HUNHAN feat.krisyeol Love treasure SS2

ตอนที่ 39 : ตอนที่ 36 CH END

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 538
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ก.พ. 60





บทที่ 36

 



 

                ชุดสูทดูดีสีดำของชานยอลนั้น ดูเรียบง่าย ปอกแขนถูกกลัดด้วยเข็มกลัดอย่างเบามือโดยอี้ฟาน ชายหนุ่มจ้องมองคนที่เอาแต่จับจ้องตัวเองในกระจก

 

                จะไหวมั้ยเนี้ยชานยอล….

 

                วันนี้เป็นวันตั้งวันที่สาม อีกไม่กี่วันก็จะเผา งานมันกะทันหันไปหมดทุกส่วน แต่เค้ากับน้าสาวก็จัดการมันได้อย่างเรียบร้อย แขกเรือวันแรกกับวันที่สองเยอะพอตัว แต่ไม่รู้วันนี้จะพอมีหรือเปล่า

 

                “ไปกันเถอะ วันนี้แขกคงเยอะน่าดู” ชานยอลหันไปพยักหน้า ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนอน อี้ฟานที่อยู่ในชุดสูทสีดำไม่ต่างกัน เดินตามไปเงียบๆ

 

                “อยากทานอะไรหวานๆหน่อยไหมคะหนูยอล” ชานยอลส่ายหัวขณะกวาดสายตาหารองเท้าหนังสีดำ ที่เข้ากับชุด ทุกอย่างของชานยอลมันดูเชื่องช้าไปหมด แค่หยิบรองเท้าก็ยังคงช้า ทั้งๆที่ชานยอลเป็นคนรวดเร็วโผงผางใจร้อน แต่นี้อะไร ซึมเศร้ามากจนทำอะไรไม่ได้เลยงั้นหรือ

 

                “มานี่มา พี่จะใส่ให้” อี้ฟานแย่งรองเท้ามาถือแล้วนั่งยองๆลงยกข้อเท้าชานยอลขึ้นแล้วสวมมันลงใปในรองเท้าหนัง เค้าจัดการผูกเชือกให้ แล้วเริ่มทำแบบเดิมกับอีกข้างหนึ่ง

 

                “ขอบคุณนะ” ชานยอลเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะจับบ่าอี้ฟานเบาๆ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน จดจ้องมองใบหน้าที่เริ่มฉีกยิ้มเกร็งๆ

 

                “ร้องไห้หน่อยมั้ย ตีพี่ก็ได้ ระบายออกมาเถอะ” อี้ฟานที่เห็นชานยอลเป็นแบบนี้เค้ารับไม่ได้จริงๆ ชานยอลไม่เถียงไม่หือไม่อือ แบบนี้คนมองมันใจจะขาด

 

                “ไม่เป็นไร รีบไปกันเถอะ เซฮุนคงรออยู่ที่งานแล้ว” ชานยอลบอกก่อนจะเบี่ยงตัวหลบอี้ฟานแล้วเปิดประตูออกไปจากห้อง ชายหนุ่มถอนหายใจ ไม่ชอบจริงๆนะที่เห็นชานยอลเป็นแบบนี้ มันเหมือนคนที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา สะกดกลั้นอะไรสักอย่างภายในจิตใจ

.

.

.

 

                เซฮุนที่กำลังยืนรับแขกอยู่ด้านหน้างานพร้อมกับแบคฮยอน เค้าก้มตัวโค้งต่ำ แขกเรือไม่ได้มีมากมายอย่างที่คิด แม่เค้าคงเป็นพวกสังคมไม่ค่อยเข้าหา นี่ขนาดจัดมาสามวันแล้ว ญาติทางฝั่งพ่อก็ยังไม่เห็นสักคน ญาติทางฝั่งแม่ก็ไม่มีเลย มีแต่น้าอารึมที่นั่งหน้าตาแดง ตาแดงเพราะร้องไห้อย่างหนัก

 

                ภาพของผู้ชายตัวสูงสองคนเดินเข้ามา ยังประตูหน้างาน ชานยอลปรายตามองน้องชายกับแบคฮยอนเพียงนิด ก่อนจะเมินผ่านไป เซฮุนก้มหัวโค้งอย่างสุภาพ เหมือนอย่างกับว่าชานยอลเป็นแขกคนหนึ่ง แบคฮยอนรั้งแขนเซฮุนเอาไว้ พร้อมกับเงยหน้าจดจ้องด้วยสายตาท้วงติง

 

                เซฮุนสะบัดแขนออก ใบหน้าไม่พอใจอย่างแรงที่ถูกติติง แบคฮยอนเม้มปาก คำพูดที่อยากจะพูดไม่สามารถปริมันออกมาได้ ความเกรงกลัวคนข้างๆ ตีขึ้นมาจนหวาดหวั่น เค้าไม่เคยเห็นเซฮุนเป็นแบบนี้ เด็กเจ้าระเบียบอย่างเมื่อก่อนยังไม่น่ากลัวเท่าคนๆนี้ตอนนี้เลย

 

                “ฉันจะไปเอาน้ำให้นะเซฮุน” แบคฮยอนเอ่ยเสียงเบาหวิว ก่อนจะเดินเข้ามาในงาน ชานยอลจ้องมองแบคฮยอนก่อนจะหลุบตามองต่ำ แล้วรับธูปจากน้าสาวมาถือเอาไว้

 

                “ชานยอลน่า ทำไงดี” ชานยอลเลียริมฝีปากมองมือที่วางแหมะลงบนมือของเค้า เค้าคำนับรูปศพก่อนจะปักธูปเอาไว้ในกระถาง ตามด้วยอี้ฟานที่ปักตามๆกันมา เค้ากับเซฮุนไม่ได้คุยกันเลยนับแต่วันนั้น จากที่ไม่เคยเกลียด เซฮุนกลับเกลียดเค้า เพียงแค่มองหน้าก็รู้สึกได้ถึงแรงเหยียดมหาศาล

 

                “น้าครับ เซฮุนเค้า” น้าอารึมส่ายหัวเร็วๆ ก่อนจะเช็ดน้ำตาแล้วดึงมือกลับ

 

                “อย่าเพิ่งยุ่งกับเซฮุนเลยนะ” ชานยอลมองช่างใจอยู่สักพักก่อนจะพยักหน้าแล้วตบปากรับคำ ชานยอลเปลี่ยนเรื่องสนทนา เป็นป๊ากับม๊าแทน “ป๊ากับม๊าจะมาเมื่อไหร่”

 

                “คงลงเครื่องมาแล้ว อีกไม่ถึงชั่วโมง”

 

                “งั้นฟ่านก็ไปรับป๊ากับม๊าฟ่านเถอะ ยอลจะอยู่ช่วยทางนี้เอง”

 

                “หนูยอล” อี้ฟานร้องเรียกชื่ออย่างใจหาย ไม่รู้จะปลอบยังไงดีกับคนที่ไม่มีน้ำตาสักแอะ ชานยอลมีรอยยิ้มเสมอแม้ว่ามันจะดูเศร้าๆ แต่แบบนี้มันปลอบยากยิ่งกว่าอะไรดี

 

                “ชานยอล อยู่กับน้า….” น้าอารึมพยายามรั้งแขนหลานชายเอาไว้  

 

                ชานยอลลุกขึ้นแล้วเดินออกห่างมายังหน้างาน น้าสาวท้วงติงแต่ก็ไม่ทันคนที่นึกอยากจะเข้าใกล้น้องชาย ชานยอลเดินมาหยุดยืนอยู่หน้างานข้างๆน้องชาย เซฮุนขยับออกห่างก่อนจะโค้งคำนับแขกที่เดินเข้ามาอีกคนหนึ่ง หญิงวัยแก่ที่เค้าไม่รู้จัก เซฮุนยืนนิ่งสงบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เค้าไม่แม้แต่จะหันไปมองหน้าของพี่ชายที่กำลังก้มหน้าที เงยขึ้นมาจับจ้องเค้าที

 

                “มีอะไรก็พูดมา น่ารำคาญ”

 

                “เซฮุนน่า” ชานยอลเรียกชื่อน้องชาย น้ำตาที่สะกดกลั้นแทบจะไหลออกมาให้อายแขกเรือเสียตรงนั้น เซฮุนหันกลับไปมอง ก่อนหันกลับไปมองทางเดิม

 

                “พี่

 

                “ถ้าจะพูดเรื่องพินัยกรรม ก็ขอให้งานศพแม่ผ่านไปก่อน อยากได้อะไร ก็บอกผมจะยกให้หมดเลย แล้วจากนั้นก็ไม่ต้องมาวุ่นวายกันอีก”

 

                “เซฮุน” ชานยอลหน้าตาเบ้ ดวงตาคู่สวยมีน้ำเอ่อคลอ มือเรียวเอื้อมไปดึงแขนเสื้อสูทของน้องชายเบาๆ

 

                “อย่ามาแตะต้องตัวผม สกปรก” เซฮุนสะบัดทิ้งอย่างแรง ก่อนจะจ้องมองพี่ชายที่หน้าตา หูเหอแดงกล่ำ ชานยอลยังคงไม่ลดละความพยายาม เค้ายังคงส่งมือไปดึงแขนเสื้อสูทของน้องชาย อย่างกับเด็กๆที่กลัวโดนโกรธ

 

                “ก็บอกว่าอย่ามาแตะไงวะ!!” เซฮุนตะคอกพี่ชายก่อนจะผลักจนล้ม อี้ฟานที่กำลังนั่งคุยกับคุณน้าอารึม รีบหันไปมอง ร่างสูงใหญ่รีบเดินแกมวิ่งไปยังหน้างาน เพื่อจะจับเซฮุนแยกออก

 

                “เซฮุนอย่านะ!!” แบคฮยอนที่วิ่งมาจากทางไหนไม่รู้ รีบคว้าแขนที่ง้างพร้อมจะต่อยของเซฮุนเอาไว้ ส่วนเค้าก็ลากชานยอลให้ลุกขึ้น ชานยอลปาดน้ำตาที่ไหลออกมา พร้อมกับกลั้นมันเอาไว้ ปากเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง สายตาก็เอาแต่จับจ้องมองน้องชายที่กำลังโมโหเข้าขั้น

 

                “เพราะมึง เพราะมึงแม่ถึงได้ตาย เพราะมึงคนเดียว!! ชานยอล เพราะมึง!! มึงมันเลว ลูกเหี้ย!!” เซฮุนชี้หน้าด่าพี่ชายอย่างเหลืออด ถ้าไม่ใช่เพราะมัน แม่ก็คงไม่เป็นแบบนี้ เพราะมันคนเดียวที่ทำให้แม่ตรอมใจตาย เพราะมันคนเดียว

 

                “ไม่ใช่นะ เซฮุนน่า” เสียงสั่นเครือของชานยอล พร้อมกับมือที่เอื้อมจะไปจับเสื้อของน้องชาย เค้าปวดใจเหลือเกินที่ถูกน้องชายเกลียด ไม่เคยปวดใจเท่านี้มาก่อน เซฮุนที่เค้าเฝ้าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก เด็กน้อยเซฮุนที่น่ารักของเค้า กำลังยืนด่าเค้า ด้วยความโมโห

 

                “ไม่ใช่มึง แล้วมันจะมีเหี้ยตัวไหน ปากบอกทำเพื่อกูแล้วยังไง เคยถามสักคำว่ากูอยากได้มั้ย ทำไมมึงต้องทำแบบนี้ มึงเอากูไปเป็นข้ออ้างใช่มั้ย ไอ้พี่เลว มึงมัน มึงมันเหี้ย” เหมือนเส้นอารมณ์ระเบิด เซฮุนร้องไห้ออกมาอีกครั้งพร้อมกับทรุดตัวลงนั่ง ภาพตรงหน้างานทำให้แขกเรือถึงกับตื่นตระหนก ชายหนุ่มรูปงาม สองพี่น้องกำลังร้องไห้แข่งกัน

 

                ชานยอลมางานยังไม่ทันชั่วโมงก็ถูกอี้ฟานลากออกมา นั่งในรถ ชานยอลร้องไห้ ใช้ทิชชู่ซับน้ำตาเป็นบ้าเป็นหลัง พยายามจะหยุดร้องไห้ แต่ก็ทำได้แค่สะอื้นแล้วร้องต่อ

 

                “พอแล้วคนดีของพี่ หยุดร้องนะ”

 

                “ฮือๆ อื้อๆ ฮึก อื้ออออออ อึก ฮืออออ ชาน ฮึก ชาน ฮึก ขอ ขอโทษ” อี้ฟานดึงชานยอลเข้ามากอดแน่นพร้อมกับจูบขมับ เค้าพร่ำบอกว่าตัวเค้าอยู่ตรงนี้ อยู่ใกล้ๆยอล เสียงร้องไห้อย่างน่าสงสาร บ่งบอกได้ดีว่าเจ้าตัวเสียใจมากแค่ไหน ชานยอลก็แค่เด็กผู้ชาย ที่มีทิฐิพันตัว ไม่ใช่เด็กไม่จิตใจ แม่ก็ยังคงเป็นแม่ การเสียคนที่ผูกพันกันทางสายเลือดไป แม้ว่าจะรักหรือไม่รัก มันก็น่าใจหายและเสียใจอยู่ดี

 

               

                “เซฮุนกลับบ้านก่อนมั้ย”

 

                “อยากกลับก็กลับไปสิ ฉันไม่ได้ห้าม” เซฮุนที่เพิ่งล้างหน้าล้างตาเสร็จ เดินมายืนอยู่ที่เดิม แบคฮยอนขมวดคิ้ว ดึงมือของเซฮุนมากุมเอาไว้เพื่อส่งความเข้มแข็งให้

 

                “พี่นายไม่ผิดหรอกนะเซฮุน อย่าว่าพี่ชายแบบนั้นเลย ทุกอย่างเค้าก็ทำเพื่อนนายนะ”

               

                “จะไปไหนก็ไป ไป ออกไป!!” เซฮุนที่เดือดดาลเริ่มฟาดงวงฟาดงาใส่คนอื่น ไหล่เล็กๆถูกผลักเซแทบจะล้ม แบคฮยอนเดินเข้าหา ในใจรู้สึกหวาดหวั่นกับอารมณ์ของเซฮุนตอนนี้เหลือเกิน

 

                “ไปให้พ้น ฮุนไม่อยากเห็นหน้าแบค”

 

                “แบคไปไม่ได้ แบคทิ้งฮุนไว้ไม่ได้ ฮุนใจเย็นๆได้มั้ย” แบคฮยอนบอก เซฮุนหันหน้าหนีพร้อมกับกอดอก น้าอารึมได้แต่ยืนมอง เพราะไม่อยากเข้าไปแทรกระหว่างสองคนนั้น

 

                “ไปเถอะ ฮุนอยากอยู่คนเดียว กลับบ้านไป ไว้ตอนเย็นเจอกัน” เซฮุนบอกด้วยอารมณ์ที่สงบขึ้น แบคฮยอนมองอย่างเป็นห่วง แต่เซฮุนเป็นคนบอกอะไรแล้วก็ต้องทำตาม

 

                “ถ้าฮุนอยากให้แบคไป แบคก็จะไป อย่าลืมโทรหาแบคนะ รู้สึกไม่ดีเมื่อไหร่โทรมานะ แบคจะมาหา” แบคเดินเข้าไปสวมกอดแฟนหนุ่มแล้วผละออก เซฮุนถอนหายใจ จ้องมองใบหน้าของแบคฮยอน อารมณ์เค้าเย็นลงแล้ว และเค้าก็มีสติเพิ่มขึ้น แบคฮยอนสะพายกระเป๋าแล้วเดินห่างออกไป เซฮุนได้แต่มองตาม

 

                เค้าอารมณ์แปรปรวนเกิน เดี๋ยวก็อยากร้องไห้ เดี๋ยวก็โมโห เดี๋ยวก็อยากทุบสิ่งของ อยากทำอะไรก็ได้ที่มันช่วยระบายความอัดอั้นตันใจของตัวเอง

 

 

                ก๊อกๆ

 

                เสียงเคาะกระจกทำให้ ฟานที่กำลังนั่งคุยปรับอารมณ์กับชานยอลต้องเงยหน้าขึ้นมอง ชานยอลหันไปมองตามก่อนจะขมวดคิ้ว ผู้ชายในชุดสูทสีดำ บนบ่ามีสายกระเป๋าสะพายไว้ อายุของผู้ชายคนนี้คงประมาณสี่สิบต้นๆ รอยยิ้มกว้างฉีกออกเหมือนคนไม่เคยเจอความทุกข์ ชานยอลลดระดับกระจกลง เมื่อผู้ชายคนนี้ยังคงเคาะกระจกเค้าอยู่

 

                “สวัสดีครับ ผม เชว ชินกู” ผู้ชายคนนั้นยื่นนามบัตรสีขาวให้ บนนามบัตรเขียนติดไว้ว่าเป็นทนายเอกชน ชานยอลขมวดคิ้วแล้วเงยหน้ามองเจ้าของนามบัตรใหม่

 

                “ครับ?

 

                “คุณปาร์ค ชานยอล ใช่หรือเปล่าครับ” ชานยอลพยักหน้าช้าๆ ทนายความคนนั้นก็หัวเราะออกมาแล้วยื่นมือมาจับขอบกระจก

 

                “ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณน่ะครับ”

 

 

 

                แบคฮยอนที่กำลังเดินกลับบ้านได้แต่กระชับสายกระเป๋าที่สะพายอยู่แน่น พร้อมกับก้มหน้าหงุด รู้สึกหวาดระแวง เพราะตั้งแต่ที่งานศพและที่อื่นๆ ที่เค้ารู้สึกเหมือนมีคนคอยตาม นี่ก็สามวันแล้วที่เค้ารู้สึกแบบนี้ รู้สึกได้ถึงสายตาที่คอยจับจ้อง อยู่ทางข้างหลัง

 

                “ไม่มีอะไรหรอกน่า แบคฮยอน” แบคฮยอนบอกกับตัวเองพร้อมกับลูบอก ที่กลับมาบ้านก็เพื่อที่จะได้ทำอาหาร ของโปรดของเซฮุนก่อนจะนำกลับไปส่งให้ที่งาน เผื่อว่าเซฮุนของเค้าจะอารมณ์ดีขึ้น

 

                แบคฮยอนล้วงหยิบกุญแจก่อนจะไขประตูเข้าไป ชายหนุ่มตัวเล็กวางกระเป๋าไว้บนโซฟา ถอดสูทเข้ารูปสีดำพาดไว้บนพนักโซฟาตัวเล็ก เค้าดึงแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะเดินไปล้างมือในซิ้งค์ล้างจาน เพื่อเตรียมตัวทำอาหาร

 

                “แหมะ สวัสดีครับคุณแบคฮยอน” เสียงพูดทักทายเค้า ทำให้แบคฮยอนที่กำลังหาของในตู้เย็นสะดุ้งโหยง รีบลุกขึ้นแล้วหันมามองเจ้าของเสียง ผู้ชายแปลกหน้าใส่หมวกแก๊ปสีดำ ที่มาจากไหนก็ไม่รู้กำลังยืนยิ้มพร้อมกับยกมือโบกไปมา แบคฮยอนเดินเคลื่อนตัวไปยังส่วนที่เก็บมีด

 

                แต่มันหายไป….

 

                “ผมเก็บมันเองแหละ ลำบากหน่อยเนอะ หามีดทำครัวไม่เจอเนี้ย”

 

                “คุณต้องการอะไรครับ” แบคฮยอนหน้าเบ้ใจเต้นอย่างรุนแรง รู้สึกกลัวผู้ชายตรงหน้าแบบ ไม่สามารถปกปิด ผู้ชายคนนั้นเดินไปเปิดลิ้นชัก ก่อนจะหยิบเอามีดปลายแหลมออกมา มีดทำครัวคมแสนคม ถูกซ่อนเอาไว้ในลิ้นชักที่วางโคมไฟ อยู่กึ่งๆระหว่างหัวครัวกับห้องนั่งเล่น

 

                “คุณจะทำอะไร ผมขอโทษ อย่าทำอะไรผมเลยนะ” แบคฮยอนกลัวมากจริงๆ กลัวจะร้องไห้ รีบยกมือขึ้นพนมเพื่อขอชายหนุ่มตรงหน้า ผู้ชายตัวสูงโบกมีดไปมา ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้

 

                “อย่านะ เซฮุน!!” แบคฮยอนพยายามวิ่งหนี แต่กลับโดนจับแขนรั้งเอาไว้ และเหวี่ยงให้เข้าไปในห้องครัวเช่นเดิม

 

                “ภรรยาของคุณหนูเซฮุนนี่น่ารักจริงๆ คงจะดีมากทีเดียว ถ้าคุณเป็นตัวการทำให้เค้าสติแตก ฮ้าห์ ผมชอบจัง” ผู้ชายคนนั้นสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วเดินเข้ามาหาแบคฮยอนที่พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น

 

                “ฮ่าๆ เจ้าหนูน้อยมาม้ะ มาให้พี่ขยี้สักหน่อย” มีดทำครัวถูกขว้างลงในอ่างล้างจานก่อนที่คนตัวโตจะกระโจนเข้าใส่ขึ้นคร่อมทับคนที่ตัวเล็กกว่า ชายหนุ่มตัวเล็ก แต่หน้าสวยหวานเสียยิ่งกว่าผู้หญิง กำลังหวาดกลัวร้องไห้ออกมา มันเป็นภาพที่เค้าชอบมากที่สุด รู้สึกสะใจที่ได้ลงลิ้นสากๆไปบนใบหน้าหวาน

 

                “อื้อ อย่า” แบคฮยอนส่ายหน้าหนีเมื่อริมฝีปากของผู้ชายปริศนาจาบจ้วงลงบนริมฝีปากเค้า ขบเม้มกัดดูดดึงอย่างบ้าคลั่ง “โอ้ย เจ็บ” แบคฮยอนร้องเมื่อฟันคมๆ กัดซอกคอของเค้าอย่างหนัก มือที่พยายามทุบตีและดันอีกออกห่างก็ถูกจับขึงพรวดไว้เหนือหัว

 

                “ฮ่าๆ สะใจจริงๆโว้ย!! เมียคุณ ปาร์ค เซฮุน ลูกชายคนเล็กของอีนังแก่ เจ้าเล่ห์ มันน่าเย็ดให้ปลิ้นจริงๆ”

 

                “แกเป็นใคร กูบอกให้ปล่อย!!” แบคฮยอนดิ้นพราดๆเป็นปลาขาดน้ำ ชื่อของคุณนายและเซฮุนรวมทั้งถ้อยคำหยาบคายทำให้ แบคฮยอนรู้สึกโมโห

 

                “คนที่จะมาฆ่าคุณยังไงล่ะครับ ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะบ้าคลั่ง ทำเอาแบคฮยอนจิตตก ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นโรคจิตแน่ๆ

 

                “ปล่อยนะ ผมไปทำอะไรให้คุณ ปล่อยผมเดี๋ยวนี้ ผมขอร้อง เซฮุน เซฮุน!!” แบคฮยอนไร้ทางดิ้นเมื่อ ผู้ชายโรคจิตขยับขึ้นมาคร่อมทับกดไหล่ของเค้าเอาไว้ แม้ขาจะพยายามดีดดิ้นเท่าไหร่ สุดท้ายก็ทำให้แค่หมดแรง

 

                “อมให้ทีสิครับ ดูท่าจะใช้ปาก โอ้ย!!” ฟันคมๆงับเข้าตรงขาอ่อนของผู้ชายโรคจิต มันลุกออกจากตัวเค้า แต่กลับกระชากผม แล้วฟาดหัวเค้ากับพื้น ไม่ยั้ง

 

                เหมือนโลกมันหมุนเคว้ง ดาวหลายล้านดวงหมุนไปมา ความวิงเวียนจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรงทำให้แบคฮยอนไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ เท้าหนักๆเตะอัดเข้ากลางลำตัวจนคนที่กำลังมึนถึงกับงอเป็นกุ้ง ลูกเตะที่อัดเข้ามาถี่ๆ ทำเอาแบคฮยอนต้องกอดตัวเอง กลมดิกเพราะความเจ็บปวด มันเครื่องในมันแตก มันจุกมันเจ็บ และก็ชาไปหมด

 

                “อีเหี้ย มึงกัดกูเหรอ มึงกัดกูเหรอ” ผมนุ่มถูกจับกระชากลากไปยังกลางห้องครัว แบคฮยอนแทบจะไม่มีแรงขัดขืน ได้แต่ส่งมือไปรั้งผมเอาไว้ไม่ให้เจ็บไปมากกว่านี้

 

                “แค่กๆ” แบคฮยอนอนหงายบนพื้นด้วยความเจ็บปวด เค้าไปทำอะไรให้คนนี้เจ็บช้ำกันหรือ เค้าว่าเค้าออกจะเป็นคนที่ไม่เคยวุ่นวายหรือสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่ทำไมเค้าถึงต้องมาโดนแบบนี้

 

                “กูไปทำอะไรให้มึง” เท้าหนักๆกดขยี้ลงบนอก แบคฮยอนพยายามดันมันออกแต่ก็ไร้ผล

 

                “มึงไม่ได้ทำผิดห่าอะไรหรอก แต่ทำกับมึง ผัวมึงคงจะทรมานกว่า แม่ผัวมึงน่ะทำกูไว้แสบนัก จ้างกูไปซ้อมลูกชายตัวเอง แต่อะไร แจ้งตำรวจจะจับกู หึ มึงรู้มั้ยที่อีแก่นั่นมันนอนอยู่ในโลงก็เพราะใคร เพราะกูไง กูฆ่ามันเอง ไอ้ทนายโอนั่นกูก็ฆ่ามันเอง และตอนนี้กูก็จะฆ่ามึงด้วย”

 

                “ปล่อยกูไปเถอะนะ พวกกูไม่เคยทำอะไรให้มึง”

 

                “ยังจะมีหน้ามาตอแหล” เท้าหนักๆเตะเข้ากลางลำตัวไม่ยั้ง ของที่อยู่ใกล้มือถูกชายโรคจิตหยิบฉวยขึ้นทุ่มใส่คนที่นอนอยู่ เจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บจนระบมไปหมดทุกส่วน แบคฮยอนคายน้ำลายปนเลือดออกมา ก่อนจะกลิ้งไปบนพื้นเพื่อบรรเทาความเจ็บ

 

                “มึงรู้มั้ยว่าทำไมกูถึงทำมึง ถ้ามึงตายผัวมึงก็จะสติแตก หึๆๆ ตระกูลปาร์คระยำนั่นมันต้องชิบหายวายวอด เพราะแม่งมาทำกับกู ไอ้สัส พวกมึงเล่นกับคนผิดคนแล้ว” แบคฮยอนส่ายหน้า ไอโขลกๆ เพราะแน่นหน้าอก หน้าตาแดงบวมเพราะร้องไห้อย่างหนัก เค้าพยายามหนีคนที่กำลังเผลอตัว มันหยิบเอาขวดยาสีน้ำตาลเล็กๆออกมาพร้อมกับผ้าสีขาว มันเหยาะลงไป ก่อนจะก้มลงมาใกล้ๆเค้า

 

                “ย่างสดไปเหอะมึง บ๊ายบาย” ผ้าสีขาวโปะลงตรงจมูก แบคฮยอนดิ้นพราดๆสักพักแล้วนิ่งไป ร่างที่สลบเพราะยา ถูกลากให้ไปนอนอยู่กลางห้องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างถูกเปิดทิ้งเอาไว้ กระทะที่ใส่น้ำมันพืชถูกนำมาตั้งไฟ ชายหนุ่มเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี เปิดตู้เย็นหยิบของสดมาใส่ในกระทะ แล้วข้ามร่างที่นอนแผ่อยู่บนพื้น จุดบุหรี่สูบ อัดตะวันเข้าปอดสองสามทีแล้วเอาไปวางไว้ใกล้ๆกับสายไฟ

 

                มองฉากที่จัดไว้อย่างสวยงามก็แย้มรอยยิ้ม เรื่องฆ่าคนให้เป็นเหมือนอุบัติเหตุไม่มีใครจะแนบเนียนได้เท่าตัวเค้าอีกแล้ว หลังจากมองดูความเรียบร้อย ผ้าผืนสะอาดก็เอาขึ้นมาเช็ดรอยนิ้วมือตามที่ ที่ตัวเองจับ ก่อนจะจัดวางของที่ทุ่มใส่คนที่สลบเอาไว้ที่เดิม

 

                ถ้ามีคนกลับมาก็ถือว่าโชคของมันยังดี แต่ถ้าสายเกินไป ก็เตรียมตัวเป็นตอตะโกใต้บ้านไปละกัน….

 

 

 

                เซฮุนที่ก้มมองนาฬิกาข้อมือรู้สึกไม่สบายใจ ที่ไล่แบคอยอนให้กลับบ้าน เค้าพยายามต่อสายหาแบคฮยอน แต่อีกคนกลับไม่รับสาย เค้าอารมณ์เย็นลงแล้ว เลยอยากจะขอโทษ แต่ที่ไม่รับโทรศัพท์นี่ไม่รู้เพราะว่างอนหรือเปล่า

 

                “ไปพักก่อนมั้ย ตอนนี้แขกกลับหมดแล้วล่ะ” คุณน้าอารึมเดินเข้ามาจับแขนหลานชายตัวโต แล้วไล่ให้กลับไปพักผ่อนตอนนี้ก็เย็นมากแล้วคนที่โหมดูแลงานตั้งแต่วานซืนก่อนจนไม่ค่อยได้พัก ควรจะกลับไปพักผ่อนเสียบ้าง เซฮุนพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องประชุมขนาดเล็กที่ไว้สำหรับจัดงาน เซฮุมโค้งตัวต่ำ กวาดสายตามองดอกลิลลี่สีส้มทั้งหมดอยู่เพียงครู่ก่อนจะหันไปมองน้าสาว

 

                “ผมกลับไปอาบน้ำ แล้วเดี๋ยวจะกลับมานะครับแม่” อารึมจ้องมองหลานชายที่ยังคงเรียกเธอว่าแม่เสมอ อย่างเอ็นดู เซฮุนไม่ได้รู้เรื่องอะไรมากมายนัก แต่คนที่ผ่านเรื่องเลวร้ายมาตลอดก็คือชานยอล หล่อนไม่อยากเห็นสองพี่น้องต้องมาทะเลาะกัน เพราะยังไงเสียตระกูลปาร์คก็มีกันอยู่แค่นี้

 

                “เลิกโทษพี่เค้าได้แล้วนะเซฮุน พี่เค้าไม่ได้ตั้งใจ พี่เค้าทำทุกอย่างเพื่อเซฮุนจริงๆนั่นล่ะนะ เพราะงั้นยกโทษให้พี่เค้าเถอะ”

 

                “ผมขอตัวก่อน แบคฮยอนรอผมอยู่” เซฮุนไม่ได้ตอบอะไรที่น้าสาวต้องการ เค้ากล่าวคำอำลาสุภาพ ก้มตัวโค้งเคารพน้าสาวที่เปรียบเสมือนแม่คนที่สองของเค้า ก่อนจะเดินก้าวห่างออกไป

 

                เวลาจะเยียวยาบาดแผลในใจของคนเราเอง โดยไม่ต้องพยายาม เมื่อทุกอย่างมันเข้าที่เข้าทางคงจะมีสักวัน วันที่เค้ายกโทษ และหายโกรธในตัวพี่ชาย

.

.

.

 

                ทางเข้าบ้านแทบจะเดินไม่ได้เพราะมีรถมากมายจอดขวาง เหมือนเกิดเรื่องอะไรขึ้นทั้งรถตำรวจ รถพยาบาลและรถดับเพลิง เซฮุนเงยหน้ามองกลุ่มควันสีดำที่ลอยอยู่บนอากาส เค้าขมวดคิ้วแน่นก่อนจะกดเบอร์โทรหาแบคฮยอน

 

                /หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ขณะนี้/ เซฮุนกดวางสายก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ ภาพตรงหน้าทำเอาใจของเค้านั้นหล่นหวบ บ้านหลังเล็กสองชั้นที่เก่ามากแล้ววอดหายไปทั้งหลัง เหลือซากปรักหักพัง และโครงเก่าๆสีดำตอตะโก

 

                “ขอโทษนะครับ เข้าไม่ได้นะครับ” เซฮุนสะบัดตัวหนีเพื่อเข้าไปยืนใกล้ๆ เค้าไม่เห็นแบคฮยอนเลย แบคฮยอนอยู่ไหน

 

                “มีใครอยู่ในบ้ายมั้ย” เซฮุนถามพนักงานดับเพลิงอย่างหวังคำตอบว่าไม่มีใคร พนักงานดับเพลิงหน้าสลดก้มหน้าหนีเค้า เหมือนปิดบังอะไรไว้

 

                “กูถามก็ตอบสิวะ ไอ้เชี่ยนี่” เซฮุนกระชากคอเสื้อ เปียกๆนั่น พร้อมกับจ้องถลึงตาใส่ พนักงานดับเพลิงคนนั้นขมวดคิ้วก่อนจะผลักเซฮุนออกไปให้ห่างจากตัว

 

                “มีผู้เสียชีวิตรายหนึ่ง ศพอยู่ทาง” พนักงานดับเพลิงชี้ไปยังรถเก็บศพที่เค้าเพิ่งเดินผ่านขึ้นมา เซฮุนไม่รอคำตอบให้จบ เค้ารีบวิ่งลงไป

 

                “ขอ ขอผมดูหน่อยได้มั้ยครับ” เซฮุนกลืนน้ำลายฝืดคอไปหมดขณะจับจ้องถุงพลาสติกสีทึบที่ใช้บรรจุศพ พนักงานในชุดหนีส่ายหน้าปฏิเสธ

 

                “สภาพไม่น่าดูหรอกคุณ คุณเป็นใครเหรอ”

 

                “ผมเจ้าของบ้านที่ไฟไหม้ ผมอยากรู้ว่าคนๆนั้นเป็นใคร” เซฮุนย้ำเท้าชี้ไปยังถุงศพที่อยู่ในรถ พนักงานมองก่อนจะส่ายหัว สภาพศพตอนเค้าออกมามันสะอิดสะเอียนชวนอ้วก เนื้อตัวดำเพราะถูกไหม้ ใบหน้ายังคงเค้าเดิมแต่ก็เหมือนกับรูปปั้นแข็งๆ

 

                “นะครับ ได้โปรด” เซฮุนถูมือไปมา ใบหน้าบ่งบอกแล้วว่ารับไม่ไหวจริงๆ ผู้ชายในชุดหมีถอนหายใจ ก่อนจะเปิดกระบะท้ายรถ ขึ้นไป รูดซิปถุงศพออกช้าๆ

 

                ………………………………………………

.

.

.

 

 

                 ชานยอลที่เดินเข้ามาในห้องประชุมขนาดเล็ก กวาดสายตามองเก้าอี้หลายสิบตัวที่ว่างเปล่า ด้านหน้าเป็นซุ้มดอกลิลลี่สีส้ม ตรงกลางมีรูปภาพของผู้หญิงที่กำลังแย้มรอยยิ้ม

 

                นี่ก็ดึกมากแล้ว….

 

                ชานยอลยืนนิ่งสงบมองรูปที่แปะอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม เข่าสองข้างค่อยๆกดลงกับพื้น สองมือจับกุมกันไว้ ก่อนจะที่จะยกขึ้น หัวก้มจรดลงกับพื้น ชานยอลค้างนิ่งอยู่ในท่านั้น ตัวโยกไปมาตามแรงสะอื้นไห้ น้ำตามากมายไหลอาบเต็มมือที่รองหัวอยู่

 

                เค้าไม่รู้จะพูดอะไรดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น เค้าไม่ได้รู้อะไรมากมายเลย ทั้งๆที่คิดไว้เสมอว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง ผู้หญิงคนนี้ทำได้ยังไงกัน เธอใช้ชีวิตอยู่บนความเกลียดชังที่เค้าสุมให้เธอมาได้ยังไง เธอทำได้ยังไง

 

                แล้วตัวเค้าทำไปได้ยังไง

 

                ทำร้ายคนๆนี้ได้ยังไง….

 

 

                “แม่ผมขอโทษ” เสียงแผ่วเบาเอ่ยคำขอโทษสุดท้าย ชีวิตคนเรามันยิ่งกว่าละครน้ำเน่าหลังข่าว มันจริงเสียจนไม่คิดว่าจะมันจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ คนที่ไว้ใจมากที่สุดคือคนที่ร้ายที่สุด ส่วนคนที่ตั้งแง่เกลียดชังมากที่สุดกลับกลายเป็นคนที่คอยปกป้องเรามาตลอด

 

                ชานยอลยืดตัวนั่งหลังตรง เอามือวางบนหน้าตัก ก้มหน้าปล่อยให้น้ำตามันไหลออกมาเอง โดยที่ไม่ได้พูดอะไร ทั้งหอประชุมมีเพียงเค้าที่ยังคงนั่งอยู่ต่อหน้ารูปถ่าย เค้าปล่อยให้เวลาและความเงียบกัดกินหัวใจของตัวเองไปช้าๆ

 

                เรื่องที่ไม่เคยได้รู้ก็ได้รู้ เรื่องที่เคยมองข้ามกลับชัดเจนขึ้น พ่อเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย พินัยกรรมถูกเขียนให้แม่ดูแลเองแต่แรก พินัยกรรมปลอมถูกทำขึ้นเพื่อหลอกเค้าให้เกลียดแม่ตัวเอง ทนายโอทำทุกอย่างเพื่อให้เค้าไปอยู่ข้างตัวเอง ทำร้ายโจมตีคนเป็นแม่ แต่สิ่งที่ได้ยินวันนี้มันกลับเปลี่ยนอะไรในใจของเค้าไปหลายอย่าง

 

                คำพูดของทนายเชว คนที่เค้าเคยเห็นหน้าเมื่อตอนขึ้นศาลครั้งล่าสุด พินัยกรรมที่แม่ทำขึ้นก่อนจะเสีย ทรัพย์สินทั้งหมดที่เค้าเคยคิดว่ามันควรจะเป็นของเค้า ถูกแบ่งออกมาอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่พ่อแต่เป็นแม่ต่างหากที่ยกสมบัติทั้งหมดที่สร้างมาทั้งชีวิตให้แก่พวกเค้า

 

                เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดียังไงกัน บอกให้ไม่ต้องโทษตัวเองได้ยังไงกัน ทำไมไม่บอกเอง ทำไมไม่พูดกับปากตัวเอง ทำไม….

 

                “คุณนายฝากมาบอก ว่าให้ดูแลสุขภาพด้วยนะครับ อย่าเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วใช้ชีวิตให้มีความสุข”

 

                “ครับ ครับแม่” ชานยอลพยักหน้า รับ คำพูดของคุณทนายที่ใบหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มเสมอ ยังวนเวียนอยู่ในหัว มันยากเหลือเกินที่จะปักใจเชื่อในทีแรก แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ได้ยินมาก่อนหน้านี้ มันผิดถนัด หลักฐานประกอบคำพูดที่ฟังเรียบง่าย ท่าทีสบายๆใจเย็น เหมือนคนที่กำลังเล่าความหลังครั้งเก่าให้ฟังเหมือนเป็นเรื่องสนุก แววตาของทนายเชวมีแต่ความเคารพ ชื่นชมในตัวพ่อแม่ของเค้า คนที่อุปการะทนายเชว เด็กไร้บ้านจนๆ ให้มีทุกอย่างได้ในวันนี้

 

                ไม่รู้จะทำตัวยังไงดี ถ้าแม่ยังอยู่เค้าคงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ถ้าแม่ยังอยู่เค้าอาจจะได้กอดแม่ อย่างที่แม่ต้องการ เราอาจได้นั่งคุย ไถ่ถามถึงเรื่องราวต่างๆ ว่าทำไมมันถึงได้บานปลายกลายมาเป็นแบบนี้ จะได้เปิดอกคุยกันไปเลยว่าทำไมทุกอย่างถึงลงเอยแบบนี้

 

                แต่แม่ไม่อยู่แล้ว

 

.

.

.

.

 

                เซฮุนที่กำลังนั่งอยู่ตรงทางเดินของโรงพยาบาล บนเก้าอี้สีเหลืองพลาสติกที่ตั้งเอาไว้อยู่หน้าห้องเก็บศพ ไม่มีใครเดินผ่านมาทางนี้ ไฟที่เปิดอยู่ก็มีเพียงแค่ดวงเดียวที่กำลังให้แสงสว่าง เซฮุนนั่งลูบมือตัวเองไปมา โดยที่ไม่ได้พูดอะไร เค้าอาจจะนั่งอยู่ที่นี้จนถึงเช้า สมองของเค้าว่างเปล่า ไม่มีอะไรในสมอง ไม่มีแม้แต่ว่า จะต้องก้าวเดินไปด้วยขาซ้ายหรือขาขวา จำไม่ได้ว่าทางออกโรงพยาบาลต้องเดินไปทางไหน เค้าแยกแยะไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเก้าอี้ที่กำลังนั่งอยู่เป็นสีเหลืองหรือสีส้ม

 

                เค้าไม่รู้อะไรเลย

 

                แค่อยากจะปล่อยให้เวลาเดินผ่านไป เดินผ่านไปช้าๆ ผ่านไปช้าๆ ชีวิตเค้าเหมือนถูกไม้ฟาดลงกลางหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม่ตาย แถมแฟนยังมาเสียลงอย่างกะทันหัน เค้าไม่เหลือใครอีกแล้ว

 

                เซฮุนลูบหน้าตัวเอง พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมา เงยหน้าขึ้นมองประตูสีเขียวหม่นๆ โยกตัวเอนไปมา

 

                “ฮุนนี่ มานั่งอะไรตรงนี้” เสียงเล็กๆสดใสแว่วเข้ามาในหู เซฮุนหันไปทางต้นเสียง แต่ก็เจอแต่เพียงความมืดมิด สายตากราดมองไปทั่ว ร่างสูงลุกขึ้นยืน เพ่งสายตาไปยังความมืดตามทางเดิน

 

                ร่างเล็กๆของคนที่ใส่ชุดสูทกำลังยืนโบกมือและส่งยิ้มมาให้ เซฮุนเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปหา มือพยายามคว้าคนตรงหน้าเข้ามาในอ้อมกอด

 

                หายไป

 

                “แบคอยอน บอยน แบคฮยอน!!” เซฮุนหมุนตัวหันมองไปทั่ว เสียงสั่นแหบพร่าพยายามร้องเรียกชื่อของคนที่หนีเค้าไป ก็เมื่อกี้ยังเห็นว่ายืนโบกมือให้เค้าอยู่เลย แล้วทำไม

 

                “แบคฮยอน นายอยู่ไหน ออกมานะ ฉันไม่เล่นด้วยนะ แบบนี้” เซฮุนหันซ้ายหันขวา ทางเดินมันมืดมากจนเค้าไม่สามารถมองเห็นแบคฮยอนได้

 

                “มีชีวิตอยู่ต่อไปนะ ฉันจะอยู่กับนาย อยู่ในใจนายตลอดไป” เสียงที่ก้องอยู่ในหัว ทำเอาเซฮุนต้องปิดมันเอาไว้

 

                “ไม่!! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ไม่เล่นแบบนี้ ฮุนไม่เล่นนะแบค ฮุนไม่เล่น!!” เซฮุนนั่งลงชันเข่าขึ้น มือทั้งสองข้างบีบหัวตัวเองเอาไว้ ใบหน้าดูหวาดกลัวไปหมด

 

                ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย……

.

.

.

.

 

                ตระกูลปาร์ค เคยเป็นข่าวอยู่ช่วงหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับการลอบฆ่ากันเองเพียงเพราะแย่งสมบัติ ลูกชายคนเล็กกลายเป็นคนวิกลจริตต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนพี่ชายมีข่าวว่าฆ่าตัวตาย ทำให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างของตระกูลปาร์คถูกเทขายในราคาที่ถูกจนน่าใจหาย แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เรื่องคดีฟ้องร้องระหว่างแม่กับลูกก็ถูกหยิบยกมาพูดถึงอยู่พักหนึ่ง บทความมากมายที่ล้วนเป็นเรื่องแต่งถูกเฟ้นออกมาให้ดูเป็นเรื่องจริง ตระกูลอาถรรพ์ นั่นคือชื่อเรียกของคนทั่วไป แต่หลังจากนั้นเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา เรื่องฆ่ากันตายเพราะแย่งสมบัติ หรือความร้าวฉานภายในครอบครัว ถูกนำไปเป็นเรื่องแต่งไว้สอนใจคนให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ

 

 

 

                8 ปี ต่อมา…..

 

 

                เสียงนกตามริมโขดหินกำลังส่งเสียงร้อง ผู้ชายผมเพ้ารุงรัง ยาวประบ่ากำลังโบกมือไล่ให้มันไปไกลๆจากเหยื่อของเค้า บุหรี่มวนสีขาวถูกชายหนุ่มหยิบออกมาจากซองแล้วจุดสูดควันอัดเข้าปอด เพื่อดับความเครียด

 

                อาชีพประมงนั้นดีมากสำหรับคนที่ไม่อยากยึดติดหรือมีครอบครัว ใช่แล้วเค้าคือชาวประมงลากอวน โอ เซฮุน

 

                 ชายหนุ่มจับคันเบ็ดก่อนจะเริ่มต่อสู้กับเจ้าปลาที่จะตกเป็นอาหารของเค้าในวันนี้   ปลาตัวโตถูกหิ้วติดมือกลับบ้าน บ้านปูนหลังเล็ก บนเนินที่ติดกับชายฝั่ง เค้าได้มันมาในราคาแสนถูก เพราะเจ้าของบ้านรู้สึกสงสาร เค้าเป็นชาวประมงคอยจับลอก หาปลา ออกทะเลทีนึงก็สองสามเดือนกว่าจะกลับเข้าฝั่ง เนื้อตัวที่เคยขาวสะอาดก็เริ่มดำคล้ำเพราะแดดและเกลือจากน้ำทะเล

 

                ร่างสูงโปร่ง กำยำไปด้วยมัดกล้ามกำลังนั่งทำอาหารจากปลาที่จับได้ เค้าทำอาหารเก่งเพราะต้องอยู่คนเดียว มันอร่อยมากหากว่านำมาทำซาชิมิแกล้มกับเหล้าขาวแรงๆ

 

                “เซฮุนๆ แม่ฝากนี่มาให้” เซฮุนที่กำลังนั่งคอดเกร็ดเงยหน้ามองเด็กผู้หญิงที่กำลังยืนเขย่งเกาะขอบรัวปูนประหลาดๆ เค้าลุกขึ้นล้างมือแล้วเดินไปหยิบถุงกระดาษที่ห่ออะไรอยู่ข้างใน เค้าจับมันบีบๆ ก่อนจะส่งสายตาเป็นคำถามว่านี่คืออะไร

 

                “ปลาตากแห้ง ปลาที่พี่เอามาฝากแม่อ่ะ แม่เลยเอาตากแห้ง แกล้มเหล้างี้เลย แม่บอก” เด็กสาวยกนิ้วขึ้นเป็นการบอกว่าอร่อยเหาะ เซฮุนยิ้มเอ่ยขอบคุณ แล้วยืนมองเด็กสาววิ่งจากไป

 

 

                ชีวิตแสนเรียบง่ายในชนบทแบบข้นแค้น เซฮุนรู้สึกว่าการได้ใช้ชีวิตแบบนี้มันคุ้มมากที่สุดแล้ว เค้าไม่ค่อยได้สุงสิงกับใคร เว้นจากคุณป้า ที่มักจะคอยให้ความช่วยเหลือ ตอนที่เค้ามาอยู่ที่นี้ด้วย ชุดที่ใส่อยู่ชุดเดียว

 

                แปดปีแล้วที่เซฮุนย้ายมาอยู่ที่นี้ พร้อมกับเปลี่ยนนามสกุล ไม่มีใครรู้จักเค้า และไม่มีคนที่เค้ารู้จัก

 

                อาหารง่ายๆอย่างซุปปลาและซาชิมิแกล้มเหล้า ปลาตากแห้งถูกเก็บไว้กินในมื้ออื่น เซฮุนนั่งจิบเหล้าในจอกคนเดียวอยู่ที่ลานหลังบ้าน วันนี้ท้องฟ้าเปิด ก็เลยมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าได้อย่างชัดเจน

 

                หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จเค้าก็อาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน พรุ่งนี้เค้าต้องเข้าเมืองเพื่อไปตามที่แพทย์นัด ยาเม็ดเล็กในขวดสีส้มถูกเซฮุนกรอกเข้าปากแล้วตบด้วยน้ำ อย่าคลายเครียด ทำให้เค้าหลับสบายมากขึ้น เซฮุนล้มตัวลงนอน คดเป็นก้อนกลมๆอย่างเคยนิสัย ก่อนจะหลับตาลงเพื่อพักผ่อน

 

                เพื่อมีชีวิตต่อไปในวันพรุ่งนี้….

 

 

                เซฮุนเข้าร้านตัดผม เพราะไม่อยากโดนคุณหมอด่าว่าทำตัวสกปรก เค้าจัดการโกนหนวด ตัดผมทรงสกินเฮด เพื่อจะได้ไม่ต้องตัดมันบ่อยๆ เค้าไปพบคุณหมอในช่วงสาย เพื่อตรวจอาการแล้วรับยาตามคำสั่ง แม้ว่ายานี่เค้าต้องนั่งรถหลายชั่วโมงเพื่อไปยังอีกเมืองที่ใหญ่กว่าเพื่อซื้อมันก็ตาม

 

                เซฮุนตัดสินใจนั่งรถไฟเข้าโซล เพื่อไปซื้อยา เค้าใช้เวลานานมาก กว่าจะมาถึง ที่ยี้เปลี่ยนไปเยอะ ตึกรามบ้านช่อง อาคารสถานที่ หรือแม้กระทั่งผู้คน เซฮุนเดินเข้าร้านขายยายื่นใบสั่งยาให้กับเภสัช ไม่นานนักเค้าก็ได้ยาที่ต้องการ เค้าเดินไปตามริมฟุตปาธ จับจ้องมองร้านขายดอกไม้ริมทางเล็กๆ เซฮุนข้ามถนนไปยังอีกฟาก กวาดสายตามองดอกไม้ ก่อนจะเลือกดอกที่สวยที่สุด

 

                “ช่วยฉันเลือกดอกไม้ได้มั้ย” เสียงราบเรียบของเซฮุนเรียกให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมอง หล่อนยิ้ม ก่อนจะเอ่ยถามว่าเค้าอยากจะให้ใคร เซฮุนนิ่งไปสักพักก่อนจะแย้มรอยยิ้มนิ่งๆ

 

                “ฉันรักคนๆนึงแต่เค้าไม่อยู่แล้ว ฉันควรเลือกดอกไหนดีล่ะ”

 

                “ถ้าอกหักก็แค่หาสาวใหม่แค่นั้นเองพี่ชาย ไม่ต้องให้ดอกไม้เค้าหรอก เปลือง” หล่อนเบ้ปาก พูดไปตามที่ใจคิด ก็ผู้ชายตรงหน้าบอกว่ารักคนๆนึงอยู่แต่เค้าไม่อยู่แล้ว มันจะหมายความว่าไง นอกจากว่าเลิกรากันไป

 

                “นั่นสิ เอาดอกไม้ให้คนที่ตายไปแล้ว มันเปลืองจะตาย ขอบใจนะที่เตือน” เซฮุนยิ้มก่อนจะยกมือโบกแล้วเดินห่างออกไป หญิงสาวเหวอไปนิด ก่อนจะกวาดสายตามองแผงดอกไม้เล็กๆของตัวเอง หล่อนหยิบดอกสแตนติสสีม่วงช่อใหญ่ขึ้นมาก่อนจะร้องทักผู้ชายตัวสูงที่ค่อยๆเดินห่างออกไป

 

                “ถ้าอยากจะให้ก็ให้ไปเลย ไม่เปลืองหรอก เพราะฉันให้คุณฟรี แล้วดอกนี่ก็มีความหมายดีนะ สแตนติส สีม่วง หมายถึง ความรู้สึกดีๆมันยังคงอยู่ตลอดไป” หล่อนเดินมายื่นช่อดอกสแตนติสช่อใหญ่ให้แก่เซฮุนพร้อมกับอธิบายถึงความหมายของมัน ชายหนุ่มจ้องมองดอกสีม่วงดอกเล็กๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองหญิงสาวเจ้าของแผงดอกไม้

 

                “ขอบใจนะ แต่ฉันขอแค่นี้ก็พอ” เซฮุนดึงช่อสแตนติสช่อเล็กที่สุดในกลุ่มออกมา ก่อนจะยกมันขึ้นแสดงถึงความขอบคุณแล้วหันหลังเดินจากไป

 

 

                ภาพรูปถ่ายขนาดเล็กในตู้กระจกพร้อมขวดโหล ที่นี้มีแต่ของที่ญาติเอามาวางไว้ในผู้ตาย ยกเว้นเสียแต่ของคนตรงหน้าที่มีแค่ช่อดอกไม้ถูกๆที่แห้งกรอบเป็นสีน้ำตาล เซฮุนเปิดตู้ก่อนจะหยิบมันออกมา แล้วจัดวางดอกสแตนติสสีม่วงลงไป

                “ไว้วันเกิดแบค ฮุนจะมาหาแบคใหม่นะ ดอกนี่ได้ฟรี ไม่เปลืองอะไรหรอก” เซฮุนบ่นกับรูปภาพของคนตรงหน้า เค้าส่งมือไปลูบรูปนั้นเบาๆ ก่อนจะปิดกระจก ไหว้คำนับไปหนึ่งที ก่อนจะก้าวออกมาจากตรงนั้น

 

                เวลาจะเป็นตัวเยียวยาให้คนเข้มแข็งขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข เซฮุนยัคงใช้ชีวิตให้เหมือนกับว่ายังคงมีวันพรุ่งนี้ วันมะรืน และวันต่อๆไปอีก ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดลมหายใจ

 

                อยู่กับปัจจุบันให้มีความสุข อยู่เหมือนกับว่ายังคงมีอีกคนอยู่ใกล้ๆเสมอ อยู่เพื่อทำตามสัญญา ที่เคยให้ไว้ อยู่เพื่อไม่ให้คนที่อยู่ในใจของเค้าต้องตายจากไป

 

.

.

.

 

                ชานยอลที่กำลังนั่งอ่านหนังสือเงยหน้าขึ้นรับจูบจากสามี อี้ฟานที่เพิ่งกลับจากที่ทำงาน เดินมานั่งข้างๆที่โซฟา พวกเค้าแยกออกมาจากบ้านใหญ่ อาศัยอยู่ในคอนโดที่เค้าซื้อทิ้งเอาไว้ ใจกลางกรุงปักกิ่ง

 

                “เหนื่อยมั้ย” ชานยอลถามขณะส่งมือไปปัดผมหน้าที่เริ่มยาวรุงรังของอี้ฟาน ชายหนุ่มจับมือภรรยาคนสวยมาแนบแก้มก่อนจะส่ายหน้า

 

                “ไม่เลย เป็นอาจารย์สบายกว่าเป็นไหนๆ” ใช่เค้าเรียนต่อและเริ่มทำงานเป็นอาจารย์มหาลัยเมื่อสามปีก่อน ไม่ใช่ว่าการทำงานกับเทาจะไม่ดี แต่เค้าก็แค่อยากจะทำอะไรใหม่ๆ อย่างเช่นการสอนคนให้มีความรู้ ส่วนชานยอลก็เข้าไปช่วยบริหารงานของร้านคุณนายอู๋บ้างนิดๆหน่อยๆ แต่งานหลักของชานยอลคือ การรับเลี้ยงอุปการะเด็กๆจากสังคมสงเคราะห์

 

                ชานยอลเป็นคุณครูอาสาสอนเด็กๆที่ยากไร้ตามชนบทห่างไกลในจีน แม้ว่าชานยอลจะไม่สามารถทำได้ทั่วถึง แต่ชานยอลก็ส่งเด็กหลายคน เรียนต่อและประสบความสำเร็จไปมากมายมาตลอดหกปี ทรัพย์สินทั้งหมดของชานยอลถูกใช้ไปกับส่วนๆนี้ มันเป็นความสบายใจของชานยอล ซึ่งเค้าก็ไม่เคยคิดจะขัด

 

                “ดูแลตัวเองบ้างนะ หน้าคล้ำเชียว” ชานยอลยิ้มก่อนจะพยักหน้ารับ ช่วงนี้ทำงานหนักไปหน่อย เพราะชานยอลกำลังรับเด็กเข้ามาในความอุปการะ และเค้าก่ะว่าจะไปเยี่ยมเด็กๆ เสียหน่อยในวันพรุ่งนี้

 

                ความจริงเค้าเปลี่ยนไปมาก หลังจากเหตุการณ์คราวก่อน ทุกอย่างมันสอนให้เค้ารู้ถึงการใช้ชีวิต เค้านิ่งขบคิดมากขึ้น ไตร่ตรองมากขึ้น และมีเหตุผลมากขึ้น ปาร์ค ชานยอลที่เคยใจร้อนโผงผาง ไม่มีอีกแล้ว เหลือเพียง คุณปาร์ค ชานยอล ชายวัยสามสิบสองปี ที่เด็กๆในการอุปการะให้ความเคารพ

 

                “ลู่หานเป็นยังไงบ้างเหรอฟ่าน” ชานยอลถามขณะเดินตามสามีเข้ามาในห้องนอน เค้าช่วยอี้ฟานถอดเนคไทแล้วนำเอาเสื้อสูทไปเก็บไว้ให้เรียบร้อย ชานยอลนั่งลงตรงขอบเตียง จับจ้องมองผู้ชายที่เค้ารักมากที่สุดในชีวิต

 

                “คงไม่กลับมาแล้วล่ะ คงอยู่เกาหลีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอเซฮุน” อี้ฟานบอกเล่า เค้าเพิ่งได้โทรคุยกับลู่หานเมื่อวันก่อน เห็นบอกว่าจะอยู่ที่เกาหลีไปอีกสักพัก เพื่อหาเซฮุนไปเรื่อยๆ

 

                “คงรักมากนะครับ ขอให้เจอทีเถอะ” ชานยอลเอ่ยเสียงแผ่ว ในใจเค้าก็หวังและภาวนาให้ลู่หานพบกับเซฮุนเร็วๆ ไม่ใช่ฉะเพราะแค่กับลู่หานแต่กับตัวเค้าเองด้วย  เหตุการณ์วันนั้นแม้แต่เค้าที่รู้ก็ยังถึงกับช็อค แบคฮยอนเสียชีวิตในบ้านที่เกิดเพลิงไหม้ ตำรวจฟันธงว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร และคดีเกือบจะปิดตัวลง แต่หลังจากนั้นไม่กี่อาทิตย์คนร้ายก็ถูกจับตัวได้ จากหลักฐานกล้องวงจรปิด มันสารภาพเองเพราะประสาทหลอนจากการเสพยาเกินขนาด และเรื่องทั้งหมดก็ถูกเปิดโปง เซฮุนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน จนต้องเข้ารับการรักษา ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทุกข์ทรมานที่สุด ทั้งเค้าและน้องชาย ถ้าหากไม่มีครอบครัวของอี้ฟาน เค้าคงไมรู้ว่าจะผ่านมันมาได้ยังไง

 

 

                ชานยอลรอวันที่จะได้พบกับน้องชายอีกครั้ง ไม่ว่าเค้าจะอยู่ในฐานะไหนของเซฮุนเค้าก็พร้อมที่จะรับมัน ขอแค่ได้เจอตัวได้เห็นหน้า ว่ายังสบายดี เค้าก็พอใจแล้ว

 

                ชานยอลเงยหน้าจ้องมองท้องฟ้าที่กำลังมืดสนิท แสงไฟจากด้านล่าง ไม่สามารถส่องไปถึงท้องฟ้า มันยังคงมืดมิดปกคลุมไปทั่วบริเวณ

 

                “หวังว่านายจะแข็งแรงดีนะ เซฮุน”

 

 

 

                เซฮุนที่กำลังยืนกระดกเบียร์อยู่บนสะพานเงยหน้ามองขึ้นไปยังบนท้องฟ้า จ้องมองความมืดมิดที่แผ่ปกคลุม ทาบทับไปบนผืนน้ำเบื้องล่าง

 

                ต่อให้ใช้ชีวิตยังไงก็ยังคงต้องมองฟ้าผืนเดียวกัน แม้จะห่างกันสักแค่ไหน แต่ทั้งสองก็ยังคงคิดถึงกัน อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่ในความเป็นพี่น้อง ยังไงพวกเค้าก็ยังคงรู้สึกถึงกัน ในที่ไหนสักแห่งบนโลก

                โอ เซฮุน และ ปาร์ค ชานยอล ยังคงเป็นพี่น้องกันตลอดไป….

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-จบ-

 

 

 

               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

888 ความคิดเห็น

  1. #614 yeollykiss (@bunnieys) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 21 มกราคม 2559 / 11:13
    กว่าผ่านเรื่องร้ายๆมาได้ ร่างกายเราที่เต็มไปด้วยบาดแผล เหลือไว้เป็นรอยแผลเป็นย้ำเตือนความผิดพลาด ไม่มีอะไรในโลกนี้ดีไปหมดหรือร้ายไปหมด สายสัมพันธ์ครอบครัวเป็นสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด สักวันต้องได้เจอกันอีกแน่
    #614
    0
  2. #582 Printhida Klinkaewnarong (@rainbowky) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 17 มกราคม 2559 / 12:11
    จบแบบเศร้าๆ เนอะ คงจะมีแค่เรื่องเดียวที่ดีและดีมาเสมอคือคริสกับชานยอลอยู่ข้างๆ กันนั่นแหละ ขอให้พี่ลู่ตามหาฮุนให้เจอนะ
    #582
    0
  3. #565 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 22:16
    ทำไมเศร้างี้อ่ะ รู้สึกว่าเซฮุนเหมือนแม่เลยคือทำทุกอย่างให้มันยุ่งยากทั้ง ๆ ที่มันน่าจะออกมาดีกว่านี้ ทำไมต้องโกรธชานยอลด้วย ชานยอลก้อทำเพื่อน้องทั้งนั้นแต่เซฮุนกลับโทษว่าชานยอลทำเพื่อตัวเองซะงั้น ยังดีที่ขานยอลมีครอบครัวอู๋คอยให้กำลังใจไม่งั้นคงเตลิดเหมือนกัน ขอให้ลู่หานเจอเซฮุนละกันนะ เอาใจช่วย
    #565
    0
  4. #560 Aunyaww (@aun_102539) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 00:18
    ฮือออ จบแบบต้องเข้าใจสัจธรรมของโลกกันเลยทีเดียว ชีวิตคนเราคงไม่แฮปปี้เอนดิ้งเสมอไปสินะ
    #560
    0
  5. #559 Aunyaww (@aun_102539) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 00:17
    ฮือออ จบแบบต้องเข้าใจสัจธรรมของโลกกันเลยทีเดียว ชีวิตคนเราคงไม่แฮปปี้เอนดิ้งเสมอไปสินะ
    #559
    0
  6. #556 Look Pear Meigeni (@lookpear90) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 22:18
    สงสารแบคมากอะ ฮือออออออ ไม่ไหวอะ รับไม่ได้ ไม่อยากให้แบคตาย ทำไมอะทำไม
    #556
    0
  7. #555 GDkrisyeol_ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 22:12
    สงสารแบคลู่ รักมากสุดท้ายก็จากกัน
    #555
    0
  8. #551 mykai2 (@mykai) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 19:48
    หักมุมมาก นำ้ตาไหลพราก ฮือออ ขอให้ลู่ห่านเจอเซฮุนทีนะ อยากให้จบแบบทุกคนดีๆ
    #551
    0
  9. #550 Piyawadee Pu-i Sompawong (@pu-ipu-i) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 19:26
    ฮือออออ ไรต์เตอร์ใจร้าย หักศอกย้อนศรกันไม่หยุดหย่อนเลย สงสารทั้งแบคฮยอนทั้งเซฮุน แต่ขอให้ลู่หานหาเซฮุนเจอทีเถอะ
    #550
    0
  10. #547 Secret :) (@toukky) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 18:41
    แบคตายอ่ะ ... นี้คือแฮปปี้เอนดิ๊งแล้ว ฮืออออ สงสารฮุน ขอให้มีตอนพิเศษอีก รีบมาอัพด่วนโลยยยยย
    #547
    0
  11. #546 nu_kets (@nu_kets) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 17:52
    จบแบบหน่วงมากหน่องถึงหน่วงที่สุดยอมรับว่าเป็นฟิคที่ร้องไห้หนักที่สุดในชีวิตเป้นฟิคที่อ่านแล้วต้องคิดตามทุกสำนวนที่เขียนมีความหมาย ทุกเนื้อหาที่อ่านแฝงข้อคิดต่างๆไว้ เป้นฟิคที่บอกไม่ถูกจริงๆรุ้แต่หน่วงมากแต่ก้ยังภาวนาให้ไรเตอณืเพิ่มตอนพิเศษถ้าจะจบแบบนี้มันหนักเกิดไปสำหรับชีวิตของเซฮุนตั้งแต่เรื่องแบคฮยอนตายอยากให้ลู่หานตามหาเซฮุนเจออยากให้อย่างน้อยเซฮุนที่ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองแล้วก้ตามยังมีคนคอยเป็นกำลังใจและอญุ่ข้างๆและที่สำคัญคิดว่าแม่ของทั้งชานยอลและเซฮุนก้อยากจะให้พี่น้องปรับความเข้าใจกันไม่ใช้ต่างคนต่างมองฟ้าผืนเดียวกันแบบนี้ ...อ่านฟิคเรื่องนี้แล้วทำให้รุ้ว่าการที่จะอญุ่อย่างมีความสุขต้องทำแบบไหน การที่ณุ้จักรักและมอบความรักให้แกคนอื่น การให้อภัย การพูดคุย การดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันแหละกัน  ความเข้มแข็งแต่ต้องรู้จักที่จะอ่อนในบ้างสิงเพราะตัวอย่างของแม่ชานยอลสอนให้รู้ว่าการเข้มแข้งเกินไปนั้นนำมาแต่ความผิดพลา่ดในทุกๆเรื่อง ซึ่งส่งสุดท้ายก็จะมีแต่ความเสียใจ แทนที่เอาเวลาที่มีชีวิตอยู่มาใส่ใจคนในครอบครัว คนรัก พ่อแม่ เงินไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเสมอไป

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 15 มกราคม 2559 / 17:54
    #546
    0
  12. #545 krisyeol2766 (@krisyeol2766) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 17:47
    สงสารแบคอ่ะ ฮรืออเป็นฟิคที่อ่านแล้วกินใจมากอ่ะ ซึ้งเลยอ่ะ
    #545
    0
  13. #544 NAMA_II (@jajamy) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 16:05
    ซึ้ง อื้อออออออออ พูดไม่ออกเป็นฟิคที่ดีมากๆเลย แบคหลับให้สบายนะ เราไม่ได้ไม่ชอบเทอนะ ขอให้เจอกันนะฮุนฮาน ..ปวดใจกันไปอีกกก
    #544
    0
  14. #543 iStyle~* (@neple) (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 16:02
    บีบหัวใจเหลือเกินค่ะ สงสารแบคฮยอนมาก ฮืออออออออ พูดไม่ออกเลย เรื่องหนักๆถาโถมเข้ามาพร้อมกัน โฮวววว
    #543
    0