[END] RUIN พังรัก

ตอนที่ 12 : ll ทายไหม ll พังรักครั้งที่ 11 : [130%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,745
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    10 ก.พ. 60






EPISODE11

รัก...ชิมลาง


“(แล้วต้องทำขนาดไหนถึงจะสำคัญ)”

บางทีเขาควรหยุดเสแสร้งแกล้งทำว่าอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับฉันสักที มันไม่ใช่และไม่มีวันเป็นไปได้

“อย่าขยับเข้าใกล้ฉัน...เพทาย” มันเป็นความหมายโดยนัยที่เขาเองก็คงเข้าใจดี

อย่าขยับเข้ามาใกล้ฉัน

อย่าให้ความรู้สึกเราขยับเข้าใกล้กัน

ไม่อย่างนั้นความวุ่นวายนับล้านต้องไหลเวียนเข้ามาแน่

ไม่ได้รังเกียจ...ฉันแค่ป้องกันตัวเอง

“(เกลียดฉันมาก?)” เหมือนเขาจะถอนหายใจด้วยก่อนพูดประโยคนั้น

“แล้วแต่จะคิด” ฉันเองก็ไม่คิดแก้ต่างคำพูดใดๆทั้งสิ้น ความคิดใครความคิดมัน อยากคิดอะไรก็ช่าง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องสน

“(ตอนนี้อยู่ไหน)” เพทายเปลี่ยนเรื่องฉับไว ฉันเท้าศอกไปกับขอบระเบียงดาดฟ้าหลุบตาลงมองข้างล่าง

“สักที่บนโลก”

“(ตอบดีๆ)” ฉันถอนหายใจพลางปิดเปลือกตา ร่างกายฉันมีการเปลี่ยนแปลงพอสมควร สิ่งแรกที่ชัดเจนเลยคือสภาพร่างกายที่เหมือนจะดร็อปลง

“ดาดฟ้า”

“(อืม กินข้าวยัง)” แปลกดี ไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ได้ประโยคแบบนี้จากอีกฝ่าย “(ไหม...)”

“กินแล้ว” เราเงียบใส่กันหลังจากนั้น แต่ก็ไม่ได้วางสาย

“(หมดนัดวันไหน)”  พูดถึงหมอก็เพิ่งขึ้นได้ มะรืนนี้ฉันต้องหอบตัวเองไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจครรภ์รอบสอง

“มะรืน จะไปส่งรึไง”

“(อืม)”

“เก้าโมงห้ามเลต” แม้ไม่อยากเจอหน้าแต่บางครั้งก็ต้องพึ่งพาไม่ใช่รึไง “ขับรถอยู่รึเปล่า”

“(ขับ ทำไม?)”

“เปล่า แค่จะวางสายแล้ว” คุยโทรศัพท์ขณะขับรถน่ะอันตราย เห็นเขาว่ากันงั้น แต่อย่างเพทายคงไม่ตายง่ายๆหรอก

“(อยากวางก็วาง เดี๋ยวขึ้นไปหา)”

ฉันขมวดคิ้วไม่เข้าใจที่เขาพูด ทว่าเมื่อจะอ้าปากถามรถคันคุ้นตาก็ขับเข้ามาในรัศมีสายตาและหยุดจอดหน้าตึกคณะ ฉันที่มองจากข้างบนถึงกับหรี่ตาเมื่อเงาร่างสูงใหญ่มุดออกจากรถ เพทายเงยหน้าขึ้นมาข้างบนโดยที่ยังถือสายอยู่

“(มองอะไร?)” ฉันรึเปล่าที่ควรพูด

“มองหมา”

“(หมาหล่อ)” คิ้วกระตุกไปรอบหนึ่ง ให้ตายเถอะหลงตัวเองก็เป็น เพทายหายเข้าใต้ตึกและสายก็ยังไม่ถูกวาง เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังก้องเข้ามาในสาย ตึกนี้มีลิฟต์แต่เขากลับเดินขึ้นบันได

เพื่อ?

“ลิฟต์ก็มี” ฉันบอกเผื่อเขาไม่รู้

“(รู้ ไม่อยากใช้)” ตึกนี้มีทั้งหมดหกชั้น การขึ้นบันไดก็เหนื่อยมากพอสมควร

“โง่” ทำตัวน่าด่าตลอดเวลา

“(ก็มันไม่มีสัญญาณ...)” เขาเงียบไปเป็นจังหวะเดียวกับที่ประตูดาดฟ้าถูกเปิดออก เพทายถือโทรศัพท์แนบหูขณะที่อีกมือกำลูกบิดประตู “(เดี๋ยวสายตัด)”

“....” ฉันลดโทรศัพท์ลงแล้วตัดสายทิ้ง เพทายเดินมายืนข้างๆ ฉันเลิกมองเขาไปมองอย่างอื่นแทน บนท้องฟ้าตอนนี้มีเครื่องบินขับผ่านพอดี

“มาทำไม”

“อยากเจอเลยมา”

“ขอความจริง”

“นั่นแหละความจริง” รับรู้ได้ว่าเพทายหันมา ฉันยังคงหยุดสายตาไว้ที่เดิมในขณะที่เขาเองก็มองฉัน

“มองอะไรนักหนา” พอเริ่มไม่ไหวก็หันไปเผชิญหน้าบ้าง ความนิ่งของสายตาไม่ได้ทำให้รู้สึกกลัวแต่อย่างใด หากแต่เป็นความรู้สึกต่างหากที่เริ่มน่ากลัว เสี้ยวหนึ่งที่แววตาเขาแปลกออกไป

“พอมาคิดดู...” เขาพูดมันเสียงแผ่วพลางขยับเข้ามาใกล้ มือหนายกขึ้นและยื่นแตะผิวแก้มฉัน “กับเธอดันรู้สึกมากกว่าใคร”

“....” อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ความคิดและความรู้สึกของตัวเองในตอนนี้ จะว่านิ่งก็ใช่แต่ก็สั่นไหวก็มี

“เพราะอะไร?” เขาถามอย่างไร้เดียงสา มันอาจดูขัดแย้งแต่ฉันเห็นเป็นอย่างนั้นจริงๆ

“นายกำลังจะแพ้เพทาย” ฉันเบี่ยงหน้าหนีสัมผัสอุ่นร้อนจากปลายฝ่ามือเขา เมื่อเพทายเห็นปฏิกิริยานั้นจึงลดมือลงข้างลำตัว

“ฉันไม่แพ้ เราไม่เคยแข่งอะไรกัน”

“ไม่...ฉันหมายถึงตรงนี้ของนาย” เรียวนิ้วชี้ถูกยกขึ้นและค่อยๆจรดลงบนแผ่นอกกว้างที่ตำแหน่งของก้อนเนื้อมีชีวิต

“....” เพทายกำลังใช้สายตาดุดันจ้องมองฉัน

“อย่าให้มันแพ้เลยทาย ฉันยังไม่พร้อมรับผิดชอบความรู้สึกใคร” เราต่างก็เงียบคิดด้วยกันทั้งคู่ เมื่อถึงเวลาทบทวนก็ต้องทบทวน อะไรหลายอย่างในตอนนี้เริ่มเปลี่ยนแปลง ทั้งตัวฉัน ตัวเขาหรือแม้แต่คนรอบข้าง

คนเราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงก็จริง แต่ในบางครั้งความเปลี่ยนแปลงนั่นก็มาผิดเวลาเกินไป

ฉันไม่อยากให้ทุกอย่างพังจนกู่ไม่กลับ

ทุกครั้งที่เกิดความเงียบระหว่างไม่เคยอึดอัดเท่านี้มาก่อน และฉันไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เอามากๆ เพราะงั้นในเมื่อเพทายไม่คิดจะพูดอะไรฉันจึงหันหลังจากมา

“ความรู้สึกฉันไม่จำเป็นต้องให้ใครมารับผิดชอบ” แต่เพทายก็รั้งฉันไว้ด้วยคำพูด

“....”

“หน้าที่นั้นเป็นของฉัน” วูบหนึ่งที่สายลมพัดผ่านตัวเรา “เธอมีหน้าที่แค่ตอบรับความรู้สึก”

“แล้วถ้าฉันตอบรับความรู้สึกนายไม่ได้ล่ะ”

“ฉันก็จะทำให้มันได้”

“ยังไง?” ฉันถามกลับอย่างทันท่วงที อย่างที่บอกว่าฉันไม่เคยมีความรักในรูปแบบชายหญิง ถึงจะเคยมีแฟนมาแล้วมันก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย

“ไม่รู้ ค่อยคิด” เป็นคำตอบที่สิ้นคิดที่สุดเท่าที่เจอมาเลยล่ะ “เรื่องเด็ก...”

เราเงียบกันอีกครั้งเมื่อมาถึงหัวข้อสนทนาใหม่ การที่หันแผ่นหลังให้กันแบบนี้ทำให้ไม่เห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้ายังไง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ดีที่เขาไม่ต้องมาเห็นหน้าฉันตอนนี้ แค่หันหลังคุยก็แย่พอแล้ว

“จะเอายังไง” ฉันเป็นฝ่ายถามก่อน

“ก็คลอด แล้วก็เลี้ยงดู” ฟังดูอาจง่ายแต่เอาเข้าจริงๆมันยาก ฉันรู้เพราะเคยผ่านมันมาก่อน ฟ้าครามไง เธอมาอยู่กับฉันตั้งแต่ยังเป็นทารก ฉันไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อนและมันลำบากมาก ฟ้าครามไม่เคยดื่มนมแม่เพราะฉันไม่สามารถให้เธอดื่มได้ แต่อย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนมาอยู่กับฉันก็คงได้รับมันจากชมพูบ้าง

“คิดว่ามันง่าย?” ฉันหันกลับไปหาเขาเพื่อมองแผ่นหลังกว้างในเสื้อนิสิตสีขาว แต่เปล่าเลย สิ่งที่ฉันเจอคือตัวเขาที่หันกลับมาหาฉันอยู่ก่อนแล้ว ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่

“ไม่ได้คิด แต่ในเมื่อเป็นพ่อแม่ก็ต้องดูแล”

“ฉันไม่อยากให้เด็กเกิดมาเพราะหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ” ถึงเด็กจะเกิดจากความผิดพลาด แต่ฉันก็ไม่อยากให้เขาขาดความสมบูรณ์ในชีวิตครอบครัวเพราะรู้ว่ามันแย่แค่ไหน

“ฉันก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น...แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เธอ”

ฉันรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนยังไง ลึกๆแล้วการที่ยังไม่เปิดรับใครพื้นเพมันก็มาจากความแตกหักของครอบครัว บวกกับตัวฉันเองที่ไม่ได้คิดลึกกับเรื่องความรักมากมาย

ความเงียบกลืนกินเราหลายครั้งหลายครา นัยน์ตาดุดันมองสบแววตาฉันอย่างแน่วแน่ ไม่มีแวววูบไหวใดๆจากคนตรงหน้า ฉันไม่เคยอ่านออกสีหน้าและสายตาเพทาย แต่ครั้งนี้ต่างออกไป คงเป็นเพราะเขาที่ยอมเผยความรู้สึกของตัวเอง ฉันถึงมองเห็นความคาดหวังในตาคู่นั้น

“ถ้านายยังยืนยันที่จะใช้สิทธิ์พ่อของเด็ก” มันอาจจะเลวร้ายสำหรับฉัน แต่ถ้าเพื่อความสมบูรณ์ของเด็กในท้องก็คงไม่เลวร้ายอะไร

“....”

“ทำให้ฉันรักนายซะ” ลึกลงไปฉันขอให้เขาทำไม่สำเร็จ แต่ทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับคนเดียว

“ตอนนี้เธอไม่รักฉัน?”

“ไม่”

“แต่ฉันชอบเธอ” คำพูดตรงไปตรงมาทำเอาฉันชะงัก

“นั่นก็เรื่องของนาย” แต่สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะปัดความรู้สึกอื่นที่กำลังแทรกแซงด้วยการไม่รับรู้อะไร

“อืม” ตลกดี ทั้งที่กำลังคุยเรื่องของความรู้สึก แต่ท่าที น้ำเสียงบวกสีหน้าต่างเรียบเฉยด้วยกันทั้งคู่




ตั้งแต่วันนั้นเพทายก็เกาะติดฉันแจเหมือนเงาตามตัว ถ้าไม่ติดว่ามีเวรต้องขึ้นวอร์ดนู้นนี่นั่นล่ะก็คงได้ตามฉันทั้งวันทั้งคืน

สำหรับอาการฉันในตอนนี้ก็ปกติเฉกเช่นคนตั้งครรภ์ทั่วไป แค่มีอาการเหนื่อยล้าเพิ่มขึ้นและเริ่มแพ้ท้องอาหารบางชนิด ส่วนธีม...รายนั้นกลับมาบ้านแล้วล่ะ ก็ไม่มีอะไรมากอย่างที่คิดนั่นแหละ มันไม่ตัดขาดความเป็นเพื่อนหรอก แค่โกรธ...นิดหน่อย

แต่แอบเห็นแววเห่อหลานมาแต่ไกล ฉันต้องถอนหายใจวันละหลายๆรอบเมื่อธีมมันแทบจะหยุดพักทุกกิจกรรมของฉัน นี่ถ้าฉันความจำเสื่อมคงคิดว่ามันนั่นแหละพ่อเด็ก

“วันนี้จะไปไหนรึเปล่า?”

“ซื้อของเข้าคอนโดน่ะ” ฉันคว้ากระเป๋าสะพายพลางพูดตอบใหม่จีนที่เพิ่งจูงมือฟ้าครามลงมาข้างล่าง

วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน ธีมออกไปธุระข้างนอก ใหม่จีนต้องไปร่วมกิจกรรมอาสากับทางโรงเรียนกว่าจะกลับก็มะรืน ฉันเองถึงจะเป็นวันหยุดแต่ก็มีธุระต้องไปจัดของเข้าห้องเพทาย เลยต้องพาฟ้าครามไปฝากไว้ที่บ้านรับเลี้ยงเด็ก

“คบกันแล้วหรอ” ฉันชะงักไปนิด

“ยัง”

ไม่ผิดหรอก ฉันกับเพทายยังไม่คบกัน แต่แค่ขยับความสัมพันธ์และพูดคุยกันดีขึ้น เจอกันบ่อยขึ้นเพราะฉันอนุญาตเขาแล้ว เหตุผลมันก็เพราะเด็กนั่นแหละ ไม่มีอะไรมากหรอก

“ก็นึกว่าคบกันแล้ว” ใหม่จีนพึมพำแต่ฉันได้ยิน “ทำไมไหมไม่คบล่ะ”

“ก็ไม่ได้ชอบ”

“แล้วถ้าชอบล่ะ?”

“นั่นก็อีกเรื่อง”

“น้องชอบพี่เขานะ” ฉันหยิบกระเป๋าฟ้าครามแล้วหยุดยืนต่อหน้าทั้งสองคน ใหม่จีนจ้องฉันตาไม่กระพริบ “อยากได้เป็นพี่เขย”

วินาทีนั่นฉันถึงกับผ่อนลมหายใจ ไม่คิดว่าใหม่จีนก็เป็นไปกับฟ้าครามด้วย พักหลังมานี่ตั้งแต่เพทายมาหาบ่อยๆก็ดูเหมือนจะสนิทกันแบบแปลกๆโดยเฉพาะฟ้าคราม

“ก็ได้แล้วนี่ไง”

“แต่ไม่รักกันจริงนี่” โอเค แจ่มชัดแล้วว่าตอนนี้เพทายมีพรรคพวกในบ้านฉันถึงสองคนด้วยกัน

“ไม่รักกันจริงก็ไม่เห็นเป็นไร”

“แต่ถ้ารักกันจริงมันก็ดีกว่าไม่ใช่หรอ?” ฉันอุ้มฟ้าครามขึ้นพลางถือกล่องนมรสสตอเบอร์รี่จ่อปากเธอและบังคับให้จับเอง

“มีความรักหรอ? ทำไมดูรู้เรื่องดี” ฉันหรี่ตาเพ่งมองใหม่จีนอย่างจับผิด รายนั่นยังคงตีหน้านิ่งเฉกเช่นคนต่อมอารมณ์หด

“ลอกหนังสือมา”

“อ่อ” ฉันพยักหน้าช้าๆเลิกหรี่ตาจ้องน้องสักที อีกเดี๋ยวเพทายจะมารับ เลยจะพาฟ้าครามไปส่งก่อนแล้วค่อยเดินกลับมาที่บ้านเพราะมันก็ไม่ได้ไกลกัน แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นหน้าบ้านรถคันคุ้นตาก็จอดเทียบหน้าบ้านพอดิบพอดี

“ขึ้นรถ เดี๋ยวไปส่ง” เพทายลดกระจกลงพูด ฉันเปิดประตูส่งฟ้าครามเข้าไปก่อน รายนั่นพอเจอหน้าเพทายก็ถึงกับมุดข้ามฝั่งไปนั่งตักเฉย

“ฟ้ามาหาแม่” ฉันปิดประตูเรียบร้อยและยื่นมือเรียกฟ้าคราม

“งื้ออ” เธอยู่หน้าเล็กน้อยเมื่อต้องหนีจากตักที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่น แต่เททายกลับรั้งเอวเธอไว้และกดลงให้นั่งที่เดิม

“ไม่ต้องหรอก นั่งตักนี่แหละ เดี๋ยวสอนขับรถ”

“ประสาท” ก็ได้แค่ด่า เพราะหลังจากนั้นฉันก็ไม่ทำอะไรนอกจากปล่อยใฟ้ฟ้าครามนั่งตักเขาไปจนถึงบ้านรับเลี้ยงเด็กด้วยระยะเวลาไม่ถึงห้านาที

“งื้ออ~” ฟ้าครามยังพูดไม่ค่อยชัด เธอจะใช่การกระทำเป็นเรียกฝ่ายตรงข้าม อย่างตอนนี้ที่นิ้วชี้ป้อมกำลังจิ้มจึกๆบนแผ่นอกเพทาย

“ว่า?” เพทายอุ้มฟ้าครามแนบอกในขณะที่ฉันถือเพียงกระเป๋าเป้ใบเล็กของเธอ ดูเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกดี

“จุ้บ” ฟ้าครามทำปากจู๋พร้อมส่งเสียงเล็กน่ารัก คนโดนทำใส่เหมือนจะสตั๊นไปเล็กน้อยแต่ก็ยอมยื่นปากหอมแก้มนิ่มเบาๆ

“หอมจัง”

“...คิก” เหมือนฉันเป็นอากาศธาตุไปแล้วตอนนี้ ฟ้าครามไม่สนใจฉันเลยสักนิด เธอนั่งตักเพทายแล้วเขาก็ขับรถสภาพนั่นแหละ

หลังจากส่งฟ้าครามเพทายก็ขับรถพาฉันมาเดินห้าง เราเลือกซื้อของหลายอย่างโดยที่คนจ่ายก็คือเขา ของบางอย่างที่เป็นของส่วนตัวฉันพยายามจ่ายเองแล้วแต่กลับถูกเขาตัดหน้าทุกทีไป

“ชุดล่ะ?” เพทายกำลังหมายถึงชุดของเด็กน่ะ ที่ขึ้นห้างเนี่ยก็เพื่อมาซื้อของเตรียมให้ ลูก

“ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้มั้ง ค่อยซื้อทีหลังเอา” เพทายพยักหน้าตามที่ฉันพูด แม้บทสนทนาจะเงียบแต่มือเรายังกุมกระชับกัน

แปลกใจล่ะสิ ทำไมฉันกับเขาถึงเดินจับมือกันได้เป็นชั่วโมงๆ

ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก เพราะฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

เพทายพาฉันเข้าร้านอาหารร้านหนึ่ง จับจองที่นั่งเป็นมุมในสุดของร้านซึ่งติดกับผนังกระจกใส ซ้ำยังสั่งอาหารทุกอย่างแทนฉันโดยไม่มีการถามความเห็นใดๆทั้งสิ้น

“นี่ ฉันก็อยากสั่งบ้าง” เขี่ยๆเท้าเขาใต้โต๊ะเรียกความสนใจ

“ไม่ ท้องอยู่ สั่งแล้วกินไม่ได้ทำไง” เพทายพิงพนักเก้าอี้มองฉัน ถุงของวางอยู่ข้างกายหลายใบ

“ก็สั่งที่กินได้สิ โง่รึไง”

“เธอนั่นแหละโง่ หัดเชื่อฟังกันบ้างไม่ตายหรอกมั้ง” นี่คือคำพูดของคนที่มาสารภาพว่าชอบเราอ่ะหรอ

“หุบปาก” ฉันเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่อยากมองหน้าคมนั่นบ่อยๆจนอาจเสียสุจภาพจิต

“ตั้งชื่อยัง?” เงียบไปได้สักพักเพทายก็ทำลายมันโดยการถามถึงชื่อเด็ก

“ยัง นายจะตั้งรึไง” สายตายังคงโฟกัสอยู่ที่เดิม ร้านหนังสือที่ไม่ค่อยมีคนเข้า “อยากตั้งก็ตั้ง ไม่ได้ห้าม แต่อย่าพิเรนทร์ให้มัน...”

“เพชร” ฮะ?

“อะไรเพชร?” คราวนี้จำต้องละสายตากลับมามองคนตรงหน้า เพทายเหมือนไม่ได้ละสายตาไปไหนเลยนอกจากจ้องมองฉัน

“เพชร...ชื่อลูก”

“....”

“....”

...คิดได้ไง?

ฉันกรอกตาอย่างเบื่อหน่าย นับวันยิ่งไม่เข้าใจผู้ชายตรงหน้า แต่ก่อนจะได้เถียงอะไรกันต่ออาหารก็มาพอดี เรานั่งทานเงียบๆ มีบ้างที่เพทายตักกับใส่จานฉันสลับของตัวเอง เอาจริงๆนะ ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งเพทายสามารถเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่งได้ แต่พอดีส่วนนั่นมันมีน้อยถึงน้อยไง ความเลวถึงได้มีมากกว่า

“อ้าวไหม มากินข้าวหรอ?” ทว่าขณะที่กำลังทานข้าวเสียงแหบทุ้มคุ้นเคยก็ดังขึ้นใกล้ๆ

ฉันเงยหน้ามองเจ้าของคำพูดซึ่งเพทายเองก็ทำเหมือนกัน วินาทีที่เห็นแทบกราบวิงวอนพระ

...เป็นพ่อน่ะ

“ค่ะ” ฉันขานรับสั้นๆ

“งั้นนั่งด้วย ขี้เกียจหาโต๊ะ” พ่อขำน้อยๆแล้วนั่งข้างฉันที่ขยับชิดมุมใน ตอนแรกก็เหมือนจะไม่เป็นอะไร แต่พอพ่อเงยหน้าเจอเพทายเท่านั้นแหละ

“อ้าว ตาทายเองหรอ?” หืม? อะไร พ่อรู้จักเพทายด้วยหรอ เดี๋ยวสิ ไปเจอกันตอนไหน?

“สวัสดีครับคุณอา” ฉันขมวดคิ้วจนเป็นปมปรายตามองทั้งสองสลับกัน คือเพทายหน้านิ่งมากไง ส่วนพ่อเนี่ยยิ้มแย้มเชียว

“สองคนรู้จักกันด้วยหรอ ทำไมมาทานข้าวด้วยกัน” พ่อเปิดอ่านเมนูในระหว่างที่คุยกับเราสองคน

“อ่อ เพื่อนกันน่ะค่ะ” ฉันจิบน้ำเปล่าล้างคอพลางเหลือบมองเพทายไปด้วย คนตรงหน้ามองฉันกับพ่อด้วยความสงสัย แม้สีหน้าจะไม่แสดงออกแต่แววตามันฟ้องนิดหน่อย ฉันมองออกหรอก

“อืมดีแล้ว รู้จักกันไว้” พ่อสั่งเมนูกับพนักงานที่มายืนรอจนเดินจากไปจึงหันมาพูดต่อ “นี่ไงที่เคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับยัยพราว ตาทายเนี่ยแหละ”

“คะ?” ฉันมองพ่อก่อนจะลากสายตาไปทางเพทาย ยังจำกันได้มั้ย ลูกติดภรรยาใหม่พ่อที่ชื่อพราวนั่นน่ะ หมายความว่าผู้ชายที่เธอเทียวไล่เทียวขือให้พ่อไปสานสัมพันธ์คือเพทายน่ะ

บ้าไปแล้ว ยัยเด็กนั่นใช้สมองซีกไหนคิด

“เพทายเนี่ยแหละ เป็นไงล่ะ หล่อจนยัยพราวโงหัวไม่ขึ้น” ฉันไม่รู้ว่าพ่อพูดจากใจจริงหรือประชดกันแน่

“อ่อ ค่ะ”

“เออใช่ อายังไม่ได้บอกเราเลย” แล้วพ่อก็หันไปคุยกับเพทายแทน รายนั้นน่ะพอพ่อหันไปหาก็รีบผละสายตาจากฉันเลย สงสัยอยู่ว่าพ่อจะบอกอะไรเพทาย “นี่พู่ไหม ลูกสาวอีกคนของอาที่เคยเล่าให้ฟัง”

 

-PHETHAY TALK-

“ครับ” ผมยิ้มมุมปากให้อาภูเบาๆ อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองพู่ไหม เธอนั่งมองจานอาหารตรงหน้าแทนแล้ว

ตกใจแฮะ เพิ่งรู้ว่าพู่ไหมเป็นลูกเขา อาภูเป็นรุ่นน้องที่สนิทกับพ่อ ผมเคยเจอท่านบ่อยๆเวลาผู้ใหญ่มีนัดคุยงานที่บ้าน อีกอย่างน้องพราวกำลังติดพันผมพอดีเลยมีเรื่องให้ต้องเจอกันมากกว่าเดิม กับเด็กคนนั้นผมไม่อะไร แค่เห็นเป็นน้องสาวคนหนึ่ง แต่เหมือนจะไม่ค่อยถูกกับไข่มุกเท่าไหร่

ที่เห็นหน้าคลับวันนั้นก็คงเป็นคนเดียวกับตรงหน้าผม ตรงนั้นค่อนข้างมืดเลยมองเห็นไม่ค่อยชัด ผมเลยไม่เห็นว่าเป็นอาภู แต่ถึงเห็นก็คงไม่คิดว่าเป็นพ่อลูกกันหรอก อาภูเคยเล่าเรื่องลูกสาวอีกคนที่เกิดจากภรรยาคนแรกเมื่อนานมาแล้ว ผมไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ ก็ไม่คิดว่าจะเป็นพู่ไหม

ทีนี้จะเอาไง ทำลูกสาวเขาท้อง

“แล้วนี่รู้จักกันนานรึยัง” พู่ไหมช้อนตามองผมแวบหนึ่งแล้วหันไปตอบคนเป็นพ่อ

“พอสมควรค่ะ”

“ตอนแรกพ่อก็นึกว่าเป็นแฟนกันซะอีก แต่พอนึกขึ้นได้ว่ายัยตัวแสบคนนี้ไม่อยากแต่งงานความดีใจก็หดเลย” อาภูพาดแขนกอดรัดต้นคอพู่ไหมพร้อมเขย่าเบาๆ หยอกล้อกันตามประสาพ่อลูก เหมือนผมจะเห็นพู่ไหมอมยิ้มด้วย

แต่ไม่แต่งงานน่ะ...จริงหรอ?

ผมลดสายตาลงต่ำจนหยุดอยู่บริเวณหน้าท้องพู่ไหม เพียงเท่านั้นก็มองเห็นเค้าลางความพ่ายแพ้จากการผิดคำพูดมาแต่ไกล

ไม่แต่งก็บ้า ก่อร่างสร้างตัวมาขนาดนั้น

“พอแล้วพ่อ ผมยุ่ง” พู่ไหมเบี่ยงศีรษะหนีฝ่ามือที่กำลังยีกลุ่มผมตัวเองจนยุ่งเหยิง

“ครับๆ กินข้าวดีกว่าเนาะ” อาภูอัธยาศัยดี ตั้งแต่รู้จักกันมายังไม่เคยเห็นท่านแสดงอารมณ์หงุดหงิดสักครั้ง หรืออาจเพราะเราไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาล่ะมั้ง

เราทานข้าวกันเงียบๆ พู่ไหมหยุดทานไปนานแล้ว ผมเห็นเธอตักอาหารใส่จานอาภูเป็นระยะ พู่ไหมเป็นคนรักครอบครัว...รักมาก ผมดูออกนะ ถึงเธอจะไม่เคยพูดหรืออะไรก็ตามแต่ ขนาดน้องสาวผมก็เพิ่งมารู้ว่าเธอก็มี

บางทีก็เหมือนหวงมากด้วยซ้ำ

“นั่นอะไร?” ระหว่างที่กำลังทานอาภูดันสายตาดีเหลือบเห็นถุงของที่วางอยู่ข้างๆผมเข้า

มันเป็นของใช้ที่เรามาซื้อด้วยกันในวันนี้ ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ของใช้ทั่วไปที่ซื้อไปเสริมที่ห้องเพราะอันเก่าใกล้หมด แล้วก็รวมเสื้อผ้าด้วยประปรายทั้งของผมและของพู่ไหม

“ของใช้น่ะครับ”

“อาขอดูหน่อยสิ อยากรู้วัยรุ่นสมัยนี้ซื้อของกันยังไง”

ผมชะงักเล็กน้อย ไม่คิดว่าอาภูจะขอดูของกันง่ายๆแบบนี้ แต่ก็นะ ผมไม่ว่าอะไรหรอก ในเมื่อที่ซื้อมาก็แค่ของธรรมดาทั่วไป ถ้ามีคอนด้อมสิว่าไปอย่าง

“ได้ครับ” ผมคว้าหนึ่งในถุงหลายใบยื่นให้คนตรงหน้าดูด้วยท่าทีปกติ แต่พู่ไหมกลับถลึงตาใส่ผมอย่างเคือง คงเพราะไม่อยากให้พ่อตัวเองเห็นล่ะมั้ง ถ้าจำไม่ผิดถุงนั่นเป็นเสื้อผ้าเธอ

ชุดชั้นในน่ะ ผมเลือกให้เองกับมือ

“นี่อะไร?” แต่เหมือนผมจะลืมบางอย่าง

“....”

“ขวดนมเด็กของใคร” อ่า...ใช่เลย นั่นแหละที่ผมลืม

เวรละ

 

-PHUMAI TALK-

ณ จุดๆนี้บอกเลยถ้าฆ่าเพทายได้ฉันจะกระโดดข้ามโต๊ะเอาซ้อมจ้วงหัวให้ตายๆไปข้าง ลืมหรือจงใจกันแน่ถึงได้ยื่นถุงนั่นให้พ่อ

“ไหมซื้อหรอ?” พ่อหันมาถามฉันขณะที่ในมือก็ยังถือขวดนมเด็กค้างไว้

คือก่อนหน้านี้ที่แวะเข้าร้านเสื้อผ้า เพทายบังคับซื้อชุดชั้นในให้ฉันและพอออกจากร้านได้สักพักเราก็เดินผ่านร้านขายอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับเด็กตั้งแต่ทารกยันสองสามขวบ เพทายลากฉันเข้าไปด้วยเหตุผลอ่อนๆที่ว่าขวดนมเด็กน่ารักดี อยากได้

น่ารักกับผีสิ!

เพราะของที่ซื้อเยอะพอสมควร ฉันจึงย้ายขวดนมมาไว้กับถุงชุดชั้นในเพื่อลดปริมาณการถือของยิบย่อย แต่ไม่คิดไงว่ามันจะเป็นแบบนี้

“อ่อ ป้าข้างบ้านฝากซื้ออ่ะ แกเพิ่งคลอดลูก” โกหกไปอีกไงทีนี้ เรื่องท้องน่ะฉันยังไม่ได้บอกพ่อเลย

กับทุกเรื่องฉันกล้า แต่พอเป็นเรื่องนี้ดันกลัวขึ้นมา แม้ความรู้สึกมันจะจางๆแต่เพราะเป็นพ่อฉันเลยต้องคิดหนัก

“ผู้หญิงหรอ สีชมพูเชียว” พ่อหมุนขวดนมเล่นปากก็ขยับพูด

“อื้ม ผู้หญิง” แทบกัดฟันตอบ พ่อไม่ค่อยสนใจมันเท่าไหร่เพราะหลังจากนั้นท่านก็เก็บมันใส่ถุงแล้วยื่นให้เพทายเหมือนเดิม ตอนนั้นเองที่ฉันแตะปลายเท้าเขาภายใต้โต๊ะ เพทายขมวดคิ้วช้อนตามอง

ฉันถลึงตาใส่ปากขมุบคล้ายจะด่าแต่ก็ไม่ด่า ไม่รู้จะพูดอะไรดีไง

“น่ารักป้ะ? อยากเห็นจัง” พ่อวางมือลงบนหัวฉันแล้วจัดการยีเส้นผมเล่นอีกครั้ง

“น่ารักมั้ง” ฉันหลุบตามองหน้าตักก่อนจะเงยหน้าพูดกับพ่อถึงเรื่องอื่นเป็นการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแบบเนียนๆ “พ่อมาทำไรที่นี้”

ตั้งแต่เจอกันฉันยังไม่รู้เลยว่าพ่อมาทำอะไรที่นี้ ที่คิดไส้คือป่านนี้คงอยู่ต่างประเทศหรือไม่ก็งานสังสรรค์สักที่ภายในโรงแรมหรู หรือไม่ก็นอนหลับอยู่บนเตียงหนานุ่ม

“คุยงาน นัดสิบโมงจนป่านนี้ยังไม่มา” พ่อบ่นอุบ

“ถ้าเขาไม่มาก็กลับเลย เป็นไหมไม่รอหรอก”

“ก็ถ้าไม่เป็นลูกค้าคนสำคัญพ่อก็นอนตีพุงอยู่บ้านละ” พ่อพูดขำๆจนฉันหลุดยิ้มออกมา จริงๆแล้วพ่อค่อนข้างมีนิสัยตลกอยู่บ้าง แต่เพราะจริงจังเวลาทำงานมากจึงทำให้คนทั่วไปมองว่าพ่อโหด ไม่เข้ากับผู้อื่น

“หรอคะ?” ฉันแสร้งเลิกคิ้ว

“ใช่ครับ” พ่อก็ตอบกลับแบบคนสุภาพ

เราเอาแต่คุยกันจนลืมบางคนที่นั่งมองอยู่ฝั่งตรงข้าม ฉันเหลือบตามองเขาแวบหนึ่งก็เห็นว่าเพทายกำลังจ้องหน้าจอโทรศัพท์อย่างเอาเป็นเอาตาย

“เป็นไรตาทาย ทำไมคิ้วยุ่งแบบนั้น” พ่อเองก็คงจะเห็นเหมือนฉันถึงได้ถามออกไป

“เปล่าครับ เรื่องงานมอ.นิดหน่อย” ฉันคิดว่าเพทายกำลังโกหก ถึงจะอ่านสีหน้าและแววตาเขาไม่ค่อยออกแต่ครั้งนี้ฉันมั่นใจเลยว่าเพทายมีเรื่องเครียดให้คิด

“ก็นึกว่าเรื่องอะไร สู้ๆละกันหลานชาย”

“ครับอา” เกลียดท่าทางการพูดด้วยความสุภาพแต่พอคณะกรรมการดผลอก็ลอบยิ้มร้าย ประมาณนั้นเลย

“แล้วนี่จะได้เป็นแฟนกันรึเปล่า?”

“แค่ก...” ฉันถึงกับสำลักน้ำเมื่อได้ยืนคำถามที่โผล่ทะลุกลางปล้องของพ่อ

นี่พ่อคิดอะไรอยู่

“เอ้าๆ ดื่มระวังหน่อย” ฉันเอื้อมมือเตรียมคว้าทิชชู่ทว่ากลับถูกเพทายดึงไปซะก่อน ทีแรกก็คิดอยู่ว่าเอามันไปทำไม และความก็กระจ่างในวินาทีต่อมาเพราะเพทายยื่นทิชชู่เข้ามาเช็ดคราบให้ตามปลายคาง ซึ่งภาพนั้นอยู่ในสายตาพ่อตลอดเลยไง

“ไม่ใช่แฟน ไม่ได้เป็นด้วย” ฉันโวยวายเล็กๆแต่สุดท้ายก็โดนตอกกลับ

“อ้าวหรอ ทำไมพ่ออยากให้เป็น”



130%

พ่อก็มาง่ะงานนี้ 5555555

เข้าทางเลย (ฟินกันไปก่อนสิ)










ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,344 ความคิดเห็น

  1. #1306 Ce'ces Rizle (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 20:57
    ชอบความใหม่จีนจัง ฮือออ ดูอึนๆมึนๆแต่นิ่งๆ แล้วก็น่ารักอะ หลง
    #1,306
    0
  2. #1290 Papaya80 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 กันยายน 2560 / 00:49
    พ่อแอบรู้ไรมาป่าว
    #1,290
    0
  3. #1183 Qwp Qwp (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2560 / 12:29
    แหมะ พ่อพูดกะลูกเขยน่ารักเชียว 5555555555
    #1,183
    0
  4. #1098 t_g_k (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 09:41
    พ่อน่ารักก แต่หารู้ไม่ว่าข้ามขั้นแฟนไปแล้ว5555
    #1,098
    0
  5. #1011 Warisa Paunghom (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 17:49
    คุณพ่อน่ารักมากค่ะะะะ
    #1,011
    0
  6. #398 dreamptk (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 มีนาคม 2560 / 15:02
    อ้าวพ่อออออ น่ารักจัง
    #398
    0
  7. #311 Roxana *3* <---ยัยบ๊อง (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:23
    พ่อเคยทำงานร้านกาแฟใช่มั้ยคะ ชงเก่งขนาดนี้ 5555
    #311
    0
  8. #310 ชูกุน (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:15
    พ่อชงสุดๆ อ่ะ ชอบบบบ
    #310
    0
  9. #309 sayfon (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:58
    โอ๊ย!!ชอบเพทายมุมนี้
    #309
    0
  10. #308 k_kao2 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:33
    มัดมือชกไปเลย พี่ทายยยยย
    #308
    0
  11. #307 น้ำตาลสายไหม (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:30
    พ่อเป็นใจ เพทายก็ขอกับพ่อไว้ก่อนเลย ไหนๆ อีกไม่กี่เดือนท้องก็โตมองเห็นได้อยู่แล้ว 
    #307
    0
  12. #306 KatekanokKate (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:28
    อ้าวเวรละ พ่ออยากให้เป็นแฟนกันน
    #306
    0
  13. #305 heykeo (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 / 06:53
    รออออออ



    #305
    0
  14. #304 Springday (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 / 06:19
    เข้าทางเพทายเลย
    #304
    0
  15. #303 0817571723 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:06
    รออออออออออ
    #303
    0
  16. #302 sayfon (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:19
    รออยู่นะคะชอบมาก
    #302
    0
  17. #301 choco_a21 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:30
    งือออ เขิน เตรียมต้อนรับน้องเพชรเลย
    #301
    0
  18. #300 KatekanokKate (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:34
    อือ..มันก็คิดดีนะเพราะมันสามารถตั้งได้ทั้งหญิงทั้งชายไงประเด็น
    #300
    0
  19. #299 ชูกุน (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:48
    ฟินว้อยยยยย >///<
    #299
    0
  20. #298 belenn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:09
    พ่อเพทาย แม่พู่ไหม ลูกเพชร น่าร๊ากกก
    #298
    0
  21. #297 honey_jackjin (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:28
    เเอบฟิน
    #297
    0
  22. #295 2KSJ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 06:57
    คู่นี้นิ่งๆแต่น่ารักกกกก ชอบเรื่องนี้มากมาอัพบ่อยๆนะคะ
    #295
    0
  23. #294 Springday (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 / 06:22
    ฟินเล็กๆ
    #294
    0
  24. #293 0817571723 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:13
    รออออออ
    #293
    0
  25. #292 belenn (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:54
    สองคนนี่น้าาา ใจเเข็ง
    #292
    0