[FIC-Krisyeol] D E A R-F R I E N D

ตอนที่ 3 : CHAPTER 01

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 457
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    17 มิ.ย. 59

 








บทที่ 1


                Part Chanyeol


                กลุ่มควันสีเทาที่ล่องลอยไปในอากาศถูกมือของใครบางคนปัดมันไปมา จนเจ้าของต้องหันไปมอง แล้วพ่นมันออกมาอีกอย่างนึกสนุกที่ได้แกล้งคนข้างๆ มันทำหน้าบูดหนักแล้วไอออกมา เพราะไม่ถูกกับกลิ่นของบุหรี่

 

                “พอได้แล้วน่า อยากตายก่อนอายุหกสิบรึไง” นั่นคือคำอวยพรที่ออกมาจากปากของ คริส อู๋ เพื่อนซี้ตัวติดกันตั้งแต่สมัยจำความได้ บ้านของมันใช้รั้วเดียวกันกับบ้านของผม และก็มักจะเป็นมันเสมอที่วิ่งมาขอข้าวที่บ้านผมกินเป็นมื้อเช้า จนตอนนี้มัธยมปลายปีสุดท้าย มันก็ยังคงมาขอข้าวบ้านผมกินไม่เคยเปลี่ยน

 

                แม่มันเป็นหมอ วันๆคลุกอยู่แต่กับคนไข้ ส่วนลูกชายก็ปล่อยทิ้งไว้ตามมีตามเกิดกับป้าข้างบ้านซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากแม่ของผม ที่ไม่ได้ทำงานทำการอะไรตั้งแต่สมัยมีพี่ยูรา และนั่นก็เป็นเหตุที่ทำให้ผมกับมันตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋แบบนี้  

 

                แค่มองตาก็รู้ใจ….เคยได้ยินประโยคนี้กันบ้างหรือเปล่า

 

                “ไปหาไรกินเหอะ หิวแล้วอ่ะชาน” ผมโยนก้นบุหรี่ออกไปไกลๆจนมันไปตกในคลองชลประธานที่มีน้ำไม่มาก เพราะไม่ใช่หน้าทำการเกษตรอย่างรู้ว่าได้เวลากลับ คริสมันเดินไปที่รถจักรยานคันสีแดงเลือดหมูล้อใหญ่ๆ ที่แม่ของมันซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อตอนขึ้นมัธยมปลายปีแรก ความเก่ามันมากพอๆกับเศษเหล็กในรถซาเล้งของคนเก็บขยะที่ชอบลักขโมยเศษเหล็กที่พ่อผมเก็บเอาไว้จะไปขายเอง แต่ที่มันยังใหม่เอี่ยมเหมือนจักรยานมือหนึ่ง ก็เพราะฝีมือพ้นสีของผมเอง

 

                ไม่ได้จะอวดแต่มันออกมาสวยจริงๆ ประจวบกับทาแลคกันสนิมจนขึ้นเงาวับ ผมมองมันอยู่นาน เพื่อเป็นการฆ่าเวลารอไอ้คริส จูงเข้ามาใกล้ มันขึ้นคร่อมทำหน้าที่เป็นคนขับอย่างคุ้นเคย จากนั้นผมจึงคร่อมขาลงไปที่เบาะหลังนุ่มๆ แล้วยึดเสื้อของมันเป็นที่เกาะกันหล่น

 

                แม้ท่าทางของผมจะดูห้าวเป้งและแมนกว่าคริสมันหลายร้อยเท่า ทั้งเกเรเรียนก็แย่ หาเรื่องชกต่อยไปทั่ว แต่ผมก็ยังมีขนาดตัวที่เล็กกว่าเพื่อนคนนี้อยู่ดี ถึงจะสูงถึง 185 แต่เพื่อนผมมันก็หน่วยก้านใหญ่กว่าไปโข แตกต่างจากผมที่ผอมบางไม่เจียมบอดี้เวลาไปตีกับใครเค้า

 

                “กินอะไรดีชาน”

 

                “แล้วแต่มึง เงินกูมีไม่มาก” นอกจากจะตัวเล็กกว่ามันแล้ว ฐานะทางบ้านของผมก็ย่ำแย่พอกัน เพราะพ่อแก่ตัวต้องถูกออกจากงานประจำ และงานที่คนแก่เจ็บออดๆแอดๆอย่างพอจะทำได้ ก็เหลือแค่ขับแท็กซี่

 

                ฟังๆดูแล้วไม่มีอะไรดีเลยเมื่อเทียบกับมัน....

 

                “ไม่เป็นไรเดี๋ยวเลี้ยง บอกมาเลย”

 

                “กลับไปกินข้าวที่บ้านเถอะ ประหยัดดี” ผมพยายามเลี่ยงที่จะไม่ใช้เงินมาก ผมคบมันไม่ได้หวังจะหลอกเป็นกาฝาก เราอยู่ด้วยกันมานาน นานมากจนไม่รู้ว่าจะเรียกเพื่อนหรือพี่น้องคู่แฝดดี

 

                มันไม่ตอบผม มันยังคงปั่นจักรยานคันใหญ่ของมันไปเรื่อยๆตามทางในสวนสาธารณะของเมือง ผู้คนที่นี้มีไม่มาก ทำให้มันดูเงียบเหงาเวลาใกล้เย็น แบบแดดแก่ๆอย่างนี้

 

                “งั้นไปร้านหนังสือกันก่อนเนอะ”

 

 

                คริสปั่นจักรยานไปเรื่อยๆ ข้ามถนนไปอีกสองสามแยกเพื่อไปยังร้านหนังสือมือสองของคุณลุงโดนัลดั๊ก ที่เรียกลุงแกแบบนั้นไม่ใช่เพราะหน้าลุงแกเหมือนเป็ด แต่เป็นเพราะเสียงแหบแห้งของแกเวลาที่ต้องออกมาไล่พวกเค้าสองคนให้ออกจากร้าน โทษฐานแอบอ่านหนังสือโดยไม่ซื้อกลับไปสักเล่ม คริสมันเร่งให้ผมลงจากรถของมัน ก่อนที่มันจะเอาขาตั้งคู่ลงแล้วดึงโซ่มาล่ามรถของมันไว้กับต้นไม้ที่น่าจะอยู่มาก่อนพวกเค้าสักยี่สิบหรือสามสิบปี

 

                “งั้นไปอ่านหนังสือกัน รอเวลากลับไปกินข้าวบ้านเรา” มันพูดด้วยน้ำเสียงซื่อๆ ผมไม่ได้ชอบหนังสือ แต่ผมชอบเวลาที่ถูกลุงโดนัลดั๊กไล่ และต้องไล่พร้อมๆกับไอ้คริสที่มักจะเป็นคนชวนผม พวกเราเปิดประตูเข้าไป เสียงโวยวายดังมาก่อนเป็นอันดับแรก

 

                “มาหาหนังสือน่าลุง อย่าบ่นได้ม้ะ เสียงเหมือนเป็ดไปทุกทีแล้วนะ” ผมขมวดคิ้วบ่นเข้าให้ โดยไม่มีหางเสียง บางทีผมก็แปลกใจกับตัวเองเหมือนกัน เพราะคนที่ผมจะพูดว่าครับ ลงท้ายประโยคทุกครั้ง จะมีแค่แม่ของไอ้คริสคนเดียวเท่านั้น ขนาดกับแม่หรือพ่อตัวเองก็ยังไม่มีให้ได้ยิน

 

                หลังจากฟังคำสั่งกำชับว่าอ่านได้ไม่เกินชั่วโมง พวกเราเดินเข้าไปในมุมในสุดที่ลับตาคนเพื่อไล่หาหนังสือจากหมวดอื่นที่เราแอบเอามาซ่อนเอาไว้ แม้ไอ้คริสมันจะดูเด็กเรียนและหัวอ่อน แต่เรื่องลามกแบบวัยรุ่นทั่วไปมันก็ไม่ได้น้อยไปกว่าผมเลยสักนิด

 

                นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ผมชอบมาอ่านหนังสือกับไอ้คริสก็ได้….

 

                “เล่มก่อนยังอ่านไม่จบเลย หายไปไหนแล้วเนี้ย” คริสมันกรีดนิ้วไปตามสันหนังสือ ก่อนจะดึงหนังสือพวกนั้นออกมาแล้วส่งมาให้ผมถือเอาไว้ก่อน มันยัดแขนล้วงเข้าไปข้างในที่มีช่องว่างระหว่างชั้นวางสองตู้ มันยิ้มแผลงขณะที่หยิบเอาหนังสือนิยายผุ้ใหญ่ 25+ ออกมา

 

                “อ่ะ อันนี้ของชาน”

 

                “เออ ขอบใจ” ผมรับมันมาแล้วรีบยัดหนังสือที่คริสมันฝากเอาไว้กลับเข้าที่ แล้วเริ่มนั่งจับจองมุมสบายๆ มีที่เอนหลังเพื่อที่จะอ่านหนังสือเหล่านั้น มันเป็นนวนิยายจีน ที่ออกจะมีอรรถรสในเชิงราคะตัณหาแบบผู้ใหญ่ไปเสียหน่อย ซึ่งด้านหน้าปกมีชื่อกำกับพร้อมหมายเลขบอกเรทอายุที่สามารถอ่านได้

 

                ผมนั่งอ่านมันไปแบบเบื่อๆ ไม่ได้ชอบอ่านเท่าไหร่ ไม่ใช่สิ่งที่สนใจ พวกลักษณะคำพูด การบรรยายที่ดูยืดเยื่อนั้นทำให้ผมต้องพลิกไปอีกหลายสิบหน้าเพื่อเข้าถึงฉากรักอีโรติกใต้แสงจันทร์ และอากาศหนาวถึงสององศาตามที่ผู้แต่งได้บรรยายเอาไว้

 

                “ชานอ่านนี่ดิ” คริสมันเบี่ยงหนังสือมาหาผม แล้วชี้ไปที่บรรทัดที่เน้นตัวหนาเอาไว้

 

                ตราบใดที่เรายังอยู่ด้วยกัน ทำไมเราจะรักกันไม่ได้

            และตราบใดที่เราจะต้องจากกัน ทำไมเราจะกลับมาพบเจอกันใหม่ไม่ได้

 

 

                “ทำไมเราจะรักกันไม่ได้ทั้งๆที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลา แล้วถ้าเราจากกันไกลมันก็ต้องมีวันที่เราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง เราแปลถูกเปล่านะ” ผมนั่งมองคนที่เอาแต่ครุ่นคิดว่าแปลความหมายมันถูกหรือเปล่า เอาจริงๆที่มันแปลงออกมาก็แค่สับท้ายประโยคมาอยู่หัวประโยคให้มันฟังดูเข้าใจง่ายขึ้นแค่นั้นเอง

 

                “เออ ถูกแล้ว” ผมบอกมัน แล้วเริ่มก้มหน้าตั้งใจอ่านหนังสือของตัวเองต่อ

 

                “ชาน

 

                “อะไร”

 

                “ชานว่า เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ถ้าวันหนึ่งคริสหายไป ชานจะออกตามหาคริสมั้ย”

 

                “เห้ย พูดอะไรของมึง อารมณ์เปลี่ยวเหรอ” ผมพับเก็บหนังสือทันที แล้วโยนใส่มัน แอบกลัวอยู่นิดๆว่าสายตาและคำพูดของมันนั้นจริงจังอยู่ในระดับไหน

 

                หัวใจของผมมันเต้นแรงจนเหมือนกับจะกระดอนออกมานอกอก มันเป็นอะไรที่แม้แต่ตัวเองก็อธิบายไม่ถูก มันเหมือนกับคำพูดบอกถึงลางร้าย ที่ผมเกลียดมากที่สุด ซึ่งมันจะนานๆครั้งเท่านั้นที่คริสจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา แม้จะนานๆทีแต่รวมๆกันมันก็เยอะ และมันก็ทำให้ผมตกใจทุกครั้งที่คริสมันพูด

 

                แต่ครั้งนี้ตกใจจนต้องขว้างหนังสือใส่มัน....

 

                แบบคนรักบ้าบออะไรวะ...พูดอะไรนึกถึงใจคนฟังบ้างไอ้เพื่อนเวร....

 

 

                “ล้อเล่นเว้ย ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วย” ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สถานการณ์แบบนี้ ระทึกเสียกว่าตอนที่ผมได้รับดอกไม้และขนมทำเองจากเด็กสาวที่เข้ามาให้ผมในวันแห่งความรักเสียอีก แค่คำพูดของมันก็ทำเอาผมต้องตกตะลึงจนลืมอิมเมจห้าวเป้งไปชั่วขณะเลยทีเดียว

 

                “ล้อเล่นบ้าอะไรวะ น่ากลัวชิบหาย”

 

                “โอ๋เอ๋ อย่างอนน่า กลับบ้านกันนะชาน”

 

                ผมไม่เข้าใจว่ามันจะรีบทำไมในเมื่อพึ่งมาถึงเมื่อสิบนาทีก่อนเอง เพราะแบบนั้นผมเลยถามออกไป “ทำไมรีบกลับจังวะ นี่ยังอ่านไม่ถึงไหนเลย”

 

                “ซื้อกลับไปมั้ย เดี๋ยวเราออกให้”

 

                “ไม่ ไม่ต้องอ่ะ จะกลับก็กลับเถอะ” ผมลุกขึ้นยืนแล้วยัดหนังสือเล่นนั้นกลับฐานที่ลับของมันเช่นเดิม มันทำเช่นเดียวกันกับผม พอจัดการอะไรเสร็จก็ออกมาจากร้าน พร้อมกับสายตาและถ้อยคำเอ่ยถาม ด้วยความประหลาดใจจากลุงโดนัลดั๊ก

 

                คริสมันปลดโซ่ที่ล็อครถจักรยานสุดรักของมันออก แล้วรีบคร่อมมันทันที พร้อมกับยื่นกระเป๋าหนังสือมาให้ผม ผมถือเอาไว้รวมกับของตัวเองที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากไฟแช็คกับปากกาอีกหนึ่งด้าม พอผมรับมาถือเรียบร้อยก็ขึ้นคร่อมเบาะรถของมัน จากนั้นมันก็ปั่นออกไป ด้วยความเร็วกว่าทากสักสองเท่าได้

 

                “แค่กๆ แค่กๆ”

 

                “เป็นหวัดอีกแล้วนะมึง หัดดูแลตัวเองบ้าง” ผมบ่นไปไม่ได้จริงจังอะไรมาก เพราะเบื่อที่จะด่ามันแรงๆแล้ว ความจริงไม่ใช่ว่ามันไม่ดูแลตัวเอง มันดูแลดีมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะร่างกายที่อ่อนแอ ต่อสภาพอากาศ แค่อุณหภูมิเปลี่ยนนิดเปลี่ยนหน่อยมันก็ไม่สบายเป็นหวัดได้ง่ายแล้ว

 

                “ชินแล้ว”

 

                “กูก็ชิน แต่มันก็ไม่ดี กลับไปก็หายาหาน้ำอุ่นแดกซะ แล้วก็ไม่ต้องมานอนบ้านกูด้วย เดี๋ยวกูติดหวัด” มันพยักหัวขึ้นลงช้าๆ แล้วขานรับแบบยอมจำนนแต่โดยดี ความจริงแล้วเราสองคนก็นอนบ้านคนนั้นทีคนนี้สลับกันไปมาบ่อย แล้วแต่ว่าอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศเมื่อไหร่ พวกพฤติกรรมเหล่านี้มีแต่คนที่บ้านรู้ ถ้าให้คนนอกอย่างเพื่อนที่โรงเรียนล่ะก็ มีหวังถูกหาว่าเป็นคู่เกย์แน่ๆ

 

 

 

                บ้านเราอยู่ห่างจากตัวเมืองไปไม่ถึงกิโลด้วยซ้ำ ก็เลยใช้เวลาจากร้านหนังสือมือสองมาถึงบ้านไปแค่เพียงไม่กี่นาที คริสมันเอาจักรยานเข้าไปเก็บในโรงรถเล็กๆ แล้วหยิบเอาพวงกุญแจที่ห้อยอยู่ด้านในซึ่งเป็นที่ซ่อนออกมา เพื่อเอาไปไขประตูหลังบ้าน

 

                บ้านของพวกเราคล้ายกันเพราะเป็นบ้านแฝด มีสองชั้น มีโรงเก็บรถ และสวนของบ้านอีกนิดหน่อย ซึ่งบ้านของผมถูกปล่อยให้รกร้าง มีแต่เศษซากของๆที่พังแล้ววางระเกะระกะเต็มไปหมด แต่บ้านของไอ้คริสมันก็ตรงข้ามกับผมอีกนั่นล่ะ มีทั้งหญ้าญี่ปุ่นตัดเกรียนบำรุงให้ทุกวันเสาร์ ดอกไม้หลากสีบนกระถางน่ารักๆ แล้วยังมีโต๊ะเหล็กสีขาวเอาไว้นั่งดื่มน้ำชาในวันที่อากาศอบอุ่น และสุดท้ายชิงช้าไม้สีน้ำตาลแดงที่พ่อผมกับพ่อมันช่วยกันทำ เพื่อเป็นของเล่นให้กับพวกเรา

               

                “ชานทำอาหารนะ” มันหันมาบอกผมทันทีที่ไขประตูเปิดเข้าไปเจอครัว ผมไม่ได้โวยวายอะไรมาก เพราะแน่ในฝีมือการทำอาหารของตัวเองอยู่พอสมควร เอาจริงๆเรื่องที่ผมสามารถเอาชนะคริสมันได้ก็มีแค่เรื่องทำอาหารและงานบ้านเท่านั้น ผมไม่ใช่พวกรักสะอาดมากมายนัก แต่เวลาเบื่อๆ เวลาที่คริสมันต้องไปเรียนพิเศษในวันหยุดสุดสัปดาห์ผมก็ต้องหาอะไรทำเป็นงานอดิเรก เพราะบ้านผมไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต มือถือที่ใช้ก็แบบฝาพับพอโทรเข้าออกติดต่องานได้ และที่สำคัญ ผมไม่มีเพื่อนคนอื่นเลยนอกจากคริส

 

                ถ้าจะขอเล่าภูมิหลังตัวเองสักหน่อยก็คงไม่มีใครว่าใช่มั้ยครับ ผม ปาร์ค ชานยอล เด็กหัวรุนแรงที่ไม่ค่อยมีใครจะกล้าคบนอกจาก คริส เพื่อนสมัยเด็กแบเบาะ มันเป็นเหมือนขุมทรัพย์ของคลังปัญญา การบ้านทุกชิ้นผมมีมันคอยช่วย เพราะผมไม่ฉลาดนักกับการเรียน และผมก็ตอบแทนมันด้วยการเป็นไม้กันหมาให้กับสาวๆ และเป็นโล่ปกป้องมันที่ไม่ค่อยสู้คนให้พ้นอันตรายจากพวกนักเลงแฟนของเหล่าสาวๆที่ดาหน้ากันเข้ามาจีบมัน พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็ต้องวกกลับมาเข้าเรื่องรักๆใคร่ๆของตัวเองตลอด ผมไม่ใช่คนให้ความหวังใครผมไม่ชอบก็จะบอกทันที ซึ่งนั่นทำให้ไม่มีใครเข้าหาผมมากนัก ส่วนมากจะเป็นรุ่นน้องหรือเพื่อนสาวที่แอบชอบผมแต่ทำได้เพียงแค่ให้ของขวัญ

 

                ซึ่งบางปีผมกับคริสก็จะเอามาแข่งกันว่าใครได้เยอะได้น้อยเท่าไหร่ เป็นเรื่องสนุกสนานกันไป….

 

                “จะกินอะไรล่ะ” ผมหันไปถามมันขณะค้นตู้เย็นอย่างไม่ต้องขออนุญาตเหมือนกับว่าเป็นบ้านตัวเอง มันตะโกนตอบกลับมาเพราะอยู่ในห้องน้ำว่าซุปกิมจิเผ็ดใส่ราเม็ง ผมเบ้หน้าเล็กน้อยเพราะเกลียดของเผ็ดแต่ก็ต้องจำใจหยิบเอาวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของแกงออกมาวางบนโต๊ะ และลงมือทำมันทันที

 

เราเข้ากันได้ดีแม้ว่าจะเถียงกันบ่อยในแทบจะทุกเรื่อง ผมไม่ชอบหนังสือแต่ก็ต้องเข้าร้านหนังสือกับมันทุกวันหลังเลิกเรียน หรืออย่างวันศุกร์ที่ได้เลิกครึ่งวัน ช่วงบ่ายเราก็จะไปร้านลุงโดนัลดั๊กเพื่ออ่านหนังสือกันหลายชั่วโมงจนโดนไล่ออกจากร้าน

 

ฟังดูแล้วผมไม่น่าจะเป็นเด็กเกเรได้ ทั้งๆที่อยู่ติดกับหนอนหนังสืออย่างมัน แต่โทษที หนังสือส่วนใหญ่ที่ผมอ่านมักจะเป็นแนวเดิมๆ คือแนวเรทแบบผู้ใหญ่ แต่สำหรับไอ้คริส มันอ่านทุกอย่างที่อ่านชอบรวมทั้งหนังสือเรียน หนังสือสอบ และสารานุกรมอีกมากมายที่มันพอจะหาอ่านได้ฟรีในร้านหนังสือมือสอง

 

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกลายเป็นนักเลงหัวไม้ ที่ต้องพยายามสูบบุหรี่ที่ไม่ได้ชอบเพื่อเสริมลุคแบดบอยไปทำไม ถ้าให้นึกย้อนกลับไป คงเป็นช่วงประถมหรือเปล่า ช่วงที่ผมต้องคอยปกป้องเด็กโข่งที่ชื่อคริส เพราะความที่มันไม่สู้คน

 

“ชอบเวลาชานใส่ผ้ากันเปื้อนจัง” เสียงทุ้มต่ำแบบเด็กหนุ่มกำลังโตดังขึ้น มันเอ่ยชมผมทุกครั้งที่ผมลงมือทำอาหารซึ่งผมก็ไม่เคยดุด่าอะไรหรอก ผมรู้ผมมันดูดี

 

“แม่มึงกลับกี่โมง”

 

“แม่อยู่ถึงเช้า วันนี้นอนคนเดียว”

 

“อ่อ งั้นกูทำพอกินกันสองคนพอนะ” ผมเลี่ยงที่จะแสดงออกว่าเห็นใจไปให้มัน ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นเด็กเล็กที่นอนคนเดียวหรืออยู่บ้านคนเดียวไม่ได้เสียหน่อย เพราะเค้าก็ต้องมีเวลาส่วนตัวบ้าง

 

ผมใช่เวลาไม่กี่สิบนาทีก็เสิร์ฟซุปกิมจิพร้อมกับเส้นราเมงที่เพิ่งหักใส่ลงไปในหม้อ คริสมันก้มลงเอาจมูกฟุดฟิด ท่าทางมันคงจะชอบมากจนรีบจัดแจงหาถ้วยชามมาให้พร้อมเสร็จสรรพ

 

พวกเรานั่งกินกันในห้องครัวท่ามกลางเศษซากของวัตถุดิบที่ยังเหลือทิ้งเอาไว้ เราคุยกันถึงเรื่องผู้หญิงจากห้องอื่น ดาวของโรงเรียน การบ้านงานประจำสัปดาห์ หนังที่เพิ่งดูผ่านทางโทรทัศน์ และเรื่องอะไรอีกมากมายจิปาถะ ที่ผมยังไม่คิดเลยว่าตัวเองจะสรรหามาพูดกับมันได้มากมายขนาดนี้

 

ทุกวัน.....

 

“มึงล้างนะคริส กูไปละ เจอกันพรุ่งนี้เช้า” ผมโบกมือลาทันที เมื่อรู้สึกอิ่ม มันเงยหน้ามองผมแบบสงสัยเบอร์แรงสุดๆ แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ ทำแค่เพียงหยิบจับของสด ผักและของที่ต้องเข้าไปในตู้เย็นสองบานประตูสีเขียวแก่ๆใกล้พัง

 

“ไปนะ อย่าลืมโทรปลุกกูด้วย” ผมทำมือยกหูโทรศัพท์ขึ้น แล้วออกไปจากบ้านมันทันที

 

 

“โขลกๆ แค่กๆ” คนที่เพิ่งมองเพื่อนสนิทออกไปจากบ้านก็ไอออกมาทันทีด้วยความทรมาน เด็กหนุ่มอายุสิบแปดร่างกายกำยำแต่กลับป่วยออดๆแอดๆ ลุกขึ้นจากที่นั่งตรงดิ่งไปยังอ่างล้างจาน แล้วคายของที่กินออกมาจนเกือบหมด

 

“ขอบใจนะ” เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเอง แล้วรีบล้างไม้ล้างมือ เค้ากินอะไรไม่ค่อยได้มาจะสองอาทิตย์แล้ว ป่วยเป็นหวัด หายๆขาดๆอยู่อย่างนี้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด จนดูน่าเกลียด หลายวันมาแล้วที่ตัดสินใจจะบอกแม่ แต่ก็อุบเอาไว้ตลอดเพราะกลัวแม่ไม่สบายใจ เพราะทุกทีที่เค้าป่วยบ่อยแม่ก็จะเป็นกังวลเสมอ

 

เพราะแม่คงไม่อยากเสียเค้าไปเหมือนกับที่เสียพ่อให้กับโรคร้าย…..



































 

 ------------------------

มาแล้วๆ กับตอนที่ 1 

อยางที่เกริ่นเอาไว้ในหน้าฟิคเลยว่า ฟิคเรื่องนี้เศร้า 

ก็จะเศร้ามาก ความจริงไรท์แ่งได้มาถึงตอนที่ 10 แล้วล่ะ

แต่จะลงโครมเดียวก็ดูจะใจร้ายไปหน่อย 

เอาเป็นว่าวันละตอน สอง ตอน ก็แล้วกันนะคะ 

ยังไงก็ฝากติดตาม ฝากเม้นเป็นกำลังใจด้วย 

**ทุกคอมเม้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไรท์มีกำลังใจแต่งต่อน้าาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

719 ความคิดเห็น

  1. #718 noeyeol (@Noey_CHP) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 มีนาคม 2562 / 07:10
    พี่คริสป่วยเป็นอะไร ;-;
    #718
    0
  2. #660 yeollykiss (@bunnieys) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2559 / 23:32
    ทั้งสองคนต่างขั้วกันเลยเนอะ
    #660
    0
  3. #631 Krisyeol_exo (@1998bua-rojanawi) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 22:07
    เศร้า ดราม่าไปแล้วงื้อออ
    #631
    0
  4. #580 mangpor43 (@por2543) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2559 / 02:33
    ชอบบบบ ถึงจะดูเศร้าไปหน่อยก็เถอะ
    #580
    0
  5. #454 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2559 / 08:26
    เศร้ามากเลยหรอ คริสจะตายมั้ยอ่ะ ไม่อยากให้มีใครตายเลยอ่ะ
    #454
    0
  6. #414 aunyaw (@aunyaww) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 07:30
    ชอบชานแบดจังเลย ชานต้องปกป้องคริสนะ ฮืออออ คริสอย่าเป็นอะไรนะ
    #414
    0
  7. #261 Look Pear Meigeni (@lookpear90) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2559 / 00:19
    ชอบจังที่เรียกชาน ปกติเราไม่ค่อยชอบหรอก แต่รู้สึกว่า ชาน ที่คริสเรียกคือคนสำคัญ งงมั้ยค่ะ ฮ่าาๆๆๆ ยังไม่อยากเศร้าเลยจริงๆ
    #261
    0
  8. #198 - Wupcy (@bbe1234) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2559 / 23:42
    เราชอบชานยอลจังเลยย ดูรักเพื่อน ใจๆไปเลยงี้ คือชานยอลแตกต่างกับคริสมากแต่มันลงตัว อยู่ด้วยกันได้แถมมีความสุขด้วย ไม่อยากให้ดราม่าเลยฮือ
    #198
    0
  9. #182 Printhida Klinkaewnarong (@rainbowky) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2559 / 07:50
    แง้ ฟิคเศร้าหรอแง้งงงงงงง
    ชอบความสัมพันธ์ของคริสยอลมากๆ เลย ตัวติดกันมาก
    #182
    0
  10. #117 Imyi Otaku Super (@imyiclub) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 16:49
    ขอจบแปปแฮปปี้นะะะ
    #117
    0
  11. #116 *KCY*lover (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มิถุนายน 2559 / 12:48
    อ่านแล้วชอบ แต่พอไรต์บอกว่าเศร้ามากชักไม่กล้าอ่าน เรากลัวงานดราม่า TT^TT

    #116
    1
  12. #59 NAMA_II (@jajamy) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 00:24
    ....อื้ออออ มันต้องดราม่าแน่นอน โอ้ยยยย พี่คริสป่วยอีกเป็อะไรนะเป็นห่วงจัง
    #59
    0
  13. #35 Peace-_-Peach (@Peace-_-Peach) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2559 / 08:38
    มีแววว่าจะน้ำตานองอีกแล้วววว
    #35
    0
  14. #4 iStyle~* (@neple) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 14:51
    ฮือออออออออ คริสป่วยหนักสินะ ความเศร้าเริ่มมาแล้ว
    ชอบเวลาคริสแทนตัวเองด้วยชื่อจังเลย น่ารัก
    #4
    0
  15. #2 Pookky BB Y (@suttida22) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2559 / 14:06
    สนุกมากเลยค่ะ สู้สู้ นะคะไรท์
    #2
    0