รู้ว่าที่ฉันทำมันถูกต้องหรือเปล่า...แต่ที่แน่ๆ...นี่คงจะพอใจนายแล้วใช่มั้ย...อีตาวิญญาณบ้า -_-!

 

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปไวอย่างกับนิยาย -_-

ฉันกับพี่ต้นน้ำสนิทกันมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยฝีมือพ่อสื่ออย่างอีตาฟรานซ์ หมอนั่นขุดทุกวิถีทางออกมาทำ เพื่อให้ฉันกับพี่ต้นน้ำได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น และดูเหมือนพี่ต้นน้ำจะให้ความร่วมมือกับหมอนั่น (โดยไม่รู้ตัว) เป็นอย่างดี ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา พี่เขาหมั่นแวะเวียบเข้ามาทักทาย หรือพาฉันไปโน่นมานี่ตลอด ราวกับรู้ว่ามี วิญญาณแถวนี้ กำลังต้องการแบบนั้นอยู่ -_-;

            “เกิดเรื่องใหญ่แล้วยัยไวน์เน่า!” ฉันปรายตามองฟรานซ์ที่โผล่พรวดพราดเข้ามาในห้องฉันแบบไม่ทันให้ตั้งตัว (ตลอด -_-) หมอนี่ชอบโผล่มาแบบนี้บ่อยๆ จนฉันเริ่มจะชินแล้วล่ะ =_=

            “ค่ะพี่ต้นน้ำ” ฉันเมินหน้าจากหมอนั่นและหันมากรอกเสียงใส่โทรศัพท์แทน ใช่ ฉันกำลังคุยกับพี่ต้นน้ำอยู่ ว่าด้วยเรื่องที่พี่เขาจะชวนฉันไปดูการแข่งขันบาสเกตบอลรอบชิงชนะเลิศ อะไรนี่แหละ

[ ตกลงว่าพรุ่งนี้น้องไวน์จะมาหรือเปล่าครับ ] พี่เขาถามฉันเป็นรอบที่สามได้แล้ว -_-

“เอ่อ...ไวน์ขอดูอีกทีก็แล้วกันนะคะ ถ้ายังไงเดี๋ยวไวน์จะโทรไปบอก”

[ อา...เอางั้นก็ได้ครับ แล้วนี่น้องไวน์ทำอะไรอยู่ครับ ]

“เฮ้! ฟังกันหน่อยเซ่!” ฉันกำลังจะอ้าปากตอบ แต่เสียงของอีตาฟรานซ์ที่ขัดขึ้นมาก็ทำให้ฉันต้องหันไปถลึงตาใส่เขาด้วยความหงุดหงิด

“เอ่อ...พี่ต้นน้ำคะ ไวน์ขอวางสายก่อนนะคะ พอดีแม่เรียกลงไปทานข้าวน่ะค่ะ” ฉันบอกก่อนจะตัดสายทันที โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายบอกลาอะไร

“มีอะไร -_-^” ฉันหันกลับมาถามไอ้วิญญาณเจ้าปัญหา ที่กำลังนั่งทำหน้ากลุ้มใจอยู่บนเตียง

“เมื่อกี้เธอคุยกับไอ้หมอนั่นเหรอ” แต่หมอนี่กลับถามฉันกลับ

“ใช่ ทำไม”

“นี่เธอชอบมันหรือยัง” ฟรานซ์ถามหน้าเครียด นี่มีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ ทำไมหมอนี่ถึงดูจริงจังขนาดนั้น

“เฮ้ ตอบมาสิ” เขาเร่ง ฉันสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะตอบเสียงตะกุกตะกัก

“เอ่อ...มะ...ไม่รู้สิ ฉันว่าพี่เขา...ก็น่ารักดี” ฉันมองหน้าฟรานซ์ที่ตอนนี้สีหน้าดูเครียดจนฉันรู้สึกได้

เขาเป็นอะไรไปน่ะ =O=;

ฟรานซ์ขมวดคิ้วมองฉันสักพัก ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ตามฉันมา”

 

ฉันไม่รู้ว่าฟรานซ์จะพาฉันไปไหน คราวนี้เขาไม่ได้หายตัวไปเหมือนที่เคยทำ เขาเดินไปตามฟุตบาทด้วยความเร่งรีบโดยมีฉันเดินตามต้อยๆ ฉันไม่กล้าถามอะไรเพราะว่าสีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก แล้วอีกอย่าง ตลอดทางที่เดินมา ก็มีผู้คนเดินผ่านเต็มไปหมด ดังนั้นฉันเลยคิดว่าเงียบไว้ก่อนดีกว่า ถ้าถึงเมื่อไหร่ หมอนี่ก็คงจะพูดอะไรออกมาเองนั่นแหละ

“ถึงแล้ว” จู่ๆ ฟรานซ์ก็หยุดเดิน ฉันเงยหน้าขึ้นมองสถานที่ที่เขาพามาแล้วก็ต้องชะงัก

ที่นี่มัน...

“หอดูดาว...” ฉันครางออกมาเบาๆ จำได้มั้ยที่ฉันเคยบอกว่าตอนที่ฟรานซ์กำลังจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ เราหนีพ่อกับแม่มาแอบอยู่ที่นี่กัน แต่ตั้งแต่ที่ฟรานซ์จากไป ฉันก็แทบจะไม่ได้มาที่นี่เลย อาจเป็นเพราะ ฉันกลัวว่าถ้ามาแล้ว ความทรงจำต่างๆ ระหว่างเรา จะทำให้ฉันคิดถึงเขาจนร้องไห้ออกมาล่ะมั้ง

“เข้าไปสิ” ฟรานซ์หันมาพูดกับฉัน ก่อนจะหายตัวไปเฉยเลย อะไรของเขาน่ะ จู่ๆ คิดจะมาหายตัวอะไรตอนนี้ -_-

ฉันยืนมองหอดูดาวตรงหน้าอีกสักพัก ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปตามที่ฟรานซ์บอก สภาพภายในยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ทุกสิ่งทุกอย่างดูเก่าลงเท่านั้น...แหงล่ะก็มันผ่านมาตั้งหลายปีแล้วนี่นา ฉันขึ้นบันไดวนเพื่อไปยังชั้นสอง พลางมองไปรอบๆ พร้อมกับย้อนนึกถึกความทรงจำต่างๆ ในครั้งยังเป็นเด็ก...ที่นี่ยังไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ...

หลังจากคิดอะไรเพลินๆ จนในที่สุดเท้าของฉันก็เหยียบลงบนบันไดขั้นสุดท้ายอย่างไม่รู้ตัว ฉันมองไปรอบๆ และก็พบกับแผ่นหลังของร่างสูงที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างราวกับกำลังจ้องมองออกไปยังแสงสุดท้ายของวัน ฉันถอนหายใจนิดหน่อยก่อนจะเดินเข้าไปใกล้

“เล่นเอ็มวีอยู่หรือไง” ฉันพูดกวนๆ จนร่างสูงถึงกับสะดุ้งน้อยๆ แต่เมื่อเขาหันกลับมา ฉันก็ต้องชะงัก

“อ้าว น้องไวน์ -O-” ...เขาไม่ใช่ฟรานซ์  

นี่มัน...หมายความว่ายังไงกัน

“น้องไวน์มาทำอะไรที่นี่ครับ”

“คือ ไวน์...” ฉันได้แต่อ้ำอึ้ง ในขณะที่พี่ต้นน้ำเดินเข้ามาใกล้ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ฉันเงียบไป ก่อนจะยิ้มกลับไปให้พี่เขา

ฉันว่า...ฉันเข้าใจอะไรๆ แล้วล่ะ ฉันเข้าใจแล้วว่าหมอนั่นต้องการให้ฉันทำอะไร

“ไวน์ผ่านมาแถวนี้น่ะค่ะ แล้วพี่ต้นน้ำล่ะคะมาทำอะไร”

“พี่มาทำความสะอาดนะครับ พอดีว่าครอบครัวของพี่ดูแลที่นี่อยู่ ^^” พี่ต้นน้ำยิ้มอ่อนโยนให้ฉัน...เหมือนเคย

“เหรอคะ” ฉันพูด ก่อนจะเงียบไปอย่างไม่รู้จะพูดอะไร

“พี่ต้นน้ำคะ คือไวน์มีเรื่องอยากจะบอก...” ปลายประโยคฉันพูดออกมาอย่างแผ่วเบา พี่ต้นน้ำเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าสงสัย “คือไวน์...”

จู่ๆ ฉันก็เงียบไปอย่างพูดไม่ออก ทั้งๆ ที่เวลานี้มันคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ฉันอยู่กับพี่ต้นน้ำตามลำพังในสถานที่ที่บรรยากาศเป็นใจ ใช่ ฉันควรจะสารภาพรักกับพี่เขา ฉันรู้ว่าที่ฟรานซ์พาฉันมาที่นี่เพราะเขาต้องการแบบนั้น ต้องการให้ฉันพูดมันออกมา เพื่อที่เรื่องนี้มันจะได้จบลงเสียที

“คือ ไวน์...”

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” พี่ต้นน้ำขยับเข้ามาใกล้ ในขณะที่ฉันเงยหน้าสบตากับเขาด้วยสีหน้าลำบากใจ 

“พี่ต้นน้ำคะ คือไวน์...ไวน์น่ะ... ไวน์ชอบ...”

ให้ตายเถอะ ฉันทำไม่ได้!

“ขอโทษนะคะ” ฉันพูดแค่นั้นก่อนจะหันหลังวิ่งออกมา เสียงพี่ต้นน้ำตะโกนไล่หลังด้วยความตกใจ แต่ตอนนี้ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ฉันยังคงวิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าระหว่างทางเผลอชนกับใครเข้าบ้าง

ฉันทำไม่ได้หรอก จะให้ฉันพูดได้ยังไง ก็ในเมื่อมันไม่ใช่สักหน่อย ไม่ใช่พี่ต้นน้ำสักหน่อย คนที่ฉันชอบน่ะ... ฉันรู้ดีว่าไม่ใช่พี่เขา คนที่ฉันชอบน่ะ คือ...

“ทำบ้าอะไรของเธอ!” เสียงโวยวายดังขึ้นทันทีที่ฉันกลับเข้ามาในห้องนอนของตัวเองอีกครั้ง และไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเสียงนั่นเป็นของใคร

ฉันทำเป็นไม่ได้ยินเสียงโวยวายของเขาและทิ้งตัวลงนอนบนเตียงพร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง แต่แล้วผ้าห่มของฉันก็ถูกกระชากออกอย่างแรงจนปลิวไปกระแทกกับประตู ด้วยพลังมหาศาลของวิญญาณเอาแต่ใจ

“ลุกขึ้นมาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!” เขาตวาดเสียงดังพร้อมกับหายตัวมาโผล่ตรงหน้าฉัน “บอกมาว่าเธอต้องการอะไร ฉันอุตส่าห์หาโอกาสให้ขนาดนั้นแล้วทำไมถึงไม่พูดออกไปล่ะ มันยากตรงไหนแค่พูดออกไปว่าเธอชอบมันน่ะ!

“มันยากตรงที่ฉันไม่ได้ชอบเขาไงล่ะ!” ฉันตะโกนขึ้นมาอย่างเหลืออด ฟรานซ์ถึงกับชะงักไปเมื่อเห็นท่าทีต่อต้านอย่างรุนแรงของฉัน ก่อนที่เขาจะโวยวายขึ้นมาอีกรอบ

“เธอจะไม่ชอบมันได้ยังไง ก็ในเมื่อหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเธอกับมัน...”

“ฉันกับเขาทำไม!?” ฉันสวนขึ้นมาโดยไม่รอให้ฟรานซ์พูดจบ “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างฉันกับพี่ต้นน้ำ มันเกิดได้ยังไง นายเองก็รู้อยู่แก่ใจดี ฟรานซ์!

“...” คราวนี้ฟรานซ์ถึงกับนิ่งไปเมื่อฉันพูดแทงใจดำขึ้นมา

“นายพยายามจับคู่ให้เรา นายสร้างสถานการณ์ต่างๆ นานา ขึ้นมาและหวังให้เราได้ใกล้ชิดกัน แต่มันก็แค่นั้น ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับพี่เขาเลยสักนิด ได้ยินมั้ย!” ฉันแผดเสียงดังลั่น ก่อนจะรู้สึกได้ว่ามีหยดน้ำใสๆ กำลังไหลลงมาจากดวงตาทั้งสองข้างของตัวเอง ฉันยกมือขึ้นมาปาดมันออกอย่างลวกๆ และกลั้นใจมองหน้าเขาตรงๆ

“ฉันพยายามแล้วฟรานซ์ ฉันพยายามเปิดใจให้พี่เขา ฉันพยายามใกล้ชิดกับพี่ต้นน้ำให้มากขึ้นตามที่นายต้องการ แต่ว่าฉันทำไม่ได้จริงๆ...”

“...”

“ฉันรักพี่เขาไม่ได้ ไม่มีทางรักได้...ไม่ว่าจะทำยังไงก็ตาม เพราะผู้ชายที่ฉันรัก มีอยู่คนเดียวเท่านั้น...ก็คือนาย” ฉันพูดประโยคสุดท้ายออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา  แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจ

“ฉันรู้ว่ามันน่าตกใจ ฉันเองก็ยังตกใจตัวเองเลย” ฉันแค่นหัวเราะกับตัวเองก่อนจะยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาอีกครั้ง แต่ไม่ว่าฉันจะพยายามจะเช็ดมันมากแค่ไหน แต่น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าที่รินไหลลงมา ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเสียที

“ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน แต่พอฉันรู้ตัว มันก็สายเกินไปแล้ว... ตอนที่ครอบครัวของนายย้ายไป ฉันก็ได้แต่รอให้นายติดต่อกลับมา ฉันยังมีความหวังอยู่เสมอว่านายจะคิดถึงฉันเหมือนที่ฉันคิดถึงนาย แต่แล้วทุกอย่างมันก็กลับตาลปัตรไปหมด จู่ๆ นายก็มาตายจากฉันไป โดยที่ฉันยังไม่ได้บอกสักครั้งเลยว่าฉันรักนาย รักนายมาตลอด... ฮึก... นายมันเห็นแก่ตัว ฟรานซ์” ฉันพูดได้แค่นั้นก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความจริงที่ได้พูดออกมามันทำให้ฉันกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้จริงๆ

และเพราะความจริงข้อนี้แหละที่ทำให้ฉันพยายามปิดบังมาตลอด ว่าคนที่ฉันชอบอยู่คือใคร ...ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากให้เขารู้ แต่เป็นเพราะฉันกลัวว่าถ้าเขารู้แล้ว... เขาก็จะจากฉันไปตลอดกาล...

ฉันรู้ว่ามันฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะได้พบกับคนที่เรารักอีกครั้ง หลังจากที่เขาลาโลกนี้ไปแล้ว ดังนั้นฉันจึงพยายามจะรั้งเขาเอาไว้ รั้งไว้เท่าที่ฉันจะทำได้ ฉันไม่อยากให้เขาจากไปตอนนี้ มันเร็วเกินไป เร็วเกินไปจริงๆ...

“ให้ตายเถอะ มันเกือบจะสายไปแล้วนะ ยัยบ๊องเอ๊ย” ในขณะที่ฉันได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่คนเดียว จู่ๆ ฟรานซ์ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงโล่งใจ ฉันจึงเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง และก็เห็นเขากำลังยิ้มน้อยๆ อยู่

“ถ้าเธอพูดช้ากว่านี้อีกนิด รู้มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“...” ฉันยังคงมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ ฟรานซ์หัวเราะเสียงดังก่อนจะสบตากับฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน

“ถ้าหากฉันทำภารกิจบอกรักนี่ไม่สำเร็จภายในวันนี้ล่ะก็ วิญญาณของฉันก็จะหมดอายุขัย แล้วก็จะต้องกลับไปเกิดอีกครั้ง แล้วเธอนึกออกมั้ยว่าถ้าฉันรีบไปเกิดตอนนี้ มันจะเป็นยังไง” เขาถามพร้อมกับค่อยๆ เดินเข้ามาหาฉัน ในขณะที่ฉันได้แต่ยืนงงกับสิ่งที่เขาพูด จนฟรานซ์ต้องเป็นคนเฉลยคำตอบออกมาเอง

“ถ้าฉันรีบไปเกิดตอนนี้ เราสองคนก็จะไม่ได้เจอกันอีกตลอดกาล”

“ถ้าอย่างนั้น ที่นายทำทั้งหมดนี่ก็...”

“ก็เพื่อจะรอเธอไงล่ะ” เขาต่อประโยคของฉันพร้อมกับรอยยิ้ม “เธอคิดว่าฉันจะอยากเป็นเทวดาไปทำไมล่ะ งานก็หนัก เหนื่อยก็เหนื่อย แถมยังต้องมานั่งยุ่งเรื่องชาวบ้านเขาไปทั่วอีก น่าปวดหัวจะตาย” ฟรานซ์เบ้ปากอย่างไม่ชอบใจนัก

“แต่ว่าการเลื่อนขั้นเป็นเทวดา มันคือทางเดียวที่จะต่อเวลาให้ฉันอยู่ในร่างนี้ได้ ความทรงจำของฉันจะไม่หายไป และที่สำคัญ ฉันจะสามารถรอเธอได้ รอจนกว่าจะถึงเวลาที่เธอจะขึ้นไปหาฉัน และเราจะได้เจอกันอีกครั้ง”

น้ำตาของฉันไหลออกมาอีกครั้ง เมื่อเข้าใจเรื่องทั้งหมด ทุกอย่างที่เขาทำ ก็เพื่อจะทำให้เราได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง แต่ฉันกลับไม่รู้อะไรเลย ฉันเกือบจะทำให้ทุกอย่างมันพัง ฉันเกือบจะทำให้เขาจากฉันไปตลอดกาล เพียงเพราะความโง่เง่าและเห็นแก่ตัวของตัวเอง    

“ฉันต้องไปแล้ว” ฟรานซ์พูดขึ้นมา ทำให้ฉันสังเกตเห็นแสงสว่างจ้าเกิดขึ้นมารอบๆ ตัวเขา ก่อนที่ร่างกายท่อนล่างของเขาจะค่อยๆ เลือนรางลงตามแสงสว่างนั่น

ฟรานซ์ขยับเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามา ฉันหลับตาลงเพราะรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร หัวใจของฉันเต้นแรงพร้อมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

แต่แล้วสัมผัสที่ฉันคิดว่าจะได้รับกลับถูกเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะและเสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่ดังขึ้นมาข้างหู

“ยัยบ๊องเอ๊ย ฉันจะจูบเธอได้ยังไง ในเมื่อฉันเป็นวิญญาณนะ” ฟรานซ์พูดกลั้วหัวเราะ ก่อนที่จะรู้สึกได้ว่าเขาค่อยๆ ถอยห่างออกไป

“นี่” เขาเรียก ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นและพบว่าวิญญาณของฟรานซ์เลือนรางไปกว่าครึ่งแล้ว “ฉันไม่อยู่ก็ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ”

“อื้ม” ฉันพยักหน้ารับพร้อมกับพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

“แล้วฉันจะรอเธออยู่บนนั้นนะ ^^” เขาพูดประโยคสุดท้ายพร้อมกับชี้มือขึ้นไปด้านบนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“...” ฉันไม่อาจจะเอื้อนเอ่ยคำพูดใดออกมาได้อีกต่อไป เมื่อทันทีที่จบคำพูดนั้น ร่างของเขาก็เลือนรางหายไปต่อหน้าต่อตา เหลือไว้เพียงรอยยิ้มสุดท้ายของเขาที่ยังคงทิ้งความอ่อนโยนไว้ให้ฉันได้เก็บเอาไว้ในความทรงจำตลอดกาล

“ฮึก...” ฉันปล่อยให้ความเงียบกลืนกินอยู่พักใหญ่ ก่อนจะปลดปล่อยก้อนสะอื้นที่พยายามกลั้นเอาไว้อยู่นาน

น้ำตามากมายที่ไม่รู้ผุดขึ้นมาจากไหลเอาแต่หลั่งไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ฉันทรุดตัวลงพร้อมกับสะอึกสะอื้นร้องไห้ราวกับกำลังจะขาดใจให้ได้ ทั้งที่มันเป็นการสูญเสียที่ฉันควรจะทำใจรับได้ ทั้งๆ ที่ฉันรู้ว่าเขาจะยังไม่ได้จากฉันไปไหน แต่ไม่ว่ายังไง ส่วนลึกข้างในใจฉันก็อดที่จะเสียใจไม่ได้อยู่ดี ฉันยกมือขึ้นมาบีบที่หน้าอกข้างซ้าย รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าที่ตรงนี้มันกำลังเจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บปวดเกินกว่าที่ฉันจะรับไหว ฉันอยากให้เขาอยู่ตรงนี้ อยู่ตรงหน้าฉัน อยู่เคียงข้างฉันไปตลอดกาล ไม่ใช่ไปรอฉันอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกล และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ฉันจะเอื้อมถึงเขาอีกครั้ง

นายสัญญากับฉันแล้วนะฟรานซ์...

สัญญาแล้วว่าจะรอฉัน...จนกว่าจะถึงเวลาที่เราจะได้พบเจอกันอีกครั้ง...

ถ้าอย่างนั้นฉันเองก็จะขอให้สัญญากับนายบ้าง...

ฉันสัญญา ว่าสักวันฉันจะตามไป...ตามไปอยู่เคียงข้างนาย...ที่ข้างบนนั้น...

ฉันสัญญา...
 

----------------------------------------------------------------------

เป็นเรื่องสั้นที่ไม่เหมาะกับเารเป็นเรื่องสั้นอีกแล้ว เพราะมันยาวมากกก ฮ่าๆๆ
ไปส่งสำนักพิมพ์ไหนเค้าคงไม่รับอ่ะ U_U

แอบเปิดเรื่องนี้ไว้นานมากกก แต่ก็ไม่ได้อัพซะทีเพราะเหตุผล (หรือข้ออ้าง?) นานานับประการ
ตอนเปิดแรกๆ มีคนแอดเฟบ 2 เหมือนจะเพิ่มเป็น 3 แต่ตอนนี้เหลือ 1 -.-
และก่อนที่จะเหลือ 0 ไรเตอร์จึงต้องชิงอัพก่อนอย่างรวดเร็ว (เร็วได้แค่นี้แหละ) ฮ่าๆๆๆ
เรื่องนี้อยากให้มันดราม่าค่ะ แต่ไม่ค่อยถนัด + เป็นมือใหม่มากๆ กับการแต่งเรื่องสั้น เลยไม่รู้ว่ามันดราม่าถึงขั้นหรือยัง
แต่ก็พยายามแต่งเต็มที่แล้วค่ะ ชอบไม่ชอบยังไงก็คอมเมนต์บอกกันด้วยน้า >.<

PS. ขอโทษด้วยนะคะ ถ้าใครอ่านเรื่องนี้แล้วผิดหวัง หรือคิดว่ามันไม่สนุกเอาซะเลย
PS.2 แต่ถึงจะคิดว่าเรื่องสั้นมันไม่ใช่แนวที่เหมาะกับเรา แต่ไรเตอร์ก็อยากจะพยายามแต่งมันต่อไป พอดีเป็นพวกดันทุรังสุดๆ น่ะค่ะ ฮ่าๆๆ
PS.3 อันนี้ข่าวดีค่ะ อยากจะบอกไว้ฮ่าๆๆ ถ้าใครเคยติดตามผลงานเรื่องอื่นๆ และพอจะรู้จักไรเตอร์ makok_num อยู่พอสมควร ก็คงจะรู้ว่าไรเตอร์ติดโครงการนักเขียนหน้าใสของแจ่มใสปีล่าสุดนะคะ และตอนนี้ฝันของไรเตอร์เป็นจริงแล้วค่ะ มีโอกาสที่นิยายจะได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์แจ่มใสแล้ว ยังไงก็อยากจะขอบคุณนักอ่านที่น่ารักทุกคนเลยนะคะที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจมาตลอด ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ^^

makok_num :)

   

ผลงานอื่นๆ ของ makok_num/ Martian

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

10 ความคิดเห็น

  1. #10 MidNight
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 / 15:36
    เรื่องนี้ทำให้เราน้ำตาคอได้จริงๆแงๆ (เกือบไหล5555)
    ตอนแรกก็น่ารักกุ๊กกิ๊กอยู่นะ แต่พอตอนสุดท้าย...
    ทำไมไม่คู่กันง่ะ TwT
    #10
    0
  2. #9 Thurs
    วันที่ 29 กันยายน 2556 / 20:28
    แอร๊ยยยย ฉากกุ๊กกิ๊กน่ายักอ๊ >_<
    #9
    0
  3. #8 Jewel
    วันที่ 23 เมษายน 2556 / 22:46
    แต่งให้ถึงตอนที่ทั้งคู่ไปเกิดแล้วรักกันได้มั้ยคะ// ถือมีดไปหานางเอก -w-
    #8
    0
  4. วันที่ 9 เมษายน 2556 / 16:46

    บร๊ะะะ ก็ว่าอยู่แล้วว่าไวน์มันชอบฟรานซ์ ฮี่ๆๆๆ

    ฟรานซ์น่ารักว่ะ น่าร้ากกกกกก จริงๆ ชอบ

    ไม่น่าตายแล้วเลย T_T

    สนุกมากๆ เลย ตอนจบ ก็รู้ว่ามันคู่กันไม่ได้ แต่ก็เศร้าอยู่ดี

    รีบๆ ตายไปหาพระเอกซะ นังไวน์ 5555555555555555+

    #7
    0
  5. #6 Fah
    วันที่ 10 มกราคม 2556 / 21:22
    สนุกมาก ถึงจะบอกว่ามันดูมัธยมก็เหอะ



    แต่ว่าแต่งให้เพื่อนรักเพื่อนอีกแล้วนะ



    สังเกตตัวเองหรือเปล่า? มะกอกนุ่ม เอ๊ย น้ำ 55
    #6
    0
  6. วันที่ 29 ตุลาคม 2555 / 18:33
    เรื่องนี้มีทุกอารมณ์อ่ะ 555555555
    >w<~ ไรท์บอกไม่ถนัดแต่งเค้าชอบบบบบ ~!!!
    แอบน้ำตาคลอเบาๆอ่ะ 555555
    ชอบฟรานซ์ >w<
    แอบกลัวเบาๆตอนที่เจอกันครั้งแรก T^T 555
    เล่นเอาซะนึกภาพออกเลยอ่ะ 555555
    พี่ต้นน้ำเหมือนจะชอบไวน์แห๊ะ 555
    ชอบเรื่องนี้ ~~!!~~~ 555
    เป็นตอนจบที่คาดไม่ถึงเลยอ่ะ 555
    และคิดว่ามีเรื่องนัก หรือไม่ก็ไม่มีเลยที่จะจบอย่างงี้ 55
    ชอบบบ >w< โอ้ยยๆ ! ชอบบบบ !! 555555555


    ปอลิงง . จะแวะมาอ่านบ่อยๆฮะ !!!!!!!!!!! 555
    ถึงไรท์จะแต่งไม่ถนัดก็เหอะ แต่ว่าเค้าชอบอ่านเรื่องสั้นของไรท์นะ
    และก็ชอบทุกเรื่องเลยย ! ชอบมากๆๆ 555 ;w; .. 555
    อยากให้ไรท์แต่งอี๊กกกกกกกกกกก >w<~ ชอบบบ 555


    #5
    0
  7. วันที่ 28 ตุลาคม 2555 / 21:24
    เจิมจ้า
    พระเอกน่ารักได้ใจจริงๆ >
    #4
    0
  8. วันที่ 22 ตุลาคม 2555 / 14:09
    เปิดเรื่องนี้มานับไม่ถ้วนละ  =^= 5555
    ได้ฤกษ์เม้นซะที 555555 
    อยากอ่่านอะไรท์ๆ >w<  
    เรื่องนี้มันดูเหมือนจะฮาๆ (?) 
    โอ๊ะ ! สรุปเลยละกัน น !!
    'อยากอ่าน' ;w; 
    ไรท์อัพเด๋วนี้นะ  ;v; // โดนตบ บบ ! 
    รอเรื่องนี้ค้าบโผ้ม ม ม 
    ไรท์อย่าลืมเรื่องนี้นะ !! 
    ห้ามลืมๆ  =^= 
    #3
    0
  9. วันที่ 12 สิงหาคม 2555 / 20:08
    อัพไวๆนะ อยากอ่านๆ ( แต่งเก่งจังเลย)
    #2
    0
  10. วันที่ 23 กรกฎาคม 2555 / 18:57
    อยากอ่านเรื่องนี้จังค่ะ ^^
    #1
    0