คัดลอกลิงก์เเล้ว

Starfighters special : SuperGrandma ยายผมนั้นเจ๋งที่ซู้ดดดดด!!

โดย Fireturbo

ผมเป็นเพียงแค่เด็กเนิร์ดห่วยๆคนนึงแต่กลับมีคุณยายจอมเนี้ยบที่สวยยิ่งกว่านางงาม แถมยังเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ด้วย!?

ยอดวิวรวม

79

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


79

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


5
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  24 ม.ค. 62 / 10:16 น.
Starfighters special : SuperGrandma ยายผมนั้นเจ๋งที่ซู้ดดดดด!! | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


"คนแก่เหรอ? น่ารำคาญชะมัด เอะอะก็บ่น พูดผิดนิดหน่อยก็บ่น"

"ก็แกยังเป็นเด็กเลยยังไม่เข้าใจผู้ใหญ่ดีพอไง"

"พูดอย่างกับคนแก่เลยนะแกเนี่ย"

"ถ้าแกว่าคนแก่ ก็เหมือนกับว่ายายฉันด้วยน่ะสิ"

"ทำไม?ยายแกมีดีตรงไหนเหรอ?"

"มีดีกว่าที่แกคิดไว้อีก เอาเป็นว่าถ้าแกเห็นยายฉัน แกจะลืมภาพลักษณ์ของคนแก่ไปเลยล่ะ เพื่อน"

"ทำไมล่ะ?"

"เอาอย่างงี้นะ ฉันจะเล่าให้แกฟังเอง แต่แกต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับนะ"

"เออ ได้ๆบอกมาเถอะ"

"งั้นจะบอกให้ ความลับของยายฉันก็คือ..."

.

.

.

Writer

Hi Everybody!! สวัสดีค่ะทุกคน ไรต์ชื่อ Eagle Sonic นักเขียนซีรีส์ Star Fighters ค่ะ วันนี้ ไรต์มาเขียนเรื่องสั้นที่แยกออกจากจักรวาลหลักของนิยาย SF ค่ะ โดยตัวละครหลักจะมีสองคน 

ซึ่งเนื้อเรื่องนั้นเกี่ยวกับ เด็กเนิร์ดสุดห่วยที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างและได้ค้นพบความลับของยายสาวหน้าสวยของเขาผู้ซึ่งถูกทุกคนเข้าใจผิดเรื่องอายุอยู่บ่อยครั้งโดยบังเอิญ 

และเนื้อเรื่องจะเล่าผ่านมุมมองของหลานชายที่มีต่อยายของเขานั่นเอง 

เรื่องราวจะเป็นยังไง โปรดติดตาม..

ปล.สาเหตุที่ไรต์ทำเป็นเรื่องสั้น เพราะกลัวว่าทำเรื่องยาวจะดองนานน่ะ แฮ่ๆ แล้วก็เรื่องนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน Starfighters ภาค 1 แต่ไม่ต้องห่วง ตัวเรื่องจะไม่เชื่อมกับเรื่องหลัก


แล้วก็อันด้านล่างคือเนื้อเรื่องหลักจริงๆ ใครสนใจไปกดอ่านและติดตามได้ค่ะ

Star Fighters 1 : World of Heroes - อันนี้คือภาคแรก จุดเริ่มต้นของเรื่องราวของเด็กสาวผู้แข็งแกร่ง

Star Fighters 2 : Heroes Academy - ภาคสอง แต่จะเล่าถึงเรื่องราวของสถาบันฮีโร่ ภาคนี้ตัวละครเยอะ ควรอ่านให้ละเอียด



Please follow me on Twitter



<<Click Icon>>

*หมายเหตุ*

เรื่องนี้มีการใช้คำหยาบเพื่อความสมจริงนิดหน่อยนะคะ




s
n
a
p

เนื้อเรื่อง อัปเดต 24 ม.ค. 62 / 10:16


สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อ ลามะ

แม่กับพ่อเป็นคนไทยที่อาศัยอยู่ที่ ยู.เอส.เจแปน ประเทศที่มีเอกลักษณ์ระหว่างประเทศอเมริกาและญี่ปุ่นผสมผสานกัน และผมก็เกิดที่นั่น

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพ่อแม่ตั้งชื่อนี้มาได้ไง สงสัยคงไปเที่ยวเนปาล แล้วเจอลามะแหง

เป็นชื่อที่ห่วยสิ้นดี ดีนะที่ไม่ตั้งชื่อผมว่าหมาน่ะ

เข้าเรื่องเถอะ

ทุกคนครับ ในสายตาของพวกคุณ คนแก่เป็นคนยังไง?

จู้จี้?ขี้บ่น?เรื่องมาก?ขี้ลืม?เอาแต่ใจ? หัวโบราณ?

และสารพัดปัญหาที่ยากจะเข้าใจ!!

ใช่ไหมครับ?

อืม ผมก็เจอนะ บ่อยด้วย 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนแก่ทุกคนจะแย่ไปหมดหรอกนะ

คนแก่ดีๆก็มีนะ แต่น้อยสุดๆ

ที่ผมพูดแบบนี้ก็เพราะว่าตัวผมนั้นก็มี คุณยาย เหมือนกัน

ขี้บ่น จู้จี้จุกจิก เรื่องมาก 

แต่ทว่ากลับเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่น



“อุ๊ย คุณน้องขาสวยจังเลย มีเคล็ดลับอะไรรึเปล่าคะ?”

บทสนทนาของใครบางคนเรียกสติของผมให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง 
มันเป็นบทสนทนาระหว่างคุณนายหน้าแก๊แก่ กับ ป้าสาววัย 30 ปลายๆ กำลังสนทนาเกี่ยวกับเคล็ดลับความงามตามประสาสาวๆ รู้สึกว่าคุณนายจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนนะ

“ก็ไม่มีอะไรหรอกคะ”ป้าคนสวยตอบ”แค่ดูแลตัวเองเท่านั้นเอง”
“แหม ถ่อมตนจังเลยนะคะ คุณน้อง”
“เออ แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ?”
“ฉันมารอหลานฉันค่ะ แล้วอีกอย่างไม่ต้องเรียกคุณก็ได้นะคะ ฉันเพิ่งจะอายุ 35 กว่าๆเอง”

What!?นี่ขนาดอายุ 35 ยังหน้าแก่ขนาดนี้ แล้วอายุ 70 จะแก่ขนาดไหน?

ผมตะโกนร้องในใจเมื่อได้รู้ความจริงที่น่าตกใจ

“แล้วคุณน้องอายุเท่าไหร่จ้ะ?”

แต่ทว่า ยังมีคนที่น่าอึ้งกว่านี้อีกนะ

“73 ค่ะ”
ฉับพลันทุกคนก็หันมามองคุณป้าสาวแสนสวยกันทั้งบางเมื่อได้รู้อายุจริงของเธอ

“ห๊ะ!”
“เฮ้ย!”
“เอ๋?”

และคุณป้าคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น..

คุณยายผมเอง

และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เกิดการเข้าใจผิดเกี่ยวกับหน้าตาของท่าน อันที่จริงนี่รอบที่ร้อยแล้วนะที่ยายผมโดนทักแบบนี้

ดูเผินๆยายผมน่ะดูสวยแบบน้องๆคุณอภัสราเลย แต่ถ้าคุณได้รู้อายุท่านจริงๆ คุณก็จะตกตะลึงแบบที่คนอื่นเป็นตอนนี้แหละนะ

และนอกจากนี้ คุณยายของผมยังมีความแตกต่างจากคุณยายคนอื่นๆอีกนับร้อยแปดประการ(ขอไม่นับนิสัยขี้บ่นและจู้จี้ตามประสาคนแก่นะครับ)

ซึ่งก็มีดังนี้..

1. ยายผมเป็นคนสวย และแข็งแรงสุดๆ
ทุกเช้ายายจะทานคอลลาเจน(หูย~อย่างแพง) 
ตอนเย็นจะเดินรอบบ้านสม่ำเสมอ(อ๋อ พอดีบ้านยายผมกว้างน่ะ)
และไม่ทานน้ำชา กาแฟ สูบบุหรี่ ของที่คลอเรสเตอรอลสูง อย่างไก่ หมู เนื้อ(นานๆกินได้แต่ไม่บ่อย) ส่วนใหญ่กินปลา
และตอนกลางคืนยายจะวัดความดัน ดังนั้นถ้าผมเข้าไปทักตอนยายวัดความดันอยู่ ยายจะไม่ตอบ ถ้าถามมาก็แค่ยักคิ้วเฉยๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะสื่อสารกันในเวลานั้น
แต่เสียดายที่ยายเป็นคนตัวเตี้ย เพราะไม่ชอบดื่มนม แต่นั่นก็ไม่ใช้ปัญหาใหญ่อะไร เพราะถึงจะตัวเตี้ย แต่ยายก็ยังแข็งแรงชนิดที่ว่าเอาไม้เรียวไล่ตีผมรอบบ้านได้เลย
แต่คุณเชื่อไหม ยายผมไม่มีโรคอะไรเลย ไปหาหมอทีไร หมอชมตลอด ถึงขนาดพยาบาลยังยกให้ว่าเป็นคนไข้ดีเด่น(เพราะไม่เคยพลาดนัด)

2. อยู่บ้าน ทำงานบ้าน มองเผินๆเหมือนแม่บ้าน แต่จริงๆจบเศรษฐศาสตร์ ปริญญาตรีนะ เฮ้ย!

ครับ นี่เป็นความจริง ผมเคยเห็นประกาศนียบัตรและภาพวันจบการศึกษาของยายครับ ยายจบจากมหาวิทยาลัยดังในประเทศไทย 
แต่ยายผมเลือกที่จะทำงานอยู่ที่บ้านเพราะตาครับ ตาเขาไม่อยากให้ยายลำบาก ก็เลยให้ยายอยู่บ้าน แต่ยายก็ไม่ได้เดือดร้อนนะ ชิลๆไปกับการดูหนังจีนหนังอินเดียอย่างสบายใจเฉิบ 
ส่วนเรื่องความรู้ที่เรียนมา ยายผมจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นการซื้อของ

“ลามะ เอาทิชชู แพ็คใหญ่เลยนะ”
“โหย แพงอ่ะ ยาย ซื้อไปทีล่ะห่อได้มั้ย?”
“หอเดียวจะไปพอได้ไงล่ะ ซื้อห่อใหญ่ถึงจะแพงแต่ก็ใช้ได้นาน ไม่หมดเร็วด้วย”
“คร้าบบบบบบ”

ยายยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเสมอครับ ดังนั้น ยายจึงไม่ซื้อของที่แพงเกินจำเป็น แต่ยายจะซื้อของที่แพงแต่มีคุณภาพดี
และที่สำคัญยายผมเป็นคนที่รวยแต่ไม่ขี้อวดครับ

ปล.ยายไม่มีบัตรเอทีเอ็ม เครดิตก็ไม่มี ธนาคารส่งให้มาแต่ไม่ใช้ ทิ้งไว้อย่างงั้นแหละ

3. ยายผมเป็นคนความจำแม่น ละเอียด ขนาดเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างตอนเค้ายังเป็นเด็กยังจำได้ แล้วนับประสาอะไรกับคณิตศาสตร์พีทาโกรัสกับวิทยาศาสตร์เด็กมัธยมปลายล่ะ!?

เพื่อนที่เรียนรุ่นเดียวกันตั้งแต่ประถม เพื่อนร่วมชั้นของแม่ผม เรื่องเล็กๆน้อยๆของหมาที่เลี้ยง หรือแม้กระทั่ง เรื่องที่ผมแอบวาดภาพเล่นในสมุดเรียนกี่หน้าก็จำได้!! ยิ่งกว่าบันทึกวิดีโออีก!

4. ยายผมเป็นคนหัวสมัยใหม่ 

ตามข่าวการเมือง กีฬา หรือแม้กระทั่งราคาทองคำ ดังนั้นทุกเช้า ผมจะเห็นยายนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เสมอ

5. ยายผมเป็นคนไม่ชอบโซเชียล 

เล่นได้ แต่ไม่เล่น เหตุผลง่ายๆ 'รำคาญ'

ดังนั้น ยายจึงไม่เคยส่งสวัสดี 7 วัน มาให้ผมทางไลน์เพราะไม่เล่นไลน์นั่นเอง

6. ยายผมชอบหนังแอ็คชั่น บู๊ ล้างผลาญ 

ถ้าหนังเพลงยายหลับ ถ้าหนังเรื่องไหนมีฉากซึ้งๆหรือดราม่าน้ำตาแตก คนอื่นร้องแต่ยายไม่ร้อง ยกเว้น หนังที่เกี่ยวกับหมาหลงทางหาทางกลับบ้าน ยายน้ำตาคลอเบ้าครับ 

7.ยายผมเป็นคนไม่เรื่องมาก ไม่หยุมหยิม 

เพราะไม่เรื่องมาก ยายจึงไม่กดดันผมให้เรียนตามที่ยายสั่งเหมือนพ่อแม่คนอื่นที่ชอบบังคับให้ลูกเรียนสายที่พวกเขาเลือกให้ ยกเว้นอย่างเดียวต้องตั้งใจเรียน ห้ามค้างงาน..

8.ยายผมวางตัวเป็นกลาง ไม่พูดอ้อมค้อม ตรงสุดๆ ไม่ง้อใคร ไม่อวยหลานตัวเองด้วย

ยายผมไม่รักลำเอียง ตอนผมทะเลาะกับน้องชายที่เป็นญาติห่างๆยังโดนตีก้นลายทั้งคู่ แต่ว่าถ้าทำดียายก็ใจดีนะ 

แล้วก็ยายผมไม่เคยอวยผม ถ้าทำผิดเขาว่าตรงๆเลย ไม่เกรงใจด้วย แถมคำพูดที่ยายพูดก็เจ็บจี๊ดยิ่งกว่าโดนมีดแทงอีก


9. ยายผมชอบดูบอล 

แต่ถ้าวันไหนพลาดจริงๆ ไม่ดูก็ไม่ตายหรอก แต่ที่ชอบที่สุด เจย์ลีค อ๋อ ยายผมชอบดูมวยด้วยนะ

10. ยายผมคือแมวกวัก 

เข้าร้านไหน ร้านนั้นลูกค้าจะเข้าเต็ม คืออย่างงี้นะ ยายผมมักจะชอบเข้าร้านเสื้อผ้าหรือร้านอาหารที่มีคนน้อยๆ แต่พอเข้าไปปุ๊บ คนแห่มาปั๊บ แถมชอบเลือกเอาสินค้าที่ยายเลือกอีก อันอื่นก็มี ทำไมไม่เลือกก็ไม่รู้ ซึ่งเรื่องนี้ผมยังหาสาเหตุไม่ได้เลย..

และนี่ก็คือ เอกลักษณ์ของยายผมทั้งสิบข้อครับ

แต่ผมกลับไม่รู้เลยว่ายายผมนั้นยังมี ความลับ อยู่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยบอกผม แม้กระทั่งพ่อกับแม่ และญาติๆคนอื่นก็เหมือนกัน

และความลับที่ว่านั่นก็คือ...

.

.

.

"ไอ้ลามะ ถึงสถานีแล้วเฟ้ย!"

"ห๊ะ?!"

โครม!!

"โอ๊ย!ไอ้เชคกี้ มึงแหกปากหาลุงมึงรึไงว่ะ?!"

ผมโวยใส่เพื่อนร่วมชั้นร่างท้วมอย่าง เชคกี้ ที่ตะโกนปลุกผมจนผมกลิ้งตกจากที่นั่งบนรถไฟฟ้าเพราะตกใจเสียงร้องของมัน แถมคนอื่นก็หันขวับมามองผมและหัวเราะคิกคักกันใหญ่เลยด้วย

น่าขายหน้าจริงวุ้ย ฝากไว้ก่อนเถอะ ไอ้อ้วน

"ไอ้ขี้เซา มึงน่ะรีบๆเลย ครูกับคนอื่นเขาลงไปหมดแล้ว"
"หา?"

โป๊ก!

"เฮ้ย!!ตีหัวกูทำไม?!"

"มึงนี่ความจำสั้นยิ่งกว่าปลาทองอีก ลืมไปแล้วรึไงว่าวันนี้โรงเรียนเขาพาเด็กม.ปลายมาทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ นิวโยเกียวน่ะ"
"เออ..จำได้สิ ไม่ได้ลืมซะหน่อย"
ผมพูดเสียงสูงเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ไอ้อ้วนพูด
"อ๋อเหรออออออออออออ"
ไอ้อ้วนแซะผมกลับ แหม่ มันน่าอัดไหมล่ะ?
"แต่เรื่องนั้นช่างก่อนเหอะ กูว่ารีบลงไปได้แล้ว เดี๋ยวครูอีสเตอร์บ่น"
"เออว่ะ ไปกัน"
พูดจบไอ้อ้วนก็กระชากคอเสื้อผมและลากผมลงจากรถไฟฟ้าในสภาพที่ถูกหิ้วราวกับกระเป๋าเดินทางเลยทีเดียว

"นี่ไอ้เชคกี้ กูเดินเองได้ เลิกหิ้วกูเถอะ"
"ไม่ได้ มึงเดินช้า แบบนี้แหละดีแล้ว"
"เออๆ เอาที่มึงสบายใจเลย"

ผมพูดประชดไอ้อ้วน ขณะที่มันลากผมไปหากลุ่มเพื่อนๆและครูที่มาทัศนศึกษา ก่อนที่ผมจะถูกมาดามโซน่า ครูประจำชั้นของผม บ่นเป็นชุดๆ ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของเพื่อนคนอื่น

"ชั้นจะให้โอกาสเธอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะคะ มิสเตอร์ลามะ ถ้าทำอีกคราวหน้าชั้นจะหักคะแนนเธอ.."
"คร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ"

ผมตอบครูด้วยความเบื่อหน่าย และพอลับหลังเขา ผมก็ล้อเลียนคำบ่นของหล่อนให้เชคกี้ฟังด้วยการดัดเสียงสูงและแกล้งกรีดไม้กรีดมือทำตัวดัดจริตให้เขาดู ซึ่งเป็นท่าประจำของเจ๊โซน่าเค้าน่ะนะ

"ถ้าทำอีก ชั้นจะหักคะแนนเธอนะคะ แหม่ กลัวตายแหละคร้าบบ"
"มึงนี่มันจอมล้อเลียนชัดๆ"

ไอ้อ้วนตบไหล่ผมทีนึง พลางแกล้งทำเป็นว่าผม พอมาดามโซน่าเดินผ่านพวกเราทั้งคู่ไป 

"แต่ก็จริงอย่างที่มึงพูดแหละ"
ไอ้อ้วนกระซิบบอกผม แต่พอมาดามโซน่าหันมามองเรา มันก็รีบหุบปากทันที

หลังจากนั้นคุณครูก็พาผมกับเพื่อนๆคนอื่นเข้าไปในพิพิธภัณฑ์แห่งชาตินิวโยเกียว เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ได้อธิบายกับพวกเราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศยูเอสเจแปน ภูมิศาสตร์ของประเทศ บุคคลสำคัญของประเทศ อย่างเช่น 'เหล่าเด็กอัจฉริยะทั้งสิบ รุ่นปัจจุบันของประเทศยูเอสเจแปน'

และผมก็ได้ยินเสียงของพวกเพื่อนๆผู้หญิงที่อยู่ห้องเดียวกัน กำลังยืนคุยเกี่ยวกับ พวกเด็กอัจฉริยะอันดับหนึ่งและสองของระดับประเทศพอดี

"แก ไคโตะโคตรเก่งเลยว่ะ"
"นั่นสิ เก่งยิ่งกว่าอันดับสองอีก "
"อย่าพูดถึงยัยนั่นเลย คนอะไรทำตัวไม่สมกับเป็นผู้หญิง แถมยังทำตัวเก่งเกินหน้าผู้ชายอีก"
"ใช่ วันๆเอาแต่ล่อผู้ชายไม่เบื่อบ้างรึไงนะ?"

ฉับพลันผมก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินสิ่งที่พวกเธอกำลังนินทากันอยู่

ผมรู้ว่าการนินทาเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกผู้หญิง แต่ว่าผมก็อดไม่ได้ที่จะยัวะกับสิ่งพวกเธอกำลังนินทาอยู่

ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าคนที่พวกเธอกำลังนินทาอยู่นั้น คือ..

เพื่อนเก่าของผมเอง..

"เฮ้ย เพื่อนฉันไม่ใช่คนแบบนั้นนะ!"
และกว่าจะรู้ตัว ผมก็สาวเท้าเข้าไปหาพวกหล่อนเรียบร้อยแล้ว
"อะไรย่ะ ไอ้ลามะ ยุ่งอะไรด้วยล่ะ?"
"อุ๊ย ลืมไปว่ายัยนั่นเป็นเพื่อนเก่าของแกนี่นา เห็นเพื่อนถูกนินทาแล้วหวงเหรอจ๊ะ?"
"ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ"
"อะไร ยอมรับความจริงไม่ได้รึไงล่ะ?"
"คนปากหมาอย่างพวกหล่อนวันๆมีดีแค่นินทาคนอื่นรึไง?"
"ว่าไงนะ?"
"เพื่อนฉันน่ะไม่เคยอ่อยผู้ชาย สิ่งเดียวที่เธอสนคืองานและการเสี่ยงตาย ไม่เหมือนกับใครบางคนที่นินทาชาวบ้าน.."

เพี๊ยะ!! และในเวลาต่อมาผมก็ถูกหนึ่งในหัวหน้าแก๊งผู้หญิงตบหน้าจนเป็นรอยแดงบนแก้ม

"...." ผมนิ่งไปสักพักพลางลูบแก้มข้างที่โดนตบ ก่อนที่จะหันไปมองคนตรงหน้าที่มองผมด้วยสายตาที่ดูถูก

"รนหาที่ชัดๆ เลยแกเนี่ย อย่าลืมสิว่าพ่อชั้นเป็นผอ.ของโรงเรียนเชียวนะ "
"...."
"เอ้า ไม่ตอบเหรอ แหม สงสัยคงอยู่กับยายแก่หัวโบราณมากไป ความรู้สึกเลยช้า.. "
พลั่ก!! และในวินาทีนั้นเองที่คนตรงหน้าดูถูกยายของผม สมองของผมก็ได้สั่งให้ผลักเธอคนนั้น
"ว้าย!!"
เธอร้อง ก่อนจะล้มลงไปกระแทกกับพื้น
"นี่แกผลักฉันเหรอ?!"
ตอนนั้นเพราะความโกรธเข้าครอบงำ ผมก็เลยตะคอกใส่เธอ โดยที่ไม่ได้สนผลที่จะตามมาในภายหลังเลย
"นี่สำหรับที่ดูถูกยายฉันไง!!"
"หนอย!!"

และจากนั้น แม่นั่นก็พุ่งเข้ามาจิกหัวผม ผมพยามป้องกันตัวเองอย่างสุดกำลัง บรรยากาศในตอนนั้นดูวุ่นวายสุดๆ

ตู้มมมมม!!!!

แต่ทันใดนั้นเอง  เสียงระเบิดก็ดังขึ้นในอาคารที่พวกเราอยู่ ฝุ่นฟุ้งตลบไปทั่วอาคาร แรงระเบิดทำให้ผมกับแม่คู่อริ และเพื่อนๆที่อยู่แถวนั้นกระเด็นกันไปคนละทิศคนละทาง 

ผมจำได้ว่าผมกระเด็นไปชนกับกำแพง และกลิ้งหล่นลงบนพื้น  แต่ผมก็ยังฝืนพยุงตัวลุกขึ้นพร้อมๆกับพยายามตั้งสติของตัวเองด้วย

"ยกมือขึ้น!!นี่คือการปล้น!!"

แต่ฉับพลัน ผมก็ได้ยินเสียงของใครบางคนตะโกนมาจากด้านหลังพร้อมกับเอาอะไรบางอย่างจ่อหัวผม ด้วยความกลัว ผมจึงทำได้เพียงแค่ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ เหงื่อผุดออกมาเป็นเม็ดๆ ด้วยความตื่นตระหนก และราวกับสมองถูกสั่งมือของผมก็ได้ชูขึ้นเหนืออากาศ

จากนั้นผมก็หันไปมองคนที่อยู่ข้างหลังช้าๆ และพบกับชายชุดดำที่ปิดหน้าปิดตามิดชิด ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น โจรหรือไม่ก็ผู้ก่อการร้ายกำลังยืนจ่อปลายปากกระบอกปืนจ่อหน้าผมในระยะประชิด

ตอนนั้นผมรู้สึกได้เลยว่าหัวใจของผมเต้นแรงมากจนแทบจะหลุดออกจากหน้าอก ในเวลานั้น ผมได้แต่สวดมนต์ภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าขอให้เหตุการณ์บ้าๆนี่ผ่านไปที

"เฮ้ย แก!"
"ค-ครับ ม-มีอะไรให้รับใช้ ค-ครับ.."

ผมตอบรับคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงฟังดูตะกุกตะกัก พอมานึกดูแล้ว ทำไมผมถึงดูน่าสมเพชและน่าเวทนาขนาดนี้ฟ่ะ?

"ฮ่าๆ ขี้ขลาดชะมัด"

ชายคนนั้นหัวเราะผมก่อนที่จะจิกหัวผมและลากผมลงมาที่ชั้นล่าง แล้วจากนั้นเขาก็โยนผมไปรวมกับตัวประกันคนอื่นๆ

"ขนของที่มีค่าไปให้หมด!!"

ชายคนนั้นตะโกนสั่งชายชุดดำคนอื่นๆ ก่อนที่พวกนั้นจะกระจายกันไปตามจุดต่างๆของพิพิธภัณฑ์ และขนทรัพย์สมบัติที่มีค่าทั้งหมดใส่กระสอบใบใหญ่ที่พวกมันพกมา
แต่แล้วในตอนนั้นเอง หนึ่งในตัวประกันคนหนึ่งก็มาสะกิดผมจากด้านหลัง
"เฮ้ย ไอ้ลามะ"
ใช่แล้ว เชคกี้ เพื่อนผมเอง
"ไอ้อ้วน มึง.."
"ชู่ เงียบๆก่อน"

พวกเราทั้งคู่ได้แต่มองสิ่งที่พวกมันทำ ท่ามกลางเหล่าตัวประกันบางคนที่ร้องไห้คร่ำครวญ ผมสัมผัสได้ว่าตอนนี้พวกเขากำลังรู้สึกหวาดกลัว รู้สึกตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า 

แต่ผมกลับทำได้เพียงแค่นั่งอยู่ในหมู่ตัวประกัน ได้แต่มองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นโดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย...

น่าสมเพช น่าเวทนาชะมัด

"เฮ้ย น้องสาวคนนี้สวยว่ะ"
"อย่ามาแตะต้องฉันนะ"

แต่แล้วเสียงของแม่คู่อริก็เรียกสติผม พอหันไปผมก็พบว่าหนึ่งในโจรชุดดำ ที่ดูแตกต่างจากคนอื่น คาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้าโจรเหล่านั้นกำลังพยายามลวนลามเธอ และเธอก็พยายามจะขัดขืน 

แต่ทว่า กลับไม่มีใครช่วยเธอเลยสักคน

"อย่าเล่นตัวน่า.."
"เอามือสกปรกออกไปจากตัวฉันนะย่ะ!!"

เพี๊ยะ!!

"โอ๊ย นังบ้านี่!!"

เพี๊ยะ!!

พลันฝ่ามืออันหยาบกร้านของชายชุดดำคนนั้นก็ได้ฟาดเข้าที่หน้าของแม่นั่นเต็มๆแรง 

แน่นอนว่าผมรู้สึกสมน้ำหน้านะ แต่ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่า สิ่งที่พวกนั้นทำกับเธอคนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

ถึงผมจะเกลียดเธอก็จริง แต่บทลงโทษนี้มันเกินไปสำหรับเธอ

และก่อนจะได้ตัดสินใจ ผมก็พุ่งเข้าไปบังแม่นั่นทันที โดยที่ไม่ทันได้คิดอะไรทั้งนั้น

"พอเถอะครับ คุณแค่มาเอาของไม่ใช่เหรอ?ทำไมต้องทำร้ายเธอด้วย?"
"ไอ้หนุ่มนี่ แล้วแกมาสะเออะอะไรด้วยล่ะ?"
"เออ..คือ"
"มัวอ้ำๆอึ้งๆอยู่ได้ เกะกะชะมัด"

พอพูดจบชายคนนั้นก็เหวี่ยงผมลงบนพื้น ก่อนจะเหยียบมือผมไว้

"โอ๊ย!!"ผมร้องดังลั่นด้วยความเจ็บปวด
"แค่เหยียบนิดเหยียบหน่อยก็ร้องแล้วรึ?อ่อนว่ะ"

บ้าเอ้ย!ก็เล่นเหยียบซะเต็มแรงขนาดนี้ ไม่เจ็บก็บ้าแล้ว!ตรูไม่ใช่ซุปเปอร์แมนนะเฟ้ย!

และในตอนนั้นเองลูกน้องโจรคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหานายของมัน

"เฮ้ย ขนของมาหมดแล้ว จะเอาไงกับพวกตัวประกันต่อล่ะ?"

"ฆ่ามันทิ้งให้หมด"

"แต่ว่า พวกเขา.."

"ฉันสั่งคำไหนคำนั้น ห้ามขัด!"

"ได้ครับ นาย"

จากนั้นพวกโจรทั้งหมดก็ชักปืนมาจ่อหัวพวกตัวประกัน รวมทั้งตัวผมด้วย  ผู้คนต่างกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก บางคนกอดกันและร่ำไห้ราวกับโลกที่พวกเขาอยู่กำลังจะแตกสลาย

"ลาก่อน ไอ้หนุ่ม"

หัวหน้าโจรกล่าวกับผม พอดีกับที่ผมเหลือบมองเชคกี้ที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนัก ในขณะที่แม่คู่อริมองผมด้วยสายตาที่รู้สึกผิด

"ฮือๆไอ้ลามะ"

"อย่าร้องไห้สิ ไอ้อ้วน.."ผมกล่าวกับมันอย่างแผ่วเบา พลางฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความกลัว..

ลาก่อนนะ ทุกคน

ลาก่อนนะครับ คุณยาย..

ผมคิดในใจก่อนจะหลับตาลง เพื่อรับความตายตรงหน้า

ปัง!!

ดั่งห้วงเวลาหยุดนิ่ง เสียงสุดท้ายที่ได้ยินก็คือเสียงกรีดร้องของไอ้เชคกี้และเหล่าตัวประกันที่ดังห่างออกไปเรื่อยๆ

และภาพของคุณยายที่ผุดเข้ามาในหัวของผม..

นี่สินะคือความตาย ผมตายแล้วจริงๆ..

มันง่ายดายขนาดนี้เลยเหรอ?

"ไอ้ลามะ!!"

?!

เอ๋?เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมผมถึงยังได้ยินเสียงอยู่อีกล่ะ?

ก็ผมตายไปแล้วนี่?

"ไอ้ลามะ!!!"

"เฮือก!!!!"

ผมสะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันทีด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินเสียงของไอ้เชคกี้ที่ดังขึ้นเต็มสองหู นี่มันกะจะเอาให้ผมหูแตกเลยรึไง?

แต่ช่างมันก่อนเถอะ เพราะสิ่งสำคัญสำหรับผมตอนนี้ก็คือ...

ผมยังไม่ตาย!?

เฮ้ย!!เหลือเชื่อเลย นี่มันเป็นไปได้ยังไงกัน?

แต่ยังไม่ทันจะได้ไขความกระจ่าง ผมก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อพบว่า กระสุนที่ยิงมาที่ผมนั้นหยุดอยู่กลางอากาศและแตะหน้าผากผมแค่นิดเดียว 

แถมที่สำคัญทุกคนก็กำลังจ้องมองมาที่ผมอย่างตกตะลึง ทั้งโจรทั้งตัวประกัน 

อันที่จริงพวกเขาไม่ได้มองมาที่ผมหรอก แต่พวกเขากำลังมองใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังผม

พรึ่บ!

ผู้หญิงวัยกลางคน ผมดำประบ่า ปลายผมแซมสีขาวคล้ายๆผมหงอก เธอสวมชุดรัดรูปสีเขียวเข้มมีโลโก้ตัว G ประทับตรงกลางหน้าอก ทับเสื้อคอเต่าสีดำ คาดเข็มขัดสีแดง กับถุงมือสีแดงและกำไลสีทอง รองเท้าบูธสีแดงยาวถึงน่อง คลุมทับด้วยผ้าคลุมสีแดงซึ่งโบกสะบัดไปในอากาศ 

ส่วนใบหน้าของเธอนั้นถูกปิดด้วยหน้ากากรูปไก่สยายปีกสีแดง จึงทำให้ผมมองเห็นหน้าเธอไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ เธอจัดเป็นผู้หญิงแก่ที่สวยมาก..

เหมือนยายผมยังไงก็ไม่รู้สิ หรือว่า ตูคิดไปเองแว้?

"ยายแก่นี่ใครฟ่ะ?"

หัวหน้านักเลงบ่น ขณะที่ผู้หญิงนิรนามคนนั้นเดินลงมาจากบันไดด้วยท่าทางที่ดูสงบและเยือกเย็น ก่อนที่จะมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม

"เฮ้ย อีแก่ แกเข้ามาในนี้ได้ไง?"

"กรุณาพูดจาให้มีสัมมาคารวะด้วยค่ะ"

หญิงคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเยือกเย็น แต่แฝงไปด้วยความสุภาพประดุจกุลสตรีผู้สูงศักดิ์เลยก็มิปาน

"อุ๊ย กลัวตายแหละ~"
หนึ่งในกลุ่มโจรล้อเลียนผู้หญิงนิรนาม ก่อนที่คนอื่นๆจะหัวเราะเยาะเย้ยตามเขา แต่ทว่าคุณยายตรงหน้ากลับไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างไร

"ก็แค่อีแก่คนหนึ่งนะพวก อย่าไปสนเลย.."

"...."

"เอาล่ะ พวกนายจัดการอีแก่นี่ซะ เดี๋ยวนี้!"

ทันทีที่หัวหน้าโจรสั่ง พวกโจรบางส่วนก็พุ่งเข้าไปหาคุณยายนิรนาม ท่ามกลางความตกใจของเหล่าตัวประกันซึ่งรวมถึงตัวผมด้วย

แต่ทว่า สิ่งที่ผมต้องประหลาดใจก็คือ คุณยายนิรนามคนนั้นไม่ได้สะทกสะท้านเลย กลับกันเธอหยิบอะไรบางอย่างออกจากเสื้อคลุม ซึ่งเป็น...

ไม้เรียวแท่งๆยาวๆที่คาดว่าน่าจะทำมาจากก้านไม้มะยม..

เดี๋ยวก่อนนะ นี่เธอจะสู้ด้วยไม้เรียวจริงๆเหรอ?!

"อุ๊บ! ฮ่าๆ อีแก่อย่ามาเล่นตลกน่า"

"แล้วเห็นหน้าฉันตลกไหมล่ะ? ฟังให้ดีนะ ฉันจะให้โอกาสพวกเธอเป็นครั้งสุดท้าย เลิกทำชั่วซะแล้วฉันจะไม่ทำอะไรพวกเธอ.."

"ไม่มีวัน!"

ทันทีที่ได้ยินคำตอบกลับที่ฟังดูไร้มารยาท คุณยายก็ถอนหายใจก่อนจะพูดว่า

"งั้นก็ช่วยไม่ได้"

ผมได้ยินเธอพูดแบบนั้น และก่อนจะได้รู้สึกตัว 

"ย้ากกกกก!!"

พวกโจรก็พุ่งเข้าใส่คุณยายเสียแล้ว 

แต่ทว่า ผมก็ต้องตกตะลึงและงงเป็นไก่ตาแตก นั่นก็เพราะว่า..

เพี๊ยะ!!

ภาพที่ผมเห็นในเวลาต่อมานั้น คือภาพของไอ้โม่งชุดดำทั้ง 5 คนกลิ้งตกบันไดทันทีที่ถูกคุณยายผู้ซึ่งดูไม่มีพิษมีภัยตบหน้าหันภายในช่วงเวลาอันสั้น แต่ทว่าแรงตบนั้นกลับส่งผลให้เจ้าโจรผู้โชคร้ายกระเด็นไปไกลทะลุกำแพงเลยล่ะ!?

"ที่บ้านเกิดฉันมีสุภาษิตอยู่ประโยคหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า 'รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี'.."

คุณยายกล่าวก่อนจะกวัดแกว่งไม้เรียวไปในอากาศ

"ดังนั้นวันนี้ฉันจะสั่งสอนเด็กดื้ออย่างพวกเธอเอง!!"

เธอตะโกนก่อนจะกระโดดเข้าใส่พวกโจรที่พุ่งเข้ามาหาเธอ แต่ทว่าพวกนั้นกลับไม่สามารถสู้เธอได้เลยสักคน 

เธอตวัดไม้เรียวในอากาศด้วยความเร็วสูง พร้อมกับใช้มันฟาดแข้งฟาดขาพวกโจรจนร้องจ๊าก แน่นอนพวกโจรเหล่านั้นได้ร้องโอดโอย แต่พวกมันก็ยังไม่ยอมแพ้

"มัวยืนเซ่ออยู่ได้ จับมันเซ่!!"

"ก่อนจะพูดแบบนั้น หลบไม้เรียวกายสิทธิ์ของฉันให้ได้ก่อนจะดีกว่านะคะ"

คุณยายกล่าว ขณะกระโดดตีลังกาข้ามหลังพวกโจร และใช้ไม้เรียวตีสีข้างและเข่าของพวกนั้นอย่างคล่องแคล่ว ว่องไว ดูชำนาญมากเลย 

แค่ไม้เรียวก้านเดียวที่ดูไม่มีพิษมีภัย(?)ถึงกับทำโจรที่มีอาวุธปืนล้มเป็นสิบๆคนแบบนี้มันเว่อร์ชัดๆ!!

แถมยัง..

ผัวะ!!เพี๊ยะ!!

แรงเยอะยิ่งกว่าช้าง ต่อยคนเปรี้ยงเดียวกระเด็นทะลุเพดานเลยวุ้ย!!

"หนอย แก!!"
แต่ทันใดนั้น ก็มีโจรคนหนึ่งเล็งปืนมาทางคุณยาย ก่อนที่เขาจะเหนี่ยวไกปืน

ปัง!!

กระสุนนั่นพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงมาทางคุณยายนิรนาม ผมตกใจจนร้องเสียงหลง

"ระวัง!!"

หมับ!!

แต่ทว่า คุณยายกลับคีบกระสุนด้วยมือเปล่า ราวกับตะเกียบที่คีบปลาดิบ แล้วจากนั้น เธอก็กำกระสุนนั่นแล้วขยี้มันจนแหลกเป็นผุยผง!!

และก่อนที่โจรคนนั้นจะได้เหนี่ยวไก คุณยายก็พุ่งเข้าไปเตะมือของมัน และบิดข้อมือของมันทันที

"จ๊ากกกก!!!!"

มันล้มลงไปกองกับพื้นพลางร้องโอดครวญอย่างหนัก ผมสังเกตได้ว่ามีโจรคนหนึ่งมันจ้องมาทางคุณยาย เมื่อเห็นท่าจะไม่ดี มันจึงกระชากยัยคู่อริ และจ่อปืนตรงกลางกระหม่อมของหล่อน

"หยุดเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นนังนี่ตายแน่!!"

มันตะโกนพอดีกับที่มันเผลอไปจับหน้าอกของแม่คู่อริ..

แล้วฉับพลัน มันก็ทำหน้าตกใจ พร้อมกับสบถ

"เฮ้ย ไม่มีหน้าอก กระเทย.."

ผัวะ!!

พอได้ยินคำสุดท้ายเท่านั้นแหละ แม่คู่อรินั่นก็เกิดปรี๊ดแตก ก่อนที่นางจะถองศอกใส่ท้องของไอ้โจร ไม่เพียงเท่านั้นนางยังเอาหัวโขกมันด้วย

"กระเทยบ้านแกสิ!!ฉันแค่หน้าอกเล็กย่ะ!ไอ้ผู้ชายลามก!!"เธอโวยลั่น 

ผู้หญิงนี่น่ากลัวชะมัด ผมคิดในใจ

"เก่งมากแม่สาวน้อย"

คุณยายกล่าวก่อนจะเข้าซัดพวกโจรต่อ แต่ทว่าพวกนั้นมีจำนวนเยอะกว่าที่คิด จึงทำให้คุณยายตกอยู่ในวงล้อมของพวกนั้นในเวลาต่อมา

"ฮ่าๆ เสร็จพวกข้าล่ะ!"

แต่แทนที่จะหวาดกลัว เปล่าครับ เธอกลับนั่งคุกเข่าลงบนพื้นในท่านั่งเทพธิดา ก่อนจะพนมมือขึ้น และท่องคาถาบางอย่าง ท่ามกลางความงุนงงของทุกคน

เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ซ้ำอยู่สองสามรอบ และรอบสุดท้าย เธอก็อ้าปากพร้อมกับขึ้นเสียง

"จงไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!!!"

ครื้น!!!

ฉับพลัน คลื่นเสียงของคุณยายก็แผ่กระจายออกเป็นวงกว้าง พื้นดินสั่นสะเทือนจนเกิดเป็นรอยแตก จนพวกโจรที่อยู่รอบๆกระโจนหนีไปคนล่ะทาง แต่ที่น่าแปลกใจกว่านั้นก็คือ..

มีร่างของไก่ฟ้าเพศเมียซึ่งกำลังสยายปีกปรากฎกายขึ้นเหนือศีรษะของคุณยาย ทันทีที่มันสะบัดปีก แรงลมก็บังเกิดก่อนจะพัดพวกโจรผู้โชคร้ายกระเด็นไปไกล

"พอกันทีฉันทนไม่ไหวแล้ว!!"

เสียงของหัวหน้าโจรดังขึ้น แต่ทว่ามันกลับฟังดูทุ้มต่ำและน่าขนลุกกว่าเดิม และเมื่อหันไปผมก็ต้องประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น

ร่างของเขาขยายใหญ่ขึ้น และโตขึ้น ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แถมยังมีเขางอกออกมาจากหัว ตาของเขากลายเป็นสีแดงก่ำ ดูน่าอัปลักษณ์สิ้นดี

แต่แล้วผมก็ต้องสะดุ้งเมื่อมันหันมามองผม ความกลัวได้เข้าครอบงำจิตใจ จนผมไม่กล้าขยับไปไหน อันที่จริงต้องบอกว่า ผมขยับตัวไม่ได้เลย

"แฮ่!!"

และกว่าจะรู้ตัว เจ้ายักษ์ก็กระโจนมาทางผมเสียแล้ว

"ไอ้ลามะ ระวัง!!"

โครม!!

ผมทำได้เพียงแค่ยกแขนขึ้นป้องกันตัวเอง แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อไม่ได้รับแรงกระแทกอะไรเลย และพอเงยหน้าขึ้น ผมก็พบว่า

คุณยายนิรนามที่เข้ามาช่วยพวกเรานั้น กำลังง้างปากเจ้ายักษ์อยู่น่ะสิ!!

"รีบไป.."
"หา?"
"หูหนวกรึไง?ฉันบอกว่าให้รีบไป!!"
ผมสะดุ้งทันทีที่ถูกเธอตะคอกใส่ ด้วยความลนลาน ผมจึงรีบคลานหนีก่อนที่จะพลัดตกบันได แต่โชคดีที่ไอ้เชคกี้วิ่งเข้ามาช่วยผมทัน พอดีกับที่คุณยายซัดยักษ์จนกระเด็น

"ไอ้ลามะ เป็นอะไรรึเปล่า?"
"ถามมาได้ ดูสภาพกูก่อนเถอะ"
"ก็กูเป็นห่วงนี่"
ไอ้อ้วนกล่าวพลางกอดผมจนแน่น แถมแรงมันก็ไม่ใช่น้อยๆซะด้วยสิ
"ไอ้บ้า แต่กูจะตายก็เพราะมึงเนี่ยแหละ!!!"

"เอาล่ะ หนุ่มๆเลิกเถียงก่อนเถอะ"

ฉับพลันคุณยายนิรนามคนนั้นก็ปรากฎกายต่อหน้าพวกผม

"ฉันมีเรื่องจะขอร้องให้พวกเธอช่วยหน่อยน่ะ พอจะทำได้ใช่มั้ย?"
"ครับ"
"ดี งั้นพาทุกคนออกไปข้างนอกพิพิธภัณฑ์นี่ซะ"

พูดจบคุณยายก็หลับตาก่อนจะท่องคาถา แล้วจู่ๆ ก็มีร่างของใครก็ไม่รู้ปรากฎกายต่อหน้าพวกเรา

ร่างของชายหนุ่มในชุดไทยโบราณ ดูแล้วคล้ายรุกขเทวดา แต่มีรัศมีสีทองรอบๆตัว ผิวของเขาเป็นสีทองอร่าม 

และในตอนนั้นเอง เขาก็คุกเข่าลงตรงหน้าคุณยายนิรนามพร้อมกับพูดว่า

"มีอะไรให้รับใช้ครับ คุณหญิง?"

"คุ้มครองตัวประกันทุกคนให้ออกไปจากจุดเกิดเหตุนี่ซะ"

"รับทราบ"

"เดี๋ยวก่อน แล้วคุณล่ะครับ?" ผมถามคุณยายปริศนาคนนั้น

"ฉันจะถ่วงเวลาเจ้ายักษ์นั่น.."

"แต่ว่า.."

"ฟังนะ นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆอย่างพวกเธอไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่าย"

"แต่.."

"ไอ้ลามะ" ในตอนนั้นเอง เชคกี้ก็พูดกับผม "ทำตามที่เธอบอกเถอะ"

"เพื่อนของเธอพูดถูก เธอควรจะรีบออกไปได้แล้วนะ" รุกขเทวดากล่าว

ในตอนนั้น ผมจึงทำได้เพียงแต่กำหมัดแน่น และถอนหายใจแรง ทั้งๆที่ในใจรู้สึกไม่เห็นด้วยกลับสิ่งที่คนตรงหน้าบอก

จากนั้น รุกขเทวดาก็ได้พาผมและไอ้เชคกี้กับคนอื่นๆ ออกไปจากพิพิธภัณฑ์ แต่ก่อนจะออกผมได้ชำเลืองมองคุณยายนิรนามคนนั้นอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง ขณะที่เธอกำลังยืนเผชิญหน้ากับเจ้ายักษ์นั่นเพียงลำพัง

"เอาล่ะ เรามาจบเรื่องของเรากันดีกว่า"

ผมได้ยินเธอพูด ก่อนจะถูกไอ้เชคกี้สะกิด ผมหันไปมองมันก่อนจะเดินตามมันออกไป

พวกผมและกลุ่มตัวประกันได้เดินตามเส้นทางที่รุกขเทวดานำทาง

และทันทีที่ออกไปจากพิพิธภัณฑ์ รุกขเทวดาก็หายไป แล้วผมก็พบว่ามีรถตำรวจมากมายล้อมรอบทางเข้าพิพิธภัณฑ์ทุกทิศทุกทาง มีฝูงชนมากมายยืนรายล้อม และมุงดูเหตุการณ์

โชคดีที่ไม่มีตัวประกันคนใดได้รับบาดเจ็บ แต่ว่า...

แล้วคุณยายที่อยู่ข้างในนั้นจะเป็นยังไงล่ะ?

ทั้งๆที่ผมเป็นคนหนุ่มแท้ๆ แต่ผมกลับต้องให้คนแก่ช่วย โดยที่ตัวเองทำได้เพียงแค่เดินหนี

ผมมันเป็นตัวถ่วงในสายตาคนอื่นจริงๆสินะ

ผมควรจะออกมาเฉยๆโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆเหรอ?

ราวกับจิตใต้สำนึกสั่งการ ผมก็ได้ตัดสินใจหันกลับไปมองที่พิพิธภัณฑ์อีกครั้ง พร้อมกันนั้น สมองของผมก็สั่งให้ผมวิ่งกลับเข้าไป

"เฮ้ย!!ไอ้ลามะ!!"
"เจ้าหนู กลับออกมาเดี๋ยวนี้นะ"

ผมได้ยินเสียงของทุกคนที่กำลังร้องเรียกผม แต่ทว่าตอนนี้ผมไม่ฟังใครแล้วทั้งนั้น เพราะตอนนี้สิ่งที่ผมคิดอย่างเดียวก็คือ..

ผมต้องช่วยคุณยายคนนั้นให้ได้!!

ผมวิ่งไปตามทางเดินของพิพิธภัณฑ์ ลัดเลาะไปตามทางเดินต่างๆ ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงดังโครมซึ่งเล็ดลอดออกมาจากห้องโถงที่ๆคาดว่าคุณยายกับเจ้าปีศาจนั่นกำลังสู้กันอยู่

ด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจ ผมจึงย่องเข้าไปด้วยฝีเท้าที่เบาที่สุดก่อนจะชะเง้อหน้ามองจากหลังผ้าม่าน

โครม!! ผัวะ!!!! เพี๊ยะ!!

"จนมุมแล้วสินะ"

สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ภาพของเจ้ายักษ์ที่กำลังซัดคุณยายจนสะบักสะบอม มันเหวียง ทุบคุณยายคนนั้นลงบนพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คุณยายก็ยังอุตส่าห์ยันตัวลุกขึ้นและพยายามสู้กับมันอย่างสุดกำลัง 

ผมได้แต่เอามือปิดปากตัวเองและยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมด จนกระทั่ง

คุณยายกระเด็นไปชนกับตู้โชว์ตู้หนึ่ง ก่อนที่เธอจะล้มลงพร้อมกับที่หน้ากากหลุดออกมา

และทันทีที่เธอเงยหน้าขึ้นผมก็ตกตะลึงทันทีที่ได้เห็นหน้าเธอ

ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะว่าคนที่ผมเห็นนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น...

คุณยายของผมเอง!!

ในตอนนั้นมีคำถามนับล้านผุดเข้ามาในหัวผม

ยายผมเป็นฮีโร่?เธอเป็นตั้งแต่ตอนไหน?เธอมีพลังได้ไงกัน?เธอปิดบังเรื่องนี้กับผมนานแค่ไหนแล้ว?

"ฮ่าๆมีแรงแค่นี้เองเรอะ ยายแก่"

แต่แล้วเสียงของเจ้ายักษ์ก็ได้เรียกสติผม พอหันไปผมก็พบว่ามันกำลังก้าวเท้ามาที่ยายผมช้าๆ

"หยุดเถอะ พ่อหนุ่ม เธอกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ผิดอยู่นะ"

"หุบปาก!!"มันตะคอกใส่ยายผม"แกจะมาเข้าใจอะไรฉัน!!"

"ถึงฉันจะไม่เข้าใจ แต่ฉันก็รู้ว่าที่เธอทำไปก็เพื่อหาทางเอาตัวรอด แต่ว่าไม่เห็นจะต้องใช้วิธีนี้เลยนี่นา.."

"เลิกพล่ามซะทีเถอะ อีแก่ ถึงเวลาแกตายแล้ว!!"

เจ้ายักษ์ตะคอกใส่ยายผม ก่อนจะเงื้อมหมัดหมายจะชกยาย แต่ทว่า ด้วยความตกใจ ผมจึงลุกจากที่ซ่อน และตะโกนใส่มันอย่างไม่คิดชีวิต

"อย่าทำร้ายยายฉันนะ เจ้ายักษ์บ้า!!"

บ้าเอ้ย นี่กูทำอะไรลงไปเนี่ย!!

และก็เป็นอย่างที่คาด ทั้งยักษ์ทั้งยายต่างก็หันมามองผม และทันทีที่เธอสบตากับผม เธอก็แสดงสีหน้าที่ตกใจในทันที

"ลามะ นี่เธอ.."

"ยาย.."

"อ๋อๆ ที่แท้ก็เป็นยายหลานกันนี่เอง งั้นก็ดี จะได้ฆ่าพร้อมกันเลย"

เจ้ายักษ์กล่าวพลางหันมามองผม แต่ในตอนนั้นเอง ยายผมก็กระโดดล็อกคอมันจากด้านหลัง

"ลามะ รีบหนีไป!!"
ยายผมตะโกน แต่ว่ามีหรือที่ผมจะยอมน่ะ?
"ไม่ ผมจะช่วยยาย.."
"เธอจะเป็นตัวถ่วงให้ฉันมากกว่าน่ะสิ!"
"แต่ผมไม่อยากเห็นยายตายนะ!!"ผมโวย"ผมจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!!"

"แกจะให้ฉันรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเลยรึไง?!"

ผมกับยายยืนเถียงกันไปกันมา จนกระทั่ง..

"ฮ้าว~ จะเถียงกันอีกนานไหม?"

เจ้ายักษ์หาว สงสัยมันคงเบื่อที่จะฟังพวกเราเถียงกันแล้วมั้ง?

"ฆ่าฉันเลยสิ"
"ไม่ ฆ่าผมก่อน!"

ผมแย้งก่อนที่คุณยายจะหันมามองผม 

"ไม่ ฆ่าฉันซะ ปล่อยเขาไป!"
"ไม่ ฆ่าผมสิ!"

"โอ๊ย หนวกหู ไปตายทั้งคู่เลยไป๊!"

โครม!!

และสรุปก็คือ ทั้งผมทั้งคุณยายต่างก็โดนเตะกระเด็นไปชนกับข้างฝาทั้งคู่ เนื่องจากเจ้ายักษ์รำคาญมากที่พวกเราทั้งสองเถียงกันเอาเป็นเอาตาย

แต่มันยังไม่จบแค่นี้หรอก เจ้ายักษ์กระโจนมาหาพวกเราอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมมองหน้ายาย ก่อนที่พวกเราทั้งคู่จะจับมือกันและกระโดดหนีไปอีกทาง

"วิ่ง!"

ยายสั่งผมก่อนที่เราจะวิ่งหนีกันหน้าตั้ง โดยมีเจ้ายักษ์วิ่งไล่ตามมาด้วย 

เราสองคนวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนที่พวกเราจะมาหลบอยู่ในโซนจัดแสดงวัตถุโบราณจากต่างประเทศ

ทันทีที่ได้อยู่กับยายเพียงสองแต่สอง ยายก็หันหน้ามามองผมทันทีพร้อมกับแผ่รังสีอำมหิตใส่ผม และจากนั้นผมก็ถูกยายหยิกหู

"โอ๊ยๆยาย ผมเจ็บนะ!"
"เออ!ก็ฉันจะทำให้แกเจ็บไง!เจ้าเด็กบ้า!!"
"ใจร้ายอ่ะ!"
"บอกมาซิว่าทำไมแกถึงกลับมาอีก?"
"ก็ผมเป็นห่วงนี่!แต่ใครจะไปรู้ว่าเป็นยาย!"
"แต่แกก็ไม่ควรเอาชีวิตแกเข้ามาเสี่ยง.."
"แล้วจะให้ผมยืนอยู่เฉยๆรึไง!"

พอได้ยินดังนั้น ยายก็เงียบกริบ เธอปล่อยหูผม พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ

"ลามะ ฉันรู้ว่าแกเป็นห่วงฉัน แต่ว่าแกน่ะควรจะห่วงตัวเองก่อนดีกว่านะ"
"ยาย ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ"
"แกยังเอาตัวรอดไม่ได้เลย แล้วจะมาช่วยฉันได้ไง?"

ผมถึงกับเถียงยายไม่ออกเลย ใช่ ยายพูดถูก ผมทำอะไรแทบไม่เป็นสักอย่าง

ใช่ ผมคือไอ้ห่วย

แต่ถึงยังไง ผมก็จะไม่มีวันให้ใครมาทำร้ายยายผมเด็ดขาด

"ยาย ผมมีแผน"

"หือ?"

"ผมจะล่อเจ้านั่น แล้วยายก็หาจุดอ่อนของมัน.."

"ลามะ แกบ้าไปแล้วรึไง?"

"ใช่ ผมมันบ้า!"ผมโวย"ถ้าเพื่อยายผมทำได้ทุกอย่าง"

ผมกล่าวพลางกุมมือยายผม

"ได้โปรด เชื่อใจผมเถอะ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมเอง"

ในตอนนั้น ผมสังเกตเห็นแววตาของยายที่เต็มไปด้วยความลังเลและความเป็นห่วง 

ผมรอคำตอบจากเธอด้วยความลุ้น และในที่สุดเธอก็..

"ตกลง"

หลังจากนั้น..

"เฮ้ย ไปซ่อนอยู่ที่ไหน? ออกมาเดี๋ยวนี้!!"

"อยู่หลังแกไง ไอ้ยักษ์ทึ่ม!!"

ทันทีที่เจ้ายักษ์ได้ยินเสียงผม มันก็หันมามองผมซึ่งอยู่ห่างจากมันไม่เท่าไหร่

แม่เจ้า ใหญ่โคตรๆ แต่ช่างปะไร สิ่งสำคัญตอนนี้ก็คือ..

ต้องทำตามแผน

เริ่มจากแผน 'ลิงกวนบาทาสะท้านปฐพี'ก่อนเลย

โทษที ผมตั้งชื่อไม่เก่งน่ะ

"แบร่ๆ เจ้ายักษ์สมองถั่ว เจ้ายักษ์หน้าโง่ จับกูให้ได้ซี้~"

แล้วผมก็เริ่มกวนประสาทเจ้ายักษ์โดยการแลบลิ้นปลิ้นตาและล้อเลียนมันด้วยท่าทางทุเรศๆชนิดที่ว่าถ้าใครเห็น ผมคงจะอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเลยล่ะ

"แก!!ไอ้เด็กเวร!!"

ได้ผล เจ้ายักษ์ระเบิดความโกรธและพุ่งเข้ามาหาผมอย่างเกรี้ยวกราด 

ส่วนผมเหรอ? ก็โกยสิครับโยม จะรอให้ลุงตัดริบบิ้นรึไง!?

"ว้ากกกกกกกกกก!!!!"

และชั่วโมงไล่ล่าก็เริ่มขึ้น ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นเลย ในหัวว่างเปล่าไปหมด รู้แค่ว่าต้องวิ่งให้ไปถึงทางออกให้ได้

"โฮก!!"

โครม!!

"จ๊ากกก!!"

และด้วยความตกใจ ในจังหวะที่เจ้ายักษ์เขวี้ยงของใส่ ผมกระโดดซะสูงเลยทีเดียว แต่ถึงยังไงผมก็ยังอุตส่าห์รอดมาได้โดยการข้ามสิ่งกีดขวาง ด้วยการสไลด์ไปตามพื้น ตีลังกาข้ามตู้โชว์ โดยที่ผมก็ยังตะลึงเหมือนกันว่าทำไปได้ไงฟ่ะ?

เท่านั้นไม่พอรู้สึกว่าผมจะยกแจกันเขวี้ยงใส่มัน  ขณะแหกปากดังลั่นอาคาร

"อ๊ากกกกกกกก!!!พ่อแก้ว แม่แก้ว ซอยข่อยแน!!!!"

ผมอุทานลั่น พลางนึกถึงแผนการที่ผมกับยายวางไว้ก่อนหน้านั้น..

"ลามะ แกแค่ไปให้ถึงทางออก แล้วที่เหลือฉันจะจัดการเอง"

ยายวางแผนอะไรของเขากันเนี่ย?

ผมคิดในใจ ขณะมองกำไลที่ยายให้กับผม

"จำไว้ ถ้าหากแกจนมุม ให้ใช้กำไลฉันซัดมันซะ"

ผมคิดพลาง กระโดดหลบเจ้ายักษ์ไปซ้ายที ขวาที และกว่าจะรู้ตัว ผมก็มาถึงทางออกเรียบร้อย แต่ทว่า

"แฮ่!!"

เจ้ายักษ์ดันกระโดดมาขวางผมซะนี่!!

"แกหนีไปไหนไม่รอดหรอก!"

ว่าแล้วเจ้ายักษ์ก็ชูกำปั้นเหนืออากาศ แล้วเหวี่ยงลงมาใส่ผม พอดีกับที่ผมเอามือข้างที่สวมกำไลขึ้นป้องกันตัวเอง

เคร้ง!แว้บ!!

แล้วฉับพลันแสงอันเจิดจ้าก็ได้สะท้อนออกมาจากกำไลที่ผมสวม มันแยงตาเจ้ายักษ์ จนมันชะงักในทันที

"อ๊ากกกก!!"

มันกรีดร้องอย่างโหยหวนเมื่อแสงเข้าตามัน และก่อนที่มันได้ตั้งตัว ผมก็ได้ตัดสินใจ

ผัวะ!

ใช้กำปั้นต่อยหน้ามันทันทีที่มันเสียหลัก

พอดีกับที่คุณยายผมกระโดดลงมาจากไหนก็ไม่รู้ พร้อมกับชูไม้เรียวขึ้นเหนืออากาศ

"จงขยายใหญ่ ไม้เรียวกายสิทธิ์ จงฟาดมันให้แหลกเป็นจุน!!"

สิ้นเสียงตะโกน ไม้เรียววิเศษของยายก็ขยายใหญ่ขึ้น ก่อนที่ท่านจะหวดมันลงตรงหน้าเจ้ายักษ์ด้วยพละกำลังมหาศาล

โครม!!

และส่งผลให้เจ้ายักษ์ถึงกับจมลงดินเลยทีเดียว แต่ทว่า..

"อ-โอย.."

มันยังอุตส่าห์ลุกขึ้นมาได้อีก..

"ยายครับ"
"ไม่ต้องพูด ฉันรู้น่า"
ยายผมกล่าว พลางพนมมือขึ้นและท่องคาถา

"จงกลับร่างเดิม เจ้ายักษ์ ฉันขอให้อาคมของเจ้าเสื่อมลง ณ บัดนี้.."

วู้บ!!

พอยายพูดเท่านั้นแหละ เจ้ายักษ์นั่นก็คืนสภาพกลายเป็นหัวหน้าโจรที่ทำร้ายผมเช่นเดิม แต่ก่อนที่มันจะได้ทำอะไร

เพี๊ยะ!!

ยายผมก็ฟาดไม้เรียวเข้าที่กลางลำตัวของมันเสียก่อน แล้วจากนั้นท่านก็โบยอีกยี่สิบรอบด้วยความเร็วแสง

และทันทีที่ยายโบยมันเสร็จ หัวหน้าโจรก็ล้มลงไปกองกับพื้น สลบเหมือดคาเท้ายาย จากนั้นยายก็พูดว่า...

"ปิดบัญชี"

โคตรเท่สุดๆเลยโว้ย!!

ผมกรีดร้องในใจ ก่อนที่ยายจะหันไปมองผม

"ลามะ แกปลอดภัยดีใช่ไหม?"
"ถ้าไม่ปลอดภัย ผมคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงหน้ายายหรอกมั้งครับ?"
"อย่ามาย้อนฉันนะ เจ้าเด็กนี่ เออ ว่าแต่ แกเห็นหน้ากากฉันรึเปล่า?"
"ยายพูดถึงไอ้นี่อยู่เหรอ?"

ผมถามยายพลางชูหน้ากากสีชาดที่ยายใช้สวมปิดหน้าในตอนต้น เรื่องของเรื่อง ตอนก่อนจะวิ่งหนียักษ์ ผมแอบเก็บหน้ากากสีแดงของยายมาด้วยน่ะ

"เฮอะ มือไวดีนี่"
"ผมจะถือว่าเป็นคำชมนะ"
ผมกล่าวก่อนที่จะส่งหน้ากากสีแดงกับกำไลให้ยาย  ยายรับมันก่อนที่จะเอาหน้ากากขึ้นมาสวมใส่ปิดบังใบหน้า แล้วจากนั้นท่านก็หันมาพูดกับผมว่า

"เรื่องวันนี้อย่าปากพล่อยไปบอกใครเด็ดขาดเลยนะ"

"คร้าบบบบ"

"พูดดีๆไม่เป็นรึ?"

"ครับๆ"

"ไว้เจอกันที่บ้านนะ หลานชาย"

พูดจบยายก็บินขึ้นเหนือฟ้า และพุ่งทะยานสู่เวหาหายเข้าไปในกลีบเมฆ ทิ้งให้ตำรวจเข้ามาเคลียร์พื้นที่ต่อ พวกเขาจับกุมโจรทั้งหมดในทันที 

และทันทีที่ออกมา คนแรกที่กระโดดเข้ามากอดผมก็คือไอ้เชคกี้ตัวดี แต่ที่น่าแปลกกว่าคือแม่คู่อริที่ทะเลาะกับผมนั่นก็ได้เข้ามาขอบคุณและขอโทษผม ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร

แน่นอนผมโดนมาดามโซน่าดุ แถมนางก็บ่นผมชนิดที่ว่าฟังจนหูจะดับ

ช่างเป็นวันทัศนศึกษาที่ห่วยแตกจริงๆ

แต่อย่างน้อยผมก็ได้รู้ความจริงของยายอีกข้อหนึ่งล่ะนะ

เย็นนั้นหลังจากที่ตรวจเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลเสร็จ ผมก็วิ่งกลับบ้านด้วยความร่าเริงแจ่มใส

และพอผมเปิดประตูเข้าไป ผมก็ตะโกนเรียกยายทันที

"ยาย!!ผมกลับมาแล้ว!!"

แต่ทว่าสิ่งที่ผมได้เห็นอย่างแรกทันทีที่เข้าไปก็คือ ใบหน้าอันจริงจังและบึ้งตึงของยาย ท่านจ้องมองมาที่ผมอย่างเย็นชา จนผมแทบจะเข่าอ่อน

ทีแรกผมนึกว่าเขาจะดุผม แต่เปล่าเลย ท่านพูดว่า..

"ตามฉันมา"

ยายผมกล่าวก่อนจะนำทางผมไปยังห้องใต้ดินใต้บ้านของเรา

อันที่จริง ผมไม่เคยเข้าไปในห้องนั้นเลยนะ เพราะว่าตั้งแต่เด็กผมถูกสั่งไม่ให้เข้าไปในห้องนั้นเลย พอจะแอบเข้าไป ยายก็จับได้ทุกที

ดังนั้น ผมจึงไม่เคยเห็นสภาพภายในห้องนั้น จนกระทั่งวันนี้..

แอ๊ดดดดดด....

และพอเข้าไป ผมก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น..


ห้องโถงอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่รายล้อมไปด้วยจอคอมพิวเตอร์และจองโฮโลแกรมสุดไฮเทค  ตามฝาผนัง มีเนื้อข่าวที่ตัดจากหนังสือพิมพ์ใส่อยู่ในกรอบรูป โดยเนื้อข่าวทุกอันนั้นกล่าวถึงซุปเปอร์ฮีโร่หญิงวัยกลางคนที่ได้กอบกู้เมืองไทย ซึ่งมีสมญานามว่า..

'Super Grandma'

แต่ที่น่าตกตะลึงกว่านั้นคือมีตู้กระจกที่โชว์ชุดปฏิบัติการณ์นับๆสิบเรียงรายอยู่รอบๆอีกทั้งยังมีไม้เรียวอีกหลายเล่มที่แขวนอยู่ตามผนัง

ผมตกตะลึงจนแทบจะพูดไม่ออก ก่อนนึกขึ้นได้ว่ายังมีคำถามที่ต้องถามคุณยายอีก 

แต่ดูเหมือนว่ายายผมจะรู้นะว่าผมอยากถามอะไร ดังนั้นท่านจึงชิงตอบคำถามของผมเสียก่อนโดยที่ผมยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามเลย

"ฉันเริ่มเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ตอนอายุ 60 น่ะ ลามะ นี่ใช่ไหมคือคำตอบที่แกอยากจะรู้น่ะ?"
"งั้นก็แสดงว่า ยายปิดบังความลับนี้กับผมตลอด 13 ปีเลยงั้นเหรอ?"
"ใช่"
"แล้วยายได้พลังวิเศษมาจากไหนหรอครับ?"
"จากเพื่อนนอกโลกคนหนึ่งน่ะ"

"หูววววววว งั้นแสดงว่ายายก็เคยเจอเอเลี่ยนน่ะสิ!?"

ยายแค่พยักหน้ารับเฉยๆ ขณะที่ผมอุทานด้วยความตื่นเต้นสุดขีด ในใจของผมต้อนนี้กำลังโลดเต้นอย่างหนัก แถมในหัวก็จินตนาการเลยเถิดถึงเอเลี่ยนชนิดที่ว่ากู่ไม่กลับกันเลย ถ้าหากยายไม่ดีดนิ้วเรียกสติผมซะก่อนนะ

"มีอะไรจะถามอีกไหม?"

"เอิ่ม..คือ.."

ผมยืนอ้ำๆอึ้งอยู่สักครู่ พลันสายตาก็เผลอสะดุดตาเข้าที่ภาพของยายผมในชุดฮีโร่ที่กำลังยืนถ่ายรูปกับคนกลุ่มหนุ่งที่แต่งตัวคล้ายๆกัน รู้สึกจะมีประมาณ 9 คนซึ่งถูกใส่ไว้ในกรอบรูปและวางอยู่บนโต๊ะทำงาน

"เออ ยายครับ?"ผมถามพลางชี้ไปที่รูปถ่ายรวมหมู่"นั่นเพื่อนยายเหรอ?"

ยายหันไปมองตามที่ผมชี้ พอเห็นภาพ ยายของผมก็ถอนหายใจเบาๆ

"ใช่แล้วล่ะ"

ในเวลานั้นผมสังเกตได้ว่า สายตาของยายผมนั้นโฟกัสไปที่คนสองคนในรูปถ่ายที่ยืนอยู่ข้างๆยายผม เป็นผู้หญิงกับชาย คนหนึ่งเป็นสาวญี่ปุ่นในชุดซามูไร อีกคนเป็นหนุ่มมะกัน แต่ดูจากท่าทางแะสีหน้าในภาพแล้ว ดูเหมือนทั้งสองคงจะสนิทกับยายแน่ๆ

"ว่าแต่ คนที่อยู่ข้างๆยายสองคนนี่ใครเหรอครับ?"

ระบบในการถามคำถามของผมเริ่มทำงานอีกรอบ ผมเอียงคอเล็กน้อยด้วยความสงสัย ก่อนที่ยายจะตอบว่า

"นัทสึโกะ กับ อีธาน น่ะ สองคนนี้เป็นเพื่อนรุ่นน้องฉันเอง แต่.."

"แต่อะไรเหรอครับ?"

"พวกเขาหายตัวไป"

พอได้ยินคำตอบจากยายผมก็เงียบกริบ ในตอนนั้นผมสัมผัสได้ถึงแววตาอันเศร้าหมองของยายทันที 

"อา..เสียใจด้วยนะครับ"

ผมเกาท้ายทอยเล็กน้อยขณะพูดปลอบใจยายผม พลางนึกในใจว่าไม่น่าพูดเลย เรา

และเมื่อเป็นเช่นนั้น ผมจึงต้องรีบเปลี่ยนบทสนทนาในทันที

"ยายครับ แต่ว่าวันนี้ยายโคตรเจ๋งมากเลยนะครับ ใช้ไม้เรียวหวดคนร้ายซะอ่วม ไหนจะ ทำให้กระสุนหยุดกลางอากาศ แล้วก็.."

"พอเลย ลามะ ไม่ต้องมาสรรเสริญเยินยอฉันเลย"

"แต่มันสุดยอดจริงๆนะครับ ยาย ไม่มียายคนไหนที่กล้าเท่ายายผมแล้วล่ะ!"

"...."

"ว่าแต่ยายครับ ถ้าไม่ว่าอะไร.."

"หือ?"

"ยายสอนวิธีการเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ให้ผมได้ไหมครับ?"

"อุ๊บ ฮ่าๆๆ"

เท่านั้นแหละ ยายผมหัวเราะก๊ากทันที

"ลามะเอ้ย แกน่ะยังอ่อนหัดเกินไปที่จะเข้าสู่วงการฮีโร่นะ"

"ผมรู้ แต่ผมเองก็อยากแบ่งเบาภาระให้ยายบ้างนะ.."

"แกยังเอาตัวรอดยังไม่ได้เลย ยังต้องขอตังค์ฉันไปกินข้าว ซักผ้าเองก็ไม่เป็น ทำอาหารก็ไม่เก่ง วันๆเอาแต่เล่นเกมส์ แล้วแบบนี้แกจะช่วยอะไรฉันได้"

แทงใจเต็มๆเลย ยายผมนี่พูดตรงชะมัด

"แต่ว่าถ้าแกอยากเป็นจริงๆล่ะก็.."

"ครับ?"

"พิสูจน์ให้ฉันเห็นก่อนสิว่าแกเอาตัวรอดโดยที่ไม่มีฉันช่วยอยู่ตลอด แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ฉันจะพิจารณาดูอีกที"

"ยายพูดจริงแน่นะ?"

"แล้วเห็นฉันเป็นคนขี้โกหกรึไง?"

"เย้!!ยายผมน่ารักที่สุดเล้ยยยยยยยยยย!!!"

ผมตะโกนดังลั่นก่อนจะกระโจนเข้ากอดยายทันที แต่ทว่ายายผมกลับเบี่ยงตัวหลบ และปล่อยให้ผมเซถลาหล่นลงพื้นแทน

"แอ้ก!"

"ไปอาบน้ำซะ เดี๋ยวฉันจะทำข้าวเย็นให้"

"คร้าบผม~โอย..เจ็บจุง"

"สม ใครใช้ให้กระโดดกอดฉันกันล่ะ?"

"โทษคร้าบบบบบ"

"เพื่อนเล่นเหรอ?"

ผมกล่าวพลางเกาหัวตัวเอง และยิ้มแห้งๆ แต่พอเห็นสายตาของยายเท่านั้นแหละ ผมก็รีบทำตามคำสั่งยายทันที

แต่อย่างน้อยตอนที่ผมกำลังจะออกไปจากห้องใต้ดิน ผมก็สังเกตเห็นว่ายายผมแอบยิ้มและมองมาที่ผมเล็กน้อยนะ

"เอ้า รีบขึ้นไปสิ เดี๋ยวไม่ทำข้าวเย็นให้นะ"

"ครับๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ"

เอาเถอะ ถึงผมจะทะเลาะและเถียงกับยายผมอยู่บ่อยครั้ง

แต่ผมก็รู้อยู่แก่ใจว่า ไม่มีใครที่รักผมเท่ากับคุณยายและคุณพ่อกับคุณแม่ผมแล้วล่ะ

.

.
 
.

"สรุปแกจะบอกว่ายายแก่เป็นฮีโร่สินะ ลามะ"

เพื่อนหนุ่มชาวญี่ปุ่นของผมกล่าว หลังจากที่ได้ฟังเรื่องเล่าของผมจบ อ๋อ ลืมบอกไป ตอนนี้ผมลามะในวัย 18 ปี เข้ามหาลัยแล้วนะครับ แถมยังเอาตัวรอดได้แล้วด้วย

"ถูกต้อง สมกับเป็น ริว จริงๆ"

"เพ้อเจ้อ คนแก่ที่ไหนจะเอาไม้เรียวไปไล่ตีผู้ร้ายว่ะ?"

"นี่มึงไม่ตามข่าวเมื่อปีที่แล้วเลยรึไงว่ะ?"

"ก็ตอนนั้นกูไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่จีนโว้ย!!มึงคิดบ้างสิว่ากูจะมีเวลาที่ไหนมาตามข่าวว่ะ?แถมยังต้องมาซ้ำชั้นอีก!"

"เออ ลืมว่ะ"

"ไอ้ลาโง่เอ้ย~"ริวสบถ"ว่าแต่ ไอ้เชคกี้ล่ะ?"

"พอจบ มันก็กลับอเมริกาแล้วล่ะ"

"เพิ่งเห็นกันอยู่หยกๆ ไปซะแล้วเหรอเนี่ย"

"อือ เวลาผ่านไปเร็วเนอะ"

"มึงนี่พูดอย่างกับคนแก่เลยว่ะ"

"ช่วยไม่ได้ ก็ยายกูชอบบอกกับกูแบบนี้ประจำน่ะ"

"แต่มึงก็น่าอิจฉานะ มียายที่ดีแถมเอาใจใส่ทุกอย่าง เผลอๆดีกว่าพ่อแม่ของใครบางคนอีก"

พอจบประโยคสุดท้ายเท่านั้นแหละ ริวก็ยิ้มอย่างเศร้าๆ ซึ่งผมรู้ดีว่าเป็นเพราะอะไร

เพราะเขาน้อยใจที่พ่อแม่เขาไม่เคยเอาเวลามาใส่ใจเขาแบบนี้น่ะสิ ไม่เหมือนกับยายผม แต่ช่างมันเถอะ

"นี่ริว อย่าน้อยใจสิ ไม่มีพ่อแม่คนไหนที่ไม่รักลูกหรอกนะ.."

ผมกล่าวพลางแตะไหล่เพื่อนผม

"มึงปลอบกูได้ห่วยมากเลย แต่ก็ขอบใจนะ ไอ้ลามะ"

"ด้วยความยินดี"

"ว่าแต่ คุณนายละเอียดไปไหนล่ะ?"

อ๋อ ผมลืมบอกไป ชื่อของยายผมคือ ละเอียด น่ะ 

"ไปซื้อเค้กที่ร้าน Sakura Cafe แล้วก็คงจะคุยกับป้าลิซ่าด้วยล่ะมั้ง"

"ช่างเหอะ ว่าแต่มึงจะไปด้วยกันไหม?"

"เออ ก็ดีว่ะ กูจะได้ไปรับยายด้วย"

"แหม่ รักยายจริงนะมึง"

"เปล่า ยายสั่ง"

เงียบกริบ..

"เออ ว่าแต่ ริว"

"หือ?"

"มึงสารภาพรักกับเซนรึยัง?"

ฉ่าาาาา

พอถูกทักเรื่องนี้เท่านั้นแหละ ริวผู้เคร่งขรึมที่ผมรู้จักก็หน้าแดงขึ้นมาทันที และในเวลาต่อมาผมก็ถูกมันตบหลังอย่างแรง

"ไอ้บ้า เบาๆหน่อยสิ!"

"ท่าทางแบบนี้แสดงว่ายังเลยสินะ"ผมพูดอย่างหน้าตาเฉย ก่อนที่จะโดนคนตรงหน้ากระชากคอเสื้อ

"ถ้าแกเอาเรื่องนี้ไปบอกเธอ แกตายแน่!"

"อุ๊ย กลัวตายแหละ~"

"กูไม่น่าบอกมึงเลยว่ะ"

"ช่วยไม่ได้ มึงเลือกผิดเอง ฮ่าๆๆๆๆ"

ผมหัวเราะอย่างชั่วร้ายอย่างมีชัยขณะแกล้งเยาะเย้ยริว ทั้งนี้เพราะผมเป็นคนเดียวที่กุมความลับของมันเอาไว้นั่นเอง

ความลับที่ว่ามันแอบชอบเพื่อนสาวของมันอยู่ยังไงล่ะ และบังเอิญว่าเพื่อนที่ผมเอ่ยถึงก็เป็นเพื่อนผมซะด้วย

 และเธอก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นอัจฉริยะอันดับ 2 ของประเทศนั่นเอง

จะว่าน่าสงสาร ก็น่าสงสารอยู่นะ แต่มันก็อดไม่ได้ที่ได้เห็นคนที่เคร่งขรึมอย่างมันทำตัวไม่ถูกแบบนี้น่ะ

"แต่กูขอแนะนำอย่างหนึ่ง มึงควรรีบบอกความในใจให้ยัยนั่นรู้นะ"
"ทำไมล่ะ?"
"เอาเป็นว่ารีบๆก่อนที่มันจะสายเกินไป ไม่งั้นมึงจะเสียใจไปตลอดชีวิตเลยล่ะ"
"ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะ ลามะ แต่เรื่องนี้กูจะเป็นคนตัดสินใจเอง"
"แล้วแต่มึง"

"เอาเถอะ ไปกันดีกว่านะ เพื่อน เสียเวลามามากพอแล้ว"

"อือ ถ้างั้นก็รีบไปกัน"

จากนั้น ทั้งผมทั้งริวก็มุ่งตรงไปยังที่ Sakura Cafe ทันที

และสุดท้าย ใครที่มีคุณยายคุณตาคุณปู่คุณย่าอยู่ที่บ้าน ก็รีบๆไปบอกรักท่านกันด้วยน้าาาาา


-End-




จบซะที แฮ่ๆ อ๋อ เผื่อใครไม่รู้ เรื่องนี้ไรต์เชื่อมต่อกับนิยายหลักของไรต์นิดเดียว โดยเรื่องนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนภาคแรกของนิยายไรต์ มีการนำตัวละครจากเนื้อเรื่องหลักอย่างริวมาเป็นตัวประกอบรับเชิญนิดหน่อย

อันที่จริงเค้ากะจะใช้หมวดเรื่องเป็นแนวตลก แต่เห็นว่าเรื่องครอบครัวเลยเอาแนวซึ้งกินใจ พอจะกลับไปเปลี่ยน ก็ต้องรออีก 30 วัน ฮือT_T

ถ้าหากพลาดตรงไหนก็ตำหนิ ติชมกันได้นะ เพราะเป็นนิยายเรื่องสั้นที่เราด้นสดสุดๆ

สุดท้ายอย่าลืมกดติดตามเรื่องนี้กันนะ~









































































































ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Fireturbo จากทั้งหมด 14 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 15 มกราคม 2562 / 17:08

    แหะๆๆๆ ไม่แก่กะโหลกกะลาสินะ

    #2
    0
  2. #1 gokuss33 (@gokuss33) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 13:30
    ผมเป็นคนเดียวรึเปล่าที่เห็นชื่อไม้เรียวกายสิทธิ์แล้วนึกถึงอาจารย์สมัยประถม-ม.ต้น ที่จะแก่ๆแล้วมีไม้เรียวอันเบอเริ่ม
    #1
    2
    • 15 มกราคม 2562 / 13:46
      ไม่หรอก ไรต์ก็คิดแบบเดียวกัน ฮ่าๆๆๆ
      #1-1
    • #1-2 Pain__MY (@Pain__MY) (จากตอนที่ 1)
      15 มกราคม 2562 / 14:36
      เห็นภาพชัดขึ้นมาทันตา5555(ลั่น)
      #1-2