That Hufflepuff-boy

ตอนที่ 1 : Chapter one

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    9 พ.ย. 61


    “สิบแต้มให้เรเวนคลอ”



    ศาสดาจารย์วิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์กล่าว เชอร์ล็อก โฮล์มส์เจ้าของสาเหตุที่ทำให้คะแนนบ้านเรเวนคลอเพิ่มไม่ได้รู้สึกดีใจอะไร เขาฉลาดกว่าคนในบ้านเป็นล้านล้านเท่า และเรื่องน่าเบื่ออย่างการแข่งขันเก็บคะแนนบ้านเพื่อชิงถ้วยอะไรนั้นเขาก็ไม่เคยคิดที่จะสนใจอยู่แล้ว เพราะมันดูไร้สาระ



    “นายนี่ยังทำฉันประหลาดใจไม่หายเลยจริงๆ ตระกูลโฮล์มส์ฉลาดเป็นกรดแบบนี้ทุกคนเลยหรือยังไงกัน” ไอรีน แอดเลอร์เพื่อนสาวเพียงคนเดียวที่เขาสนิทด้วยพูดชม เชอร์ล็อกกลอกตาไปมา ไมครอฟต์พี่ชายเขาก็ฉลาดพอตัวนะ แต่เชอร์ล็อกไม่ค่อยอยากพูดถึงมันเท่าไหร่ เปลืองพื้นที่เมมโมรี่ในสมอง



    “ถ้าหมายถึงพี่ชายฉันล่ะก็ — ใช่” ตอบพลางกวาดตามองรอบห้องประวัติศาสตร์เวทมนตร์อย่างคนไม่มีอะไรทำ



    “ฉันอิจฉาสมองนายชะมัด” ไอรีนบ่นอุบ เธอพูดจริงเรื่องที่อิจฉาเชอร์ล็อก เธออยากฉลาดได้แบบนี้บ้างเหลือเกิน



    “ไม่ต้องมาอิจฉาฉันหรอก การที่เธอได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาบ้านนี้ก็ถือว่าเธอฉลาดแล้ว ถึงจะน้อยกว่าฉันก็เถอะ”



    เชอร์ล็อกลุกขึ้นยืนเมื่อศาสดาจารย์ประจำวิชาบอกเลิกคาบเรียน กริยาท่าทางดูสง่างามสมกับเป็นคุณชายคนเล็กของตระกูลโฮล์มส์ — ตระกูลโฮล์มส์เป็นตระกูลเก่าแก่และเป็นที่ยอมรับนับถืออย่างมากในแวดวงพ่อมดแม่มดเลือดบริสุทธิ์ด้วยกันเอง ตระกูลแอดเลอร์ก็เช่นกัน ตระกูลของไอรีนเป็นเลือดบริสุทธิ์ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงพอสมควร



    ถัดจากคาบวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์ก็คือคาบวิชาสมุนไพรศาสตร์ที่ต้องเรียนร่วมกันกับบ้านฮัฟเฟิลพัฟ เชอร์ล็อกเดินขนาบข้างไอรีนเข้าไปในห้องเรือนกระจกที่เต็มไปด้วยพืชพันธุ์ไม้นานาชนิด ศาสดาจารย์วิชาสมุนไพรศาสตร์วัยสาวยืนอยู่ข้างกระถางต้นไม้รูปร่างประหลาด



    สายตาของเชอร์ล็อกไม่ได้มองศาสดาจารย์ที่กำลังสอนวิธีใช้พันธุ์ไม้อย่างถูกวิธี ไม่ได้มองเจ้าต้นประหลาดที่หล่อนถือ ไม่ได้มองอาการตื่นเต้นของเพื่อนร่วมบ้านที่เห็นพืชชนิดใหม่ — แต่เขากำลังมองร่างของผู้ชายบ้านฮัฟเฟิลพัฟปีเดียวกับเขาที่ดูตั้งอกตั้งใจฟังสิ่งที่ศาสดาจารย์สอนด้วยใบหน้าจริงจัง และเขาช่างดูน่ารัก



    เชอร์ล็อกไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงและเมื่อไหร่ พอรู้ตัวอีกทีเขาก็ตกลงไปในหลุมที่ฮัฟเฟิลพัฟบอยคนนี้ขุดเสียแล้ว แถมตกไปแล้วหาเชือกขึ้นไม่เจอด้วย



    ไอรีนหันมามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนข้างตัวเธอก่อนจะอมยิ้ม เธอรู้ว่าเชอร์ล็อกมองอะไร เชอร์ล็อกเป็นคนโลกส่วนตัวสูง เธอรู้ดี เพราะกว่าจะมาสนิทกันได้แบบนี้ก็กินเวลานานเป็นเทอม (ถึงแม้ว่าตามจริงเธอจะตามตื๊อขอเป็นเพื่อนก็เถอะ) — เรื่องตกหลุมรักเป็นอะไรที่เหลือเชื่อสำหรับเชอร์ล็อก ซึ่งตอนที่ไอรีนจับอาการคล้ายคนมีความรักของเชอร์ล็อกได้คือช่วงปลายปีสามก่อนขึ้นปีสี่ ตอนนั้นเชอร์ล็อกชอบนั่งเหม่อลอยและมักจะหยุดมองไปทางที่นั่งฝั่งโต๊ะฮัฟเฟิลพัฟบ่อยๆ แล้วตำแหน่งที่ป๊ะเข้าพอดีกับสายตาของเชอร์ล็อกคือตำแหน่งของชายผมสีน้ำตาลแซมบลอนด์ รูปร่างเล็กกว่าผู้ชายคนอื่น และชอบกินขนมปังปิ้งกับน่องไก่เป็นข้าวเช้าประจำ



    “มิสเตอร์โฮล์มส์!”



    ไอรีนสะดุ้งเฮือก ทั้งเธอและเชอร์ล็อกหลุดออกจากภวังค์แล้วกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ทุกสายตาจ้องมาที่เจ้าของนามสกุลเป็นตาเดียว และรวมถึงสายตาของฮัฟเฟิลพัฟบอยของเชอร์ล็อกด้วย



    “ครับ” เชอร์ล็อกยังคงความสุขุมไว้ได้ตลอด เขาขานรับศาสดาจารย์ประจำวิชาที่ตอนนี้กำลังแสดงสีหน้าเกรี้ยวกราด



    “เหม่อลอยแบบนี้คงจะเข้าใจวิธีใช้มันแล้วสินะมิสเตอร์โฮล์มส์” ศาสดาจารย์แสยะยิ้มที่มุมปากระหว่างพูด หล่อนคงจะคิดถึงแผนการที่จะทำให้เขาอับอายขายหน้าอยู่ เขารู้ว่าตัวเองอาจจะนิสัยแย่ไปนิดเลยทำให้คนเหม็นหน้า แต่ขอโทษ — เขาคือวิลเลียม เชอร์ล็อก สก๊อตต์ โฮล์มส์ ผู้ชายที่ฉลาดที่สุดในฮอกวอตส์ คิดว่าไอ้ต้นไม้กระจอกแบบนั้นเขาจะไม่รู้วิธีใช้มันอย่างงั้นเหรอ



    “แน่นอนว่าใช่ครับศาสดาจารย์” จากนั้นเขาก็เริ่มร่ายยาวเกี่ยวกับวิธีการใช้มันอย่างถูกวิธี ถ้าพูดอีกแง่นึงคือ เขาเริ่มทำตัวอวดเก่งแบบที่ไอรีนเคยบอกเขา แต่ถ้าอวดแล้วมันถูกต้องก็ควรอวดสิ ใครจะทำไม



    เชอร์ล็อกเห็นสีหน้าของศาสดาจารย์ที่ตอนนี้ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ยังเร็วไปร้อยปีที่จะหักหน้าคนอย่างเขา เชอร์ล็อกยังคงพล่าม พล่าม และพล่ามต่อไป



    “นอกจากลำต้นแล้ว รากของมันก็ยังสามารถที่จะสกัดมาปรุงยาได้” เขาปรบมือตัวเองดังป้าบเมื่อพูดเรื่องเกี่ยวกับวิธีการใช้พืชที่เรียนจบ “จบแล้วกับอัตชีวประวัติของไอ้ต้นบ้าบอนี่ ที่ผมพูดไปทั้งหมดถูกใช่ไหมครับศาสดาจารย์



    ศาสดาจารย์พยักหน้าให้เขา และเพิ่มคะแนนบ้านให้ที่ดูก็รู้ว่าไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่ หล่อนกล่าวชมเชยเขาเล็กน้อยก่อนจะกระแอมไอแล้วสอนวิธีใช้พืชต่อ เชอร์ล็อกไม่ได้สนใจสิ่งที่หล่อนสอน ตอนนี้เขากำลังคิดว่าจะกินข้าวเย็นอะไรดี เสต็กเนื้อดีไหมหรือจะพาสต้า แต่ที่แน่นอนต้องมีน้ำฟักทองเป็นเครื่องดื่มคู่เคียง ส่วนของหวานก็คงจะเป็นชูครีมลูกสองลูก



    “นาย — เชอร์ล็อก โฮล์มส์ใช่ไหม”



    เสียงที่แสนจะคุ้นเคยจากคนที่เชอร์ล็อกแอบสะกดรอยตามอยู่เกือบทุกวันและตอนนี้ก็กำลังยืนพูดกับเขาอยู่ เชอร์ล็อกเบิกตากว้าง ในหัวพยายามไม่เชื่อเสียงที่ได้ยิน — ไม่ เชอร์ล็อก นี่ต้องไม่ใช่ความจริง  — แต่แรงสัมผัสตรงไหล่ข้างซ้ายนั้นดูก็รู้ว่าเป็นมือคนมาสัมผัส เขาไม่เคยเชื่อเรื่องเมอร์ลินไร้สาระอะไรนั่น แต่ครั้งนี้ขอหน่อยเถอะ — โอ้เคราเมอร์ลิน



    เชอร์ล็อกหันไปทางต้นเสียง ใช่ ฮัฟเฟิลพัฟบอยคนนั้นยืนอยู่ข้างเขา เงยหน้ามองเชอร์ล็อกด้วยสายตาทึ่งระคนประหลาดใจ เขาเหมือนถูกดูดเข้าไปในห้วงมิติพิศวงเพียงแค่สบดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นจนไม่ได้สนใจริมฝีปากที่กำลังขยับพูดอยู่



    “โฮล์มส์ ฟังอยู่หรือเปล่า ฉันบอกว่าฉัน—“



    “เรียกฉันว่าเชอร์ล็อก”



    พ่อฮัฟเฟิลพัฟบอยคงแปลกใจที่อยู่ๆเชอร์ล็อกก็โพล่งขัดขึ้นมาแบบนี้ ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน



    “—ห๊ะ”



    “เรียกฉันว่าเชอร์ล็อก ไม่ต้องเรียกโฮล์มส์ มันดู — ห่างเหินเกินไป”



    “ก็ได้ เชอร์ล็อก



    เชอร์ล็อกใจเต้นผิดจังหวะ แค่ฮัฟเฟิลพัฟบอยคนนี้เรียกชื่อเขาก็ทำเอาใจแทบจะระเบิดออกมาจากอก ไอรีนต้องสังเกตุเห็นแน่ว่าแก้มสองข้างเขาขึ้นสีระเรื่อแค่ไหนแล้วยัยนั่นก็จะล้อเขาตลอดทั้งวัน



    “ฉันจอห์น วัตสัน นายน่าทึ่งมากเลยรู้ไหม ฉันไม่เคยเจอคนแบบนี้มาก่อนเลย” ฮัฟเฟิลพัฟบอยหรือจอห์นกล่าวชมเขาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย จอห์นดูน่ารักมาก เชอร์ล็อกไม่สามารถต้านทานความคิดแบบนี้ที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาได้เลย ริมฝีปากเคลื่อนตัวเป็นรอยยิ้มบาง



    “ขอบคุณ จอห์น”



    ไอรีนหันหน้ามาทางเชอร์ล็อกอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง เธอจ้องเขาราวกับเห็นผี เชอร์-ล็อก-โฮล์มส์-พูด-ขอบ-คุณ — โอ้เมอร์ลิน นี่มันปรากฏการณ์โคตรเหนือธรรมชาติที่สุดในฮอกวอตส์ ความรักทำให้คนเปลี่ยนไปมากขนาดนี้เลยหรือ



    “เอาจริงนะ ฉันว่านายก็ไม่ได้นิสัยแย่เหมือนที่คนอื่นเขาพูดกันเลยนี่ แล้วผมหยิกหยองของนายก็ดูน่ารักดีด้วย” จอห์นยิ้มจนตาหยีก่อนจะหันไปฟังศาสดาจารย์ต่อ เส้นผมสีน้ำตาลบลอนด์ของคนตัวเล็กดูเข้ากับสีเหลืองของเสื้อคลุมได้อย่างน่าประหลาด เสี้ยวหน้าสาดด้วยแสงอาทิตย์จากด้านนอกเพิ่มความละมุนมากขึ้น 



    หนุ่มเรเวนคลอตัวสูงลอบมองอย่างเผลอไผล จนเพื่อนสาวที่ยืนอยู่ข้างกันกระทุ้งเอวเขาเรียกสติ



    เชอร์ล็อกหันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาติดจะรำคาญ “มีอะไร”



    ไอรีนยิ้มกรุ้มกริ่ม เธอกระซิบพูดแซวเขาเสียงแผ่ว “ฮัฟเฟิลพัฟบอยของนายนี่น่ารักเนอะ แถมยังทำให้นายรู้จักคำว่าขอบคุณเหมือนคนอื่นอีก น่าทึ่งชะมัด”



    “ไร้สาระ ฉันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ฉันแค่เลือกปฏิบัติก็เท่านั้น” เชอร์ล็อกยกแขนขึ้นกอดอก ตวัดตามองไปเรื่อยเปื่อยเพื่อไม่ให้ไอรีนจับผิด “ทำอย่างกับฉันไม่เคยพูดขอบคุณเธอ”



    “นั่นเพราะเราสนิทกัน แต่กับจอห์น มันไม่ใช่ ฉันรู้ว่าเธอก็คิดแบบนั้น”



    เธอพูดจบพอดีกันกับที่ศาสดาจารย์ประจำวิชาปล่อยให้ไปทานอาหารเย็น จอห์นโบกมือลาเชอร์ล็อกแล้วเดินไปสมทบกับเพื่อนฮัฟเฟิลพัฟของเจ้าตัว แน่นอนว่าเขาบอกลาฮัฟเฟิลพัฟบอยกลับด้วยคำพูด ไอรีนลากแขนเขาให้ไปที่ห้องโถงใหญ่โดยที่เขาไม่สามารถต้านแรงของเพื่อนสาวได้เลย



    ห้องโถงใหญ่ของฮอกวอตส์นั้นสวย — เรื่องนี้เป็นที่เห็นด้วยกันกับทุกฝ่ายทั้งศาสดาจารย์และนักเรียน ยิ่งวันเทศกาลจะยิ่งสวย เพราะบรรดาศาสดาจารย์จะเสกเวทมนตร์ตกแต่งห้องโถงให้ยิ่งอลังการ และเป็นสิ่งเดียวที่เชอร์ล็อกเห็นด้วย



    เขาและไอรีนเดินตรงไปที่ที่นั่งประจำของพวกเขาตามด้วยนักเรียนบ้านเดียวกันและต่างบ้านที่เริ่มทยอยเข้ามา เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย ศาสดาจารย์ผู้เป็นอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์ก็เปิดปากพูดก่อนเวลาอาหารแบบที่ทำตลอด



    “เอาล่ะทุกคน นี่ก็ใกล้จะเข้าช่วงวันคริสมาสต์แล้ว ในวันคริสมาต์นักเรียนคนไหนที่อยากจะกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวสามารถจัดกระเป๋าแล้วไปที่รถด่วนสายฮอกวอตส์ได้ ส่วนคนที่อยากอยู่ที่นี่ โรงเรียนจะมีอาหารให้พวกเธอเหมือนเดิม และเธอจะไปฮอกมี้ดส์ตอนไหนก็ได้ตามที่เธอต้องการ”



    มาถึงประโยคนี้นักเรียนในห้องโถงก็เฮลั่น จนศาสดาจารย์หญิงวัยชราที่อยู่ตำแหน่งรองซึ่งนั่งข้างกันกับศาสดาจารย์ใหญ่ต้องสั่งให้เงียบเสียงลง ศาสดาจารย์ใหญ่กล่าวต่อ “พอจบเทศกาลเราจะกลับมาเรียนตามปกติ เรื่องที่ฉันจะแจ้งให้พวกเธอทราบก็มีเท่านี้ รับประทานอาหารได้ตามสบาย”



    “เชอร์ล็อก เธอจะกลับไปหาครอบครัวในวันคริสมาสต์เปล่า” ไอรีนถามขณะตักซุปข้าวโพดใส่จาน เชอร์ล็อกใช้ส้อมม้วนเส้นพาสต้าตรงหน้าพลางตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง



    “ไม่ คงมีแค่ไมครอฟต์ที่ไป ฉันไม่ชอบงานเทศกาล เธอก็รู้”



    ไอรีนถอนหายใจ เธออยากจับเพื่อนชายของเธอยัดใส่กระเป๋าแล้วพาบินไปลอนดอนสถานที่ท่องเที่ยวโปรดประจำตระกูลเธอตอนวันคริสมาสต์เสียจริง จะได้รับรู้ความสวยงามของวันเทศกาลบ้าง



    “น่าเสียดายจริง เธอควรจะมางานเทศกาลมั่งนะ อย่างน้อยสักครั้งในชีวิต”



    “ไร้สาระ ก็แค่วันที่ได้หยุดเรียนยาวก็เท่านั้น มันน่าสนุกตรงไหน” เชอร์ล็อกผลักจานข้าวออกแล้วเอื้อมมือไปหยิบชูครีมมากิน น้ำฟักทองพร่องไม่ถึงครึ่งแก้ว



    “เฮ้อ ฉันอยากจะบ้าตาย” เธอกลอกตาตัวเอง









    เชอร์ล็อกแยกกับไอรีนทันทีหลังทานอาหารเย็นเสร็จ เขาเดินไปทางทิศทางตำแหน่งของห้องสมุดโรงเรียน เขาคิดว่าไว้ว่าจะยืมหนังสือตำราปรุงยาไปอ่านและหนังสือมักเกิ้ลศาสตร์ ใช่ มักเกิ้ลศาสตร์ — เชอร์ล็อกก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาสนใจเรื่องอะไรพรรค์นี้หรอก เพียงแต่ฮัฟเฟิลพัฟบอยของเขาเป็นมักเกิ้ลบอร์นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาก็อยากจะมีความรู้เรื่องนี้เพื่อไปทำคะแนนก็เท่านั้น



    ใช้เวลาไม่นานก็ถึงห้องสมุด เชอร์ล็อกผลักประตูเข้าไปข้างใน เขาถามศาสดาจารย์ประจำห้องสมุดเกี่ยวกับหนังสือที่ต้องการอ่าน คำตอบของเขาอยู่ตรงมุมในสุดของห้องสมุด เชอร์ล็อกเดินไปหาหนังสือโดยไม่ลืมกล่าวขอบคุณตามมารยาทที่โดนพร่ำสอนมาตั้งแต่เยาว์วัย



    ไม่รู้ว่าเป็นพรหมลิขิตหรืออะไรดลบันดาลให้เขาเจอจอห์นที่ห้องสมุด อีกฝ่ายนั่งอยู่ตรงโต๊ะที่อยู่ติดกับชั้นหนังสือโซนที่เชอร์ล็อกกำลังตามหา เขาหยิบหนังสือที่ต้องการก่อนจะสาวเท้าเข้าไปหาจอห์นที่ก้มหน้าก้มตาทำรายงานอย่างขยันขันแข็ง



    “นั่งด้วยคนได้ไหม”



    จอห์นเงยหน้าขึ้นจากกระดาษรายงาน เมื่อเห็นว่าเป็นเชอร์ล็อกก็ยิ้มกว้างแล้วพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้เขานั่งร่วมโต๊ะ



    เชอร์ล็อกทรุดตัวลงที่เก้าอี้ตรงข้ามจอห์น วางหนังสือที่หยิบมาจากนั้นก็เปิดอ่าน หนังสือเล่มแรกที่เชอร์ล็อกอ่านคือตำราปรุงยา — พวกเขานั่งเงียบแบบนี้ไปพักใหญ่ จนกระทั่งจอห์นพูดขึ้นมา



    “เชอร์ล็อก ฉันถามอะไรหน่อยได้ไหม”



    เขาตอบอีกฝ่ายโดยที่ยังไม่ละสายตาจากแผ่นกระดาษสีอ่อน “ว่ามาสิ”



    “นายเป็นเลือดบริสุทธิ์ใช่ไหม แล้ว — นายเกลียดพวกมักเกิ้ลบอร์นหรือเปล่า”



    เชอร์ล็อกเป็นฝ่ายมองบ้าง เขาพอจะเดาได้ว่าจอห์นต้องเจอพวกเลือดบริสุทธิ์ประเภทไหนมาถึงได้มาถามคำถามแบบนี้กับเขา ตระกูลเชอร์ล็อกไม่ได้เคร่งเรื่องสายเลือดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้ตัวเขาและไมครอฟต์ไม่ได้เกลียดชังพวกมักเกิ้ลบอร์น



    “ฉันไม่ได้เกลียดพวกคนที่เป็นมักเกิ้ล ตระกูลฉันไม่ได้เคร่งครัดเรื่องสายเลือด น่ารำคาญจะตายไปกับการเห่อสายเลือดแบบนั้น”



    พอได้ยินแบบนั้นจอห์นก็มีสีหน้าที่ดีขึ้นกว่าเมื่อกี้นี้ เห็นฮัฟเฟิลพัฟบอยตัวเล็กสบายใจเชอร์ล็อกก็สบายใจตาม



    “แล้วนายจะกลับไปหาครอบครัวไหมตอนคริสมาสต์ ครอบครัวเลือดบริสุทธิ์คงจะมีจัดงานเลี้ยงใหญ่โตช่วงนั้นนะ”



    เชอร์ล็อกทำหน้าเหม็นเบื่อกับคำว่างานเลี้ยง พลิกกระดาษไปหน้าถัดไป



    “ฉันอยู่ที่นี่ มีแค่ไมครอฟต์พี่ชายฉันไป ฉันไม่ชอบงานเทศกาล”



    “เออเนอะ ได้ยินมาว่านายไม่ค่อยชอบอะไรที่คนทั่วไปเขาชอบกันเท่าไหร่” แล้วอยู่ดีๆจอห์นก็หุบปากฉับ เบิกตากว้างเหมือนคนเผลอทำอะไรผิดร้ายแรง คนผมน้ำตาลกึ่งบลอนด์ส่ายมือไปมากลางอากาศ



    “คือ — ฉันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้นนะ นายดูแปลกก็จริง แต่ — แต่ฉันก็ชอบนายนะ”



    หัวของเชอร์ล็อกขาวโพลนไปหมดเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายที่หลุดจากปากจอห์น สมองมีแต่คำว่าจอห์นชอบเขาลอยวนเต็มไปหมด เขาเม้มปากตัวเองแน่น



    “นาย — อยากเป็นเพื่อนกับฉันไหมล่ะ”



    จอห์นมองเขานิ่ง อ้าปากนานเสียจนกลัวว่าขากรรไกรจะค้างเอา ชี้นิ้วมาที่ตัวเองเหมือนจะถามให้แน่ใจอีกครั้ง



    “ฉันเหรอ?”



    “แล้วเห็นว่ามีคนอื่นนั่งด้วยหรือไง” เชอร์ล็อกสวนกลับด้วยความเคยชิน แต่ก็ต้องรีบพูดแก้ตัวเมื่อนึกขึ้นได้ว่าคู่สนทนาคือคนที่เชอร์ล็อกยกให้เป็นคนที่พิเศษกว่าคนอื่น “ฉันหมายถึง — ใช่”



    “หืม” จอห์นครางในลำคอ “แล้วตอนนี้เราไม่ได้เป็นเพื่อนกันแล้วหรอกเหรอ”



    “ฉันต้องถามให้ดูเป็นทางการหน่อย ตกลงนายจะรับความเป็นเพื่อนจากฉันไหม” เชอร์ล็อกย้ำ เขาคาดหวังไว้สูงมากและจะไม่ยอมให้ก้าวแรกนี้ต้องพังทลายลง เริ่มจากการเป็นเพื่อนแล้วค่อยยกระดับขึ้นไปจนถึงขั้นเป็นคนรัก



    “แน่นอน! เชื่อฉันสิว่าใครๆก็อยากผูกมิตรกับเชอร์ล็อก โฮล์มส์”



    เขาแค่นยิ้มหยันเมื่ออีกฝ่ายพูด เชอร์ล็อกไม่เคยได้รับความเป็นมิตรเลยสักครั้ง มีแค่ไอรีนเท่านั้นที่เขาพอจะแลกคำว่ามิตรภาพด้วยกันได้ ส่วนคนอื่นเขาไม่เคยคิดที่จะแคร์ให้รกสมอง จนเมื่อตอนปลายปีสามใกล้ขึ้นปีสี่เขาถึงพึ่งจะได้เรียนรู้คำว่าความรักจากคนตรงหน้า



    “มิตร? ไม่มีใครอยากเป็นเพื่อนกับฉันหรอกจอห์น ไม่มี”


  

    “ฉันนี่ไง” 



    จอห์นยืนยันเสียงเข้ม แววตาจริงจังที่ดูก็รู้ว่าไม่โกหกแน่นอน และเพราะคำพูดที่หนักแน่นของจอห์นทำให้รอยยิ้มเหยียดหยันเมื่อกี้เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มละมุนแทนได้ไม่ยาก



    “อืม คงมีแค่นายกับยัยไอรีน”



    “ยัยไอรีน?”



    เชอร์ล็อกลืมไปสนิทว่าฮัฟเฟิลพัฟบอยไม่รู้จักเพื่อนสาวของเขา และบวกกับที่เป็นมักเกิ้ลบอร์นสายเลือดแท้ทำให้ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับชื่อเสียงมากมายของตระกูลแอดเลอร์และตระกูลอื่นของเลือดบริสุทธิ์ในแวดวงพ่อมดแม่มด และแน่นอนว่าต้องมีโฮล์มส์อยู่ในลิสต์นั้นด้วย



    “ไอรีน แอดเลอร์ เธอคือเพื่อนฉัน เป็นแม่มดบ้านเรเวนคลอเลือดบริสุทธิ์ ตระกูลแอดเลอร์เป็นพันธมิตรกับตระกูลโฮล์มส์ตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า”



    จอห์นตาเป็นประกาย เริ่มขยับปากเล่าเรื่องเพื่อนของตัวเองบ้าง



    “ฉันก็มีเพื่อนผู้หญิงนะ เธอชื่อแมรี่ มอร์สแตน เราสนิทกันตั้งแต่ยังเล็ก เธอเป็นแม่มดเลือดผสมซึ่งก่อนจะเข้าฮอกวอตส์เราอาศัยอยู่ที่ลอนดอนเหมือนกัน”



    เชอร์ล็อกขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินคำแปลกประหลาดหลุดมาจากปากฮัฟเฟิลพัฟบอย



    “—ฉันหมายถึงโลกมักเกิ้ลน่ะ แล้วครอบครัวพวกเราก็รู้จักกันอยู่แล้วเหมือนกับนาย เราก็เลยซี้กันมาก”



    จอห์นยิ้มขำ บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นเหมือนสีประจำบ้านฮัฟเฟิลพัฟ “พวกเรานี่ก็ — มีความคล้ายคลึงอยู่เยอะเหมือนกันเนอะ”



    “อืม คงงั้น”



    เชอร์ล็อกตอบรับ จ้องรอยยิ้มบนใบหน้าด้วยแววตาที่หลากหลาย ดวงตาสีเขียวอมฟ้าเหลือบทองเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและรักใคร่ที่หาได้ยากจากตัวเชอร์ล็อก จอห์นช่างเหมือนสัตว์ตัวเล็กแสนน่าเอ็นดู เป็นสัตว์ที่เชอร์ล็อกอยากจะเลี้ยงมันไปตลอดชีวิต



    “เชอร์ล็อก มีอะไรติดหน้าฉันหรือเปล่า”



    และเสียงทักของจอห์นก็ทำให้เชอร์ล็อกต้องออกจากโลกของตัวเองอีกครั้ง



    “ไม่มีอะไร”



    เขามองไปที่นาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งไว้ในห้องสมุด — เข็มสั้นชี้เลขหกเข็มยาวชี้เลขเก้า เขามีเวลาเดินกลับหอเรเวนคลอประมาณสิบนาทีถึงจะไม่โดนพวกพรีเฟ็คจับได้ เชอร์ล็อกลุกจากเก้าอี้ รวบหนังสือสองเล่มขึ้นแนบอก



    “ใกล้จะเวลาหนึ่งทุ่มแล้ว เราควรกลับหอนอนก่อนที่จะโดนพรีเฟ็คจับได้”



    จอห์นหันไปดูนาฬิกาบ้าง หน้าปัดบอกเวลาตามที่เชอร์ล็อกพูดเป๊ะ คนตัวเล็กม้วนกระดาษรายงานเก็บใส่กระเป๋าสะพาน แล้วถือหนังสือตามเชอร์ล็อกออกมาข้างนอกเพื่อกลับไปนอนพักผ่อนที่หอพักนักเรียน



    ตลอดทางไม่มีเสียงพูดคุยกัน ทั้งโถงทางเดินเงียบสนิทมีเพียงเสียงส้นเท้ากระทบกับพื้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอเท่านั้น เชอร์ล็อกไม่ใช่คนช่างพูด เขาไม่รู้วิธีเปิดบทสนทนา คิดจนหัวแทบแตกก็คิดไม่ออก แม้แต่ประโยคพื้นฐานเบสิคเขาก็คิดไม่ออก — ให้ตาย ทำไมการผูกมิตรมันลำบากขนาดนี้ เรื่องสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นของเขาคงติดลบขั้นรุนแรง


    

    “หอนอนนายอยู่คนละฝั่งกับฉัน เราคงต้องแยกกันตรงนี้ ราตรีสวัสดิ์เชอร์ล็อก”



    ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกโหวงขึ้นมา เขาอยากยื้อเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันให้นานที่สุด ซึ่งจิตใต้สำนึกที่สั่งออกมาแบบนั้นทำให้เชอร์ล็อกตะโกนขึ้นมาเสียงดัง ตอนนี้เขาช่างหัวเรื่องเวลาแล้ว จะเข้าเลทจะโดนจับได้หรือจะอะไรก็ตามเขาก็ช่างมันประไรแล้ว ยังไงไมครอฟต์ก็เป็นพรีเฟ็คบ้านสลิธีริน ถ้าเกิดเป็นหมอนั่นมาเจอเขาเข้าให้ เชอร์ล็อกก็แค่ติดสินบนเล็กๆน้อยๆ



    “เดี๋ยวก่อน!”



    จอห์นหันมามองเขาด้วยความสงสัย เชอร์ล็อกสูดหายใจเข้า หัวใจเต้นรัวเร็ว พูดออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆเหมือนเด็กประถมที่จะสารภาพรักกับคนที่ชอบ



    “ค — คือ ให้ฉันไปส่งที่หอนอนฮัฟเฟิลพัฟไหม”



    “เอาสิ”









    วันนี้มีแต่เรื่องน่ายินดีสำหรับจอห์น วัตสันเต็มไปหมด เขาได้ยินชื่อเสียงอันเลื่องลือของเชอร์ล็อก โฮล์มส์จากเพื่อนร่วมบ้านตลอด พวกเขาบอกว่าเชอร์ล็อกเป็นคนที่นิสัยขัดกับหน้าตามาก ทั้งเย่อหยิ่ง อวดฉลาด ปากจัด และเข้าถึงยาก ขนาดแมรี่ยังเคยเข้าใจผิดไปพักใหญ่ว่าเชอร์ล็อกอยู่สลิธีรินเลย



    แต่ตัวเขากลับไม่รู้สึกถึงความยโสในตัวของเชอร์ล็อกสักนิด เขาเริ่มถูกใจกับนิสัยของเชอร์ล็อกเข้าให้แล้ว และหวังว่าเราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ 



    “เธอหายไปไหนมา” แมรี่ถามทันทีที่เห็นเขา จอห์นทิ้งตัวลงที่เก้าอี้ในห้องนั่งเล่นรวมฮัฟเฟิลพัฟ ไหลร่างลงกับเบาะเหมือนมาร์ชเมลโล่บนเตาผิง ยิ่งทำให้เขาดูตัวเล็กขึ้นไปอีก



    “ห้องสมุด”



    “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ จอห์น” เธอทำเสียงลากยาวเชิงหยอกล้อ “มีโฮล์มส์คนน้องมาส่งถึงถิ่นด้วย พวกนายเป็นอะไรกันเนี่ย”



    “เราเป็นเพื่อนกัน” จอห์นตอบโดยที่ยังทำตัวเป็นก้อนเหลวบนเก้าอี้อยู่ แมรี่จ้องเขา แต่ก็ต้องล้มเลิกไปเพราะจอห์นไม่แสดงอาการอะไรออกมาเลย 



    “แค่เพื่อน?” เธอถาม จอห์นหันมามองหน้าเธอ



    “แค่เพื่อนไง จะให้เป็นอะไรล่ะ”



    แฟนไง นั่นคือสิ่งที่เธอคิดในหัว แมร์รี่รู้ว่าเชอร์ล็อกคิดยังไงกับเพื่อนตัวเล็กของเธอ เธอสังเกตุจากแววตาที่มองมาและเวลาเดินผ่านตอนเปลี่ยนคาบหรือมีเรียนร่วมกันเธอมักจะเห็นเชอร์ล็อกมองมาทางทิศทางพวกเธอตลอด แล้วเขาก็จะหยุดสายตาไว้ที่จอห์นเสมอ — แต่ขอประทานโทษ เพื่อนเธอซื่อบื้อเกินไปที่จะรู้



    “ก็ — ไม่มีอะไรหรอก ช่างมันเถอะ แล้วนายทำรายงานเสร็จยัง ส่งพรุ่งนี้นะ”



    “เสร็จแล้ว” ชูกระดาษรายงานให้ดูเป็นหลักฐาน แมรี่เดินมาคว้าไปอ่านเนื้อหา จอห์นเด้งตัวออกจากเก้าอี้ เตรียมตัวหันไปที่หอนอนฝั่งผู้ชายโดยไม่ลืมที่จะบอกเพื่อนสาวของตัวเองว่าให้เก็บรายงานไว้กับเจ้าหล่อน ซึ่งเธอทำนิ้วเป็นสัญลักษณ์โอเคตอบกลับมา



    จอห์นเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปชำระล้างร่างกายหลังจากที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน เขาเดินออกมาพร้อมชุดนอนไหมพรมตัวโปรด เมื่อจัดการอะไรเสร็จก็กระโจนใส่เตียงนอนทันทีแล้วซุกหน้าลงบนหมอนใบนุ่ม หลับตาลงพร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์ระหว่างเดินมาที่หอนอนฮัฟเฟิลพัฟกับเชอร์ล็อก





    “ทำไมนายถึงอยากมาส่งฉันเหรอ” จอห์นถาม เชอร์ล็อกไม่ได้ตอบเขา คนตัวสูงตั้งหน้าตั้งตาเดินอย่างเดียว จอห์นก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากเพราะกลัวเชอร์ล็อกจะรำคาญ เขารู้นิสัยคร่าวๆของเชอร์ล็อกมาเยอะพอสมควร ซึ่งการเซ้าซี้คือสิ่งที่เชอร์ล็อกไม่ชอบที่สุดรองจากการเดาทางตัวเองออก



   “นายพอจะบอกฉันได้ไหมว่าการเป็นเลือดบริสุทธิ์มันรู้สึกยังไง”



    คราวนี้เชอร์ล็อกหันมามองเขา เพียงครู่เดียวก็ตวัดสายตากลับไปมองทางข้างหน้าตามเดิม



    “แย่ — แย่มาก”



    จอห์นสัมผัสได้ถึงความเกลียดชังในน้ำเสียงที่เปล่งออกมา เขาไม่ใช่เลือดบริสุทธิ์ เขาไม่รู้ว่าเชอร์ล็อกรู้สึกยังไง แต่การเป็นมักเกิ้ลบอร์นในสถานที่แบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้จอห์นรู้สึกดีเหมือนกัน เขาโดนดูถูกและโดนด่าทอแทบทุกวัน ถ้าไม่มีแมรี่คอยช่วยเหลือเขาก็คงอยู่ไม่ได้



    “ฉันต้องโดนบังคับให้เรียนเกี่ยวกับเรื่องมารยาทในสังคม โดนสั่งสอนให้รู้จักทะนงตัว ต่อให้ครอบครัวฉันจะไม่ได้รังเกียจพวกมักเกิ้ลแต่เลือดบริสุทธิ์คนอื่นมันไม่ใช่ ครอบครัวฉันเป็นหน้าเป็นตาในสังคมมากมันทำให้ฉันไม่มีอิสระในการคบเพื่อน ฉันต้องคบเพื่อนที่เป็นเลือดบริสุทธิ์เหมือนกัน มันน่าเบื่อ ฉันเคยบอกท่านพ่อกับท่านแม่แล้วแต่พวกท่านก็ไม่ยอมฟังฉันเลย มีแค่พี่ชายฉันที่พอจะเข้าใจฉัน”



    จอห์นมองหน้าอีกฝ่ายไปด้วยระหว่างฟัง ดวงตาสีประหลาดที่เขาเคยคิดว่ามันสวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาตอนนี้กลับทอประกายหม่นหมอง จอห์นตีหน้าเศร้า เขาเหมือนกำลังเห็นลูกแมวตัวจ้อยที่ต้องการที่พักพิงยามบาดเจ็บ และจอห์นก็พร้อมที่จะเป็นบ้านแสนอบอุ่นให้มันอย่างเต็มใจ



    “แล้วนายมาเป็นเพื่อนฉันจะไม่เป็นไรเหรอ”



    “ถ้าคิดว่าเขาจะแยกนายจากฉันได้ก็ลองดู” เชอร์ล็อกแสยะยิ้ม



    จอห์นหัวเราะ และเสียงหัวเราะของเขาก็ทำให้เชอร์ล็อกหัวเราะตาม รอยยิ้มประดับบนใบหน้าอีกครั้ง แววตาที่หม่นหมองเริ่มดูสดใสมากกว่าเมื่อกี้ จอห์นใจฟูเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นคนทำให้เพื่อนอารมณ์ดีขึ้น





    พอนึกถึงตรงนี้จอห์นก็อดที่จะคิดถึงมันอีกไม่ได้ ที่คิดตอนนั้นว่าอยากเป็นบ้านที่อบอุ่นให้เชอร์ล็อก เขาคิดจริง เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม รู้แค่ว่าเขาไม่ชอบเลยที่เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าแบบนั้น เชอร์ล็อกเป็นคนดี ดีในแบบที่เป็นเชอร์ล็อก โฮล์มส์



    จอห์นไม่เข้าใจสังคมของพวกเลือดบริสุทธิ์ ไม่เข้าใจว่าจะมีการแบ่งชนชั้นขึ้นมาทำไม ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องมีการเหยียดกัน แล้ว — เชอร์ล็อกทนแบบนั้นมาสิบสี่ปีได้ยังไง ถ้าเกิดเป็นเขา คงหนีออกจากบ้านไปแล้วเพราะทนแรงกดดันไม่ไหว



    จอห์นวาดภาพรอยยิ้มของเชอร์ล็อกไว้ในหัว แล้วสัญญากับตัวเองในใจว่าเขาจะทำให้เชอร์ล็อกมีความสุขเพื่อให้รอยยิ้มที่เหมือนกับเด็กนั้นคงอยู่ต่อไป





— — —





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น

  1. #8 WHO AM I ?! (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 18:33
    กรี๊ด​ดดด!! น่ารักอ่ะ... ฮืออออ.... ละมุนดีแท้////ชอบค่ะ​ รออยู่นะคะ​ สู้ๆนะคะไรท์​
    #8
    0
  2. #7 lukparekoscy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 / 23:45
    เวอร์จิ้นบอยกับนู่มนิ่มบอยน่ารักมากเลยค่ะ แง ปกติไม่เฟรนด์ลี่กับใครแต่จอห์นเป็นข้อยกเว้นงี้ คนอ่านยิ้มแก้มแตกเลยเด้อ TvT รอตอนต่อไปนะคะ ไรท์สู้ๆ ฮึบๆค่ะ
    #7
    0
  3. #6 Alecxia Drew (Adriene) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 12:20
    น่ารักจังค่ะ _///_
    #6
    1
  4. #4 Lyra_Selwyn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 08:18
    น่ารักอ่ะ
    #4
    1
  5. #3 DearHanew (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 08:08

    น่ารักจังเลยค่ะ ฮือ ติดตามนะคะะ

    #3
    1