[FIC-Krisyeol] D E A R-F R I E N D

ตอนที่ 58 : CHAPTER 56

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 192
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    4 ม.ค. 60

 








บทที่ 56

 

 

                ข้อความที่บอกพิกัดสถานที่นัดเดทและคอนเฟิร์มเวลา ที่ส่งมาจากคริสยังคงเป็นแค่ข้อความที่ไม่ได้เปิดอ่านจริงๆจังๆ เพราะเจ้าของโทรศัพท์ ไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้อง

 

                ชานยอลที่วันนี้หยุดเรียนไปแบบดื้อๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการตะบี้ตะบันอ่านหนังสือและกินขนมจุกจิก จนเวลาล่วงเลยมาถึงสี่โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่เขาได้รับข้อความจากอีกฝ่าย เขายังคงยืนมองโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะพร้อมกับเดินวนไปเวียนมาในห้องอยู่อย่างนั้น

 

                ไปดีหรือไม่ไปดีนะ…..

 

                ถ้าไม่ไปมันต้องมาตามราวีถึงบ้านแน่ๆ….

 

                “หึ” ชานยอลเบะปากยุ่ยๆสีแดงสดใส่โทรศัพท์ แล้วกระโดดขึ้นเตียงเตรียมตัวจะข่มตานอนช่วงเย็น ทั้งๆที่ไม่ใช่เวลาพักผ่อน แต่จนแล้วจนรอด ทั้งความคิดและหัวใจกลับสั่งให้เขาลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิและยีผมตัวเองแรงๆเพื่อไล่ความฟุ้งซ่าน

 

 

                เสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ติดอยู่บนฝาผนังห้องเริ่มดังเข้าสู่โสตประสาทจนน่ารำคาญ เวลาจากสี่โมงเย็นเคลื่อนคล้อยเป็นห้าโมง จนตอนนี้ก็แทบจะใกล้เวลานัดหมาย ยิ่งใกล้เข้ามาชานยอลก็ยิ่งหวั่นวิตก ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อเจ้าซาตานตัวน้อยที่คอยเป่าหูว่าให้สำเร็จโทษเจ้าคนย้อนแย้งคนนั้นบ้าง หรือจะฟังแม่นางฟ้าตัวจ้อยที่เอาแต่เร่งให้เขาลุกไปอาบน้ำแต่งตัว

 

               

 

                หนึ่งทุ่มตรง….

 

 

                ชานยอลที่ยังคงนั่งมองนาฬิกาติดฝาผนังถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ๆ เมื่อข้อความสุดท้ายของคริสที่ส่งมาคือตอนสี่โมงเย็น แถมยังไม่มีแม้แต่มิสคอลเดียวที่ควรจะโทรเข้ามาเหวี่ยงโทษฐานที่ผิดนัดหมายในตอนนี้  

 

                ไม่มีอะไรเลย….

 

                “ให้ตายเถอะ  แกกำลังทำอะไรอยู่ชานยอล….”  คิดมากไปก็เท่านั้น หากว่าถ้าจะลุกไปอาบน้ำคงต้องแต่งตัวเตรียมเข้านอนแทนเสียแล้ว พอคิดได้แบบนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวที่ตากเอาไว้ เพื่อที่จะลงไปอาบน้ำด้านล่าง

 

                เขาใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไม่นานนักก็ออกมาพร้อมกับชุดนอนสีสุภาพคลุมถึงปลายแขนปลายขา เป่าผมให้แห้งเสร็จก็โดดขึ้นเตียง ดึงหนังสือเล่มโปรดและจดหมายที่มักจะอ่านก่อนนอนสองสามฉบับออกมาอ่าน เพื่อฆ่าเวลาก่อนเข้านอนอีกนิดหน่อย

 

                ชานยอลที่อ่านหนังสือจนเวลาล่วงเลยมาถึงเกือบห้าทุ่มเริ่มปิดปากหาวด้วยความง่วง เสียงเตือนจากสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่สั่นครืดคราด พร้อมกับแสงสว่างที่สว่างจ้าเรียกสติคนใกล้จะหลับให้ต้องเอื้อมมือไปหยิบมันมากดดู มันเป็นข้อความที่ส่งผ่านแมสเสจ เขียนเป็นข้อความสั้นๆว่า

 

                ถ้าไม่มาจะกลับแล้วนะ….

 

                ไม่รู้ว่าโกหกหรือพูดจริง เมื่อเหลือบมองนาฬิกาที่ตีบอกเวลาห้าทุ่มเป๊ะ นี่ถ้าเกิดว่าคริสมันรอเขาจริงๆก็คงไม่ต่ำกว่าห้าชั่วโมงแน่ๆ แล้วลองนึกสภาพของคนที่ขี้วีนอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจะเป็นเช่นไร

 

                ตายแน่ๆชานยอลเอ้ย….

 

               



 

                ร่างสูงโปร่งรีบดีดตัวลุกจากเตียงหยิบเสื้อโค้ดตัวหนากันลมขึ้นสวมทับชุดนอนแล้ววิ่งโร่ออกจากบ้านไปหยุดยืนรอคริสที่บ้านอีกหลัง แสงไฟจากรถแท็กซี่สาดเข้าสู่ดวงตาคู่สวยจนแทบจะหยีตาหลับ เวลาเพียงแค่ไม่ถึงนาทีที่รถคันสีส้มจอดลง ร่างสูงโปร่งในชุดทำงานก็ลงมาจากรถพร้อมด้วยกระเป๋าเอกสาร

 

                ใบหน้าหล่อเหลาไม่ต้องบอกว่าบูดบึ้งแค่ไหนทำเอาเขาแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลงคอ คริสไม่ทำแม้แต่จะเหลือบหางตามองเขา คริสทำเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบสิ่งมีชีวิตที่ยืนทำท่าจะร้องไห้อยู่รอนๆ แล้วเริ่มไขกุญแจประตูบ้าน

 

                “คริสสส” ครางเสียงอ่อย ขณะยื่นมือไปจับแขนแกร่งที่กำลังจะบิดลูกบิดแล้วดันประตูเข้าไปในบ้าน แต่แรงเหวี่ยงมหาศาลที่พยายามสะบัดการเกาะกุมของชานยอล ก็ทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธจัด

 

                “ขอโทษ….

 

                “คิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น?” คริสหันมาถาม คำถามด้วยใบหน้าที่เกรี้ยวโกรธ เสียงลมหายใจฟึดฟัดดังผ่ะแผ่วให้คนได้ยินใจไม่ดี

 

                “ไม่นะ กูก็แค่กูขอโทษได้มั้ยวะ” ชานยอลที่ตรงเข้าไปจับแขนอีกฝ่าย โยกไปมาเพื่อขอโทษขอโพย เขารู้ตัวดีว่าครั้งนี้ตัวเองผิด แต่ถ้านับดุรวมๆแล้วคริสทำเขาโมโห โกรธ จนแทบบ้ามากกว่านี้เสียอีก

 

                ใช่….ที่คริสทำมันมากกว่านั้น…..

 

                “เอาเหอะ ฉันอยากพักผ่อน พรุ่งนี้มีสอนแต่เช้า” คนที่อารมณ์ยังไม่คงที่ตัดปัญหาด้วยการปลีกตัวไปทำอารมณ์ให้เย็นลงก่อน เวลานี้การทะเลาะกับชานยอลดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่ดีเสียเท่าไหร่ ในความคิดของชายหนุ่ม คริสจึงสะบัดมือที่จับแขนอยู่ออกอีกครั้ง แต่ดูเหมือนเจ้าของมือจะไม่ได้ตั้งสติ เลยทำให้แรงเหวี่ยงที่มากพอสมควรส่งร่างโปร่งเบาบางไปนั่งก้นกระแทกกับพื้น

 

                “โอ้ย!” เสียงร้องโอดครวญพร้อมกับร่างสูงที่แทบจะปรี่เข้าไปหา แต่สิ่งที่คริสได้กลับมาก่อนที่เขาจะเอ่ยปากขอโทษคือคำสบถแรงๆ และสายตาที่เหวี่ยงวีนจนแทบต้องดึงมือกลับ

 

                “ต้องทำรุนแรงกันขนาดนี้เลยเหรอวะ!! ทีมึงทำกูเจ็บปวดมานักต่อนัก มึงเคยสำนึกบ้างไหม คิดว่าทำแค่นี้จะไถ่บาปของมึงได้งั้นเหรอ!!

 

                “……

 

                “พอกันที สามเดือนห่าเหวอะไรนั่น อย่าไปมีมันดีกว่า” ชานยอลบ่นขณะลุกขึ้นปัดเศษฝุ่นที่เกาะตามเสื้อโค้ทออกไปอย่างหัวเสีย เว้นแต่อีกฝ่ายที่ยังคงเงียบสนิทไม่แม้แต่จะตอบโต้หรือขอโทษขอโพยออกมา

 

                คำขอโทษสำหรับคริสมันคงเป็นคำพูดที่เทียบเท่ากับให้ลงไปกราบเท้าล่ะมั้ง….

 

                “ไม่เอาเรื่องในอดีตมาพูดไม่ได้เหรอชานยอล”

 

                “อ๋อ งั้นพูดเรื่องที่มึงจะหนีไปแต่งงานดีมั้ยล่ะ!

 

                “ชานยอล….” คราวนี้คนที่ต้องรั้งแขนไว้กลับกลายเป็นคริส ความโกรธที่เคยมีสุมอยู่กลางอกแปรเปลี่ยนเป็นความหวั่นเกรง 

 

                “อยากทำอะไรก็เชิญ!! เหตุผลของมึงมีแต่มึงเท่านั้นล่ะที่จะเข้าใจ ไอ้คนเห็นแก่ตัว!


                "หยุดนะ!" คริสจับแขนทั้งสองข้างของชานยอลเอาไว้แล้วเขย่าเรียกสติแรงๆ อารมณ์กำลังจะปะทะอารมณ์ เขารู้ดี แต่จะให้หยุดมันลงตรงนี้ก็ดูเหมือนว่าจะทำไม่ได้ง่ายๆ 


               "มึงสิหยุด! ปล่อยกูนะ" ชานยอลดีดตัวไปมาแต่ก็สู้แรงของคนที่เพิ่มแรงบีบแล้วกระชากเขาเข้าไปกอดไว้ไม่ไหว ผลสุดท้ายก็มีแต่ตัวเองที่ดิ้นไปมาอย่างกับคนโง่ขาดสติ 


               "ฉันมีเหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น อย่างที่ฉันเคยบอกนายไปมันก็คือเหตุผลหนึ่ง แต่เหตุผลจริงๆที่ฉันยอมช่วยไอรีนแล้ว..." คริสที่ไม่อยากจะพูดต่อได้แต่ก้มหน้าซบลงไปบนไหล่ที่กว้างไม่กี่คืบอย่างหมดแรงจะเล่าต่อ 


               "เหอะ! เหตุผลที่แสร้งทำให้ตัวเองดูดีน่ะเหรอ" ชานยอลยังคงพ่นคำร้ายกาจออกมาเรื่อยๆ 


               "แค่เชื่อใจฉัน ขอร้องล่ะนะ ถ้าเรื่องนี้จบนายจะให้ฉันเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งฉันก็ยอม....ชานยอล" คำขอร้องพร้อมกับเสียงสั่นๆรั้งสติคนที่เริ่มจะโวยวายอีกรอบเอาไว้ได้ชะงัก 


                "นี่มันไม่ใช่นายเลยคริส ปล่อย...." 


               "ขอร้องล่ะ จะให้ฉันคุกเข่าขอโอกาสอีกครั้งก็ยอม" 



               ร่างสูงโปร่งทรุดลงไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าต่อตาแทบจะในทันทีที่พูดจบ ชานยอลที่แทบจะไม่เคยเห็นคริสทำอะไรแบบนี้มาก่อนได้แต่อ้าปากค้างเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ มือที่เอื้อมมาจับชายเสื้อโค้ทของเขามันช่างดูอ่อนแรงและเหนื่อยล้าเหลือเกิน 


               "คะ คริส...."  


          Rrrrr Rrrrr 


                เสียงโทรศัพท์ที่ดังอยู่ในกระเป๋าเสื้อของคริส ถูกเจ้าของของมันหยิบออกมาถือไว้ เบอร์ปลายสายที่เมมชื่อว่าไอรีนเด่นหราขึ้นมันดังอยู่แค่ไม่กี่อึดใจก่อนที่แสงสว่างของหน้าต่างโปรแกรมแชท จะปรากฎข้อความเล็กๆที่ส่งมาว่า มาหาหน่อย 


                 "ไม่ไปเหรอ เขาเรียกแล้วน่ะ" ชานยอลที่เห็นทุกอย่าง เชิดหน้ากอดอกเพื่อไล่น้ำตาแห่งความงี่เง่าออกไป เขาเกือบแล้ว เกือบจะหลงเชื่อในตัวผู้ชายคนนี้แล้ว ให้ตายเถอะ 


                  "ไม่....ชานยอลฟังก่อน...ฉันอธิบายได้" คริสที่กดปิดหน้าจอ แล้วเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าเอื้อมมือไขว่คว้าอีกคนอีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายเลยเมื่อชานยอลขยับตัวถอยห่างด้วยท่าทางรังเกียจ 


                    "พอเหอะว่ะ กลับไปหาลูกเมียมึงเถอะ...."  


                    สายตาตัดพ้อที่ปกปิดไม่มิดถูกจ้องตอบดวงตาที่กำลังค่อยๆหม่นแสงลงเรื่อยๆ ชานยอลก้าวลงจากบันไดเตี้ยๆหน้าบ้าน เดินย้ำเท้าไปตามสนามหญ้าที่ตัดแต่งอย่างดีแทนที่จะเป็นพื้นปูตามทางเดิน ร่างของชานยอลเดินลิ่วออกไปตามฟุตปาธและดูเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะกลับเข้าไปในบ้านนะเวลานี้

 

                ความปลอดภัยของชานยอลคือสิ่งที่คริสกำลังคำนึงถึง แต่อีกอย่างการตามไปกระชากลากถูคือสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในหัวสมองของเขาในตอนนี้เมื่ออีกฝ่ายเลือกจะเดินหนีระงับอารมณ์ไปเงียบๆ เขาก็พร้อมจะยอมเดินตามระวังข้างหลังให้ จนกว่าอีกคนจะสบายใจ

 

                เหมือนเป็นความโชคดีในความทุกข์เล็กๆของเขาที่รถแท็กซี่ผ่านมาสองคันพอดิบพอดี ชานยอลขึ้นและออกตัวนำเข้าไปสองช่วงตึกส่วนคนที่ล็อคบ้านออกมาตัวเกือบเปล่าก็รีบโบกแท๊กซี่อีกคันและสั่งให้ตามคันหน้าไปอย่างไม่รีรอ

 

 




              ดวงตาคู่สวยเหม่อมองออกไปที่นอกกระจกรถ ในหัวสมองของเขามันว่างเปล่าจนแทบจะกลายเป็นขาวโพลน รู้สึกว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนที่ไม่ยอมใจอ่อนให้กับคนที่คุกเข่าขอร้องเสียดิบดี ถ้าไม่ใช่เพราะข้อความนั่น เขาคงเป็นได้แค่ไอ้โง่ที่ถูกหลอกปั่นหัวไปวันๆ 


              "ให้ไปส่งที่ไหนครับ" 


              "เออ จอดตรงนี้ก็ได้ครับ" ชานยอลที่ไม่อยากจะเสียเงินค่าแท๊กซี่มากนักก็เลยบอกให้คุณลุงจอดมันตรงปากซอยด้านหน้า ถึงจะห่างจากบ้านไปไกลแต่ก็ใช่ว่าจะเดินกลับไม่ได้ ดีเสียอีกเผื่อเขาจะได้เดินขบคิดอะไรให้แตกไปเพลินๆ 


               "ค่าโดยสารครับ" 


               "อา...ครับ" ชานยอลที่มัวแต่เหม่อรีบคลำหากระเป๋าสตางค์ ดวงตาคู่สวยเงยขึ้นสบดวงตาของคุณลุงเป็นพักๆขณะหา จนเจ้าตัวต้องสบถในใจ เพราะสิ่งที่คลำออกมาจากกระเป๋าเสื้อมีเพียงแค่โทรศัพท์มือถือไร้วี่แววของกระเป๋าตังใบเก่า ชานยอลได้แต่ด่าตัวเองในใจว่าไม่น่าหัวร้อนจนขาดสติ เขาไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าแท๊กซี่แถมในเวลาแบบนี้การรบกวนเซฮุนก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างแรง ตัวช่วยสุดท้ายของเขาจึงเป็นหมอจงอิน ที่ตอนนี้น่าจะออกทำงานอย่างที่เคยบอกอยู่ที่ไหนสักแห่งในย่านสถานบันเทิง

  

                ชานยอลบอกให้ลุงคนขับรอสักพักก่อนจะต่อสายหาจงอิน และได้ความว่าอีกฝ่ายจะจ่ายค่าแท็กซี่ให้ถ้าไปหาตามที่อยู่ที่บอก แม้จะรู้สึกว่ามันเป็นสถานที่อโคจรครบวงจรเกินไปและดูน่ากลัวสำหรับผู้ชายวัยยี่สิบแปดที่ไม่ค่อยได้เที่ยวอะไรแบบนี้ แต่ชานยอลก็ตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางเป็นที่อยู่ที่จงอินบอกทันที

 





                ลุงคนขับใช้เวลาผ่าการจารจรที่ไม่ได้แน่นเหมือนช่วงเย็น เพียงแค่ยี่สิบนาทีก็มาถึง เสียงเพลงที่เล็ดลอดออกมาจากผับใต้ดินทำเอาหัวใจของชานยอลเต้นกระตุก เขายังคงนั่งในรถแท็กซี่ต่อสายหาจงอิน อีกครั้งเพื่อบอกจุดหมายว่า ตัวเองอยู่ตรงไหน

 

                เสียงเคาะกระจกเบาๆเรียกสติของชานยอลให้ตื่นขึ้น จงอินบอกให้ลุงคนขับเลื่อนกระจกลงแล้วยื่นส่งค่าแท็กซี่ให้แล้วเบนสายตามามองเขา ชานยอลยังคงฉีกรอนยยิ้มจืดๆ แล้วเปิดประตุลงรถมายืนข้างคุณหมอยังหนุ่ม

 

                “ไง หน้าตาดูไม่ดีเลยนะ” มือแกร่งบีบไหล่ของชานยอลเพื่อเรียกสติ ก่อนจะเอนหัวเข้ามาใกล้เพื่อกระซิบบอกว่าให้เดินไปที่ร้านมินิมาร์ทที่อยู่ตัวมุมถนนพร้อมกับยื่นธนบัตรหมื่นวอนเผื่อว่าจะซื้ออะไร ชานยอลทำตามอย่างว่าง่ายพร้อมกับรับเงินมาจากจงอิน ในขณะที่จงอินเดินกลับเข้าไปในนั้น

 

                ชานยอลที่มาถึงมินิมาร์ทก่อนสั่งบะหมี่และหิ้วเบียร์ติดมือมาจากตู้แช่อีกสองกระป๋องจับจองนั่งลงตรงโต๊ะเหล็กสีน้ำเงินเข้มที่มีเก้าอี้ให้นั่งแค่สองตัว ผู้คนแถวนี้แทบไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจคนที่แต่งตัวด้วยชุดปาจามาอย่างเขานัก เพราะต่างคนต่างเมา ไม่ก็มากับคู่ควงที่นุ่งน้อยห่มน้อย ทั้งที่อากาศหนาวเย็น

 

                “ไงมาหาถึงนี่ได้ มีเรื่องอะไรรึเปล่า”

 

                “อา คือ” ชานยอลที่กำลังเปิดเบียร์รีบหยิบกระป๋องของจงอินมาเปิดแล้วยื่นส่งกลับไป ชายหนุ่มรับเอาไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆเป็นการขอบคุณ แล้วเริ่มกระดกมันลงคออย่างช้าๆ จ้องมองคนที่นั่งมองถ้วยบะหมี่ของตัวเองอย่างใจจดใจจ่อ

 

                “หิวเหรอ

 

                “อ่ะ อื้มใช่เลยออกมาหาไรกินน่ะ”

 

                “แต่ไม่พกเงินออกมาเนี้ยนะความจริงแล้วทะเลาะกับใครมารึเปล่า” จงอินเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้แล้วถามเสียงนิ่งแต่ดูเป็นต่อ ชานยอลที่หลบสายตาคนแก่กว่าเป็นพัลวันก็ได้แต่ถอนหายใจ เมื่อรู้ว่าโกหกคนตรงหน้าต่อไปไม่ไหว

 

                “เพิ่งทะเลาะกับคริสมา ผมเบี้ยวนัดเดทของคริส คริสเลยโมโห” จงอินพยักหน้ารับ แล้วกระดกเบียร์ลงคอไป

 

                “แล้วทำไมถึงได้เบี้ยวนัดเขาล่ะ”

 

                “ก็….ไม่รู้สิ ผมแค่ไม่มั่นใจน่ะหมอ เขาส่งข้อความมาตอนสี่โมงแล้วก็อีกทีตอนห้าทุ่ม ผมนึกว่าเขาจะโกหกซะอีก”

 

                “เขาเป็นคนชอบโกหกเหรอ” ชานยอลที่ตกสะเกิดกับคำพูดของจงอินก็ได้แต่ก้มหน้ามองไอน้ำที่ลอยออกมาจากถ้วยบะหมี่ เอาจริงคริสแทบไม่เคยโกหกเขา ไม่เคยจะปกปิดความจริงกับเขาแม้แต่เรื่องที่บอกว่าจะไปแต่งงานกับไอรีน

 

                “เขาไม่เคยขอผมเดท แค่ออกไปกินข้าวอย่างคนปกติตอนเป็นแฟนกันเขายังไม่เคยทำให้ผมเลยนะหมอ แล้วอีกอย่างเขาเพิ่งมาบอกว่าจะแต่งงานกับคนอื่น ทั้งที่มาพูดว่าขอเวลาสามเดือนแถมจะให้ผมไปอเมริกากับเขา หมอจะให้ผมคิดยังไง” จงอินเลิกคิ้ว เบนสายตาที่เคยมองเขาไปมองอย่างอื่นแทนเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาจดจ้องเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

 

                “ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองหรอกชานยอล”

 

                “เหอะ เหตุผลบ้าๆน่ะสิ”

 

                “เรื่องนี้เหรอที่ทำให้นายโกรธคริสขนาดนี้”

 

                “ก็มีส่วน เป็นหมอไม่คิดบ้างเหรอว่า คนบ้าแบบนี้ก็มีบนโลกด้วย”

 

                “ทำไมล่ะ”

 

                “…………..” ชานยอลไม่ได้ตอบอะไรเพราะจนปัญยาที่จะตอบ แม้ความรู้สึกข้างในจิตใจมันจะบอกเขาว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ถูกต้อง ถ้าหากว่าคริสแต่งงานไปแล้วผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมเลิก ส่วนเขาที่ติดสอยห้อยตามคริสไปเพราะความรักล้วนๆจะเป็นอย่างไร จะต้องกลายเป็นมือที่สามระหว่างคนสองคนที่มีลูกเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากันอีกน่ะหรือ

 

                “คนเราบนโลกล้วนย่อมมีเหตุผลนะชานยอล นายมีคริสก็มี เซฮุนมีฉันก็มี ต่างคนต่างเกิดและเจอเรื่องราวไม่เหมือนกันสิ่งไหนรับได้ก็รับ สิ่งไหนรับไม่ได้ก็ปล่อยไป แต่อย่าด่วนสรุปอย่าทำให้ความอคติมันบังตาจนนายมองอะไรไม่เห็นแม้แต่ความรู้สึกของตัวเองและความเป็นจริง”

 

                “หมอทุกคนต้องมีความคิดเป็นแบบนี้รึเปล่า” ชานยอลที่มองค้อนคุณหมอเก่าได้แต่เก็บคำเถียงที่ไม่เข้าท่าเอาไว้ในใจ สิ่งที่จงอินพูดมันก็ถูก ถูกมากและตรงใจเขามากเสียด้วย แต่ก็จะพูดยังไงล่ะว่าอคติสำหรับเขาที่มีต่อคริสในช่วงคบกันมันยังคงเต็มเปี่ยม การทำดีร้อยครั้งมันกลบความผิดแค่ครั้งเดียวน่ะมันเป็นไปไม่ได้ ยิ่งคริสที่เผอิญทำมันซ้ำซากจนจำเจ การกลับมาพูดคุยกันแบบนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่ามากเกินพอ

 

                เขายังคงชัดเจนกับความรู้สึกของตัวเอง เขายังคงรักคริส รักมาก แต่ก็โตมากจะรักษาแผลที่ยังไม่สมาน ยิ่งโดนเฉาะกลับมาซ้ำๆแบบนี้มันก็ยิ่งขยาด ไม่ต่างจากคนที่เผลอไปจับหม้อร้อนๆ และมันคงไม่มีใครอยากโดนอีกเป็นครั้งที่สองแน่ๆ

 

                เขาก็เหมือนกัน….

 

                ชานยอลที่ไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไรจึงเอื้อมมือไปหยิบกระป๋องเบียร์ของตัวเองที่เปิดทิ้งไว้แต่ยังไม่ได้กระดกเข้าปาก แต่สุดท้ายกลายเป็นคุณหมอคารมลึกซึ้งที่ฉวยเอาไปดื่มอั่กๆรวดเดียวแทบหมดกระป๋อง

 

                “ถึงจะเลยช่วงพักฟื้นมาแล้วแต่นายก็ไม่ควรแตะต้องมันอีกตลอดชีวิตนะ”

 

                “หมอ!” จงอินหัวเราะแล้วจัดการกับกระป๋องเบียร์ในมือจนหมด ใบหน้าง้อง้ำของชานยอลสร้างรอยยิ้มให้ชายหนุ่มได้มากจนแทบจะเปิดปากหัวเราะตามออกมาดังๆ ชานหนุ่มที่ปล่อยทิ้งช่วงให้อีกคนจมอยู่ในความคิดวางกระป๋องลงบนโต๊ะแล้วเอื้อมมือไปยีหัวอดีตคนไข้ที่อายุห่างกันหลายปีอย่างนึกเอ็นดู

 

                “กลับบ้านได้แล้ว ฉันต้องไปทำงานต่อนะคุณคนไข้”

 

                “ทำงาน…..ทำงานอย่างว่าเหรอ” แม้จะรู้ว่าเป็นการเสียมารยาท แต่คนมันอยากรู้นี่นา

 

                “……..” 

 

                “ทำไมไม่กลับไปเป็นหมอล่ะ หมอ” ชานยอลที่รู้ว่าคงไม่ได้คำตอบอย่างที่ต้องการแน่ๆ จึงเลี่ยงไปถามคำถามอื่น

 

                “ฉันไม่ได้อยากเป็นหมอสักหน่อยนี่นา” ตอบเสร็จก็ลุกขึ้นเพื่อเลี่ยงคำถามต่อไป รอยยิ้มที่ฉีกตรงมุมปากยังคงน่ามองอยู่เสมอในความคิดของชานยอล หมอจงอินเป็น หมอที่เก่งกาจ แม้จะปากร้ายไปหน่อย แต่ก็ใจดี

 

                “ถ้าหากว่าผมรักหมอได้ ผมคงตามจีบหมอแน่ๆ”

 

                “เสียดายเนอะเป็นแฟนกันยังไม่ข้ามวันเลยอ่ะ”

 

                “หึๆ ฮ่าๆๆ / คิกๆ ฮ่าๆ” 

                จงอินและชานยอลที่มองหน้ากันเข้าใจถึงมุขของกันและกันจนทั้งสองต้องประสานเสียงหัวเราะออกมา ฐานะแฟนที่ผุดขึ้นมาในหัวช่างเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดีในตอนนี้ ต่างคนต่างไม่ได้มีใจให้กันแต่กลับพูดขอเป็นแฟนและตอบรับเสียหน้าตาเฉย พอคิดๆดูแล้ว ตอนนั้นสิ่งที่ทำไปก็แค่คอยประชดประชันและกันมารหัวใจตัวดีที่มีอิทธิพลจนตัวเองยังต้องหลอกตัวเอง แต่ผลสุดท้ายก็ยังคงไปไหนไม่รอด

 

                ความคิดเด็กๆที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองใดๆ นั้นยังคงมีให้เห็นแม้ว่าจะอายุมากจนแทบจะสร้างครอบครัวเป็นหลักเป็นฐานได้แล้ว แม้เรื่องเล่าในคืนที่เขาสลบไปเพราะฤทธิ์ยานอนหลับจะทำให้เขารู้สึกสำนึกผิดนิดหน่อย แต่ก็อย่างว่า ว่ามันแค่นิดหน่อยเท่านั้น

 

                เขาคงเหมือนพวกไบโพล่าห์ที่แม้จะรักแค่ไหนแต่ก็ยังคงเจ้าคิดเจ้าแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น การกระทำที่ทำให้เขาเจ็บปวดที่มาจากคนรักมันสร้างรอยแผลไว้ให้เขามากมายจนแทบจะไม่เหลือที่ว่างให้ทำเพิ่มเติม เขาไม่รู้ว่าชีวิตคู่รักที่รักๆเลิกๆมันจะเหมือนเขามั้ย แต่สำหรับเขา เขาคิดว่ามันเป็นบทเรียนอย่างหนึ่งที่อาจทำให้ในอนาคตเราสามารถเลือกเส้นทางที่ถูกต้องได้

 

                บทเรียนชีวิตจะเป็นตัวสอนแล้วสร้างตัวตนเราในอนาคตขึ้นมาเอง….

 

                ชานยอลที่กำลังยืนรอรถแท็กซี่เพื่อกลับบ้าน เอาแต่พูดคุยหัวร้อต่อกระซิกกับคุณหมอที่มีอารมณ์ขันมากกว่าสมัยก่อน จงอินเล่าถึงงานที่ตัวเองทำ ว่าตอนนี้ทำอะไรบ้าง จนเขาอดแซวไม่ได้ว่า หมอจงอินเหมือนกับกินโทกิในร้านรับจ้างสารพัด ที่ทำงานแทบทุกอย่างไม่ว่าจะงานอะไรก็ทำได้หมดตั้งแต่กินข้าวกับสาวสวยไปถึงรับจ้างเลี้ยงหมาของเด็กมหาลัย แม้จะไม่รู้ว่าจงอินยอมทิ้งอาชีพมีเกียรติอย่างหมอไปทำไมแต่นั่นคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่หมอต้อง   

 

                “แล้วแบบนี้หมอกำลังเก็บเงินไปขอสาวหรือขอหนุ่มที่ไหนอยู่รึเปล่า”

 

                “หืมมม ไม่นิ แค่ทำไปเรื่อยๆ”

 

                “แล้วหมอกับเซฮุนตอนนี้เป็นยังไง” จงอินที่ขมวดคิ้วเข้าหากันหน่อยๆค่อยๆคลายมันออกอย่างคนฉลาดหัวไวเข้าใจอะไรง่าย ชายหนุ่มยิ้มมุมปากเล็กๆ ล้วงมือทั้งสองข้างลงไปในกระเป๋ากางเกงยีนรัดติ้วสีซีด ก่อนที่สายตาก็เหม่อมองออกไปยังอีกฟากถนน

 

                “รู้สึกดีด้วย แต่ก็ได้แค่น้องชาย”

 

                “เห้ยยย จริงดิ!!

 

                “ทำไมล่ะ เด็กนั่นน่ารัก แต่ไม่ใช่สเปคฉัน” จงอินตอบ แต่สายตากลับแวววาวเมื่อชานยอลก้มหน้าพยักตามหงึกหงัก

 

                “แล้วพี่สาวผมล่ะหมอ”

 

                “ยูราน่ะเหรอ” คราวนี้ชายหนุ่มมีท่าทีคิดนานก่อนจะหัวเราะออกมาหน่อยๆ สำหรับยุรา สิ่งเดียวที่คิดได้คงเป็นเพื่อน เพื่อนที่ดีและปากร้ายในเวลาเดียวกันละมั้ง “แค่เพื่อนน่ะ”

 

                “เพื่อน!! แน่ใจนะ แล้วๆๆ”

 

                “ฉันคบใครไม่ได้หรอก เพราะฉันมีคนรักอยู่ในใจฉันแล้ว”

 

                “เห๋…..ไม่จริง ไม่ใช่ทั้งสองคนเลยเหรอ หรือว่าผมโจ่งแจ้งเกินไปเหรอหมอ หมอถึงปฏิเสธ ใช่ม้ะๆ” ชานยอลกระแซะตัวเข้าหาคุณหมอเก่า แต่อีกฝ่ายกลับทำเพียงแค่โอบไหล่เอาไว้เพื่อกันจะล้มขมำไปทั้งคู่แล้วส่งสายตาดุๆเป็นการปรามคนที่ซนไม่สมอายุ 

 

                “เออ ไม่ก็คือไม่ เอ้า รถมาแล้ว ไปได้แล้ว” จงอินผลักคนในอ้อมกอดให้เข้าไปใกล้รถที่จอดเทียบฟุตปาธแล้ว ชานยอลเบ้ปากน้อยๆ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปนั่งก้มหน้าลงมาแจกรอยยิ้มใสๆพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณออกมา ส่วนจงอินยังคงทำหน้าที่เป็นกระเป๋าเงินที่ดีด้วยการควักจ่ายค่าแท๊กซี่ขากลับให้คนไข้เก่า พอจัดการอะไรเสร็จก็ได้ฟกษ์ที่รถแท๊กซี่จะขับเคลื่อนห่างออกไป จงอินยังคงเอาแต่มองรถคันสีดำถมึนพร้อมกับโบกมือตอบคนที่อยู่ในรถจนลับสายตา ก่อนที่จะหันไปจับจ้องมองแท็กซี่อีกคันที่จอดแช่ไว้นานแล้วนับชั่วโมง 


              

 

                ผู้ชายตัวสูงลงมาจากรถด้วยใบหน้าเรียบเฉย ส่วนจงอินก็กำลังยืนล้วงกระเป๋าอย่างสบายอกสบายใจ  เขาทำเพียงแค่รอคนๆนั้นเดินเข้ามาอย่างช้าๆโดยไม่มีท่าทีว่าจะเดินเข้าไปพบกันครึ่งๆ

 

                “เห็นนั่งรออยู่ตั้งนาน ทำไมไม่ลงมาล่ะครับคุณคริส” จงอินเปิดปากเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มเย็นๆอย่างเคย แต่อีกฝ่ายที่เดินเข้ามาพอจะได้ยินเสียงของเขา กลับเงื้อหมัดขึ้นแล้ววัดเข้าใบหน้าได้รูปของเขาเต็มๆ 

 

                ตุบ!!

 

                ร่างคนต่อยเซลงไปยืนบนถนนในขณะที่ร่างของคนถูกต่อยร่วงกราวลงไปนั่งกับพื้นฟุตปาธ เลือดสีข้นคลักไหลทะลักออกจากจมูกของจงอิน เจ้าตัวรีบก้มหน้าสั่งมันออกเพื่อไม่ให้มันเปื้อนเสื้อที่ต้องใส่ทำงานทั้งคืน

 

                “อย่ามายุ่งกับคนของกู….คริสชี้นิ้วสั่งก่อนจะสะบัดตัวหันหลังเดินข้ามถนนกลับไปที่รถแท็กซี่ที่จอดรออยู่ ส่วนคนที่ถูกต่อยฟรี ได้แต่หัวเราะหึออกมาเบาๆ

 

               

 

 

                คริสที่เดินกลับมาขึ้นรถ บอกคนขับแท็กซี่ให้ขับกลับไปส่งเขาที่จุดเดิม แม้จะได้รับเป็นเสียงขานเหวี่ยงๆของคนขับตอบกลับมา แต่พอชายหนุ่มส่งธนบัตรไปให้เสียงก็แทบจะหายไปในลำคอทันที คริสเอาแต่นั่งจดจ้องเบาะผู้นั่งโดยสารด้านหน้า คิ้วที่ขมวดเข้าหากันนั้นบ่งบอกได้ถึงอารมณ์ที่ไม่คงที่ของเขา

 

                ภายใต้ใบหน้าที่มักจะบูดบึ้งของชานยอลนั้นช่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใสเมื่อได้อยู่ใกล้กับผู้ชายคนนั้น ภาพความทรงจำในห้องพักฟื้นเมื่อหลายเดือนก่อนตกผลึกเป็นตะกอนเล็กๆให้รู้สึกขุ่นเคืองในใจ ภาพของผู้ชายตัวสูงที่อยู่ในชุดกาวน์สีขาวกำลังคอยปกป้องคนรักของตัวเองที่นอนสลบอยู่บนเตียง ส่วนเขาก็เป็นได้แค่ผู้ชายที่ขาดสติ โวยวายเลือดร้อน จะทำลายคนที่เข้ามาขวางหน้า

 

                “แม่งเอ้ย!!” ระบายอารมณ์ใส่เบาะข้างหน้าด้วยเท้าหนักๆจนลุงเจ้าของรถต้องหันมามองด้วยความตกใจและหวั่นกลัว แต่ก็ทำได้เพียงแค่หันหน้ากลับไปสนใจถนนต่อ สิ่งที่ลุงทำได้มีเพียงแค่เร่งความเร็วของรถให้เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะได้ไปส่งลูกค้าคนนี้ถึงจุดหมายปลายทางให้เร็วที่สุด

 

 

 

 

 

                 

 

 

 

 




























               ติ๊ก...


               ติ๊ก...


               ติ๊ก...


                ต้องใช้เวลาอีกมากแค่ไหนกว่าจะข่มตาหลับลง.......


               คริสที่กลับจากข้างนอก อาบน้ำแต่งตัวเตรียมเข้านอนตั้งแต่ชั่วโมงก่อน แต่สิ่งที่เขากำลังทำตอนนี้มีเพียงแค่เอนหลังพักบนเตียงนอนขนาดพอดีตัว แขนกำยำก็เอาแต่ก่ายไปบนหน้าผากอย่างคนคิดไม่ตก

 

-เลิกคิดถึงหมอนั่นแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่เหอะ คริส ไอรีนก็เหมาะกับนายนะ-

-ให้ตายเถอะ ฉันควรจะทำยังไงให้นายออกมาจากฝันนั่นสักที-

-หมอนั่นอาจจะมีแฟนใหม่ไปแล้วก็ได้-

-ไม่มีใครรอหรอกนะ แค่จดหมายเขายังไม่ตอบกลับมาเลย ตัดใจเหอะ-

 

 

               

                “ฉันควรทำยังไงต่อไปดีชานยอล….” ชายหนุ่มพึมพำเสียงแผ่วเบากับตัวเองอย่างเหนื่อยล้า ความเชื่อใจเป็นพื้นฐานของความรักก็จริง แต่นี่อาจจะเป็นสิ่งที่สมควรแล้วสำหรับเขา การเข้าใจถึงความเจ็บปวดของอีกฝ่ายเป็นบทเรียนที่เร่งรัดและเห็นผลมากที่สุด

 

                แต่แบบนี้ไม่โอเคเลยจริงๆ…..

 

                ใครๆก็เปลี่ยน ตัวเขาเองก็เปลี่ยน ชานยอลก็เปลี่ยน ไม่มีใครที่เหมือนเดิมไปตลอด ไม่มีใครที่จะมีความคิดเหมือนเดิมไปตลอด รวมถึงความรู้สึก

 

                เราอาจจะไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ….

 

                ชายหนุ่มพลิกนอนตะแคง สอดมือทั้งสองข้างเข้าไปรองรับหัวเอาไว้ต่างหมอน หลุบเปลือกตาลุงช้า ปล่อยให้หยาดน้ำใสๆที่เกาะพราวอยู่บนขนตาได้หยดลงบนท้องแขน ในใจยังคงคิดถึงใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขของชานยอล แต่ทั้งๆที่อีกฝ่ายกำลังมีความสุขเขากลับกำลังรู้สึกเหมือนจะขาดอากาศหายใจ 


                


            

 

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 




            8 ปีก่อน

 

 

                ชีวิตเด็กทุนมหาลัยเป็นสิ่งที่ใครๆหลายคนฝันถึงยิ่งกับมหาลัยที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก แต่แน่นอนว่าไม่ใช่สำหรับเขา เด็กที่จากบ้านมาด้วยความไม่เต็มใจขั้นสูงสุด ชายหนุ่มที่ย่างเข้าอายุยี่สิบเอาแต่นับวันนับเวลาว่าเมื่อไหร่จะได้กลับไปบ้านเกิดของตัวเอง เขายังคงจำสัญญาของแม่ได้ ว่าถ้าหากเขาเรียนจบไฮสคูลที่นี้เขาจะได้เบอร์โทรติดต่อหรือที่อยู่ของชานยอล

 

            เขาได้ตามที่หวัง เป็นที่อยู่ที่เหมือนกับบ้านหลังเก่าของเขาแต่แตกต่างกันที่ช่วงทับพร้อมด้วยเบอร์โทรที่ถูกปิดเบอร์ไปแล้ว แม้จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแปลกนิดหน่อยที่สมัยนี้คนเขาติดต่อกันทางโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต แต่เขายังต้องติดต่อทางจดหมาย แถมระยะเวลาในการส่งก็ยาวนานนับสัปดาห์หรือมากกว่านั้นอีก

 

            แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาย่อท้อ ขอเพียงแค่เขาได้เล่าเรื่องราวต่างๆโดยละเอียดไปให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ถึงสาเหตุที่เขาต้องมาอยู่ไกลถึงอีกฟากโลก และเขาหวังว่าชานยอลจะให้อภัยกับการจากมาของเขาในครั้งนี้

 

            “สวัสดีฉันจอห์น เราเป็นรูมเมทกันสินะ” คริสยิ้มทักทายรูมเมทใหม่ที่ขนกระเป๋าใบโตเข้ามาในห้องสี่เหลี่ยม จอห์นดูจะอัธยาศัยดีมาก มากจนเขารู้สึกว่าน่ารำคาญแต่ก็เป็นรูมเมทที่ดี

 

            ช่วงเวลาผ่านพ้นไปยาวนานนับสัปดาห์ เขามีเวลาเขียนจดหมายฉบับแรกในตอนกลางคืนเพียงแค่สองสามบรรทัดเพราะความง่วงงุนและต้องเจียดเวลามาอ่านหนังสือทบทวน ด้วยตารางเรียนที่หนักจนแทบลากเลือดไหนจะตารางงานพาร์ทไทม์หาค่าขนมที่เหนื่อยจนสายตาตัวแทบขาด รวมๆแล้วเขาใช้เวลาในการเขียนจดหมายฉบับแรกถึงหนึ่งสัปดาห์ 


             คริสนั่งอ่านทบทวนมันอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ผิดพลาดตรงไหน ทั้งที่อยู่ และเบอร์ติดต่อกลับพร้อมทั้งอีเมล์ของเขา สะกดถูกต้องทุกตัวอักษรซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากชานยอลได้รับมัน ฝ่ายนั้นจะต้องติดต่อกลับมาทันที ชายหนุ่มพับมันเป็นสามทบยัดลงซองสีฟ้าแก่ๆที่ซื้อมาจากสหกรณ์มันมีตราของมหาลัยเล็กๆติดอยู่ด้านบนขวามุมซอง แต่จนแล้วจนรอด เขาก็ยังคงหยิบมันออกมาเพื่อที่จะอ่านมันอีกครั้ง 

 

 

ถึง ชานยอล                           


                            ฉันต้องขอโทษที่ติดต่อนายไม่ได้นานนับปี ขอโทษจริงๆสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น

                นายใจสลายเหมือนฉันมั้ยเมื่อตื่นขึ้นมาไม่ได้เจอกันในทุกๆเช้า ฉันยังคงคิดถึงจักรยาน

                คันเก่าของเรา และคนตัวหนักที่มักจะซ้อนท้ายฉันไปโรงเรียน จดหมายฉบับนี้ นายไม่

                ต้องแปลกใจกับมันนักหากว่าที่อยู่มันจะมาจากอเมริกา ตอนนี้ฉันกำลังศึกษาต่อที่มหาลัย

                ของที่นี้ฉันอยากให้นายอยู่ด้วยนะ ฉันข่มตาหลับไม่ได้เลยเมื่อฉันคิดถึงนาย และสาเหตุที่

              ฉันมาที่นี้และไร้การติดต่อก็เพราะว่าฉันป่วยหนัก ขอโทษจริงๆที่บอกไม่ได้ว่าหนักแค่ไหน

              ฉันไม่อยากให้นายเป็นห่วง ฉันกำลังทำงานเก็บเงิน ถ้ามีมากเมื่อไหร่ฉันจะซื้อตั๋วให้นายบิน

             มาที่นี้ อย่าถามว่าทำไมฉันไปหาไม่ได้ ฉันอยากไปหานายใจจะขาด แต่ฉันมีหน้าที่ที่ต้องทำ

            และถ้าถึงวันนั้นฉันมีอะไรจะบอกนายด้วยนะ ช่วยรอจนกว่าจะถึงวันที่เราจะได้เจอกัน 

           ตอบกลับฉันด้วยนะ นี่เบอร์ติดต่อกับอีเมล์ของฉัน xxx-xxxx-xxx หวังว่าเราจะยังเหมือนเดิม

 

                                                                                                                                                คริส


 

           

 

 

            
































--------------------

ปูตอนต่อไปไว้ให้แล้ว ตอนหน้าเจอย้อนอดีต

และแก้ปมสุดท้ายของเรื่องกัน ส่วนชีวิตคริสจะเป็นยังไง

เมื่อแปดปีก่อน ติดตามเลยนะครัช 


เรื่องต่อไปจะไม่ซับซ้อนแล้วและหลายๆคนน่าจะเดาได้ 

รวมถึงการตัดสินใจของชานยอลด้วย 

ทุกอย่างกำลังจะถูกคลาย ถูกเฉลย ทั้งเรื่องของคริสที่ชานยอลยังไม่รู้ 

และความรู้สึกของคนขี้ย้อนแย้งด้วยเนอะ



**(จะเล่าย้อนช่วงที่คริสได้เข้ามหาลัยแล้วนะคะ คือตอน 8 ปีก่อน 

ตอนที่คริสเริ่มเขียนจดหมายถึงชานยอล)**



อีกไม่กี่ตอนจะจบแล้ว 

ไปสกรีมแทค กับคอมเม้นให้ด้วยนะจ้ะ

ตั้งแต่ตอนนี้ไปจะไม่โปรโมทในทวีตแล้วนะคะ 



#เสริมๆ

จงอินพูดถูกนะคะ

ว่าทุกคนจะทำอะไรก็ล้วนมีเหตุผลตัวเอง 

เป็นที่ตั้งทั้งนั้น แถมบางที่เหตุผลของเรา 

คนอื่นก็ยากที่จะเข้าใจด้วย 

เพราะฉะนั้นพบกันครึ่งๆทางนะคะ อย่าทำตัวแบบคริสหรือชานยอลดีกว่าน้า   




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

719 ความคิดเห็น

  1. #695 Look Pear Meigeni (@lookpear90) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 7 มกราคม 2560 / 00:51
    แล้วแบบนี้จะจบยังไงเนี้ย ฮืออออออออ
    #695
    0
  2. #694 RainbowKrisYeol (@rainbowky) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 5 มกราคม 2560 / 23:10
    ฮืออออ เหนื่อยใจจังเลย ต่างคนต่างมีทิฐิ จ่างคนก็มีบาดแผลจนไม่สามารถเชื่อใจไว้ใจกันได้ แงงงง
    #694
    0
  3. #693 yeollykiss (@bunnieys) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 08:54
    บางทีการเริ่มต้นใหม่กับคนเก่าอาจจะไม่ได้แย่นะ ลืมอดีตที่ผ่านมาทั้งหมด ถึงมันจะยาก เพราะทั้งคู่ล้วนกับเจ็บปวดมามาก ทั้งยังมีอคติต่อกัน แต่ไม่อยากให้เอาอดีตมาทำร้ายปัจจุบัน คนรักกัน ให้อภัยกัน แล้วเริ่มต้นใหม่เถอะนะ!
    #693
    0
  4. #692 pzikbac (@naal) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 07:32
    คนนึงก้ออคติ คนนึงก้อไม่ยอมบอกเหตุผลของตัวเอง คงยากอ่ะ ถ้าจะเข้าใจซึ่งกัน เฮ้ออ ไม่รุจะจบยังไง
    #692
    0
  5. #691 iStyle~* (@neple) (จากตอนที่ 58)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 07:13
    ต่างคนต่างมีเหตุผลในการกระทำ เราคนนอกเห็นแล้วรู้สึกว่าถ้ามันยากที่จะกลับมาต่อให้ติดแล้ว เพราะอีกคนไม่ยอมปล่อยวางอคติเลย เห็นแล้วเหนื่อยแทนจริงๆ ทั้งที่รักกันทั้งคู่แท้ๆเนอะ
    #691
    0