HUNHAN feat.krisyeol Love treasure SS2

ตอนที่ 56 : [SS2] ตอนที่ 11 ข่าวใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 246
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    6 มี.ค. 60



 SS2 CH11

 

 

                 “ขอฉันอยู่คนเดียวได้มั้ย…..

                “แน่ใจนะว่า อยู่คนเดียวแล้วจะไม่เป็นอะไร”

                “เป็น….

                “เอ้า!

                “ช่างฉันเหอะน่า นายจะไปไหนก็ไปป่ะ ตอนนี้พี่ฟ่านมันห่วงแย่ละ”

                “แล้วเมื่อไหร่เซฮุนจะกลับ เซฮุนได้บอกไว้มั้ย”

                “อืม คืนนี้เค้าบอกอาจจะไม่ได้กลับ เร่งปิดงาน”

                “งั้น…..

                “กลับไปเหอะนะ ถือว่าฉันขอล่ะ”

 

 

 

 

 
















10 ชั่วโมงก่อน

 

                ร่างสูงในชุดสูทสีเข้ม เตรียมตัวพร้อมแล้วสำหรับการออกไปทำงาน กระเป๋าเอกสารที่อยู่ในมือลู่หาน ถูกยื่นออกไปจนสุดแขนเพื่อส่งให้เซฮุนที่นั่งใส่รองเท้าอยู่

                “วันนี้ผมอาจจะไม่กลับบ้านนะ เร่งปิดงานน่ะ”

                “เป็นวิศวกรต้องมานั่งปิดจ้อบด้วยเหรอ”

                “ไม่รู้สิ เพิ่งเคยเป็นเหมือนกัน” ลู่หานทำหน้าบูดบึ้งเมื่อได้ยินคำตอบของเซฮุน ถึงจะมีบ้างแต่ก็ส่วนน้อยมากจริงๆ ที่เซฮุนจะไปค้างที่บริษัทเพราะงานบางอย่างก็เอากลับมาทำที่บ้านไม่ได้ คนบ้างานเข้ากระดูกก็เลยต้องย้ายที่หลับที่นอนของตัวเองไปอยู่ที่บริษัทแทน ครั้งนี้ก็เช่นกัน

                “อืม….ตอนเช้าซื้อโจ้กเป่าฮื้อเข้ามาด้วยนะอยากกินอ่ะ”

                “ได้….ไปหาหมอแล้ว ได้เรื่องไงโทรบอกด้วยนะ”

                “ฉันเป็นเมียแกรึไงถึงต้องรายงาน” ลู่หานขมวดคิ้ว กอดอกไม่พอใจ นี่ไม่พอใจตั้งแต่ มันบังคับให้เขาไปหาหมอ แถมยังมีชานยอลตามไปด้วยอีกคนแล้ว พอมันพูดขึ้นมาก็ชักจะหงุดหงิด ไม่ถามจากชานยอลไปเลยล่ะ ถ้าจะให้ตามไปขนาดนั้นน่ะ

                “แล้วผมเป็นสามีพี่รึไง ถึงต้องซื้อโจ้กมาให้” น่ะ ดูมัน!

                “เหอะ รีบไปไป” พูดด้วยเสียงขึ้นจมูกเล็กๆ แล้วใช้เท้าเตะก้นคนที่ยังทำตัวอ้อยอิ่งใส่รองเท้าไม่เสร็จเสียที

 

                ส่วนเซฮุนที่ไม่คิดจะต่อปากต่อคำกับคนที่นับวันจะขี้หงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ รีบลุกขึ้น ก้าวขาออกไปสองก้าวแล้วเอื้อมมือไปจับคานประตูก่อนจะเอี้ยวตัวไปหาคนที่ยังยืนกอดอกที่เดิมเพื่อกำชับอะไรบางอย่าง  

                “วันนี้ไม่ได้ทำข้าวไว้ให้ ก็อย่ากินแต่รามยอนล่ะ มันไม่ดีต่อสุขภาพ”

                “อืมจะกินให้ครบทุกรสเลยละกัน” คนขี้ประชดว่าเสร็จก็หันหลังกลับสะบัดตูดเข้าไปในห้องนอนที่อยู่ด้านในติดกับส่วนห้องนั่งเล่นทันที  

                “ให้ตายเถอะ ดื้อชะมัด” เซฮุนส่ายหัว รับไม่ค่อยจะไหวเต็มทนกับความเอาแต่ใจ ของผู้ชายอายุจะแตะเลขสี่ นี่ถ้าลู่หานเป็นผู้หญิงเขาอาจจะปวดหัวมากกว่านี้สักสิบเท่าแน่

                หรือนี่ก็ปวดหัวมากพอแล้ววะ….

 

                เซฮุนที่เปิดประตูออกไปจากห้อง เพื่อเริ่มงานในเช้าวันก่อนสุดสัปดาห์ ชะงักเมื่อเจอพี่ชายยืมพักขาเล่นโทรศัพท์อยู่หน้าห้อง ใบหน้าสวยหวานบึ้งตึงอย่างไม่ชอบใจที่ต้องผ่าการจารจรจากกลางเมืองออกมาชานเมืองแบบนี้

                “มาแล้วทำไม ไม่เคาะล่ะ” เซฮุนออกมายืนขนาบข้างพี่ชายละสายตาจากโทรศัพท์ขึ้นมามองหน้าน้องชายแทน

                “ได้ยินผัวเมียเถียงกัน ใครมันจะเข้าไปขัดได้ล่ะ จริงมั้ย”

                “ผมไปก่อนนะ” ชานยอลเบะปาก พยักหน้าให้แล้วแทรกตัวผ่านประตูห้องขนาดเล็กเท่ารังหนูแต่อยู่กันตั้งสองชีวิต เสียงปิดประตูใส่หน้าทำให้คนที่ยังยืนแบกกระเป๋าเอกสารอยู่ส่ายหัวทอดถอนลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ นี่ขนาดว่ายังไม่ได้ออกไปผจญกับรถที่ต้องติดหนักกับงานกองโตบนโต๊ะนะ

                ทำไมเขาต้องมาเจอคนแบบนี้ตั้งสองคน….

 

 

 

                ด้านชานยอลที่เข้ามายืนอยู่กลางห้องเรียบร้อยแล้ว ได้แต่กรอกตามองลู่หานที่ยังเดินไปมาในห้องด้วยชุดอยู่บ้าน ให้ตายเถอะ นี่ก็สายมากแล้วทำไมถึงยังได้ทำตัวสบายอยู่ได้นะ ชานยอลคิด

                “นี่จะไปมั้ยเนี่ย” ถามด้วยเสียงห้วนสั้น มือก็ท้าวสะเอวไว้เอาเตรียมตัวหาเรื่อง

                “ไม่ไป นายกลับไปเถอะ ฉันไปเองได้”

                “ตกลงคือจะไปไม่ไป” ชานยอลถามต่อ

                “ไปแต่ไม่ไปกับนายไง”

                “จะกวนกันใช่มั้ย จะเอาใช่มั้ย” ชานยอลที่ไม่ได้อารมณ์ดีตลอดเหมือนหน้าตา ถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มดังขึ้น ดวงตาคู่กลมกิก กำลังเบิกขึ้นเรื่อยๆ เมื่อลู่หานหันมามองด้วยใบหน้ากวนโอ้ย แล้วนั่งลงตรงหน้าโซฟา จับรีโมทเปิดทีวีดูข่าวเช้าเสียเฉยๆ เป็นการประกาศสงครามขนาดย่อมกับเขา

                ได้……ลู่หานได้

 

                “นี่ฉันต้องตื่นแต่ไก่โห่ เพราะต้องขับรถผ่าการจารจรในเมืองออกมานอกเมืองเพื่อพานายไปโรงพยาบาลนะลู่หาน ลุก! ฉันบอกให้ลุก!

                “เป็นเมียฉันรึไงสั่งอยู่ได้ ขอโทษทีนะ ฉันไม่ใช่พี่ฟ่านที่นายจะโขกสับได้ ไอ้พี่น้องคู่นี้นี่มันอะไรนักหนา” ท้ายประโยคลู่หานพึมพำกับตัวเองพร้อมกับเบ้ปากยักไหล่ รู้สึกขัดใจเมื่อต้องทำตามสั่งของชานยอลกับเซฮุนแบบสุดๆ รู้ล่ะว่าเซฮุนต้องใช้ความพยายามในการไหว้วานให้ชานยอลมามากขนาดไหน แต่แล้วไงอ่ะ มันเรื่องของเซฮุนป่ะ เขาไม่ได้ขอให้มารับ สักหน่อย

                “โตแล้วนะ อย่างี่เง่า ฉันมีเรื่องที่ต้องไปทำอีกเยอะ ไม่มีเวลามานั่งโอ๋เด็กเอาแต่ใจแบบนายหรอก เพราะฉันไม่ใช่เซฮุนที่จะทนความงี่เง่าของนายได้ตลอดเวลา”

                “ใครงี่เง่า!

                “ใครล่ะ ฉันพูดอยู่กับใคร!

 

                ลู่หานขึ้นเสียงชานยอลก็ใช่ว่าจะน้อยหน้า ชานยอลขึ้นเสียงกลับแล้วกอดอก สะบัดหน้าไปทางซ้ายเชิดคางได้รูปขึ้นไป ส่วนจมูกที่โด่งเป็นสันเขื่อนนั่นก็ย่นยับตามอารมณ์ของคนที่กำลังไม่พอใจ

                “กลับไปเหอะ ถ้ามันลำบากมาก”

                “ขอร้องล่ะ รีบลุกไปเปลี่ยนเสื้อแล้วออกไปได้แล้ว!!” ชานยอลเหลืออดจนต้องตะคอกออกมาเสียงดัง ลู่หานที่กำลังอารมณ์ดรอปๆกับคำพูดก่อนหน้านี้ของชานยอลสะดุ้งโหยง เผลอใจเต้นแรงกับเสียงของชานยอลที่มันทั้งใหญ่และดังจนแสบแก้วหู

                “เออๆ จะตะคอกทำไมเล่า!!

 

 

 

 

                กว่าจะออกจากบ้านกันมาได้ก็เถียงกันจนเอ็นคอแทบขาดรถหรูเกือบจะคว่ำเป็นรอบๆเพราะแรงอารมณ์ของชานยอลกระชากให้รถแรงตามไปด้วย โรงพยาบาลที่ลู่หานมาคือโรงพยาบาลเดิมเมื่อครั้งก่อน เขาพยายามติดต่อเคาน์เตอร์สอบถามหาคุณหมอจงอินแผนกอายุรกรรม เขาและชานยอลรอที่ ที่นั่งสีเขียวอ่อนตรงแผนกประชาสัมพันธ์ได้ไม่นาน คุณหมอร่างสูงใบหน้าง่วงงุนเหมือนหมีก็วิ่งหอบแฮ่กเข้ามาใกล้

 

                “ทำไมไม่บอกก่อนล่วงหน้าว่าจะมาล่ะครับ” คุณหมอหมีถาม

                “บอกใคร” ลู่หานเอียงคอทำตาแป๋วใส่ ส่วนคุณหมอหมีก็ได้แต่กระพริบตาตอบแข่งกันแบ้วใส่กันจนกลายเป็นลู่หานที่ล่าถอยกลับไปทำหน้านิ่งๆก่อน หมอหนุ่มยกมือขึ้นเกาท้ายทอยอย่างไม่เข้าใจคำถามของคนตรงหน้า ก็จะบอกใครล่ะถ้าไม่ใช่บอกเขา

เมื่อวานหลังจากกลับรุ่นพี่ก็โทรหาเขายิกๆ เพื่อตามผลว่าคนไข้ยอมเข้ารับการตรวจหรือเปล่า พอเขาบอกว่ายอมแต่ยังไม่ได้นัดวันเวลา รุ่นพี่ก็บอกให้ส่งตัวคนไข้เป็นแผนกสูติทันทีตามคำสั่งอาจารย์หมอ เมื่อวานเขาก็แทบจะแรงหมดร่างพังเพราะถูกอาจารย์หมอดุไปเสียชุดใหญ่

                “เอาเถอะครับ อาจารย์หมอบอกให้พาคุณลู่หานไปหาอาจารย์อีกท่านโดยตรงเลย แต่เดี๋ยวผมขอโทรเช็คกับทางแผนกสูติก่อนนะครับว่าท่านว่างมั้ย”

                แผนกสูติ….แผนกผู้หญิงไม่ใช่เหรอวะ

 

                ลู่หานบอกกับตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจอะไรมากนักกับหมอหมีที่เดินไปชิดกับเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่อขอยืมโทรศัพท์ใช้ เขาเห็นหมอหมีพูดอะไรไม่กี่คำ พยักหน้าอีกไม่กี่ทีก็คืนหูโทรศัพท์ให้พนักงานคนสวย ก้มหัวขอบคุณอย่างมีมารยาทแล้วเดินตรงมาหาเขา

                “ไปกันเถอะครับ ท่านว่างพอดี ทางนี้ครับ” คุณหมอหมีผายมือเชื้อเชิญคนไข้อย่างมีมารยาท ลู่หานพยักหน้ารับคำแล้วหันไปตะโกนเรียกพร้อมกวักมือใส่ชานยอลที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้แทบจะแถวสุดท้าย ใบหน้าเรียบเฉยเงยขึ้นจากโทรศัพท์มือถือ ร่างสูงโปร่งของชานยอลลุกขึ้นอย่างว่าง่ายแล้วเดินเข้ามายืนขนาบข้างทันที

                “โอ้ะ สวัสดีครับ”

                “อืม” ชานยอลขานรับสั้นๆก็กลับไปสนใจโทรศัพท์ต่อ

                “ผะ ผม คิม คิม จงอินครับ” คุณหมอหมีแนะนำตัวด้วยท่าทีอึกอักแบบว่าทำตัวไม่ถูก เพราะแทบจะในทันทีที่ผู้ชายตัวสูงหน้าสวยทำเป็นเมินเขา 

                “นำไปสิ ไม่ต้องไปทำความรู้จักมันหรอก” ลู่หานว่าเสร็จก็ชายตามองใบหน้าที่เริ่มก่อประกายไฟเล็กๆของชานยอลเพราะได้ยินที่เขาพูดแม้สายตาจะยังจดจ้องมองหน้าจอสี่เหลี่ยมในมือก็ตาม ร่างบางยักไหล่แล้วรีบเดินจับจูงคุณหมอหมีที่เริ่มทำตัวไม่ถูกให้เดินนำไปด้านหน้า ชานยอลที่เดินตามรั้งท้ายห่างออกไปหลายคืบทำเพียงแค่เบ้ปากใส่ ท่าทางระริกระรี้มันน่าฟ้องให้เซฮุนไล่ออกจากบ้านจริงๆ

 

                พอมาถึงแผนกสูติที่ต้องเดินแยกออกมาจากตึกหลัก คุณหมอจงอินก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อเพราะต้องไปทำงานในส่วนของตัวเอง ลู่หานที่ถูกต้อนให้มารอในห้องพักเงียบๆรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ที่ต้องอยู่คนเดียวเพราะชานยอลไม่ได้รับอนุยาตให้เข้ามาด้วย แถมมันยังออกปากว่าจะกลับไปก่อนถ้าเสร็จแล้วจะมารับ

               ทั้งห้องจึงมีแต่ตัวเขาเองและอาจารย์หมอที่เพิ่งเข้ามาในห้องเมื่อห้านาทีก่อนพวกเขาสบสายตากันแวบหนึ่งคุณหมอส่งยิ้มพร้อมกับค่อมหัวให้เขาแล้วนั่งลงพูดคุยโทรสัพท์อยู่ตรงเก้าอี้ของตัวเอง จากท่าทางการไม่สนใจถามไถ่คนไข้เเล้วนั่นคงหนีไม่พ้นพวกเช้าชามเย็นชามเป็นหมอไม่เอาอ่าวแน่ๆแต่พอเลื่อนสายตาไปมองป้ายชื่อบนโต๊ะกลับต้องแปลกใจเมื่อคนตรงหน้าดูไม่เหมือนพวกอาจารย์หมอร่างท้วมวัยย่างใกล้ปลดเกษียณอย่างที่เห็นในซีรี่ย์ ด้วยใบหน้าที่เด็กพอสมควรอายุอานามก็ไม่น่าจะแก่ไปกว่าเขาเท่าไหร่ น่าจะสักสี่สิบต้นๆ ไม่แน่ก็อาจจะเท่าเขาเลยด้วยซ้ำ ลู่หานที่เลิกใส่กับอายุของอาจารย์หมอโจ จองซอก นั่งดูของตบแต่งภายในห้องไปเรื่อยเปื่อย จนรู้สึกว่าเวลามันล่วงเลยมานานมากเกือบจะครึ่งชั่วโมง ส่วนคุณหมอก็ยังคงเอาแต่คุยเรื่องตีกอล์ฟในวันเสาร์ที่จะถึงอย่างออกรสออกชาติอีก 


                “คุณหมอจะตรวจผมมั้ยครับ” ลู่หานที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้พักมุมหนึ่งในห้องกับคุณหมอเอ่ยถามเวลาที่เสียไปไม่ใช่น้อยๆทำให้เขาหงุดหงิด พอเขาพูดออกไปด้วยใบหน้าเหวี่ยงนิดๆโทรศัพท์ในมือของผู้ชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ ก็ถูกลดระดับลงทันที แล้วตามมาด้วยสายตาที่มีแต่เครื่องหมายปรัศนีเต็มไปหมดส่งมาทางเขา  

                คือคนที่ต้องงงคือผมมากกว่าไม่ใช่เหรอครับหมอ….

 

                “อ่อ มาตรวจเหรอครับ ขอโทษทีนะครับ เดี๋ยวหมอพาไปที่ห้องตรวจละกัน แล้วไหนภรรยาคุณเหรอครับ” คุณหมอส่ายหน้ามองหาภรรยาของชายหนุ่มที่ควรนั่งอยู่ติดกันแต่ก็ไม่พบ

               

                “อ่อ งั้นเดี๋ยวรอภรรยาคุณสักพักก่อนละกันนะครับ” ว่าเสร็จก็ยิ้มให้อีก 

 

                คุณหมอหนุ่มหันกลับไปสนใจกับโทรศัพท์ในมืออีกนิดหน่อยเพื่อตัดสายสนทนา ใบหน้าของทั้งคนไข้และคุณหมอสบกันบ้างเป็นบางครั้ง ด้วยบรรยากาศที่แสนจะน่าหงุดหงิดลู่หานจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาชิดติดกับขอบโต๊ะทำงานของคุรหมอ

“หมออินเทิร์นเมื่อสักครู่ไม่ได้บอกเหรอครับว่าผมมาตรวจตัวผมนี่ล่ะมาตรวจ ถ้าคุณหมอจะไม่ตรวจก็ส่งผมไปแผนกอื่นที่ตรวจผมได้ มั้ยล่ะครับ!

 

 

ลู่หานไม่ได้คิดไปเองใช่มั้ยว่าคุณหมอ โจ จองซอกกำลังกลัวเขาอยู่ คุณหมอไม่พูดอะไรมากนักนอกจากพยักหน้ารับเร็วๆแล้วบอกให้เขาเปลี่ยนชุดตรงหลังฉากกั้นสีเขียวมุมสุดของห้อง ก่อนจะถูกสั่งให้เข้าไปในห้องตรวจที่กั้นเอาไว้ในสุดแล้วขึ้นไปนอนบนขาหยั่ง

 

                ใช่ได้ยินกันไม่ผิดหรอกเตียงขาหยั่งที่เอาไว้สำหรับตรวจภายในสตรีนี่ล่ะ….

 

              "เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ ผมขอเช็คประวัติคนไข้สักครู่ ไม่ทราบว่าพยาบาลมาเจาะเลือดกับรับปัสสาวะไปตรวจรึยังครับ" 

               "ครับก็ตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาในห้องตรวจแล้ว" ลู่หานว่า รู้สึกโหวงๆช่วงล่างเหลือเกินจนอดไม่ได้ที่จะหุบขาลง คุณหมอที่หายออกไปนอกห้องกลับเข้ามาใหม่พร้อมกับชาร์จคนไข้เหล็กวาววับ เสียงเปิดกระดาษดังเสียดหูไปหมดเมื่อทุกอย่างภายในห้องมันเงียบสนิท 


                “ตรวจริดสีดวงทวารหนักนี่ต้องส่งมาแผนกนี้เลยเหรอ” คุณหมอจองซอกส่ายหน้าช้าๆเมื่อเห็นชาร์จคนไข้ เล่นเอาคนที่นอนรอบนขาหยั่งถึงกับหน้าแดงเป็นเถือก หลบดวงตาหรี่เล็กของคุณหมอเป็นพัลวัน

“มาครับ หมอขออนุญาตหน่อยนะครับ” จบจากคำพูดสัมผัสแรกจากมือชายอื่นก็เริ่มลากนิ้วไปตามส่วนที่สมควรทันที สายตาก็ส่องอย่างตั้งใจ ก่อนที่ลู่หานจะได้ยินเสียงพ่นลมออกมาจากทางปากของคุณหมอแทนความเงียบ


                “แค่ระยะแรกเท่านั้นครับ ไม่ต้องห่วงนะครับติ่งเนื้อที่มีอยู่ตอนนี้ ไม่น่าจะมีเลือดคั่ง ถ้าขับถ่ายปกติก็ไม่ต้องเป็นกังวลอะไรหรอกนะครับ เป็นเรื่องปกติที่คนสมัยนี้จะมีติ่งเนื้อที่หูรูดของทวารหนัก”

                “เออะ ครับ” นี่ตกลงเขาเป็นริดสีดวงจริงๆสินะ


                “ช่วงนี้มีอาการอะไรที่นอกเหนือจากอาการทั่วไปของริดสีดวงมั้ยครับ”

                “คือ หมายความว่ายังไงเหรอครับ” ลู่หานถามกลับ ในขณะที่คุณหมอสั่งเขาหุบขาเตรียมตัวลงจากเตียง ส่วนคุณหมอก็ถอดถุงมือออกแล้วทิ้งลงถังขยะปลอดเชื้อที่อยู่บนตู้อุปกรณ์เคลื่อนที่

                “อาการริดสีดวงทวารหนักระยะแรกอาจจะแค่เจ็บและมีเลือดออกขณะขับถ่าย ขับถ่ายในที่นี้ก็คือเวลาที่เราท้องผูกแล้วขับถ่ายลำบากน่ะครับ หมอก็เลยอยากจะทราบว่า มีอาการอื่นอีกหรือเปล่าก่อนจะส่งตัวคนไข้ไปแผนกอายุรกรรม”

                “เออ…..” ลู่หานนึก พยายามมองข้ามอาการอาเจียนกับอารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของตัวเองไปแล้วโฟกัสที่โรคริดสีดวงของตัวเอง “ก็ไม่นะครับ…แค่ช่วงสามสี่เดือนเคยฉี่เป็นเลือด” คุณหมอพยักหน้ารับช้าๆ สายตาก็กวาดมองประวัติคนไข้เหมือนกับ่วามันมีอะไรผิดปกติ ก่อนจะได้ยินเสียงพึมพำเหมือนกับว่ากำลังไม่ชอบใจกับอะไรบางอย่างอยู่


                “งั้นเดี๋ยวหมอจะย้ายคนไข้ไปแผนกอายุรกรรมนะครับ เดี๋ยวตอนรอบุรุษพยาบาลก็เปลี่ยนเสื้อผ้าได้เลย” คุณหมอจองซอกฉีกยิ้มกว้าง แต่แววตาไม่ได้บ่งบอกว่าอยากจะยิ้มเสียเท่าไหร่ แถมท่าทางการเดินกระทืบเท้าปึงปังไม่พอใจตอนออกไปจากห้องนั่นอีก ลู่หานมองบานประตูที่ปิดลงแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นจับแก้มตัวเองที่ยังคงความอุ่นร้อนเอาไว้อยู่

 

               

                ปัง!!

                “ไปเรียกอินเทิร์นที่ชื่อ คิม จงอิน มาหาฉันเดี๋ยวนี้!!!” เสียงตบเคาน์เตอร์ดังขึ้นก่อนจะตามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่แทบจะเข้าขั้นยักษ์ เล่นเอาพยาบาลที่ประจำอยู่วอร์ดสะดุ้ง รีบติดต่อหาอินเทิร์นจากแผนกอายุรกรรมทันที 

                “มะ มีอะไรเหรอคะ”

                “ไหนเช็คประวัติของคนไข้ที่ชื่อลู่หานสิ แล้วก็โทรตามไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่นมาหาฉันเร็ว มาหาเดี๋ยวนี้เลย!!”

 

                เวลาไม่กี่นาที อินเทิร์นหนุ่มก็วิ่งหอบแฮ่กมาหยุดยืนตรงหน้าอาจารย์หมอของแผนกสูตินารีแพทย์ที่ยืนท้าวสะเอวรอไว้อยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าอ่อนเยาว์ของอาจารย์กำลังบูดบึ้งและไม่สบอารมณ์เอามากๆ มือข้างที่ว่างหยิบฉวยชาร์ตคนไข้ที่ชื่อลู่หานขึ้นแล้วฟาดลงไปบนหัวและตีไปบนไหล่ของอินเทิร์นหนุ่มไม่ยั้งแรง


                “กล้ามากนะที่ส่งคนไข้ผู้ชายที่เป็นโรคริดสีดวงมาที่แผนกสูติของฉัน ต่อให้อาจารย์ของคุณสั่ง คุณคิดว่ามันสมควรมั้ย ตอบผมคุณคิม จงอิน แล้วผมเป็นอาจารย์หมอจะต้องมาตรวจโรคที่แม้แต่อินเทิร์นอย่างคุณยังดูออกเพื่ออะไรกัน” คุณหมอหมีได้แต่ก้มหน้ารับ จะเถียงจะอ้าปากพูดก็ถูกอาจารย์หมอยกชาร์ตคนไข้ที่ทำจากเหล็กตี


                “คุณหมอคะ นี่ประวัติการรักษาค่ะ” พยาบาลสาวที่เห็นใจคุณหมอหนุ่มก็รีบเบรกอารมณ์อาจารย์หมอด้วยการยื่นประวัติคนไข้ที่ปริ้นท์ออกมาเป็นแผ่นกระดาษอุ่นๆให้แก่อาจารย์หมอ ดวงหน้าโกรธกริ้วก้มลงกวาดสายตามอง คิ้วที่ขมวดอยู่แล้วก็ยิ่งขมวดเข้าไปใหญ่

                “นี่ แน่ใจนะว่าของคนไข้ที่ชื่อลู่หาน”


                “ค่ะ หมอ ครั้งแรกผลตรวจเลือดกับปัสสาวะของคนไข้ไม่ตรงกันค่ะ เลยนำไปตรวจใหม่ ผลที่ได้ตามประวัติการรักษานี้เลยค่ะ”

                “แน่ใจนะว่าไม่ผิดรอบสองน่ะ!” พยาบาลสาวขานรับเสียงแข็งขัน ก็ในเมื่อคอมพิวเตอร์ฐานข้อมูลของโรงพยาบาลบันทึกเอาไว้แบบนี้ หล่อนก็แค่บอกตามผลที่คอมพิวเตอร์บันทึกเอาไว้ก็เท่านั้น


                “มีอะไรเหรอคะคุณหมอ”

                “คุณช่วยไปบอกคนไข้ที่ชื่อลู่หานที ว่าไม่ต้องเปลี่ยนชุด  ผมจะพาเขาไปตรวจเพิ่มแล้วก็โทรไปบอกฝ่ายเทคนิคด้วยว่าผมจะส่งคนไข้ไปทำซีทีสแกนและก็บอกให้ห้องแลปตรวจเลือดกับปัสสาวะของคนไข้คนนี้ด่วนที่สุด ถ้าเป็นไปได้ผมขอในชั่วโมงนี้เลย” เอาสิ ทั้งผลก่อนหน้านั้นกับตอนนี้ พ่วงกับการเอ็กซ์เรย์เข้าไปอีกเอาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย

  

                ใบหน้าอ่อนวัยกว่าอายุของคุณหมอจองซอกดูจะเริ่มแก่ขึ้นทันที เมื่อเจอเคสพิสดารพันลึก นี่คงเป็นเหตุผลที่แผนกอายรุกรรมส่งคนไข้ริดสีดวงทวารหนักที่เป็นเพศชายมาแผนกสูติของเขาแบบนี้

                “คุณชื่ออะไรนะคุณหมออินเทิร์น” แม้จะรู้สึกผิดเล็กๆ จนต้องเอาชาร์จคนไข้ไปไพร่ไว้ข้างหลัง แต่เขาก็ยังไม่วายที่จะปั้นหน้าดุถามชื่อด้วยน้ำเสียงเข้มๆกับเด็กตรงหน้า


                “จง จงอินครับ คิม จงอิน”

                “โทรไปบอกพี่เลี้ยงว่าวันนี้หมอจองซอกแผนกสูตินารีขอยืมตัวมาช่วยตรวจคนไข้ที่แผนก” แม้จะไม่เข้าใจน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังของอาจารย์หมอเสียเท่าไหร่ แต่จงอินก็ยอมปฏิบัติตามแต่โดยดีด้วยการโทรไปบอกกับรุ่นพี่ ถึงแม้จะถูกด่ากลับมาชุดใหญ่ก็ตาม

 

 

 


                ลู่หานที่เพิ่งถูกพยาบาลเดินเข้ามาสั่งว่าให้ใส่ชุดคนไข้อีกครั้งหลังจากเพิ่งเปลี่ยนไปเป็นชุดของตัวเองไปหมาดๆด้วยความงุนงงแต่ก็ยอมทำตาม และอีกไม่กี่นาทีต่อมาก็มีบุรุษพยาบาลนำรถเข็นเข้ามาให้นั่ง เข็นเขาผ่านแผนกไปยังห้องเอ็กซ์เรย์เหมือนว่าการที่คุณหมอออกไปจากห้องเมื่อสิบห้านาทีก่อนมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จนอดหวั่นวิตกไม่ได้ ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรกับโรคริดสีดวงนัก แต่ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองอาจจะเป็นมะเร็งลำไส้แทนแล้วก็ได้


                แม้จะกังวลกับการรักษาที่ถึงกับต้องเอ็กซ์เรย์ฉายรังสีผ่านลำตัวแบบนี้ แต่ลู่หานก็ยอมทำตามคำแนะนำของคุณหมอจองซอกที่เอาแต่ทำหน้าเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาขณะที่พูดคุยกับเขาได้ดี ส่วนชานยอลที่กลับมาจากธุระ ไม่ได้รับอนุญาตให้ตามเข้ามาด้วยก็เลยขอตัวลงไปรอที่ร้านกาแฟ บอกว่าเสร็จเมื่อไหร่ก็ให้โทรตาม

                ให้ตายเหอะ ไม่คิดจะอยู่เป็นกำลังจงกำลังใจให้กันเลย….

 

                บ่นไปมาในใจไม่เท่าไหร่ก็ถูกพาขึ้นเขียง หมอหมีที่เหมือนจะเพิ่งกลับเข้ามาส่งยิ้มหมีๆมาให้แล้วยกนิ้วโป้งเพื่อเป็นกำลังใจ ร่างบางที่อยู่ในชุดคนไข้ร่างกายด้านในเปลือยเปล่าไม่มีชั้นในปกปิดสักชิ้นกำลังนอนนิ่งๆรอเวลาที่เครื่องมันกำลังทำงานอย่างเป็นกังวล

 

                ส่วนอีกด้านหนึ่ง คุณหมอทั้งสองที่กำลังยืนจ้องจอคอมพิวเตอร์สลับกับคนไข้ที่เข้าไปด้านในเรียบร้อยแล้วและรอผลสแกนที่กำลังโหลดอย่างใจจดใจจ่อ ภาพของอวัยวะค่อยๆปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์ คิ้วเข้มของสองหมอกำลังขมวดเข้าหากัน สายตาเพ่งเล็งไปยังอวัยวะที่แทบจะอยู่ในสุดและแปลกประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อว่ามันจะอยู่ในตัวของผู้ชายได้ มันคงไม่ใช่ความผิดพลาดใช่มั้ย เครื่องเอ็กซ์เรย์ที่แทบจะซื้อที่ดินบนเกาะเชจูได้เครื่องนี้มันไม่ได้เล่นตลกกับพวกเขาอยู่ใช่มั้ย

 

                “หยุดสแกนแล้ว พาคนไข้ออกมา”

 

 

 

                ลู่หานที่นั่งแกว่งเท้ารอผลตรวจอยู่ในห้องเดิมสอดส่ายสายตาไปมา พยายามมองหาสิ่งมีชีวิตแม้กระทั่งจิ้งจก แต่ก็ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากตัวเขา ทั้งอาจารย์หมอที่ชื่อจอกซอกหรือจะคุณหมอหมีคิมจงอินที่กอดคอเดินหนีหายออกไปด้านนอกตั้งแต่เมื่อสามสิบนาทีก่อนหรือจะเป็นจิ้งจกที่พยายามมองหา 

 

                “หมอล่ะ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งที่แทรกผ่านประตูเข้ามา ลู่หานยักไหล่ไม่ตอบคำถามนั้นแต่ยื่นมือรับแก้วนมปั่นและแซนวิชที่วานให้ชานยอลซื้อมาฝากไว้เต็มทั้งสองมือ ชานยอลนั่งลงข้างๆใบหน้าไม่ได้แสดงความหงุดหงิดหรือวีนเหวี่ยงใดๆ แต่กลับเร่งให้เขากินของที่อยู่ในมือลงไปเร็วๆเพราะตอนนี้ก็เกือบจะบ่ายสองเข้าไปแล้ว

 

                ลู่หานเล่าว่าตัวเองต้องเจาะเลือดกับปัสสาวะใหม่อีกสองครั้ง เข้าเครื่องซีทีสแกนแล้วก็มานั่งรอหมอที่ห้องนี้นานเกือบชั่วโมง โดยข้ามเรื่องที่ตัวเองต้องขึ้นขาหยั่งไปด้วยความอับอาย ชานยอลพยักหน้ารับและตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาพูดมากพอสมควร แต่ก่อนที่ชานยอลจะพูดอะไรออกมาประตูห้องก็เปิดขึ้นพร้อมด้วยร่างสูงโปร่งของผู้ชายในชุดกาวน์ยาวกร่อมเข่า

 

                “เออ คุณ….คนรัก

                “เปล่าครับ....ผมเป็นญาติเขาครับ” ชานยอลตอบและชี้นิ้วมาทางเขา


                “เออ คือ เรื่องที่หมอกำลังจะบอกอาจจะต้องให้คนไข้และยาติทำความเข้าใจกับมันสักนิดนึง แต่ถ้าเป็นไปได้หมออยากให้คนไข้ได้ทราบก่อนเป็นคนแรก” ทั้งเขาและชานยอลหันมามองหน้ากันทันทีที่ได้ยินแบบนั้นจากปากคุณหมอ ร่างสูงโปร่งของชานยอลลุกขึ้นก่อน ทำท่าจะเดินออกไปตามที่คุณหมอต้องการแต่เขากลับรั้งแขนนั้นเอาไว้แน่น

 

                ลู่หานช้อนสายตามองเมียพี่ชายที่ตอนนี้เหลือเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเขา ไม่ว่ามันจะกระชากแขนหนีหรือโวยวายยังไงเขาก็จะขอเกาะมันไว้แบบนี้ล่ะ   “กลัวเหรอ” เสียงนุ่มต่ำเหมือนกับว่าจะพยายามปลอบประโลมเขาดังขึ้น ไม่มีแล้วกับคำว่าทิฐิ ลู่หานพยักหน้ารัวๆทันทีแล้วจับแขนของชานยอลเอาไว้ให้แน่นกว่าเดิม

 

                “ผมขออยู่ฟังเป็นเพื่อนเขาได้มั้ยครับ” ชานยอลหันไปมองคุณหมอที่ยืนเขย่งเท้าเอามือไขว้หลังรออยู่

                “ก็….คุณคนไข้ว่ายังไงครับ” คุณหมอผายมือไปยังเจ้าของโรคที่แทบจะสิงร่างสูงโปร่งของผู้ชายหน้าตาดีแต่งตัวตัวอีกคน ลู่หานแทบไม่ต้องคิดเลย เขาพยักหน้ารัวๆแล้วขอให้ชานยอลอยู่ด้วย

 

                คุณหมอถอนหายใจพยักหน้ารับแล้วเชิญทั้งสองให้มานั่งยังเก้าอี้ที่อยู่ตรงกันข้ามกับโต๊ะทำงานไม้อย่างดีของเขา แฟ้มเอกสารผลตรวจและชาร์จคนไข้ถูกวางลงบนโต๊ะพร้อมกับที่คุณหมอเอาแต่ง้วนอยู่กับการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ พวกเขารออยู่อีกไม่กี่นาที คุณหมอก็หันมาสนใจเขาแล้วฉีกยิ้มเหนื่อยๆให้

 

                “หมอเช็คเองกับมือเลยถึงสองสามครั้ง เพื่อดูว่าจะไม่เกิดอะไรผิดพลาดอีก คุณลู่หานครับและคุณ….เออ คุณชานยอล หมออยากจะบอกก่อนว่าบนโลกเรามีเพศสภาพอยู่สามแบบคือ ชาย หญิง และอีกอย่างคือกระเทยแท้กับกระเทยเทียมนะครับ” สองหนุ่มขมวดคิ้วแล้วหันมามองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณหมอกำลังร่ายยาวเหยียด 

 

                “ครับ แล้วมันยังไงเหรอครับ” ลุ่หานถาม แน่ล่ะว่าโลกนี้จะต้องเพศที่สามสี่ห้าหกเจ็ดแปดหรืออีกเป็นสิบๆแล้วแต่คนจะคิดค้นสรรหาวิธีมามีความสัมพันธ์กันแบบแปลกๆได้นอกเหนือจากคู่ชายหญิง

                “คือเคสของคุณอาจจะเป็นกรณีศึกษาได้ถ้าหากว่าคุณยินยอมให้ผมได้ทำการวิจัย ซึ่งมันอาจจะเป็นวิวัฒนาการหรือผลดีต่อไปสำหรับคู่รักชายชายที่ต้องการมีบุตรเอง….” พอคุณหมอพูดมาถึงตรงนี้ ทั้งชานยอลและเขาก็ต้องหันมามองหน้ากันใหม่แล้วหันกลับไปแสดงเครื่องหมายคำถามใส่คุณหมอที่นั่งลุ้นตัวโก่งดวงตาเบิกกว้างรอคำตอบจากพวกเขา

 

                “คือยังงี้นะครับคุณลู่หาน”

                “คุณหมอพูดให้มันชัดๆเถอะครับ โยกโย้ไปมามันเสียเวลา” ชานยอลที่ชักเริ่มจะหงุดหงิดกับท่าทางที่เหมือนพนักงานขายประกันที่ชอบพูดเยิ้นเย้อมากกว่าจะเป็นหมอโบกมือห้ามแล้วเปิดประเด็นถามกลับไปทันทีอย่างอยากรู้เต็มแก่ ส่วนคุณหมอที่กำลังจะอ้าปากพูดอะไรไม่เข้าท่าอีกครั้งก็กลับไปนั่งยืดตัวตรง แล้วกระแอ่มกระไอเรียกความมั่นใจกลับมาอีกครั้ง

 

                “เคสของคุณมันเกิดขึ้นหนึ่งในหลายล้านซึ่งไม่มีการบันทึกเอาไว้นอกเสียจากว่า…..

 

                “หมอ” ชานยอลกอดอกสายตาคู่สวยจับจ้องไปยังคุณหมอที่เอาแต่พล่ามไม่เลิก

                “ชานยอลใจเย็นสิวะ” ลู่หานดึงแขนชานยอลเอาไว้ กลัวใจมันเหลือเกินว่ามันจะลุกไปตั๊นหน้าหมอเข้าให้ 

               

                “ญาติของคุณท้องครับ ท้องได้เดือนกว่าแล้ว”  

 

 

            เหมือนกับว่าหูได้ยินอะไรวิ้งๆแทนจนอื้อไปทั้งสองข้างหรือเพราะมัวแต่ตั้งใจยื้อชานยอลเอาไว้ก็เลยทำให้ได้ยินไม่ชัด ทั้งชานยอลและลู่หานหันไปกระพริบตาปริบๆใส่คุณหมอที่กำลังทำหน้าไม่สบอารมณ์เพราะถูกขัดจังหวะอยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่พอเริ่มได้สติก็เป็นลู่หานเองที่เปิดปากถามคำถามก่อนเป็นคนแรก

                “ผมเป็น….เป็นอะไรนะครับ”


                “ท้องครับถ้าจะให้เข้าใจมากขึ้นคือ คุณลู่หานตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว ในท้องคุณมีเด็กอายุหนึ่งเดือนกับอีกสิบสามวันอยู่ในนั้นครับ” คุณหมอชี้ไปยังพุงกะทิเล็กๆของลู่หานจนเจ้าตัวต้องเผลอไผลยกมือขึ้นสัมผัส ความรู้สึกแรกที่แตะลงไปเขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นไหวของกระเพาะอาหารที่ร้องประท้วงเพราะเลยเวลาอาหารกลางวันมามากแล้ว

 

                “หมอพูดจริงๆเหรอครับ ที่ที่ลู่หานท้อง มันเป็นไปได้ไง” ชานยอลที่นั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ถาม ดวงตาวาววับเป็นประกายอย่างตื่นเต้นตามคนที่นั่งข้างๆกันไปด้วย ให้ตายเถอะถ้าหากว่าลู่หานท้องได้แล้วเขาล่ะ เขาก็ต้องท้องได้ไม่ต่างจากลู่หานน่ะสิ

                “หน่ะ! ก็ไม่เมื่อกี้ไม่รู้จักฟัง” คุณหมอค้อนใส่ญาติคนไข้วงเบ้อเริ่ม ก่อนจะเริ่มอธิบายต่อ “คุณลู่หานมีเพศสภาพของกระเทยแท้ครับ แต่ส่วนมากคนที่มีเพศสภาพแบบนี้จะเป็นหมันไม่สามารถตั้งครรภ์หรือทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ได้ ผมถึงบอกว่ากรณีของคุณลู่หานเป็นหนึ่งในหลายล้านซึ่งน่าทำการศึกษาวิจัยเพื่อความสำเร็จทางการแพทย์ ซึ่งถ้าหากว่าคุณลู่หาน….คุณหมอที่อยู่ๆก็หยุดพูดไป นิ่งเงียบสายตาคู่คมจับจ้องมองคุณแม่มือใหม่ที่เอาแต่กุมท้องเอาไว้ ดวงตาคู่สวยของคนไข้กำลังเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำสุกใส แต่ใบหน้ากลับซีดเผือดไม่ต่างจากกระดาษเอสี่ มันเป็นสีหน้าที่อธิบายความรู้สึกไม่ได้ว่าดีใจจนช็อคหรือตกใจจนช็อคกันแน่


                “ลู่หาน” ชานยอลเอื้อมมือไปวางไว้บนแขนเล็กของคนอายุมากกว่า ก่อนที่อีกฝ่ายจะสะดุ้งสะบัดแขนหนีจากการเกาะกุมเล็กๆ แล้วหันเลิกลักไปมาด้วยความตกใจ

                “ลู่หาน”ชานยอลพยายามเรียกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่นิ่งกว่าเดิมแต่เหมือนครั้งนี้มันไม่ได้ส่งไปถึงลู่หานเลยแม้แต่น้อย เพราะเจ้าตัวเอาแต่ลูบท้องของตัวเอง สายตาจดจ้องมองโต๊ะไม้ที่มีกระจกวางทับเอาไว้เหมือนกับกำลังคิดอะไรไม่ตก


                “ฉันจะบอกเรื่องนี้กับเซฮุนไม่ได้…..ไม่ได้เด็ดขาด”

 

            “ลู่หาน/คุณคนไข้ครับ”

 

                “หมอครับลูกผมจะเกิดมาปกติมั้ยครับ” ลู่หานเงยหน้าขึ้นจดจ้องรอคำตอบจากคุณหมอที่นั่งอยู่อีกด้านของโต๊ะไม้ตัวใหญ่


                “หมอบอกอะไรไม่ได้จริงๆครับ เพราะเป็นเคสแรก แต่ถ้าอยู่ในความดูแลของหมออย่างใกล้ชิด ตรวจสอบพัฒนาการของเด็กในท้องไปเรื่อยๆจนกว่าจะอายุครบสองเดือนก็น่าจะพอคาดเดาความปกติของเด็กได้หรือดูแลต่อไปจนกว่าจะคลอดก็น่าจะบอกได้ว่าเด็กสมบูรณ์พร้อมหรือไม่ครับ”

 

                “แล้วถ้าผมไม่อยากเอาไว้…..มันพอจะมีวิธีมั้ยครับ”   

 

 

















--------------------------

หื้มมมม ฮุน!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

888 ความคิดเห็น

  1. #718 RainbowKrisYeol (@rainbowky) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 14:17
    น่านนนนนน ท้องแล้ว พี่ลู่จะเอาออกทำไม แงงงงวงงง
    #718
    0
  2. #714 iStyle~* (@neple) (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 6 มีนาคม 2560 / 10:56
    คนอยากได้ก็ไม่ได้เนอะ ชานยอลนี่นางรอคอยมากๆ 5555555555555 พอลู่หานท้องงี้ภาระหนักตกที่อิพี่ฟ่านแล้วแหละ
    #714
    0