HUNHAN feat.krisyeol Love treasure SS2

ตอนที่ 38 : ตอนที่ 35 ดอกลิลลี่สีส้ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 326
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 ม.ค. 59



บทที่ 35



 

                เวลาที่คนเราใกล้ตาย จิตใต้สำนึกจะเริ่มทำงาน….

 

                ความเลวร้ายและสิ่งที่กดเอาไว้ สิ่งที่อยู่ในใจลึกๆคือความรู้สึกจริงๆ ที่ไม่สามารถจะพูดออกไปได้

 

                 จะพรั่งพรูออกมาเหมือนอย่างกับวันไถ่บาป

 

                ทุกคนล้วนเป็นเช่นนั้น

 

                ทุกคน….

 

 

                ภรรยาสาวที่นั่งอยู่บนเตียงโดยมีสามีหนุนหัวนอนอยู่บนตัก มือเรียวลูบกลุ่มผมของผู้ชายที่หล่อนรักมากที่สุดในชีวิต อย่างแผ่วเบา เสียงลมหายใจอุ่นๆ รดลงบนขา สภาพจิตใจของคนทั้งสองตอนนี้ไม่มีใครที่ดีไปมากกว่ากัน ทั้งคู่ต่างย่ำแย่เพราะเรื่องราวที่ได้รับฟังมา

 

            “พรุ่งนี้ผมจะไปจัดการเรื่องพินัยกรรม”

 

            “เธอไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อยจะรีบทำไมกัน” แม้รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นเพียงแค่คำพูดไว้ใช้หลอกตัวเอง แต่มันก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กๆ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะอย่างผ่อนคลายของสามี

 

            “ขอบคุณนะจองอึม” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขอบคุณภรรยาสาว มือบางที่กำลังลูบกลุ่มผมเหล่านั้นชะงักกึก ใบหน้าคมคายเงยขึ้นมาสบสายตากับผู้หญิงที่ตัวเองรักมากที่สุด รอยยิ้มที่ไม่เคยได้เห็นมาเกือบสี่ปี รอยยิ้มแห่งความเศร้าและสุขไปพร้อมๆกัน จองอึมเป็นผู้หญิงที่ยิ้มสวย โลกทั้งใบสามารถหยุดหมุนได้เมื่อผู้หญิงคนนี้แย้มรอยยิ้ม

 

            “อย่าร้องไห้นะ จองอึมต้องเข้มแข็ง แล้วก็อย่าเพิ่งให้ลูกๆรู้” ภรรยาสาวส่ายหน้า น้ำตามากมายแทนคำพูด ของหล่อนได้อย่างหมดหัวใจ

 

            “ไม่เอาสิ อย่าพูดแบบนี้ เธอต้องหายนะ ดึกแล้ว นอนกันนะ คนป่วยต้องนอนเร็วๆ”

 

            “จองอึมฟังพี่” สามีจับมือนุ่มนิ่มของภรรยามาแนบกับอก หัวใจของเค้าตอนนี้มันกำลังเจ็บปวด เพราะน้ำใสๆที่กลั่นออกมาจากดวงตาคู่สวยของภรรยา ทุกอย่างมันกะทันหัน ไม่มีการบอกเตือน มีเพียงแค่อาการเล็กๆน้อยๆที่เค้าและภรรยาคิดว่าเกิดจากการโหมทำงานอย่างหนัก การทุ่มเทแรงทั้งหมดให้กับงานที่เคร่งเครียด รวมทั้งเวลาให้กับลูกๆ มันทำให้เค้าละเลยที่จะดูแลตัวเอง

 

            อาการปวดท้องธรรมดา ไม่คิดเลยว่าผลมันจะร้ายแรงถึงเพียงนี้ มะเร็งระยะสุดท้าย ไม่มีอาการบอกเตือนมากไปกว่า เบื่ออาหารและปวดท้องและอาเจียนในช่วงเครียดๆ เค้าล้มป่วยบ้างแต่ก็ตามสภาพของคนทำงานหนัก และทานอาหารไม่ตรงเวลาและไม่มีประโยชน์

 

            แม้ว่าอยากจะอยู่ได้นานกว่านี้เสียหน่อย แต่นั่นก็คงเป็นได้แค่ความฝัน อยากจะดูแลลูกๆให้ได้มากกว่านี้จนกว่าพวกเค้าจะโตเป็นฝั่งเป็นฝา แต่ก็ทำไม่ได้ อยากจะอยู่เป็นเสาหลักให้ภรรยาในวันที่เหนื่อยล้าและแก่เฒ่า เค้าก็ทำไม่ได้

 

            เค้าเป็นทั้งสามีและพ่อที่ดีไม่ได้เลยสักอย่าง…..

 

            “พี่จะไปทำพินัยกรรมพรุ่งนี้ มรดกทุกอย่างพี่อยากให้เราเป็นคนจัดการ จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม ถ้าวันนั้นมาถึง พี่อยากให้จอง แบ่งให้ลูกๆ แต่พี่อยากขอจองไว้อย่างนึงได้มั้ย”

 

            “ไม่เอา ไม่พูดแล้ว พรุ่งนี้เราจะไปโรงบาล แล้วตรวจใหม่ เธอแค่ปวดท้องเพราะกินข้าวไม่ตรงเวลา อย่ามาพูดเรื่องพินัยกรรมบ้าบอตอนนี้ จองจะนอน” หล่อนขยับหนีสามีก่อนจะล้มตัวลงนอน หันหน้าหนี เธอไม่อยากรับฟังอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างก็เพราะหมอตรวจผิด คนที่แข็งแรงมาตลอด อาจจะมีปวดท้องบ้างเพราะกินข้าวไม่ตรงเวลา มันจะเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายได้ยังไงกัน

 

            “ญาติพี่น้องพี่มีเยอะ พี่ไม่อยากให้พวกเค้าเอาทุกอย่างที่เราสร้างมาไป จองก็ไม่อยากใช่มั้ย”

 

            “บอกให้หยุดพูด ไม่อยากฟัง” ภรรยายกมือขึ้นปิดหู พร้อมกับส่ายหน้าไปมา หล่อนไม่พร้อมที่จะฟังเรื่องอะไรแบบนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างที่ร่วมสร้างกันมาจนถึงทุกวันนี้ หล่อนอยากจะให้สามีเดินทางร่วมไปให้ถึงวันที่ พวกเค้าทั้งสองจะสามารถปล่อยมันทุกอย่างให้กับลูกได้ๆ หล่อนเดินไปคนเดียวไม่ไหวหากไม่มีสามีช่วยประคับประคอง

 

                “พี่จะแบ่งให้ลูกๆ แต่ก่อนหน้านั้น พี่อยากให้เราเป็นคนดูแลมันทั้งหมด ประคับประคองทุกอย่างที่เราร่วมทำกันมา จนกว่าลูกๆจะพร้อมเรื่องนี้ชานยอลกับเซฮุนอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่สำหรับยูราเธอคงเข้าใจดี เพราะงั้นพี่จะบอกกับยูราก่อน พี่จะให้ทนายโอจัดการเรื่องนี้”

 

            “ทนายโอไม่ได้” คนที่นอนหันหลังให้ หันกลับมาพร้อมกับลุกขึ้นนั่ง แววตาที่กำลังมีประกายของความจริงจัง บ่งบอกให้เค้ารู้ว่า ทนายโอ ไม่สมควรจะวุ่นวายกับเรื่องนี้

 

            “ทนายโอ เจ้าเล่ห์เกินไป จองไม่คิดว่าญาติเธอคนนี้จะไม่แว้งกัดเรา” ภรรยากดหัวคิ้วลง ก่อนจะจับมือผู้เป็นสามี “เธอต้องหาย พรุ่งนี้เราจะไปหาหมอก่อนจะไปจัดการเรื่องพินัยกรรม ถ้าเธออยากจะทำ ฉันจะไม่ขัด แต่เธอต้องมีกำลังใจและคิดอยากอยู่ต่อ จองอยู่ไม่ได้ จองดูแลสมบัติของลูกๆไว้คนเดียวไม่ได้ จองต้องมีเธออยู่ข้างๆ” สายตาแน่วแน่บอกว่าหล่อนไม่ได้พูดเล่นหรือให้กำลังใจ แม้ว่าจองอึมจะเป็นคนเคร่งครัด อดทน และเข้มงวด แต่นั่นก็แค่เปลือกนอก หล่อนเป็นคนหัวอ่อน อ่อนไหวง่าย เธอแค่อาศัยความฉลาดกลบเกลื่อนความไม่ทันคนของตัวเอง ซึ่งเค้ารู้ดี

 

            “ไว้พี่จะหาทางเอง พี่จะไม่ทิ้งจองไว้คนเดียว พี่สัญญา” จูบริมฝีปาก และหน้าผากเป็นสัญญาใจ เค้าจะอยู่ต่อไปจนกว่าเค้าจะไม่ไหว ใครๆก็บอกว่าคนเป็นมะเร็งใจเป็นนายกายเป็นบ่าว ก่ะอีแค่ก้อนเนื้อร้าย ทำไมเค้าจะสู้กับมันไม่ได้ เค้ายังต้องอยู่ต่อเพื่อลูกๆและเพื่อภรรยาของเค้า

 

            เพื่อพิสูจน์ว่าเค้าเป็นพ่อและสามีที่ดี…..

.

.

 

                วันที่เครียดที่สุดในชีวิตคือวันที่ตั้งท้องยูราแต่ไม่มีเงินที่จะฝากครรภ์ในโรงพยาบาลดีๆ แต่วันนี้คงต้องจดจำเอาไว้อีกวัน ว่าเป็นวันที่เครียดที่สุด สองสามีภรรยาจรดปลายปากกาลงบนกระดาษแผ่นบาง ใบหน้าสวยของภรรยาหม่นหมองลงเพราะความเคร่งเครียด

 

            “เราแค่ทำพินัยกรรม อย่ากังวลนะ” มืออบอุ่นจับบีบมือที่กำลังเย็นเฉียบ พยานทั้งสองกำลังลงลายเซ็น พวกเค้าพูดคุยกันนิดหน่อย ก่อนจะออกไปจากห้องทึบสี่เหลี่ยม ตอนนี้เหลือเพียงสองสามีภรรยากับทนายความหนุ่มไฟแรง ที่ส่งยิ้มมาให้กับคนทั้งสอง

 

            “ผมไม่คิดเลยว่าพวกคุณทั้งสองจะไว้ใจผม ผมจะทำให้ดีที่สุดนะครับ” ทนายหนุ่มลุกขึ้นก้มหัวโค้งให้อย่างนอบน้อม คนเรามักจะตอบแทนผู้มีพระคุณด้วยความภักดี ทนายหนุ่มที่พวกเค้าอุปการะก็เช่นเดียวกัน และเค้าหวังว่าในวันข้างหน้า ทนายหนุ่มคนนี้ยังคงจะภักดีกับพวกเค้า

 

            “ฉันขอให้เธอปิดเรื่องนี้เป็นความลับ คอยอยู่ข้างกายภรรยาของฉัน แต่อย่าให้ใครรู้ถึงตัวตนของเธอ” ชายวัยกลางคนพูดก่อนจะยิ้มละไม เค้ามักเป็นคนใจเย็นและอบอุ่น แต่คำพูดของเค้าก็มักจะหนักแน่น และน่าเกรงขามเสมอ

 

            “ครับ ผมจะไม่ทำให้คุณนายกับคุณผู้ชายผิดหวัง”

 

 

           

            อาการของคนป่วยย่ำแย่ลง แม้ว่าจะเริ่มหยุดพักอยู่บ้านบ้างแล้ว จองอึมยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานในส่วนของสามี แล้วเจียดเวลาหันมาดูแลสามีมากขึ้นกว่าเดิม สองสามีภรรยาจ้องมองเด็กๆที่กำลังป่วนพี่สาวอยู่บนสนามหญ้าหน้าบ้าน ชานยอลโตขึ้นมาก และเซฮุนก็น่ารักน่าชัง  

 

            “ชานยอลนี่ดื้อเงียบเหมือนใครกันนะ” จองอึมบ่นขณะจ้องมองลูกชายคนกลาง ชานยอลไม่ยอมคุยกับหล่อนเพราะเอาแต่โกรธเพราะเธอส่งลูกชายไปอยู่ปูซานกับน้าสาว เลยพลอยให้ยูรามึนตึงใส่เธอไปด้วย มีก็แต่เซฮุนที่ยังคงเล่นกับเธอ บางทีมันก็เหงาที่ลูกๆพยายามเมินใส่ มันเจ็บปวดในใจเล็กๆ แต่นั่นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่หล่อนทำผิดพลาด และหล่อนก็คิดได้แล้ว

 

            แต่มันคงสายไป….

 

            เงินทองมันของนอกกาย เธอเพิ่งจะรู้ก็วันที่สามีกำลังป่วย เงินมากมายแค่ไหน สามีของเธอก็ยังคงมีอาการแย่ลงทุกวัน และการที่หันหน้าไปพึ่งใครไม่ได้บอกลูกๆไม่ได้ว่าพ่อกำลังเป็นอะไร ก็ทำให้หล่อนรู้สึกเจ็บปวดในใจลึกๆ ช่วงนี้ก็ขอเพียงแค่ยื้อชีวิตสามีให้ยาวนานที่สุด นานพอที่ตัวเธอเองจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเข้มแข็ง

.

.

 

                “คุณจะไปไหนพรุ่งนี้มีประชุมนะ” เวลาผ่านไปแล้ว เป็นเดือนๆหลังจากที่ทำพินัยกรรมเสร็จ วันศุกร์ย้อนกลับมาอีกครั้ง และวันนี้เป็นวันที่สามีของหล่อนจะต้องขับรถไปรับลูกๆ อาการของสามีรู้สึกจะแย่มากขึ้น แต่เจ้าตัวกลับเอาแต่ยิ้มและบอกว่าสบายดี การทำงานอย่างไปนั่งประชุมก็ยังคงมีบ้างไม่บ่อยแล้วแต่ลำดับความสำคัญ ซึ่งวันพรุ่งนี้ถือว่าสำคัญมากทีเดียว หล่อนจึงไม่อยากให้สามีไปไหนไกลๆ และเค้าควรเลิกไปกลับปูซานได้แล้ว เพื่อสุขภาพขอตัวเอง

 

            แต่ก็พูดไม่ได้เพราะนั่นคือความสุขของคนเป็นพ่อ…..

 

            ในใจก็คิดอยากจะพาลูกๆกลับบ้าน แต่สามีเธอกลับเบรกเอาไว้เพราะไมม่อยากให้เด็กๆเห็นพ่อตัวเองในสภาพล้อแล้ สิ่งที่ทำได้ก็คือก้มหน้ารับคำสั่ง และฉีกรอยยิ้มทำเป็นเห็นด้วย เพราะเธอไม่อยากขัดใจสามี

 

            “พรุ่งนี้วันเสาร์ผมต้องไปรับลูก ลูกๆรออยู่ผมไปนะ” สามีของหล่อนจับกุญแจแล้วเดินออกไปจากห้องโถง จองอึมถอนหายใจกอดอกยืนพิงกับขอบประตู ความเครียดสุมอยู่บนใบหน้าสวยชานยอลดูจะเป็นปัญหาเสียแล้ว คงถึงเวลาที่ต้องส่งชานยอลไปโรงเรียนประจำ

 

            หล่อนคิดได้เพียงเท่านั้นเพราะถ้าหากไม่ให้กลับมาอยู่บ้านก็ต้องส่งไปโรงเรียนประจำ แล้วตัวหล่อนเองก็ยังไม่รู้ว่าจะรับมือกับลูกๆยังไงกับเรื่องของพ่อ ยูรากับชานยอลอาจจะเกลียดเธอไปตลอดชีวิต มันอาจจะเป็นอะไรที่เจ็บปวด แต่นั่นก็เพื่อสามีของหล่อน ตัวเองยอมเจ็บปวดกับผลลัพธ์ในภายภาคหน้า เพื่อยื้อสามีให้อยู่กับหล่อนและลูกๆให้นานที่สุด เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สามีของเธอมีชีวิตอยู่ต่อไป

 

            “เธอต้องการอะไรฉันจะทำให้เธอ อยู่กับจองไปนานๆนะ พระเจ้าโปรดคุ้มครองเค้าด้วยค่ะ” จองอึมกุมมือยืนภาวนาด้วยจิตใจแน่วแน่ ขอแค่ให้สามีของเธออยู่ต่อไปอีกสักพัก ให้เค้าได้ทำหน้าที่ของพ่อให้ดีที่สุดเท่าที่เค้าต้องการ

 

 

            กรี๊งงงงงง กรี๊งงงงงงงง

 

            เวลาสองทุ่มเศษๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น จองอึมที่กำลังจัดเตรียมขนมเพื่อรอลูกๆในห้องครัว รีบวิ่งออกมารับสาย หล่อนกรอกเสียงลงไป รอยยิ้มที่ยิ้มค้างเริ่มหุบลงทีละนิด นัยน์ตาเบิกกว้างมากขึ้นกับสิ่งที่ได้ยิน มือที่เผลอถือหลอดครีมแต่งหน้าเค้กร่วงลงจากมือ

 

            “ฉัน ฉันจะไป ค่ะ ฉันจะรีบไป” หล่อนวางสาย ผ้ากันเปื้อนสีชมพูถูกถอดออกอย่างเร่งรีบ หล่อนหยิบกุญแจรถ ใส่รองเท้าแตะคนละสี แล้วรีบขึ้นรถขับออกไป

 

            อีกไม่กี่กิโล พวกเค้าก็ถึงโซลแล้ว แต่ทำไมถึงเกิดอุบัติเหตุ หรือสามีของเธอจะวูบเพราะอาการป่วยเลยรถเสียหลัก ปลายสายไม่ทันได้บอกว่า มีคนเจ็บหรือคนตายหรือเปล่า ปลายสายบอกเพียงว่าชื่อๆนี้เกิดอุบัติเหตุ และกำลังถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล

 

            รถคันหรูจอดอยู่หน้าประตูฉุกเฉิน หญิงสาวเดินหน้าตาเปรอะไปด้วยคราบน้ำตา มองซ้ายมองขวาอย่างคนไม่มีสติ “ขอ ขอโทษนะคะ สะ สามีของดิฉัน ปาร์ค ปาร์ค จองซู เค้า เค้าอยู่ไหน”

 

            “ใจเย็นๆนะคะ คุณ เดี๋ยวทาเราจะเช็คให้นะคะ” พยาบาลสาวจับไหล่บางนั่นไว้พร้อมกับมองผู้หญิงที่แต่งตัวในชุดลำลอง สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หน้าตาซีดเซียว แถมยังใส่รองเท้าแตะ ผิดข้าง คนละสี เธอคงจะรีบมากจนไม่ได้สนใจอะไรเลย

 

            เวลาไม่ถึงนาทีที่ทางดรงพยาบาลเช็ค ความเลวร้ายอัดเข้าเต็มหน้าของ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เพิ่งภาวนาต่อพระเจ้าให้สามีของตนมีชีวิตยืนยาว ภาพของศพที่ถูกผ้าขาวคลุม ศพสองศพที่อยู่ติดกัน เตียงหนึ่งคือยูรา และอีกเตียงคือสามีของเธอ น้ำตาแทบไม่มีให้ไหล หล่อนนั่งลงตรงนั้น ความเจ็บปวดเหมือนถูกฟาด กำลังกระหน่ำลงมากลางใจ สติสุดท้ายที่มีเธอแทบจะจำไม่ได้เลยว่าทำอะไรบ้าง

 

            จองอึมที่ตื่นขึ้นมาในสภาวะช็อค หล่อนไม่ได้พูดอะไรเลย ยาระงับความเครียดและยานอนหลับทำให้เธอหายกังวล ชานยอลที่รอดชีวิตมานอนอาการโคม่าอยู่ในห้องฉุกเฉิน สภาพของเลือดตกใน ไม่ได้รุนแรงแต่ก็ยังคงต้องเฝ้าดูอาการ ผู้เป็นแม่ลากเสาน้ำเกลือไปเกาะขอบประตูหน้าห้องไอซียู เป็นวันเป็นคืนเพื่อจะได้เห็นว่าลูกชายตัวเองยังคงมีชีวิตอยู่ แม้ว่าอารึมจะพยายามนำตัวเธอออกไป แต่สุดท้ายหล่อนก็ยังคงยืนเฝ้ามองลูกชายอยู่ที่เดิม

 

            งานศพถูกจัดขึ้น ในขณะที่ชานยอลยังคงไม่ฟื้น เรื่องอาการป่วยของสามีลูกๆและคนรอบข้างไม่มีใครทราบ มีเพียงหล่อนและคุณหมอประจำตัวเท่านั้น จองอึมไม่พูดไม่จา แม้จะโดนคำพูดด่าทอจากญาติพี่น้องของสามีหนักแค่ไหน เลือดตกยางออกเพราะถูกทำร้ายด้วยอารมณ์โกรธกริ้ว หล่อนก็ยังคงนิ่งสงบ โลงศพของสามีและลูกสาวตั้งอยู่ข้างกัน รูปยิ้มสดใสของยูราสาวน้อยวัยรุ่น เธอกำลังมีความสุข เธอกำลังมีความรักกับเพื่อนสาวรุ่นเดียวกัน แต่เธอกลับไม่ได้มีวันได้สานสัมพันธ์ต่อ ยูรากำลังไปได้ดีกับกีฬาว่ายน้ำ การเรียนของเธอแย่นิดหน่อยแต่เธอก็ไม่เคยจะบ่น และยังชื่นชมเสมอเมื่อมองผลสอบที่ลูกบอกว่าทำดีที่สุดแล้ว แม้จะเคร่งครัดและเข้มงวด แต่ตัวเธอไม่เคยที่จะไม่เชื่อคำพูดของลูก ที่บอกว่าพยายามที่สุดแล้ว จองอึมมองรูปลูกสาวคนโตอย่างโหยหา ก่อนจะหันไปมองรูปถ่ายของสามีที่กำลังยิ้มอย่างอบอุ่น รอยยิ้มที่จริงใจ รอยยิ้มที่เหมือนกับแสงแดดที่ทำให้ทานตะวันอย่างหล่อนเบ่งบาน

 

            “คุณทิ้งฉันไปทำไมคะ ไหนคุณสัญญากับฉันแล้ว คุณผิดสัญญากับฉัน” จองอึมพูดเสียงเรียบต่อหน้ารูปและโลงศพของสามี คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จะไว้อาลัยศพ หล่อนนอนลงบนพื้นที่เย็นเฉียบช้าๆ น้ำตาไหลรินลงมา พร้อมกับรอยยิ้มที่ฉาบบนริมฝีปาก

 

            “ฉันไม่บอกลูกๆว่าคุณป่วยเพราะคุณขอร้องไว้ ฉันยอมให้คุณทำพินัยกรรมยกทุกอย่างให้ฉันก็เพราะคุณขอไว้ แต่ทำไมฉันขอให้คุณอยู่ต่อ ทำไมคุณถึงทำให้ฉันไม่ได้ ฉันขอมากไปเหรอคะ” หล่อนตัดพ้อเสียงพร่า หล่อนขอมากไปหรือ แค่ขอให้เค้ามีชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อยๆจนกว่าเค้าจะไม่ไหว แต่ทำไมเค้าถึงทำแบบนี้

 

            “ฉันขอโทษ ฮือๆ”

 

 

            งานศพเสร็จสิ้นพอดีกับที่ชานยอลฟื้น ลูกชายคนกลางถูกย้ายไปพักห้องพิเศษ ใบหน้าของผู้เป็นแม่มึนตึง ฉายชัดว่าไม่ไหวกับเหตุการณ์ที่ได้เจอ ทนายโอ เข้ามาหาหล่อนเมื่อสองสามวันก่อน เพื่อบอกถึงเรื่องพินัยกรรมของสามี

 

            และตอนนี้ทั้งหล่อนและทนายโอก็กำลังตกลงกันในร้านกาแฟ ข้างๆโรงพยาบาล จองอึมสวมแว่นตาดำเพื่อปกปิดดวงตาที่บวมเป่ง ทนายโอญาติฝั่ง สามี มีศักดิ์เป็นพี่เขยของเธอ

 

            “จองซูบอกว่า ทรัพย์สินทั้งหมดจะแบ่งให้กับลูกชายทั้งสามคน เราคุยกันผ่านทางโทรศัพท์ก่อนที่เค้าจะมาเจอฉัน แต่เค้ากลับเกิดอุบัติเหตุเสียก่อน”

 

            “คุณพี่มาคุยกับดิฉันเรื่องนี้หรือคะ” ทนายโอพยักหน้า

 

            “ขอปฏิเสธ ฉันมีทนายส่วนตัว ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง แล้วอีกอย่างสมบัติทั้งหมดของสามี ถือเป็นสินสมรส เรามีสินทรัพย์ร่วมกัน และเรายังมีพินัยกรรมที่ทำขึ้นมาแล้วด้วย คุณพี่ไม่ต้องกังวล”

 

            “หมายความว่าไง”

 

            “หมายความว่า ทรัพย์สินทั้งหมดมันมาจากน้ำพักน้ำแรงของดิฉันกับสามี เราหามาให้กับลูกๆ ไม่ใช่กับคนอื่น ขอตัว”

 

            “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” ทนายโอตะโกน จนคนในร้านหันมามอง จองอึมเหยียดยิ้ม ญาติฝั่งสามีไม่มีใครดีสักคนหรอก ยิ่งทนายโอด้วยแล้วล่ะก็ ตัวจ้องจะหุบสมบัติเชียวล่ะ

 

            “สามีฉันอยากให้คุณพี่มาเป็นทนายประจำบ้าน ต่อจากนี้เราคงได้ติดต่อพูดคุยเกี่ยวกับพินัยกรรมนะคะ” จองอึมยิ้มสุภาพก่อนจะเดินออกไปจากร้านโดยที่ไม่สนคำร้องท้วงของทนายโออีกเลย  

 

            ชีวิตมันเหนื่อยเกินกว่าจะนั่งลงบีบน้ำตาแล้วยอมแพ้ ลูกชายของเธอยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป และเธอยังต้องปกป้อง เธอจะไม่มีทางให้ใครมาขโมยของๆลูก เหมือนอย่างที่เธอเคยเจอมา แม้จะต้องใช้ความเหี้ยมเข้าเล่น แต่เพราะเธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ลุคของนางพญาก็ต้องมาพร้อมกับความเลือดเย็น

 

            จองอึมคนหัวอ่อนจะไม่มีอีกต่อไป…..

.

.

.

 

 

 

 

 

 

 

 

                ห้องสีขาวถูกปกคลุมไปด้วยความมืด หญิงวัยห้าสิบกลางๆนอนลืมตาอยู่บนเตียง พร้อมกับผ้าห่มผืนหนา ห้องผู้ป่วยวีไอพี ไม่ได้มีอะไรมากมายนอกจากเตียง กับสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ญาติคนไข้

 

                ซึ่งหล่อนไม่มี.....

 

                พอป่วย แล้วได้นอนคิดอะไรสักอย่างเงียบๆคนเดียว ก็ทำให้นึกย้อนไปถึงเรื่องราวเก่าๆตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อน เรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิต ความทรมานที่หาทางระบายไม่ได้ การต้องทนทุกข์กับชีวิตบัดซบ มาอย่างยาวนาน

 

                พรุ่งนี้เป็นวันที่หล่อนจะแพ้คดีให้แก่ลูกชายคนกลาง พินัยกรรมยกมอบมรดกให้แก่ลูกๆทั้งสามจะถูกรื้อใหม่

               

                 เป็นพินัยกรรมที่ไม่เคยมีขึ้นจริง

 

                “ฉันทำผิดตรงไหนคะคุณ ฉันทำผิดตรงไหน” ภาพของสามีฉายพร่ามัว เพราะหยาดน้ำใสๆที่กำลังไหลรินอาบสองข้างแก้ม หล่อนก็แค่อยากมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่านี้ แค่อยากทำให้พวกเค้าสบาย โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาใครหรือให้ใครมาอิงแอบ โลกมันโหดร้ายมากกว่าที่คิด การสอนลูกให้เป็นคนเคร่งครัดกับทุกสิ่ง มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรงั้นหรือ

 

                ความคิดโกรธเกลียดวนเวียนอยู่ในสมองทุกครั้งที่เห็นหน้าลูกชายคนกลาง ความรู้สึกนั้นเป็นตัวผลักดันให้เธอเข้มแข็งและก้าวร้าวกับคนที่อยู่รอบตัว มันทำให้เธอดูเป็นคนที่น่ากลัว และน่าเกรงขาม ญาติพี่น้องที่เข้ามาในบริษัทเริ่มก่อความวุ่นวาย แต่นั่นก็ยังไม่เกินความสามารถที่หล่อนจะจัดการ

 

                แต่เรื่องลูกชาย เธอรับไม่ได้จริงๆ

 

                นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอต้องมานอนที่นี้ อารมณ์ชั่ววูบหลายๆอย่าง เพราะการขาดสติทำให้เธอต้องน้ำตาตกในอยู่บ่อยครั้ง มันก็สมควรแล้วที่ชานยอลและเซฮุนจะโกรธเกลียดเธอ เพราะตัวเธอเองต้องการเพียงความเข้มแข็งและประกาศศักดิ์ดา

 

                เธอเลยใช้ลูกชายของเธอเป็นเครื่องมือในการแสดงละคร

 

                ทุกๆวันเธอต้องอยู่กับความเจ็บปวด ลูกไม่รัก สามีตาย สิ่งเหล่านี้จะโทษใครถ้าไม่ใช่ตัวเอง บางทีดีหน่อย ก็แค่มโนและบิ้วอารมณ์ว่าที่คนรักตายก็เพราะลูกชาย แต่ความจริง มันไม่ใช่เลย

 

                “ลูกยังจะอยากกอดฉันหรือเปล่า” เสียงสะอื้นพร้อมกับถ้อยคำที่ออกมาจากใจ ถ้าถามว่าตัวเองผิดตรงไหน คงผิดที่ เป็นคนเคร่งเครียดและหวาดระแวงเกินไปกับทุกสิ่ง และเมื่อผู้เป็นสามีเสีย สิ่งที่เยียวยาจิตใจให้หล่อนทำงานและใช้ชีวิตอยู่ต่อได้ก็คือการ โทษคนอื่น

 

                แต่เรื่องทั้งหมดมันจะไม่เกิดขึ้น ถ้าหล่อนไม่ดื้อดึงพาลูกชายไปอยู่ไกลถึงปูซาน และมันคงจะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นถ้าหากว่าสามีของเธอไม่ขับรถไปกลับทุกสัปดาห์

 

                ความจริงแล้วตัวเองต่างหากที่เป็นตัวต้นเหตุ……

 

                “ที่รักฉันอยากไปอยู่กับคุณ” หล่อนหลับตาแล้วปล่อยให้น้ำตามันไหลรดลงข้างแก้ม ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ใดๆอีก มีเพียงหยาดน้ำตาของผู้หญิงที่ทำผิดพลาดมาตลอดชีวิต

 

                ทั้งๆที่เธอมีครอบครัวที่แสนสุข สามีที่ซื่อสัตย์ ลูกๆที่น่ารัก เธอมีพร้อมทุกอย่าง แต่เพียงแค่เลือกทางผิด เพราะอดีตที่เคยสักความทรงจำฝังใจเธอเอาไว้ ว่าถ้าไม่สบายก็หยุดพักไม่ได้ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งลงลึก เงินตราคือของสำคัญที่สุด ความลำบากมันตบหน้าสั่งสอนให้เธอ เลือกเส้นทางชีวิตอย่างระมัดระวัง แต่สุดท้ายเส้นทางนั้นก็มีแต่ทางเดินแคบๆ และหุบเหวที่พร้อมจะทำให้เธอร่วงหล่นลงไป

 

                และตอนนี้เธอกำลังอยู่ในหุบเหว ที่ไม่สามารถปีนขึ้นไปได้อีกแล้ว….

 

 

                ร่างสูงโปร่งในชุดลำลองกำลังจับจ้องมองหล่อนที่นอนอยู่บนเตียงผ่านทางช่องกระจกเล็กๆตรงประตู  หล่อนรู้หล่อนเห็น ร่างสูงใหญ่นั่นคือเด็กผู้ชายที่มักจะโกรธแม่ตัวเองเมื่อวันวาน เพียงเพราะถูกส่งไปอยู่กับน้าสาว เนื้อหาการพูดคุยของเราทั้งคู่คือ สวัสดี และขอบคุณ ชายหนุ่มตัวสูงที่ยืนอยู่สามถึงสี่ชั่วโมงในวันธรรมดา พร้อมกับดอกลิลลี่สีส้มที่ถูกส่งมาในนามของโรงพยาบาล และวันนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่หน้าห้องแม้จะเป็นเวลาดึกมากแล้ว

 

 

                ยิ่งเห็นว่าเป็นลูกชาย หล่อนก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด เพียงเพราะอยากจะหลอกตัวเอง ให้หลุดพ้นจากความจริง สิ่งที่เยียวยาหล่อนได้คือการโบ้ยความรู้สึกผิด

 

                ความคิดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในใจ….

 

                หล่อนจะไม่ขอให้ลูกๆยกโทษให้ และจะไม่ขอให้ลูกๆหันกลับมาเหลียวแล ชีวิตของลูกๆเธอทั้งสองควรจะไม่มีแม่คนนี้อยู่ในชีวิตอีกต่อไป

 

                กว่าจะคิดอะไรได้ก็ในวันที่สายไปเสียแล้ว เรื่องทุกอย่างมันซึมซับเข้ามาในหัว ภาพเด็กน้อยชานยอลตัวเล็กๆอ้วนถ้วนสมบูรณ์แปรเปลี่ยนเป็น ปาร์ค ชานยอล ที่แข็งแกร่งในทุกๆด้าน สีหน้าเรียบตึงเสมอ และไม่เคยปริปากบ่นใดๆทั้งนั้นเวลาที่หล่อนสั่ง เธอทำร้ายจิตใจลูกชายสารพัด เพื่อแบ่งเบาความทรมานของตัวเอง หล่อนรู้ตัวดีว่าหล่อนแย่

 

                การที่ต้องร้องไห้ทุกคืน การต้องกินข้าวคนเดียวในบ้านหลังใหญ่ๆ การต้องจ้างคนใช้หลายสิบคน ก็เพื่อคลายความเหงา ในยามที่ลูกๆไม่กลับบ้าน มันเหงาและเดียวดาย แต่เธอต้องอยู่ให้ได้ เพราะหน้ากากที่สวมอยู่บนหน้ามันรั้งคอเหลือเกิน

 

                หากปล่อยความรู้สึกอ่อนแอออกมา หล่อนก็จะถูกทึ้งจนเหลือแต่กระดูก ฝูงหมาในต่างๆที่อยู่รายล้อม พวกมันพร้อมจะขย้ำหล่อนและลูกชายได้ทุกเมื่อ อย่างเรื่องฉ้อโกงเงินในบริษัท เธอเหนื่อยใจเหลือเกิน และพยายามปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของชานยอล แม้จะเคืองแค้นแค่ไหน แต่ก็ทำได้แค่มอง

 

                ลูกชายของเธอยังคงมึนตึง ไม่สนใจใดๆ เหมือนกับว่าบริษัทที่พ่อกับแม่สร้างมามันจะเป็นยังไงก็ช่างหัวแม่ง ชานยอลรู้ทุกอย่างในบริษัท แต่ก็ทำเป็นมองเมินไป

 

                มันเจ็บที่ในความคิดของเรา เราพยายามปกป้องเค้าจากสิ่งอันตรายรอบตัว แต่ตอนนี้เหมือนกับว่าตัวเอง คือคนที่กำลังถูกลอกหนัง ปกป้องมันแค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็เฉือนเนื้อเราไปกิน

 

                แต่จะโทษใครเล่า ในเมื่อเป็นตัวหล่อนเองที่สอนให้ลูกชายเติบโตมาเป็นแบบนี้ เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่บิดเบี้ยว บิดเบี้ยวจนไร้รูปทรงเดิม

 

 

                ชานยอลเดินกลับออกไปแล้ว และไม่กี่นาทีต่อจากนั้น ก็มีนางพยาบาลนำเอาช่อดอกลิลลี่เข้ามาวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง ก่อนจะดูความเรียบร้อยแล้วออกไป หญิงวัยกลางคน ลุกขึ้นนั่งหลังจากที่เหลือตัวเองอยู่ในห้องคนเดียว มือเอื้อมไปหยิบช่อดอกลิลลี่สีส้ม

 

                ดอกไม้ที่สามีของเธอชื้อมาจีบเธอใหม่

 

                ดอกนำเข้าราคาแพงหูฉี่ สามีเธอซื้อให้ได้แค่วันละดอก ไม่มีปัญญาซื้อเป็นช่อ แต่นั่นถือเป็นเรื่องราวดีๆ หล่อนชอบดอกลิลลี่สีส้มมากที่สุด มันสดใสเหมือนคนให้ และมันก็หอมมากด้วย หล่อนเอามันเข้ามาในอ้อมกอดแล้วโอบกอดเอาไว้ พร้อมกับโยกไปมา

 

                “ขอบคุรนะชานยอล ขอบคุณนะเซฮุน” ภาพของเด็กๆยัคงวิ่งวุ่นไปมาในสมอง แม้จะรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ดูแลเซฮุนตั้งแต่เล็ก แต่เซฮุนก็เติบโตมาได้ด้วยดี

 

                คงถึงเวลาแล้วที่เธอจะปล่อยวางทุกอย่าง

 

                จองอึมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาคนที่เธอต้องการเจอมากที่สุด ปลายสายตอบปากรับคำทันที ที่จะมาโดยไม่อิดออด หล่อนวางสาย วางช่อลิลลี่ไว้บนเตียงแล้วลูบกลีบมันเบาๆ

 

                “แม่จะคืนทุกอย่างให้ มันคงถึงเวลาที่เราจะเติบโต ชานยอลน่า เซฮุนน่า เป็นเด็กดี อย่าดื้อนะ แม่ขอโทษ ที่ดูแลพวกเธอไม่ดี แม่ขอโทษ ที่ทำให้ครอบครัวไม่เป็นครอบครัว ขอโทษจริงๆ หวังว่า เราจะได้เกิดมาเป็นแม่ลูก และมีความสุขกันมากกว่านี้”

.

.

.

 

                ชายวัยสี่สิบต้นๆ กำลังยิ้มละไม พร้อมกับคนอีกสองคนที่เข้ามายืนในห้องผู้ป่วย กระเป๋าเอกสารเปิดออกพร้อมกับซองเอกสารที่ยื่นส่งมาตรงหน้า พินัยกรรมฉบับจริงที่สามีทำร่วมกับเธอ ที่ทุกอย่างยังคงเป็นของเธอก็เพราะพินัยกรรมฉบับนี้ เธอประคับประคองมันมาสุดทางแล้ว และมันคงถึงเวลาที่จะถูกส่งต่อ

 

                “ขอบใจนะที่มา ขอบใจจริงๆ”

 

                “อย่าพูดแบบนั้นสิครับคุณนาย ผมรอเวลาที่จะได้ตอบแทนคุณนายมานานเหลือเกิน มาเริ่มกันเถอะครับ”

 

                “ก่อนจะเริ่ม ฉันขอฝากข้อความไปให้ลูกชายฉันได้หรือเปล่า” ทนายหนุ่มย่นหัวคิ้วก่อนคลี่มันออก เมื่อคุณนายผู้แสนใจดีกำลังยิ้มแย้มแล้วเปรยคำพูดออกมา

.

.

.

.

 

 

 

                ชายในชุดดูดีพร้อมเสื้อกาวน์แล้วเครื่องฟังเสียงหัวใจ คราบของคุณหมอที่หน้าตายิ้มแย้มเป็นมิตร ในมือถือชาร์จตรวจคนไข้ ท่าทางของคุณหมอไม่มีใครสังเกตสักคน

 

                ว่าหมอนี่มันเป็นหมอปลอม….

 

                เสียงเปิดประตู ทำให้หญิงวัยกลางคนที่กำลังนอนลืนตาตื่น ใบหน้าขมวดมุ่น อย่างหนักใจ เงินที่สอดอยู่ใต้หมอน พร้อมแล้วที่จะมอบให้เจ้าคนใจบาปหนาที่เธอหลงไปพึ่งพามัน

 

                “โอ้วว คุณนาย หน้าตาดูสดชื่นจังเลยนะครับ”

 

                “เอาไป” หล่อนยื่นซองสีน้ำตาลที่มีเงินค่าจ้างอยู่ภายใน มันยื่นมือมารับก่อนจะเปิดดูเพื่อเช็คว่าเงินอยู่ครบไม่ขาดไปแม้แต่วอนเดียว มันยัดใส่กระเป๋าเสื้อกาวน์เก้ๆ ก่อนจะยิ้มพราว ให้หัวใจคนมองนั้นเต้นตุบๆ

 

                “ขอบคุณสำหรับเงินค่าจ้าง ที่ว่าจ้างให้ผมไปซ้อมลูกชายตัวเองถึงอเมริกา ส่วนผมก็มีบริการพิเศษมอบให้เหมือนกัน” มันพูดพร้อมกับยิ้ม จองอึมลุกยันตัวจะลงจากเตียง เตรียมตัววิ่ง มันเดินไปยังประตูแล้วล็อค นั่นทำเอาคนที่ตื่นตระหนกนั้นหวาดกลัวเข้าไปใหญ่

 

                “แกจะทำอะไร” หญิงแก่ลนลานกดวอดเรียกพยาบาล แต่มันกลับไร้ผล ร่างสูงโปร่งกำยำเดินเข้ามาก่อนจะกระโจนกระชากผมคนแก่เอาไว้แล้วจับกดลงกับเตียง ขึ้นคร่อมพร้อมกับถือหมอน หญิงวัยกลางคนไร้ทางต่อสู้ ทำได้แค่ส่ายหน้าหนีหมอนที่กดทับลงมาอย่างน่าเวทนา

 

                “มึงมันร้ายอีแก่ จ้างกูฆ่าไอ้ทนายเฮงซวยนั่น แล้วจะเก็บกูงั้นสินะ มึงเล่นผิดคนแล้ว มึงมันแม่มด คิดจะให้กูถูกจับเพราะโทษฐานพยายามฆ่าที่อเมริกา อีห่า มึงมันร้าย ตายซะเถอะมึง ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะโรคจิตดังก้องไปทั่วห้อง หมอนใบเคืองกดทับลงมาแน่นเสียจนไร้อากาศหายใจ

 

                หล่อนยังไม่อยากตาย หล่อนยังอยากมองดูความสำเร็จของลูกชายไปอีกหน่อย ชีวิตของพวกเค้ามันเพิ่งเริ่มต้นต่อจากนี้ ขอแค่อยู่ไปอีกหน่อย หล่อนอยากเห็นลูกชายทั้งสองเป็นฝั่งเป็นฝา มีครอบครัวที่ดี

 

                หล่อนยังไม่อยากตาย!!

 

 

                ร่างผอมบางหยุดนิ่งลง อกที่เคยกระเพื่อมขึ้นลงก็เริ่มสงบ มือที่ปัดป่ายผลักดันคนข้างบนตกละลงข้างเตียง เป็นสัญญาให้รู้ถึงลมหายใจที่หมดลง หมอนใบโตถูกสอดเข้าใต้หัวของคนที่แน่นิ่งไปแล้ว ผู้ชายตัวสูงแสยะยิ้ม ก่อนจะจัดสภาพของคนที่น่าจะตายเพราะขาดอากาศหายใจ ให้เหมือนคนกำลังนอนหลับ

 

                “หลับให้สบายนะมึง ลงนรกไปซะ”รอยยิ้มแสยะแยกออกอย่างน่ากลัว สายตาบ่งบอกได้ถึงความโรคจิตในใจลึกๆ มันเปิดประตูออกไปจากห้อง เดินก้าวย่างไปช้าๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

                ฆ่า

 

                ยังต้องฆ่าเพื่อความสะใจอีก….

 

                ฆ่ามันให้หมด 

 

                  

                ร่างผอมบางนอนแน่นิ่ง คราบน้ำตาไหลออกมา แม้ว่าดวงตาจะปิดสนิท ลมหายใจหมดสิ้นลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ ภายในห้องมืดมิดไร้แสงที่ลอดผ่านเข้ามา ดอกลิลลี่สีส้มก็เลยกลายเป็นสีดำ

 

                ดอกไม้บางช่อที่สะสมไว้เริ่มเหี่ยวเฉาไปตามคนที่ตายไปแล้ว ช่อดอกไม้หลายสิบช่อ ของลูกชาย ยังคงถูกจัดวางให้อยู่ในที่ของมัน มันเหมือนทุ่งสวนดอกลิลลี่ ดอกลิลลี่สีดำที่เหี่ยวเฉาเพราะไร้แสงแดดสาดส่อง

 

                ร่วงโรยแห้งเหี่ยวตามกาลเวลา

 

                เหลือไว้เพียงซากของกลีบดอกที่สวยงาม

 

                ไร้คนสนใจเหลียวแล มันโดดเดียว และเปลี่ยวเหงา….

 

                ลิลลี่สีส้มไม่ต่างจาก ปาร์ค จองอึม

 

 


















.......................................................................................................................................................................................................

ตอนหน้าจบแล้วน้าาาา (แต่ยังมีตอนพิเศษสั้นๆ กับ real story ของแต่ละคนอยู่ค่ะ) ต้องขอโทษด้วยที่ไรท์สับสนเรื่องอายุของ ยูรา ชานยอล และเซฮุน ไว้จะตามไปแก้ในตอนก่อนๆ คือ ตอนเกิดอุบัติเหตุ ยูราต้องอายุ 16 ชานยอล 10 ขวบ แล้วเซฮุน อายุ 6 ขวบ

และก็ขอโทษที่ต้องมาดราม่าโบ้มๆ ในตอนสุดท้าย ตามที่วางพล็อตไว้คือต้องแทรกเรื่องราวในอดีตลงไปทีละนิดแล้วเอามาบรรจบกัน แต่ลืมตลอด (ฝักใฝ่ เรื่องอีโรติกเกิน ._. แหะๆ)


เจอกันตอนหน้าตอนสุดท้ายของเรื่อง เตรียมทิชชู่ไว้นะคะ ^^

888 ความคิดเห็น

  1. #591 Milky Way Moonlight (@Ckone) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 18 มกราคม 2559 / 02:36
    แม่ชานยอลรักลูกมาก แต่เหมือนเลี้ยงด้วยวิธีที่ผิดอะ ผลลัพเลยออกมาเป็นแบบนี้ แต่มีอยู่ตอนนึงที่มันไม่น่าให้อภัยตอนที่แม่ยื่นคัตเตอร์ให้ชานยอล ตอนนั้นเป็นอะไรที่ย้อนแย้งมากถ้าบอกว่ารักลูกอะ
    #591
    0
  2. #581 Printhida Klinkaewnarong (@rainbowky) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 17 มกราคม 2559 / 11:53
    โอ๊ยยยยยย ทำไมมันดราม่าขนาดนี้
    #581
    0
  3. #564 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 21:53
    ที่เรื่องมันวุ่นวายแบบนี้เพราะแม่ชานยอลคนเดียวเลยนะ รู้สึกเหมือนรักสามีมากกว่าลูก พอสามีตายเหมือนทุกอย่างตายตามไปด้วยแทนที่จะดูแลเอาใจใส่ลูกให้มากกลับทำตรงข้ามซะงั้น ยังดีที่สำนึกได้ตอนหลังแต่ก้อสายเกินไปอดได้อยู่แก้ตัวกับลูกเลย
    #564
    0
  4. #563 ttbluewp (@ttbluemtr) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 16 มกราคม 2559 / 19:07
    โหหหหห อ่านตอนนี้แล้วเปลี่ยนความคิดที่เคยมองแม่ชานยอลว่าร้ายไปเลยอ่ะ สงสารนางทำทุกอย่างเพื่อลูก แต่นางแสดงผิดวิธีไปหน่อย ผลมันเป็นแบบนี้ อยากจะบอกว่าอ่านตอนนี้แล้วร้องไห้เลยอ่ะ
    #563
    0
  5. #558 Aunyaww (@aun_102539) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 23:49
    ฮืออออ ยังไม่ทันจะได้ขอโทษลูกกับตังเองเลย เศร้า
    #558
    0
  6. #542 NAMA_II (@jajamy) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 12:09
    อยากให้เทอพูดกับลูกชายเอง .... เรามองแค่มุมๆนึงของชานยอลและเซฮุน แต่ไม่เคยมองในมุมของแม่ชานยอลเศร้าาาาาาา แง่งงงงวววว ปวดใจ !!!!
    #542
    0
  7. #536 Piechoc (@pieberri11ky) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 06:02
    ยังไม่อยากตายอยากอยู่กับแต่เวรกรรมมันมาไวไปนะ
    #536
    0
  8. #535 iStyle~* (@neple) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 01:20
    บีบหัวใจมากเลย ฮืออออออออ เป็นความรักของคุณแม่ที่เรามองในมุมของชานยอลมาตลอดไม่เคยรับรู้และเข้าใจจริงๆ พิมพ์ไม่ออกอะ ??????????? ตอนที่ลูกๆได้เจอทนายตัวจริงและได้รับพินัยกรรมจริงๆคงบีบหัวใจกว่านี้แน่เลย
    #535
    0
  9. #534 Piyawadee Pu-i Sompawong (@pu-ipu-i) (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 01:18
    เฮ้อออ ไม่รู้จะคอมเม้นท์อะไรเกี่ยวกับชีวิตของแม่ชานฮุนเลย ที่จริงมันก็แค่ทิฐิส่วนตัว เริ่มจากทำผิดเล็กน้อยๆ แล้วไม่ยอมแก้ไข ทำลูกเสียใจแล้วไม่ยอมปรับความเข้าใจ แถมยังยึดติดกับทุกอย่างอีก ชีวิตมันเลยบิดเบี้ยวไปซะหมด โชคดีแค่ไหนที่ลูกชายสองคนยังมีคนรักที่ดี ไม่งั้นชีวิตก็ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง
    #534
    0