[END] RUIN พังรัก

ตอนที่ 3 : ll ทายไหม ll พังรักครั้งที่ 2 : [150%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,818
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    15 ธ.ค. 59




:: EPISODE02 ::

-เสี้ยน-

 

รัก...น่ารังเกียจ ทุกครั้งที่เข้าใกล้

-พู่ไหม-

 

“ม๊าขา...ม๊าขาตื่น”

เสียงเล็กดังปลุกฉันในเช้าวันหนึ่ง ต้นแขนถูกสะกิดจากใครบางคนที่อยู่ข้างหลัง ฉันพลิกตัวตะแคงข้างมาอีกด้านพลางลืมตา สิ่งแรกที่เห็นคือเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ผมยาวเคลียบ่า ผิวขาวอมชมพู ดวงตากลมโตใสแจ๋ว ปากเล็กนั้นกำลังขยับเรียกฉันอย่างเจื้อยแจ้ว นิ้วน่ารักๆก็คอยจิ้มผิวเนื้อฉันไปด้วย

เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ปาไปเกือบตีสาม เจอปัญหาไร้สาระจนต้องกลับดึกกว่าปกติ เมื่อคืนฉันถูกผู้ชายคนหนึ่งลวนลาม เขาเป็นลูกค้าของผับ ฉันจำได้เพราะเขามักนั่งโต๊ะหน้าสุดเวลาฉันขึ้นร้อง แต่ดูท่าคงดื่มหนัก ถึงได้ใจกล้าปีนเวทีขึ้นมากระชากฉันแล้วพยายามปล้ำจูบ

ดีที่กันต์เข้ามาช่วยทัน แต่ก็ต้องเข้าโรงพักเพราะหลังจากลงเวที ก๋าก็เข้าไปหาเรื่องผู้ชายคนนั้นจนมีเรื่องชกต่อย ฉันจึงต้องตามไปเป็นพยานว่าเกิดอะไรขึ้น ดีที่ไม่โดนอะไรมากนอกจากเสียค่าปรับเล็กๆน้อยๆ

“ม๊าขาตื่นแล้ว”

ฟ้าคราม คือชื่อของเด็กคนนี้ เธอเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารัก นิสัยถ่อมตัวและขี้เกรงใจอยู่หน่อยๆ อายุสองขวบกว่าซึ่งอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็สามขวบแล้ว

เธอเป็นลูกฉัน...ลูกสาวบุญธรรม

“กี่โมงแล้วฟ้า ม๊ายังง่วงอยู่เลย” ฉันหลับตาลงอีกครั้ง พลางขยับหัวซุกตักคนตรงหน้า

“คิกๆ” ฟ้าครามหัวเราะเมื่อโดนฉันจูบหน้าท้อง “ม๊า..จี้ค่ะ”

“....” เธอหยุดหัวเราะเมื่อฉันนิ่ง ฉันนอนหนุนตักเล็กเงียบๆสักพักก่อนที่ฟ้าครามจะเอ่ยปากตอบคำถาม

“สิบแล้วค่ะ ม๊าขา”

อืม เธอคงหมายถึงสิบโมง โอเค ขอฉันงีบหลับอีกชั่วโมงสองชั่วโมงค่อยตื่น วันนี้ไม่มีเรียนและไม่ได้จะออกไปไหนอยู่แล้ว

“ม๊าง่วงค่ะฟ้า ขอหลับอีกสักแป๊บนะ”

“ม๊าขา นอนด้วย”

ฉันเลื่อนศีรษะลงจากตักฟ้าครามแล้วดึงเธอเข้ามากอด ฟ้าครามดิ้นยุกยิกไปมาอยู่พักหนึ่งก่อนจะหยุดนิ่งพร้อมๆกับที่ฉันจมหายเข้าสู่นิทรา

 

“ไหมตื่น ได้ยินน้องมั้ย..ตื่น”

ฉันถูกปลุกอีกครั้งแต่ไม่ใช่นาฬิกาคนเดิม ฟ้าครามยังหลับอยู่ในอ้อมกอด ส่วนคนที่ปลุกคือใหม่จีน เธอนั่งอยู่ข้างเตียงและกำลังเขย่าแขนฉัน

“อือ” ฉันขานรับในคอ ค่อยๆยันตัวลุกนั่ง พยายามขยับเบาๆเพื่อกันคนตัวเล็กตื่น “มีอะไร”

“เที่ยงแล้ว กินข้าวกัน” ฉันพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะชำเลืองตามองใหม่จีน เธอใส่ชุดลำรองปกติของคนอยู่บ้าน แสดงว่าวันนี้ไม่ไปเรียนอีกตามเคย ใหม่จีนรู้ว่าฉันกำลังมอง “น้องไม่อยากไป”

“ก็ไม่ได้ว่า” ฉันเข้าใจและไม่คิดจะด่า ใหม่จีนมักโดนกลั่นแกล้งเสมอเวลาไปเรียน แม้บางครั้งน้องไม่เคยบอก ฉันก็รับรู้มัน เรื่องการเรียนไม่จำเป็นต้องกังวลเพราะเธอเรียนเก่งติดท็อปเสมอ และมันเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้มีคนไม่ชอบ

“....” ใหม่จีนเงียบ และฉันสังเกตเห็นบางอย่างบนหน้าเธอ

“โดนตบ?” แม้รอยมันจะจางลงบ้างแล้ว แต่ถ้าจ้องดีๆก็ยังเห็น

“อื้ม แต่น้องตบคืนแล้วนะ” เธอพูดและลูบรอยแผลบริเวณมุมปากเบาๆ “เทซุปใส่ด้วย เสียดาย มันยังร้อนอยู่เลย”

ทุกครั้งที่คุยกันถึงเรื่องเหล่านี้ สีหน้าและแววตาเธอมันช่างว่างเปล่า ไร้ความรู้สึก ฉันรู้ว่าน้องเหนื่อยกับคนพวกนั้น แต่ยังไงก็ต้องทนผ่านมันไป น้องโชคดีที่ต้องปกป้องตัวเองจากผู้คนแค่ในโรงเรียน ต่างกับฉันเมื่อตอนที่ยังเท่าเธอ ฉันต้องปกป้องและเอาชีวิตให้รอดจากโรงเรียนและที่ที่เรียกว่า...บ้าน

“ดีแล้ว ลงไปรอข้างล่างเถอะ เดี๋ยวพี่ตามลงไป”

ฉันเปลี่ยนเรื่อง ใหม่จีนพยักหน้าและลงจากเตียง แต่ก่อนจะเปิดประตูเธอหันมาหาฉันอีกรอบ น้องมองฉันนิ่งก่อนจะยอมเอ่ยปาก

“มีรถจอดอยู่หน้าบ้าน เป็นชั่วโมงแล้ว”

“ใคร?”

“ไม่รู้ ไม่ลงรถ” ใหม่จีนพูดแค่นั้นแล้วก็ออกจากห้องไป

ฉันคิดว่าเป็นเพทาย เขาไม่เคยเข้าบ้านฉันและถึงอยากเข้าฉันก็ไม่อนุญาต ตั้งแต่วันที่เขาพูดจาแบบนั้นใส่ เราก็ไม่เจอกันอีกเลย หลายวันแล้ว...

 

ฉันปลุกฟ้าครามหลังจากอาบน้ำเสร็จ เธองัวเงียเล็กน้อยแต่ก็ยอมตื่นเพราะกลัวโดนดุ เราลงมาข้างล่างและฉันปล่อยให้ทั้งสองทานข้าวกันเอง ก่อนจะออกมาหาคนที่รออยู่หน้าบ้าน

ไม่ยอมลงจากรถเลยว่างั้น

ฉันเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถ ขี้เกียจยืนคุยกับเขา เบื่อที่ต้องเป็นขี้ปากชาวบ้าน

“มีอะไร”

“ถ้าไม่มีอะไรก็มาไม่ได้ว่างั้น” เพทายหันมองฉัน เขาใส่ชุดนักศึกษาแสดงว่าเพิ่งเรียนเสร็จหรือกำลังจะไป ถึงเราจะรู้จักกันมาปีกว่า แต่ใช่ว่าจะรู้จักชีวิตความเป็นอยู่ของอีกฝ่าย

“คงงั้น” ฉันตอบอย่างไม่ใส่ใจ ปล่อยตัวให้พิงไปกับเบาะ “แล้วนายล่ะ มาทำไม”

“ก็ไม่มีอะไร...” เพทายเว้นคำพูด โน้มตัวเข้ามาใกล้พลางกระซิบ “แค่คิดถึง”

“หรอ มากมั้ย?” ฉันโอบแขนคล้องรอบต้นคอเขา ขยับตัวให้ใบหน้าเราเข้าใกล้กันยิ่งกว่าเดิม

“...มาก” เสียงเพทายแหบพร่า ดวงตาที่จ้องสบมีแต่ความต้องการในเรื่องอย่างว่า ก็มีอยู่แค่นี้แหละเรื่องราวระหว่างเรา และมันจะเป็นอย่างนี้ไปจนกว่าทุกอย่างจบ “จูบฉันหน่อยสิ”

“อ้อนหรอ?”

“เปล่า ฉันแค่ขี้เกียจจูบเธอ...แต่อยากให้เธอเป็นฝ่ายจูบแทน”

ใบหน้าเราขยับเข้าใกล้กันเรื่อย นัยน์ตาที่มองสบกันมีเพียงความท้าทายเล็กๆที่ฉาบปิดความว่างเปล่า ไม่มีใครปล่อยความรู้อื่นนอกเหนือจากนั้นให้หลุดออกมา ทั้งฉันและเขารู้ดี เราจะไม่มีวันรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไร เพราะเราทั้งคู่ต่างก็ปกปิดซึ่งทุกอย่าง สร้างกำแพงความรู้สึกที่แสนจะแข็งแกร่ง ยากทำลาย

มันจะดำเนินไปอย่างนั้น และจะไม่มีใครทำลายมันได้ เพราะเราต่างก็ไม่คิดจะข้ามผ่านกำแพงนั้นเพื่อพาตัวเองถลำลึกลงสู่ก้นเหว ที่ตอนเบื้องล่างมีแต่กรวดหินและขวากหนาม นำมาซึ่งความเจ็บปวดทั้งหมดทั้งมวล

“อยากให้ฉันจูบ ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน” ฉันกล่าวชิดริมปากเขา เสียงฉันเบาหวิว แต่ในระยะที่ใบหน้าเราใกล้กันแบบนี้ ไม่ว่าจะเบาแค่ไหนก็ได้ยิน

“อะไร” เพทายถามอย่างคนที่ไม่กังวลอะไร

“เลิกกับแฟนนาย”

“ทำไม...อยากเป็นตัวจริงแล้ว?”  เพทายขยับใบหน้าออกห่างเล็กน้อย เขามองฉันและตั้งคำถามด้วยแววตาว่างเปล่า

ฉันรู้เพทายสามารถทำได้ และทำได้แบบง่ายๆเลยด้วย เพราะเขาไม่ได้รักยี่หวา...ไม่เคยรัก

แต่ที่ยังคบกับเธออาจเพราะยัยนั่นยังมีประโยชน์กับตัวเอง และที่ฉันพูดแบบนั้น ไม่ได้หมายความว่าฉันต้องการขึ้นเป็นตัวจริง ฉันแค่อยากเห็นยี่หวาทุรนทุรายเมื่อคนที่รักกำลังจะบินหนี และเธอต้องอ้อนวอน เมื่อถึงเวลานั้นฉันค่อยขอให้เพทายกลับไปคบกับเธออีกครั้ง แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเพทายจะยอมมั้ย

ถ้ายอม มันอาจจะดีต่อยี่หวา...แต่ก็แค่ครึ่งเดียว ฉันจะเล่นเกมส์มอบความเจ็บแบบโง่ๆให้เธอต่อไป และเพทายจะกลายเป็นเพียงผลกระทบ จนถึงตอนนั้นเขาอาจจะรู้ตัวแล้วก็ได้ว่าตัวเองเป็นเพียงแค่หมากในกระดาน

แต่ถ้าไม่...ยี่หวาก็ต้องทนเจ็บ หรือไม่เธอก็อาจจะมองหาผู้ชายคนใหม่ ซึ่งฉันก็จะแย่งมาเป็นตัวเองเหมือนที่ทำกับเพทายตอนนี้

...และยี่หวาต้องไม่เหลือใคร

“ไม่อยากเป็น ไม่เคยคิด”

“แล้วมีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องทำตาม” เพทายเลิกคิ้วถาม

“ไม่มี...ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น” กระทั่งจบคำตอบ รอบกายเราก็เย็นเยียบลงทันตา

เพราะเพทายกำลังแผ่ความน่ากลัวของตัวเอง เขาไม่ชอบให้ใครมาสั่งหรือทำตัวเหนือตัวเอง เพทายจะรู้สึกว่ากลายเป็นของเล่นทุกครั้งที่ใครพยายามจะสั่งบางอย่างกับเขา เขาเกลียดคนประเภทนั้น แต่บ่อยครั้งที่เขาทำมันซะเอง เพทายไม่เคยรู้ตัวหรืออาจจะรู้ แต่ไม่คิดสนใจ

“ถ้าไม่มี...ก็อย่าคิดสั่งอะไรฉัน” ยอมรับว่าแอบกลัวท่าทีเขา แต่เดินเกมส์แล้ว ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องเดินหน้า ไม่มีวันที่จะถอยหลัง

“ไม่ได้สั่ง แค่ขอเป็นการแลกเปลี่ยน”

“งั้นก็อย่าหวังว่าฉันจะตาม” ฉันรู้ว่าเขาต้องตอบกลับทำนองนี้ ก็เตรียมใจมาแล้ว คิดว่ายังไงเพทายก็ไม่มีวันทำตามที่ขอ ไม่ใช่เพราะเขารักยี่หวา แต่เพราะเพทายไม่เคยยอมให้ใครอยู่เหนือตัวเอง

...เขาต้องเหนือกว่าทุกคน นั้นคือสิ่งที่ฉันเรียนรู้ตัวตนเขาในระยะเวลาเกือบสองปีที่ผ่านมา

แต่ตามกฎทางสังคมและธรรมชาติ ไม่มีใครอยู่เหนือใคร

“งั้นนายก็อย่าได้หวังจูบจากฉัน” ฉันผละแขนทั้งสองข้างออกจากลำคอแกร่ง จ้องมองตาเขาไม่นานก็เปิดประตูก้าวลงจากรถ ไม่รู้หรอกว่าเพทายมาทำอะไรแถวนี้ ฉันไม่เคยคิดจะถามและไม่ได้อยากรู้ด้วย

เรื่องส่วนตัวของใครของมัน...

“เดี๋ยวไหม” เที่กำลังจะก้าวพ้นรั้วหน้าบ้านเป็นอันหยุดชะงัก ฉันหันกลับมาหาเขา เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เพทายลดกระจกลง “คืนนี้เจอกัน...ที่เดิม”

พอจะรู้แล้วล่ะว่าเขามาทำอะไรแถวนี้ ก็จะอะไรซะอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่มาเพื่อสั่งฉัน ถ้าไลน์มามีเปอร์เซ็นต์ที่ฉันจะไม่ไปสูง เพทายรู้ถึงได้ถ่อมาถึงที่

โห้...ผู้ชายอะไร มีความต้องการน่าสมเพชสิ้นดี

“รังรักของเราน่ะหรอ?” ฉันโปรยยิ้มดัดจริต ก่อนจะพูดประโยคที่คิดว่าพอจะปั่นประสาทเขาได้เล็กๆน้อยๆ “แต่รอหน่อยนะ...คิวยาว”


วันนี้ฉันเข้าผับช้า เมื่อกลางวันตอนฉันกลับเข้าบ้านหลังคุยกับเพทาย ฟ้าครามที่นั่งทานข้าวอยู่ดีๆก็เกิดอ้วกขึ้นมา ทั้งฉันทั้งใหม่จีนต่างก็ตกใจเพราะฟ้าครามไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน พอพาไปโรงพยาบาลหมอก็บอกว่าเป็นอาการของคนแพ้อาหาร

...ฟ้าครามแพ้เห็ด

ตกใจแทบตาย พอรู้ว่าแพ้อาหารถึงค่อยเพลาลง ต่อไปนี้ต้องระวังเรื่องอาหารการกินของเธอ หมอบอกมางั้น เพราะฟ้าครามยังเด็กอยู่ ร่างกายเธอไม่สามารถเข้ากับอาหารบางชนิด ต้องค่อยๆปรับ

“มาช้านะหล่อน” พอก้าวเข้ามาในผับ เสียงบ่นน่ารำคาญก็ดังขึ้น

ผู้ช่วยผู้จัดการผับ ชื่อ เจ๊ชาแนล เป็นบุคคลที่ชอบหาเรื่องแซะฉันตลอด ไม่ว่าจะเล็กน้อยเท่าขี้ปลาหรือใหญ่โตโอ่อ่าเท่าภูเขา ลองมันได้ข้องเกี่ยวกับฉัน หล่อนจะยกมันมาพูดทุกเมื่อ อันที่จริงเจ๊แกไม่ได้ชื่อนี้ตั้งแต่แรก แต่เป็นพวกชอบเปลี่ยนชื่อตัวเองให้มันดูโก้หรู บางคนก็เข้า...แต่บางคนก็นะ

ไม่รู้คิดไงเจ๊แกถึงได้ตั้งชื่อเป็น ชาแนล ชอบใช้ของยี่ห้อชาแนลหรือก็ไม่ เจ๊แกขึ้งกจะตายไป อีกอย่าง...มันไม่เข้ากับชื่อจริงเลย สมฤดี!’

“ติดธุระนิดหน่อยอ่ะเจ๊” ฉันหยุดกับเจ๊ชาแนล เพราะยังไงตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาขึ้นร้อง ยังมีอีกวงที่เล่นอยู่บนเวทีตอนนี้

“ธุระอะไรยะ ผู้ชายของหล่อนน่ะหรอ” จีบปากจีบคอพูด บอกแล้วไม่ว่าเรื่องอะไรเจ๊แกก็เอามาแซะฉันได้ตลอด

“รู้ได้ไงอ่ะเจ๊” ฉันก็แสร้งทำว่ามันคือเรื่องจริงและมันน่าอัศจรรย์มากที่เจ๊รู้

ต้องแสแสร้งแค่ไหนคิดดู...

“เหอะ ข่าว คาว ของหล่อนใช่ว่าจะน้อย เขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วย่ะ” เจ๊ชาแนลเป็นอีกคนที่คิดเสมอว่าฉันมันผู้หญิงใจแตก แดกไม่เลือก

“ข่าวอะไร? เกี่ยวกับไหมหรอ?” ฉันตีหน้าซื่อ เจ๊แกเห็นก็เอาใหญ่

“จะอะไรซะอีกล่ะ หล่อนเองน่าจะรู้ดีนี่ วันก่อนเห็นออกไปกับฝรั่ง เป็นไง ใหญ่มะ? เข้าได้รึเปล่า?”

เคยบอกรึเปล่า ว่าเจ๊ชาแนลชอบใช้คำพูดต่ำๆในการกดทับคนอื่น บอกเลย...เกลียดคนประเภทนี้ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังเลือกที่จะยิ้มรับ แล้วพูดตอบเธอด้วยอารมณ์น้ำเสียงที่โคตรมีความสุข

“ใหญ่มากอ่ะเจ๊ เกือบไม่เข้าแหน่ะ ไหมถ่างแล้วถ่างอีก”

“.....” เจ๊แกเงียบไป แต่ฉันเห็นหล่อนกลืนน้ำลาย พลางทำสายตาประมาณว่า เธอยังมีชีวิตอยู่ได้ยังไง ฉันยิ้มขำในใจและพูดต่อ

“แต่ลีลาเด็ดมากขอบอก ขย่มจนไหมสลบไปสองรอบ พอตื่นเขาก็จัดอีก”

“ธะ เธอ...” เจ๊ขาแนลอ้าปากค้างพะงาบๆ ฉันอยากหัวเราะออกมาดังๆแต่ก็ฝืนทนไว้

“แต่สองรอบสุดท้ายไหมเป็นคนขย่มนะ เอาซะปวดเอวเลยอ่ะ ยังดีที่เขาให้เงินตั้งหลายบาท” ฉันพูดถึงเรื่องเงิน อยากแกล้งให้เจ๊แกอิจฉาเล่น เธอมันเห็นเงินเป็นไม่ได้ วิ่งใส่ลูกเดียว ฉันรู้จึงสร้างเรื่องอำเล่นๆ

“เขาให้หล่อนหรอ ฝรั่งคนนั้นอ่ะนะ เท่าไหร่กันเชียว” ฉันยกยิ้มหน้าระรื่น บ่งบอกเป็นนัยว่าเงินก้อนนั้นมากมายพอตัว

“ก็....เท่าไหร่น๊า” ฉันยกนิ้วทั้งสิบขึ้นมาเล่น วนไปวนมาจนเธออดรนทนไม่ไหว

“เท่าไหร่ล่ะรีบพูดสิ ลีลาอยู่นั้น!

“ก็...” ฉันกอดอก เชิดหน้าขึ้น วางท่าทางอย่างนางพญา ริมฝีปากคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ในแบบที่ชอบทำใส่ลูกค้าผู้ชาย “เกือบล้านอยู่เหมือนกัน”

“ฮะ!?” เจ๊ชาแนลอ้าปากค้าง ตาตั้งเลยทีนี้ เธอดูคล้ายจะตะลึงจนสติหลุด เรียกเท่าไหร่ก็นิ่งเงียบ ฉันหลุดยิ้มขำเบาๆตรงมุมปากก่อนจะผละจากเธอมา

ฝรั่งอะไรนั่นฉันไม่รู้จักหรอก เธออาจจะเห็นผ่านตาแล้วคิดไปว่าเป็นฉันก็ได้ สองสามวันที่ผ่านมาฉันกลับเช้าแทบทุกวัน แต่ที่พูดกับเจ๊ชาแนลแบบนั้นเพราะต้องการแกล้งเธอเล่นมากกว่า

สนุกดี แกล้งคนเนี่ย...

“คุยไรกันอ่ะพี่ เห็นเจ๊แกยืนอ้าปากไม่ขยับเลย” มัพเป็นแรกที่ทักหลังจากเห็นฉันเดินมารวมกลุ่มข้างเวที ใกล้จะถึงวงเราแล้ว อีกสองเพลงเท่านั้น

“นิดหน่อย ไม่มีไรหรอก” ฉันตอบปัด ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร นอกจากก้มหน้าก้มตาเช็ดเครื่องเล่นตัวเองต่อ

 

กว่าจะร้องเพลงเสร็จก็ปาไปเที่ยงคืนกว่าแล้ว ปกติห้าทุ่มฉันนั่งเล่นอยู่หน้าบาร์หรือไม่ก็กลับแล้ว แต่อย่างที่บอก รอบนี้ฉันมาช้าไง เลยต้องเลื่อนตารางคิวและสับเปลี่ยนกับวงอื่น

“ดึงแล้ว รอกลับด้วยกันเลย”

ธีมพูดกับฉันระหว่างที่เช็ดแก้วไปด้วย คืนนี้ไม่ได้ไปส่งยาดาเพราะมีคนมารับไปแล้ว อีกอย่างฉันเองก็ไม่ว่างไปส่ง

“อืม แล้วแต่”

เพราะเราอยู่บ้านเดียวกัน มันจึงปกติที่จะกลับด้วยกันเหมือนวันนี้ บ่อยอยู่เหมือนกันที่กลับพร้อมเขา หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมฉันถึงยอมให้ธีมแชร์บ้านอยู่ด้วยกัน ทั้งที่เขาก็เป็นผู้ชาย แถมยังหล่อและน่ากินด้วย

คือเรารู้จักและเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มอ.ปลาย ฉันมันไม่ค่อยมีใครคบ ในชีวิตนี้เคยมีเพื่อนผู้หญิงที่สนิทกันมากอยู่คนเดียว แล้วก็มีธีมที่เป็นเพื่อนผู้ชายเพียงคนเดียวเหมือนกัน อย่าเพิ่งคิดว่าฉันกับมันจะเอากัน ธีมมีแฟนอยู่แล้ว สวยด้วย รู้จักอยู่พอตัว เคยคุยด้วยไม่กี่ครั้งเพราะธีมไม่ค่อยพามาบ้านเท่าไหร่

ส่วนมากก็คอนโดมันนั่นแหละ อย่างว่า คนมันต้องการความเป็นส่วนตัว

“หิวข้าวป้ะ?” ธีมหันมาถาม

“ไม่อ่ะ หิวหรอ แวะได้นะ ฉันไม่รีบ” ไม่ได้จะไปไหนต่ออยู่แล้ว รอธีมเลิกงานก็ตรงกลับบ้านเลย ขี้เกียจไปต่อที่อื่นแล้ว เหนื่อย...

“ไม่ได้จะไปไหนต่อ...” ธีมพูดค้างแค่นั้น เขามองเลยไหล่ไป มันเป็นวินาทีเดียวกับที่ฉันรู้สึกตัวว่ามีใครยืนอยู่ข้างหลัง

“ลืมแล้วรึไง ว่ามีธุระต้องไปต่อกับฉัน”

...เพทาย

“วันนี้ก็มาหรอ อดเลยนะไหม สงสัยฉันคงต้องกินคนเดียวแล้วอ่ะ” ธีมเหมือนจะพูดกับเพทายในประโยคแรก แต่คำหลังนั้นเขาพูดกับฉันแน่นอน

“ไว้วันหลังค่อยกินแล้วกัน” บทสนทนาระหว่างเรามันปกติ ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่คนฟังอีกคนกลับคิดเป็นอย่างอื่น

“กินไร?” เพทายดึงแขนฉันลงจากเก้าอี้ เขามองธีมก่อนจะหันกลับมาสบตาฉัน สายตานั้นบีบบังคับกลายๆ ให้ต้องตอบ

“กินไรล่ะ” มันคิดได้สองแง่สองง่ามนะคำนั้น ก็ใช่ไง ฉันจงใจให้เขาคิดเป็นอย่างอื่น พู่ไหมในสายตาเพทายคือผู้หญิงกร้านโลกคนหนึ่ง

จะว่าฉันบ้า โง่ หรือไร้สมองก็แล้วแต่...

แต่ฉันชอบแบบนี้ ชอบที่ใครต่อใครคิดว่าฉันเป็นอย่างนั้น

“ได้ข่าวว่าเพื่อน แถมมันยังมีแฟนแล้วด้วยนี่”

“....”

“เซ็กส์เฟรนด์ว่างั้น นอกจากเป็นชู้กับฉันแล้วเนี่ย...กับคนอื่นก็ด้วย?” เพทายหันไปจ้องตาธีม เขากำลังเย้ยหยันเพื่อนฉันผ่านการมอง

“....”

“ชอบหรอ ผู้หญิงแรดๆเนี่ย” สีหน้าเขา แววตา รอยยิ้ม มันเหยียดหยามฉันอย่างชัดเจน

“หึ” ธีมสบถเสียงหัวเราะในคอ

ถึงธีมจะอัธยาศัยดี ไม่เคยโกรธเคืองใครนอกจากมอบรอยยิ้มให้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาโกรธไม่เป็น ธีมรักเพื่อนและให้ความสำคัญมากพอๆกับคนรักและครอบครัว เพราะงั้นเขาถึงกล้าท้าทายเพทาย

“ชอบดิ ลีลาบนเตียงแม่ง...” ธีมวางแก้วในมือลงแล้วโน้มตัวคร่อมเคาน์เตอร์บาร์ เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ฉัน เราเลื่อนสบตากัน มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่คำพูดสุดท้ายถูกเปล่งออกมา “โคตรสุดติ่ง”

“.....” ฉันด่าธีมผ่านสายตา เพราะสิ่งที่เขาพูดมันเป็นเรื่องจริง

เฮ้ อย่าเพิ่งเข้าใจอะไรผิดๆ

คืองี้ ฉันกับมันสนิทกันมานาน เราชอบอะไรเหมือนๆกัน โดยเฉพาะความรุนแรง เวลาแกล้งกันทีไรไม่เคยมีสักครั้งที่มันจะซอฟ ฉันเรียนยูโดมันก็เรียนด้วย พอมันไปเรียนแข่งรถฉันก็เอาด้วย ไปไหนไปกัน

แล้วดันมีเหตุการณ์หนึ่ง ตอนที่มันแดกเหล้าเมาหัวราน้ำเพราะทะเลาะกับแฟน ฉันต้องไปแบกมันกลับบ้าน แล้วไอ้บ้านี้ดันสมองกลับคิดว่าฉันคือแฟนมัน เลยพยายามปล้ำฉัน มันจึงโดนจัดหนักด้วยกระบวนท่ายูโดทั้งหลายที่เรียนมาจนเกือบไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม หากตอนนั้นใหม่จีนไม่เข้ามาห้ามไว้ก่อน

“เหอะ” ได้ยินเพทายสบถเสียงเย้ย ก่อนข้อมือจะถูกกระชากโดนคนตรงหน้า ตัวฉันปลิวกระแทกอกเขา จะดึงแรงเพื่อ?

“นายก็น่าจะรู้นะทาย หรืออยู่บนเตียงมัวแต่ใส่อย่างเดียว?” ฉันเห็นหางตาเพทายกระตุกเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตดีๆคงไม่เห็น เขาเอาแต่ตีหน้านิ่ง

“.....”

“รู้มั้ย ฉันชอบตอนไหนที่สุด” ธีมมันร้ายลึก บอกเลย “ตอนที่โดนขย่มไง แม่ง...สวรรค์ชัดๆ”

ธีมทำหน้าคิดตามที่พูดพลางหัวเราะชอบใจ เออ ฉันก็คิด แต่มันไม่ได้เรียกว่าขย่ม อันนั้นเรียกกระทืบ คนจะโดนพรากพรหมจรรย์ใครมันจะไปยืนยิ้มกันเล่า

แล้วก็นะ น้ำเสียงและคำสุดท้ายนั่นมันประชดกันเห็นๆ

“โดนขย่ม?” จู่ๆก็รู้สึกแปลก เหมือนกำลังถูกลางร้ายคืบคลานเข้าหา หรือเพราะเพทายเป็นเจ้าของประโยคก็ไม่รู้

“ใช่ ทำไม? นายไม่เคยโดนหรอ แต่ไหมทำให้ฉันทุกรอบเลยนะ”

เออ ทุกรอบ หมายถึงมันอ่ะโดนฉันกระทืบทุกรอบ

“อ่อ แสดงว่าบ่อย” สีหน้าเขาปกติดี แต่ไม่รู้ทำไมฉันถึงไม่ชอบ “ลับหลังฉัน ขลุกอยู่กับมันตลอดว่างั้น” เขาก้มมองฉัน ขณะเดียวกันแรงบีบตรงข้อมือก็มากขึ้น

“อืม คงงั้นแหละ” ก็เราแชร์บ้านอยู่ด้วยกัน มันก็ต้องเจอกันทุกวันอยู่แล้ว แต่เพทายไม่รู้ไง อย่างที่บอก เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวฉันเหมือนที่ฉันเองก็ไม่รู้เกี่ยวกับเขา เราข้องเกี่ยวกันแค่ในเรื่องอย่างว่า

“แล้วลับหลังฉันกับมัน เธอมีใครอีก” เราเหมือนเล่นเกมส์ประสาท ใครหลบตาก่อนคนนั้นแพ้

“เยอะเกิน จำไม่ได้” เพทายวางสีหน้าเดิมไม่เปลี่ยน ราบเรียบยังไงตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น แต่ทว่าแววตาต่างหากที่เปลี่ยน มันมีความรู้สึกวิ่งผ่านอยู่

“เฮ้ยทาย อย่าหวงดิ” ธีมพูดกวนไม่เลิก เขายกขวดไวน์ขึ้นเช็ด ไม่สนใจสายตาจากเพทายที่เหยียดมองจากหางตา “ขนาดไหมมันยังไม่หวงตัวเองเลย อย่าซีๆ”

ธีมส่ายหน้ายิ้มๆ เพทายแค่นเสียงเย้ยในคอ เขาเลื่อนมาสบตาฉันอีกครั้ง คราวนี้มันมีแต่ความนิ่งเฉย ฉันไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร

“ไม่ได้หวง” เขาว่างั้น ซึ่งมันก็จริง เพทายไม่ได้หวงฉันหรอก เขาแค่รู้สึกเสียหน้า รู้อะไรมั้ย เพทายไม่เคยให้ฉันควบคุม ทุกๆครั้งเขาจะเป็นฝ่ายอยู่เหนือและชักพาตลอด

“ก็แล้วไป ถ้าหวงขึ้นมาจริงๆนี่คงแย่” ธีมแสร้งทำหน้าโล่งอก “ไหมมันยิ่งแรดๆอยู่”

ไอ้เพื่อนบ้า! มันว่าฉันแรดอ่ะ คอยดูเหอะคราวนี้จะกระทืบตั้งแต่ตะวันขึ้นยันตะวันตกเลย

“กลับได้ละ พรุ่งนี้ฉันมีเวรเช้า” เพทายกระตุกข้อมือให้เดินตาม ฉันหันหลังกลับไปมองธีม มันกำลังมองมาเหมือนกัน ฉันยิ้มอ่อนแล้วโบกมือเชิงว่าไม่เป็นไร ธีมมันก็ห่วงฉันไง มันรู้แหละว่าฉันจะเจออะไร

เพทายลากฉันมาที่ลานจอดรถหลังผับ ตลอดทางเดินเขาไม่พูดอะไรเลย เอาแต่จ้ำอ้าวๆจนบางจังหวะฉันแทบสะดุดเท้าตัวเอง

ปึก!

“เจ็บนะ! เป็นบ้าอะไรอีก”

เพทายเหวี่ยงฉันตอนมาถึงรถ แผ่นหลังกระแทกโดนตัวรถจนปวดร้าว เขาไม่ออมแรงเลย ยังเห็นฉันเป็นผู้หญิงอยู่รึเปล่า แรงแบบนั้นน่ะควรเอาไปใช้กับผู้ชายด้วยกันนะ

“เธอต่างหากที่บ้า” ฉันทำหน้าเหวี่ยงใส่ กล้าดียังไงมาด่าว่าฉันบ้า เขาเองไม่ใช่หรอ จู่ๆก็เอาอารมณ์ร้ายๆมาลงที่คนอื่น

“นายนั่นแหละบ้า ทำไม? เมียไม่ให้เอาหรอ” ฉันประชดเข้าให้

“ใครเมีย?” เพทายตีหน้าตาย ยี่หวายังมีชีวิตอยู่ในสาระบบสมองเขารึเปล่า อยากรู้

“ยี่หวาไง นั่นตัวจริงนี่”

“ไม่มี” เพทายคร่อมตัวลงเท้าแขนทั้งสองไปกับตัวรถ กักขังฉันไว้ในกรงแขนแข็งแกร่ง “ฉันไม่เคยมีตัวจริง ยี่หวาไม่ใช่เมีย ไม่ใช่แฟน”

“ถามจริง ยัยนั่นเป็นอะไรสำหรับนายกันแน่” เพราะสงสัยฉันจึงถามออกไป

“อยากรู้?” เพทายยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ฉันหดหัวหนีไปข้างหลัง แต่เพราะติดกับตัวรถไปแล้วมันจึงขยับไปไหนไม่ได้

“ไม่ แค่สงสัย”

“มันอย่างเดียวกัน สงสัยกับอยากรู้” ใช่ไง แต่ใครมันจะไปยอมรับ “อยากรู้ก็ถามตรงๆ เป็นเธอ ฉันบอกอยู่แล้ว”

ฉันเบือนหน้าหนี ไม่ชอบสายตาเขา มันมีบางอย่างแปลกๆ ยิ่งโดนจ้องแบบนี้ยิ่งไม่ชอบ ฉันยกแขนขึ้นกอดอก มันเป็นอาการประหม่า

“ถอยออกไปได้แล้ว อึดอัด” ฉันพูดโดยไม่มองเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้ว่าเพทายกำลังจ้องอยู่

“แก้ม”

แก้ม? แก้มไหนอีกล่ะ สาวคนไหนอีก หาว่าฉันมั่วผู้ชายไปทั่ว เขาเองต่างกันตรงไหน

“ผู้หญิงคนใหม่รึไง” ฉันหันกลับมาเผชิญสายตา สีหน้าเขาอย่างนิ่งอยู่ “อ่อ ที่หายไปหลายวันเพราะคนนี้หรอ ก็นึกว่าติดแฟน”

“....”

“แหม่ ห่างกันเป็นไม่ได้ ถ้าต้องการมากก็ไม่น่ามาหาฉันนะ”

“....”

“ห่างกันสักพักก็ได้ เราสองคนน่ะ”

“หึงหรอ” ฉันชะงัก “เธอหึงฉันหรอไหม”

เพทายแตะหน้าผากเราเข้าด้วยกัน เขาทำสายตาอย่างผู้กำชัยชนะในตอนที่เหยื่อหลุดพูดความจริง ฉันไม่ได้หึง ไม่ได้รู้สึกอะไรทั้งนั้น แค่พูดประชดเฉยๆ เข้าใจมั้ย

“เปล่า” ฉันดันหน้าผากเขาออก ไม่ชอบพูดใกล้ๆ

“แล้วทำไมขมวดคิ้ว แน่ใจว่าไม่ได้หึง” เขากำลังไล่ต้อนฉัน

“จะให้ฉันหึงอะไร เราเป็นอะไรกันทำไมฉันต้องหึงนาย”

“ไม่รู้ คู่นอนมั้ง” ฉันพยักหน้าตามที่เขาพูด “ชู้ หรืออาจจะผู้หญิงชั่วคราว”

“อ่อ ปีกว่านี่เรียกชั่วคราว” ประชดเข้าให้

“ทำไม? รับไม่ได้” ฉันพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน เบื่อที่ต้องเถียงกับคนอย่างเพทาย เขามักไล่ต้อนกันอย่างไม่มีเหตุผล

ฉันผลักเพทายออกอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะเข้าไปนั่งในรถและปิดประตูเสียงดังไล่หลัง เพทายเหมือนจะเข้าใจอารมณ์ฉัน เขาถึงได้ตามขึ้นมาในเวลาไม่นาน

Rrrrr Rrrrr

มีสายเข้าโทรศัพท์ฉันระหว่างที่กำลังนั่งอยู่บนรถ เพทายขับไปไหนสักที่ เขาไม่บอกและฉันไม่คิดจะถาม รู้อย่างเดียวแค่ว่ามันไม่ใช่ทางไปบ้านฉันหรือคอนโดเขา

“ว่าไง ทำไมยังไม่นอน” ใหม่จีนโทรมา จะเที่ยงคืนอยู่แล้วทำไมยังไม่นอนกันอีก

“(น้องนอนไม่หลับ ฟ้างอแง พี่ไปไหน)” ฉันได้ยินเสียงฟ้าคราม เธอเหมือนกำลังร้องไห้ แย่มั้ยนั่น ดึกป่านนี้แล้ว คนข้างไม่โวยวายปาของเข้าบ้านฉันแล้วรึไง

“มีธุระ อาจจะไม่ได้กลับ” คิดว่าคงงั้น โดยปกติแล้วมักจะเป็นแบบนั้นเสมอ คืนไหนที่เพทายมารับฉันได้กลับเกือบรุ่งสางตลอด

“(แต่ฟ้างอแงนะไหม น้องห้ามไม่ฟัง เอาไม่อยู่แล้ว)” ฟ้าครามมีมุมเอาแต่ใจ โดยเฉพาะเวลาที่ไม่เห็นหน้าฉัน ยิ่งวันนี้เพิ่งไปโรงพยาบาลมาก็ยิ่งงอแง โดนหมอฉีดเข็มไง ธรรมดาของเด็กมันล่ะ

“.....”

“(เมื่อกี้ป้าข้างบ้านตะโกนด่าด้วย...แง~ ม๊าจ๋า...)” เสียงร้องไห้ของฟ้าครามดังเล็ดลอดเข้ามาในสาย ธีมอาจจะยังไม่กลับบ้าน ที่นั่นคงเหลือแค่เธอสองคน เป็นห่วงขึ้นมาเลย ปกติแล้วธีมจะอยู่ด้วยเสมอไง เวลาที่ฉันไม่อยู่บ้าน

“ขอคุยกับฟ้าหน่อย” ถึงจะไม่เห็นหน้า แต่ถ้าได้ยินเสียงฟ้าครามอาจจะเงียบลง ฉันต้องสั่งสอนเธอบ้างในบางเรื่อง

“(ฮึกๆ ม๊าขา)” ทีแรกว่าจะดุ แต่พอได้ยินเสียงร้องไห้นั่นแล้วใจมันก็อ่อนยวบ

“อย่าร้องไห้ ไม่งั้นโดนด่านะ” ฉันหันหน้าเข้าหากระจกข้าง ปั้นเสียงให้ดุแต่ก็ไม่มาก ไม่อยากให้ฟ้าครามตกใจกลัว

“(ม๊าขามีหนาย ฮึก)” เธอพยายามกลั้นสะอื้น ฉันสงสาร แต่จำเป็นต้องทำ ฉันไม่อยากให้ฟ้าครามเป็นเด็กขี้แง ฉันต้องการให้เธอเข้มแข็ง

“อยู่ข้างนอก วันนี้ไม่กลับนะ ฟ้าต้องนอนคนเดียว”

“(ไม่อาว ฮึก จะนอนกับ...ม๊า)” ไม่ใช่ไม่อยากกลับไปนอนด้วย แต่ฉันกลับไม่ได้ไง จะบอกเพทายก็ใช่เรื่อง เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันมีน้องสาว ขืนบอกว่าลูกสาวงอแงอยากให้กลับบ้านได้งงเป็นไก่ตาแตกพอดี

“หัดนอนคนเดียวได้แล้ว” ฉันดุเธอ

ตลอดเวลาฟ้าครามจะนอนกับฉัน แต่ประมาณสองสัปดาห์ก่อนฉันย้ายเธอไปนอนอีกห้อง ฉันต้องการฝึกให้เธอนอนคนเดียว แต่มันก็แค่บางคืน เพราะส่วนมากฟ้าครามมักจะหนีมานอนกับฉันเอง

“(อึก...ฮึก)”

“ถ้ากลัวก็ไปนอนกับน้าจีน เข้าใจมั้ย?”

“(ฮึก คะ...ค่ะ)” ฟ้าครามตอบรับปนเสียงสะอื้น

ฉันตัดสินใจวางสาย ในบางครั้งมันอาจจะดูโหดร้ายสำหรับเด็กสองขวบ แต่ฟ้าครามต้องหัดนอนคนเดียว ฉันไม่อาจอยู่กับเธอได้ตลอดเวลา เธอต้องชินกับมัน อีกอย่างฟ้าครามไม่ได้เพิ่งจะสองขวบ แต่เธอใกล้จะสามขวบแล้วต่างหาก

“ใครโทรมา?” เพทายถามระหว่างที่เลี้ยวเข้าซอยหนึ่ง

“ถามทำไม” ฉันย้อนกลับ ไม่คิดจะตอบคำถามเขา

“ถามเฉยๆ ไม่มีอะไร”

ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบ ฉันจ้องมองข้างทาง พยายามไม่คิดอะไรแต่ก็ทำไม่ได้อยู่ดี ฉันแค่กำลังสงสัยว่าเพทายจะพาไปไหน ฉันไม่คุ้นเคยกับเส้นทางนี้จริงๆ มันไม่ได้เปลี่ยว แต่เรียกว่าซุปเปอร์ไฮย์เวย์ได้เลย

“จะพาฉันไปไหน?” ด้วยความสงสัยฉันจึงถามออกไป แต่กลับไม่ได้รับคำตอบอย่างใจหวัง

“....”

“ทาย จะไปไหน” ตัดสินใจถามอีกรอบซึ่งก็เหมือนเดิม

หมดประโยชน์จะถามอะไรต่อ คนอย่างเพทายถ้าไม่คิดจะตอบก็คือไม่ตอบ คาดคั้นไปก็เท่านั้น ฉันจึงกอดอกพ่นลมหายใจอย่างเบื่อหน่าย

กระทั่งรถเคลื่อนเข้ามาจอดในโรงรถของบ้านหลังหนึ่ง ทั้งบ้านมีแต่ความเงียบและมืดสงัด คงไม่มีใครอยู่ แล้วนี่มันบ้านใคร?

“พาฉันมาที่นี้ทำไม?” ฉันถามเพทายตอนที่ลงจากรถแล้ว แต่เขาก็ไม่ตอบอีกตามเคย นอกจากนั้นแล้วยังเดินดุ่มๆไปที่หน้าประตู ไม่ชวนฉันด้วยซ้ำทั้งที่เขาเป็นคนพาฉันมา

“รีบเข้า” เพทายเร่งเร้าอยู่หน้าประตู เขายืนอยู่ข้างใน ขณะที่ฉันยืนอยู่ข้างนอก เราห่างกันเพียงกรอบประตูกั้น

“เออ รู้แล้วน่า” เวลาโมโห หงุดหงิด ฉันมักพูดจาไม่สุภาพ

“หิว ทำกับข้าวให้กินที”

ฮะ? อะไร? ลากฉันมาบ้านใครก็ไม่รู้ซ้ำยังมาสั่งให้ทำอาหารให้กินอีก เขาควรพูดอะไรหน่อยมั้ย อย่างน้อยก็บอกฉันทีว่าบ้านใคร

“นี่บ้านใคร” ถามเองก็ได้

“บ้านฉัน” สรุปแล้วบ้านเขา แล้วพามาเพื่ออะไร? รังใหม่ว่างั้น...

“อ่อ โอเค แล้วจะให้ฉันทำกับข้าว แน่ใจแล้วหรอ?” อันที่จริงฉันทำกับข้าวเป็น แต่อย่าลืมเพทายมองว่าฉันเป็นผู้หญิงอย่างว่า ฉันไม่คิดว่าเขาจะคิดว่าฉันทำกับข้าวเป็น

“ฉันรู้ว่าเธอทำเป็น” รู้ได้ไง มีกระแสจิตหรอ “ไปทำ ฉันหิว”

“ก็ได้ แต่ตอบมาก่อนว่าพาฉันมาที่นี้ทำไม” ฉันข้องใจจุดนี้ เอาจริงๆฉันไม่คิดว่าเพทายจะพามาบ้านหลังนี้เพื่อทำเรื่องอย่างว่า พ่อแม่เขาก็มี เพียงแต่ตอนนี้อาจจะออกไปข้างนอก อย่างงานเลี้ยงสังสรรค์

เขาบ้านรวย ตระกูลผู้ดี ออกงานก็บ่อย พ่อแม่เขาคงไปงานและอีกเดี๋ยวก็กลับ ถ้าเกิดมาเจอฉันอยู่ในบ้านจะคิดกันยังไง

“อยู่ๆไปเหอะ อีกสองสามวันค่อยกลับ”

“หมายความว่าไง!?” ฉันตรงเข้าไปกระชากแขนเพทายในตอนที่เขากำลังเดินขึ้นบันได มันเป็นบ้านสองชั้น รู้แค่นั้นแหละเพราะเพิ่งมา

“หมายความตามที่พูด” เพทายหันมายืนล้วงกระเป๋า ฉันต้องเงยหน้ามอง จากปกติก็ทำอย่างนั้นอยู่แล้วแต่คราวนี้มันหนักกว่า เรายืนกันคนละระดับ ฉันอยู่บนบันไดขึ้นแรก ส่วนเขาอยู่ถัดขึ้นไปข้างบนอีกสองขั้น

“นายจะให้ฉันอยู่ที่นี้ แล้วอีกสองสามวันค่อยพากลับงั้นหรอ”

“อือ ก็เข้าใจนี่ ตามนั่นแหละ”

“บ้ารึไงทาย ฉันไม่อยากอยู่ที่นี้ ฉันต้องการกลับบ้าน พาฉันไปส่งเดี๋ยวนี้เลย!” ฉันโวยวาย ไม่ได้นะ ขืนให้ฉันอยู่ที่นี้หลายวันฟ้าครามคงต้องร้องไห้หนักแน่ ไหนจะใหม่จีนอีก ฉันไม่ได้ตัวคนเดียวนะเว้ย

“ไม่ให้กลับ ชัดมั้ย” เพทายยักคิ้ว เขากำลังกวนประสาทฉัน คิดบ้าอะไรอยู่วะ

“บ้ารึไง ฉันมีเรียน ไหนจะพ่อแม่นายอีก”

“พ่อกับแม่ไม่รู้หรอก ท่านอยู่บ้านใหญ่ บ้านนี้ไม่มีคนมาอยู่นานแล้ว” แล้วมันใช่เรื่องมั้ย กับการพาฉันมาอยู่บ้านหลังนี้

“นายมีปัญหาอะไรรึเปล่าทาย” ฉันโพลงถาม เพทายนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะยักไหล่และให้คำตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่มีอะไร ก็แค่หนีงานดูตัว” หึ ปัญหาของลูกคนรวย ผู้ใหญ่สมัยนี้ก็กระไร มันหมดยุคที่ต้องมานั่งจับคลุมถุงชนแล้ว

“ถ้าไม่ชอบก็บอกไปสิ จะหนีให้ได้อะไรขึ้นมา” ฉันปล่อยมือจากแขนเขา แล้วลงมายืนข้างล่างดีๆ

“เปล่าหนี” เพทายปฏิเสธ

“แล้วฉันเกี่ยวอะไรด้วย” นี่ล่ะประเด็น ฉันไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องของเขาเลย จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ช่าง มันเรื่องของเขา!

“ที่จริงเธอไม่เกี่ยว แต่พอดีฉันอยากให้เกี่ยว” คำพูดเขาฟังดูวกๆวนๆ ฉันไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เพทายพูด แต่รู้สึกว่ามันไม่น่าไว้ใจ

“แล้วนี่ยังไง สรุปหิว จะให้ฉันทำกับข้าว” ฉันเปลี่ยนเรื่อง ขี้เกียจคุยแล้ว ปวดหัว อยู่ๆไปก่อนพรุ่งนี้ค่อยหาทางกลับ

“อือ ใช่...แต่ตอนนี้ไม่ต้องทำแล้ว” เพทายก้าวลงบันไดมาหาฉัน มุมปากเขาขยับยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มปีศาจ “ฉันหิวอย่างอื่นมากว่า”


TO BE CON...

เห็นหลายคนบ่นคิดถึงเพทาย 55555 อิพระเอกร้ายอย่างแกมีคนคิดถึงด้วยวุ้ย คึคึ

เห็นเม้นต์ที่เดาๆกัน อืม...จับมาทำพล็อตได้เลยนะนั่น 55

อยากจะบอกว่า ฟ้าครามไม่ใช่ลูกของใหม่จีนนะจ๊ะ อันนี้บอกไว้เลย ตัวละครก็ยังมาไม่ครบ ^^

ความแซ่บยังไม่บังเกิด ความจิตยังไม่โผล่มา หุหุ


คู่นี้มันร้าย

อ่านไปเรื่อยๆ จะรู้ว่าคู่นี้มีความจิตในตัว กร๊ากกกก

ลูกออกมาจะเป็นยังไงวะ 5555


>>>>>>Ps.<<<<<<

 ตามไปอ่านอินายน์ได้นะแจ๊ะ ( เซต return จ้า )






>> อ่านเม้นต์โหวตนะคะ เป็นกำลังใจให้ด้วยยย <<









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,344 ความคิดเห็น

  1. #29 KomyHyfer (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 15:14
    หลงฟ้าครามม มีความอยากเอามาเลี้ยงเอง 555555
    #29
    0
  2. #28 FahAmorn Amornsiri (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 10:41
    ชอบๆ มาต่อๆ
    #28
    0
  3. #27 tawonrotanan (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2559 / 07:03
    เอาอีกกกกกก
    #27
    0
  4. #26 KomyHyfer (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 20:10
    ชอบความร้ายกาจจ มาอัพๆๆ
    #26
    0
  5. #25 Thanatchaya_ple (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 กันยายน 2559 / 14:33
    สนุกมากอ่ ^^
    #25
    0
  6. #24 ติท (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กันยายน 2559 / 03:41
    ไหม ทาย เจอกันแล้วจะเป็นไงน้า
    #24
    0
  7. #23 huspower1 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กันยายน 2559 / 16:25
    สนุกมากค่ะ555555
    #23
    0
  8. #22 Ven (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กันยายน 2559 / 21:01
    ไหมร้ายยยยย 555
    #22
    0
  9. #21 Creamy123 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 กันยายน 2559 / 04:15
    ลูกมาออกมาา คงจิตตตตต5555555 เชื้อพ่อแม่มันแรงง55555
    #21
    0
  10. #20 fon_siliphone (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 20:16
    เจิมมมม
    #20
    0
  11. #19 Ohleycm (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 20:16
    เจิมมมม
    #19
    0
  12. #18 fon_siliphone (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 กันยายน 2559 / 20:15
    เจิมมมม
    #18
    0