HUNHAN feat.krisyeol Love treasure SS2

ตอนที่ 37 : ตอนที่ 34 เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีนะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 359
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    13 ม.ค. 59




บทที่ 34




 

                ชานยอลที่ยืนอยู่หน้าห้องผู้ป่วย เกือบสามชั่วโมง หมุนตัวกลับเมื่อยกนาฬิกาเรือนงามขึ้นดู เค้ามีงานต้องทำอีกอย่างคือไปประชุมบอร์ด ประธานใหญ่สุดของบริษัทล้มป่วย เข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เพียงแค่สามสี่วัน หล่อนเข้าๆออกโรงพยาบาลเกือบจะในทุกอาทิตย์ แม้ว่าแพทย์จะพยายามตรวจหาสาเหตุแต่กลับไม่พบ

 

                ดอกลิลลี่สีส้มที่เธอชอบถูกชานยอลส่งมาให้ทุกๆวันที่เธอเข้ารับการรักษา และเค้าก็มักจะมายืนอยู่หน้าห้องผู้ป่วยคนนี้เสมอเมื่อมีเวลา

 

                เค้าไม่ได้อยากให้เรื่องมันออกมาเป็นแบบนี้ เค้าแค่อยากจะข่มขู่ให้เธอคืนทุกอย่าง ให้กับคนที่ควรจะได้ แต่ในใจลึกๆมันอาจจะเป็นเพราะ เค้ายังคงมีความโกรธในตัวเธอคนนี้อยู่ มันยากมากจริงๆที่จะรักคนที่ฆ่าสามีตัวเองเพื่อสมบัติที่สร้างมาด้วยกัน แถมยังเกลียดลูกในไส้ตัวเองอย่างชนิดที่ไม่เผาผี

 

                แต่เค้าก็ต้องยอมรับ ว่าสายสัมพันธ์มันยังคงสืบทอดกันทางสายเลือด ทุกๆอย่างและทุกๆวันที่ทำไป เค้ามักจะกลับไปนอนคิดเสมอว่า เค้าทำไปเพื่ออะไร เค้าน่าจะสะใจกับภาพตรงหน้าไม่ใช่หรือ แล้วที่ส่งดอกไม้ไปด้วยชื่อของคนอื่นมันหมายถึงอะไร เค้าก็ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

 

                ศาลจะนัดพิจารณาคดีในวันพรุ่งนี้โดยไม่มีฝ่ายลำเลย ซึ่งคดีคงนอนมาแล้วว่าเค้าเป็นคนชนะคดี และพินัยกรรมจะถูกเปิดขึ้นอีกครั้งกับผู้ที่ได้รับมรดกและทนายคนใหม่ของทางฝ่ายจำเลยและฝ่ายโจทก์ และวันพรุ่งนี้เค้าคงจะได้เจอน้องชายเสียที

 

                “มาที่นี้ทำไม” ชานยอลที่กำลังจะเปิดประตูรถมาเซรติคู่ใจชะงัก เมื่อเห็นว่าใครกำลังเดินมาทางนี้กับผู้ชายตัวเล็ก เซฮุนไม่ได้ตอบอะไร นอกจากเดินถือช่อดอกไม้ลิลลี่สีส้มแซมกับดอกเล็กๆช่อไม่ได้ใหญ่มาก ชานยอลรับการเคารพจากแบคฮยอนก่อนจะหันไปหาน้องชาย

 

                “ฉันถามทำไมไม่ตอบ”

 

                “มาเยี่ยมแม่ แล้วพี่ล่ะมาทำอะไร” เซอุนปรายตามอง เค้าเห็นชานยอลพี่ชายตัวเองตอนที่ลงจากแท็กซี่ เค้าก็เลยจะเดินเข้ามาหา เค้าจงใจเข้ามาหาเพราะว่าอยากรู้ว่าพี่ชายเค้าจะทำหน้าอย่างไร

 

                หน้าเครียดเชียวนะ ปาร์ค ชานยอล....

 

                “มาทำธุระ” เซฮุนยักไหล่ก่อนจะก้มหัวน้อยๆเพื่อเป็นการบอกว่าขอตัว ชานยอลมองคนที่เดินเลยผ่านไป มือที่ค้างอยู่แบบนั้นเพราะกะจะเรียกน้องชาย ถูกลดระดับลง ชานยอลกำหมัดแน่น ก่อนจะพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วเดินเข้าไปหา

 

                “เดี๋ยว เซฮุน พี่มีเรื่องจะคุยด้วย”

 

                “คุยกันตรงนี้ไม่ก็เดินไปคุยไป”

 

                “พรุ่งนี้ศาลจะพิจารณาคดี นายต้องไป”

 

                “นั่นมันคดีของพี่ ไม่ใช่ของผม อยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ผมไม่เกี่ยว”

 

                “นี่ หยุดเดินแล้วคุยกันดีๆเถอะ เซฮุน” ชานยอลเดินอ้อมไปดักหน้าก่อนที่ทั้งสองจะเดินเข้าประตูในชั้นจอดรถของโรงพยาบาล เซฮุนจ้องปราดก่อนจะ ฉีกยิ้มน้อยๆ

 

                “จำเป็นต้องคุยอะไรกันอีกครับ ในเมื่อเรื่องทุกอย่างมันก็เป็นไปตามที่พี่ต้องการแล้วนี่ ทุกๆอย่างที่พี่อยากจะได้ พินัยกรรมเปิดเมื่อไหร่ อะไรที่เป็นของผม ผมยกให้” เซฮุนว่าแดกดันพี่ชายตัวเองเสร็จก็กระแทกไหล่พี่ เดินเข้าไป ชานยอลกรอกตาถอนหายใจ เค้าไม่ได้อยากได้อะไรทั้งนั้น และทั้งหมดที่เค้าก็เพื่อตัวมันเอง

 

                ชานยอลหัวเสียอย่างหนักจึงตัดสินใจเดินกลับมาที่รถ เพราะยังไง เจ้าเด็กหัวดื้อนั่นมันก็ไม่กล้าพอจะเข้าไปในห้องนั้นอยู่แล้ว แถมเค้ายังต้องไปประชุม การอยู่คุยกับมันให้นานกว่านี้ดูท่าจะเป็นอะไรที่เสียเวลาโข  

.

.

.

                “ฮุนควรพูดดีๆกับพี่นะ” แบคฮยอนเงยหน้ามองคนที่กำลังยื่นดอกไม้ส่งให้คุณพยาบาล พวกเค้ามาที่นี้ทุกวัน หลังเลิกงาน แต่วันนี้เป็นวันที่เราสองคนหยุดตรงกัน ก็เลยมาที่นี้พร้อมกันในช่วงสาย เซฮุนหันมามองหน้าเค้าเพียงนิด ก็สะบัดตัวเดินไปยังทางที่ผู้เป็นแม่กำลังพักรักษาตัวอยู่

 

                “ไม่เอา หรอก”

 

                “ดื้ออ่ะ นี่มันก็สามเดือนแล้วนะเซฮุน พูดดีๆกับพี่ชายเถอะนะ ถือว่าแบคขอ”

 

                “แบค ฮุนก็พูดดีๆแล้วนะ แบคขึ้นเสียงอะไรตรงไหน” แบคฮยอนหน้าย่น รู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่จะกวนตีนเค้ามากเกินไปแล้ว หลังจากที่ผ่านการพิจารณาคดีให้ฝ่ายพี่ชายเค้าเป็นฝ่ายชนะ แต่ถูกทางจำเลยยืดเวลาออกไปเพราะยังไม่ได้พินัยกรรมฉบับก่อนที่จะเปลี่ยนแปลง เหตุที่ทนายโอ ผู้บันทึกพินัยกรรมได้เสียชีวิตลงซึ่งมันก็ผ่านมาเกือบจะสามเดือนแล้วที่ทั้งสองแทบจะไม่ไดพูดคุยกันดีๆ

 

                “เซฮุนดื้อจริงๆ” แบคฮยอนบ่นก่อนจะมองไปยังกระจกหน้าประตูจ้องมองคนที่เอาแต่หลับเพราะฤทธิ์ยา เซฮุนมองอยู่ไม่ถึงนาทีก็ลากเค้าออกมาเพื่อที่จะกลับบ้าน

 

                สายตาคู่คมจากมุมตึก จับจ้องทั้งสองคนที่เดินห่างออกไป บริเวณนี้แทบจะไม่มีแพทย์หรือคนไข้เดินผ่าน ซึ่งมีแต่ผู้ชายร่างสูงในชุดที่ดำพร้อมกับหมวดแปสีสว่าง ที่ดูยังไงก็แปลกตา เดินเยื้องย่างมาใกล้ๆห้อง 302 เมื่อเห็นว่าผู้ชายทั้งสองคนนั้นเดินหายไปจากตรงทางเดิน

 

                ประตูห้องผู้ป่วยเปิดออก เสียงฝีเท้าลากไปตามพื้น ให้คนที่ปวดหัวรุนแรงต้องฝืนลืมตา “แก....แกมาที่นี้ทำไม” เสียงแหบพร่าเอ่ย พร้อมกับสีหน้าที่ซีดเผือกกำลังตกใจ ผู้ชายตัวสูงในชุดดำ กำลังถอดหมวกออกให้เผยเห็นใบหน้าที่กำลังแสยะยิ้มดูโรคจิต

 

                “คุณนาย ผมมาหาไม่ดีใจเหรอ”

 

                “ไม่ ออกไปนะ บออกไป ไว้ฉันจะติดต่อแกเอง”

 

                “อย่าทำแบบนี้สิครับ คุณนายปาร์ค ผมพยายามติดต่อมาหายอาทิตย์ แต่ตัวคุณนายเองที่หนีหน้าผม เงินค่าจ้างก็ไม่ยอมจ่าย แถมผมยังซวยเจอตำรวจที่นู้นอีก ชีวิตผมนี่แย่เลยนะครับเนี้ย คุณนาย” ชายชุดดำตอบพร้อมรอยยิ้มชบขันเหมือนมันเป็นเรื่องที่ตลกผ่อนคลาย หญิงวัยกลางคนพยายามยันตัวไปเอื้อมเอาวอดกดเรียกพยาบาล แต่กลับถูกชายหนุ่ปริศนาจับมันเอาไว้แล้วหันมายิ้มแสยะชวนอ้วก

 

                “แกทำงานไม่เสร็จ แกยังมีหน้ามาขอเงินค่าจ้าง บ้าหรือเปล่า”

 

                “จ้างแล้วต้องจ่าย งานไม่สำเร็จแล้วไง ไอ้บ้านนั่นมันกับดักชัดๆ ผมเสี่ยงมากแค่ไหนกว่าจะกลับมาเกาหลีได้ เพราะฉะนั้นจ่ายมา เรื่องจะได้จบๆไงครับ” ผู้ชายคนนั้นเรียกร้อง มือก็พยายามกรีดไปตามกลีบดอกลิลลี่สีส้ม อย่างแผ่วเบา

 

                “ผมให้เวลาถึงพรุ่งนี้เช้า ถ้าไม่ได้อย่างที่ผมต้องการ ผมจะกลับมาอีกทีเพื่อฆ่าคุณซะ คุณนาย แล้วอย่าคิดตุกติกแจ้งตำรวจ เพราะไม่งั้น เรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อน ถูกแฉแน่นอน เลือกเอานะครับ มีเวลาให้นอนคิดอีกถมถืด”ผู้ชายในชุดดำเดินกรีดกรายไปยังปลายเตียงก่อนจะ หยิบเอาชาร์จของคุณหมอขึ้นมาดู กวาดสายมองตารางการตรวจแล้วก็ปิดมัน สอดไว้ที่เดิม

 

                “อย่าลืมนะครับ คิดให้ดีๆ” ชายหนุ่มโบกมือบาย พร้อมกับยิ้มชวนอ้วก แล้วมันก็เดินออกไปจากห้อง หญิงวัยกลางคนมองมันจนลับสายตา ก็ได้แต่ถอนหายใจ ตัวนี่สั่นอย่างกับนก มือแกร่งกำเข้าหากันแน่นอย่างโกรธจัด

 

                “ทำไมฉันต้องมาเป็นแบบนี้ ทำไม โอ้ยยย” หล่อนกุมหัวก่อนจะพยายามคว้าออดไปสะเปะสะปะ

 

                คุณคะ ทำไมคุณถึงทิ้งฉันเอาไว้ในโลกใบนี้ ทำไมกันละคะ ทำไมคุณต้องำร้ายฉัน ด้วยการไม่เหลียวแลฉันแบบนี้ คุณบอกฉันทีได้มั้ย บอกฉันเถอะ ได้โปรด....

 

                พยาบาลวิ่งเข้ามาพร้อมกันสองคนเพื่อจับคนที่เอาแต่ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดของศรีษะ หล่อนกรีดร้อง เหมือนกับถูกสาป ใบหน้าแดงกล่ำ น้ำตาไหลอาบแก้มที่เริ่มเหี่ยวย่นเพราะขาดการดูแล

 

                “ตามคุณหมอมาเร็วเข้า”

.

.

.

 

 

                “เซฮุนจะไม่ให้แบคไปส่งจริงๆอ่ะเหรอ”

 

                “ใช่แล้ว ฮุนไปแปบเดียว เดี๋ยวมา” แบคฮยอนที่กำลังนั่งขัดสมาธิบนเตียงพยักหน้ารับ เวลาที่เซฮุนใส่สูท เป็นอะไรที่น่าเปลื้องที่สุด อิอิ ^^

 

                “มองอะไร เช็ดน้ำลายหน่อยสิแบค จะย่อยแล้ว” เซฮุนที่มองผ่านกระจกแซะคนที่กำลังนั่งหน้าลอย คิดอะไรลามกในใจ แบคฮยอนสะดุ้งก่อนจะหัวเราะเสียงใส จนเค้าหมั่นเขี้ยว ต้องหันกลับไปฟัดเหม่งจอมลามก

 

                “ฮ่าๆๆ พอแล้วๆ เดี๋ยวสาย” เซฮุนผละออกห่างก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดเหม่งให้แบคฮยอน ตัวก้อนโผเข้ากอดพร้อมกับมุดหน้าลงกับแผ่นหน้าท้องที่มีกล้ามลอนอ่อนๆ

 

                “ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีนะครับ คุร ปาร์ค เซฮุน บยอล แบคฮยอนคนนี้จะรออยู่ที่บ้านน้า”

 

                “ไม่ไปทำงานเหรอ คุณแบคฮยอน” เซฮุนลูบผมนั้นพลางเอ่ยถามอย่างเอ็นดู นี่ตกลงใครกันแน่ที่เป็นพี่ เห้อ

 

                “วันนี้เข้าบ่าย กลับดึกน่ะ หัวหน้าให้หยุดช่วงเช้าได้ แบคเลยว่าจะไปสายๆหน่อย ไปหลังฮุน”

 

                “โอเค งั้นเดี๋ยวถ้าฮุนเสร็จธุระจะแวะเอาขนมไปให้ที่ทำงาน โอเคมั้ย”

 

                “โอเช เลย คุณปาร์ค บยอลจะรอทานขนมนะ ขอเค้กข้าว ราดน้ำผึ้ง หอมๆ” แบคฮยอนยิ้มแป้นก่อนจะผละออกห่างเซฮุนแล้วจับชายเสื้อสูทของคนตรงหน้าให้เข้าที่

 

                “ดูสิ เนคไทเบี้ยว” แบคฮยอนลุกขึ้นก่อนจะจัดเนคไทให้เซฮุน เซฮุนมองด้วยสายตาหวานฉ่ำๆ พร้อมกับริมฝีปากที่มันอดไม่ได้ที่จะลิ้มลอง เซฮุนเอียงหน้าโน้มลงไปกดจูบแรงๆ สองสามครั้ง แบคฮยอนทำเพียงแค่หัวเราะ แล้วจูบตอบกลับไปสองสามครั้ง ไม่โกง เซฮุนหัวเราะออกมาแล้วดึงคนตัวเล็กนุ่มนิ่มเข้ามาในอ้อมกอดแล้วโยก

 

                เซฮุนมีความสุขแบบที่แทบจะทะลักออกมาข้างนอก แต่ก็คงไม่มากมายเท่าคนที่ตัวระเบิดออกเป็นเสี่ยงแล้ว อย่างแบคฮยอน คนขี้อ่อยแฟน

 

                “ไปๆ ไปได้แล้ว บ้าจริงเชียว” แบคฮยอนจับแก้มตัวเองที่กำลังแดงได้ที่ เซฮุนพยักหน้า เค้าต้องรีบไปก่อนที่จะสาย

 

.

.

.

 

                ชานยอลที่ยืนรอน้องชายอยู่หน้าห้องที่ว่าการ กำลังยกนาฬิกาขึ้นดู ข้างๆเค้ามีอี้ฟานกับอัยการที่กำลังยืนสงบนิ่ง รอเซฮุนเป็นเพื่อน และยังไม่ทันจะโวย ร่างสูงโปร่งของเซฮุนก็เดินลิบๆเข้ามาหา ทุกอย่างดูเรียบร้อยและดูดีมากเมื่อผู้ชายทั้งสามคนแต่งกายด้วยชุดสูท ยกเว้นเสียแต่คุณอัยการที่ใส่ชุดอัยการลุยลาย

 

                “พร้อมรึยังครับ” อัยการหนุ่มถาม ขณะที่เซฮุนเดินเข้ามารวมกลุ่มแล้วเต๊ะจุ้ยด้วยการยืนล้วงกระเป๋ากางเกง ชานยอลถอนหายใจก่อนจะสะบัดหน้าเปิดประตูเข้าไปด้านใน ทางฝั่งจำเลยมีเพียงทนายเท่านั้น ส่วนตัวจำเลยถูกมอบหมายอำนาจให้แก่ทนายคนที่สองจัดการแทน เหตุเพราะล้มป่วย และการพิจารณาคดีครั้งนี้ก็ไม่สามารถที่จะเลื่อนได้

.

.

.

 

                อเมริกาโน่เข้มๆสองแก้วถูกผู้ชายที่วัยไล่เลี่ยกัน ถือแล้วหมุนมันไปมา สองหนุ่มนั่งอยู่ตรงเก้าอี้สวนสาธารณะหลังจากที่คดสิ้นสุดลง ชานยอลและเซฮุนเอาแต่จ้องมองออกไปยังต้นไม้ต้นสูงใหญ่ แม้ว่าจะเป็นเวลานานเลยทีเดียวที่พวกเค้าไม่ได้เจอกัน

 

                “จะไปเยี่ยมแม่รึเปล่า”

 

                “นายไปฉันก็ไป”

 

                “งั้นไว้คราวหลังละกัน” เซฮุนที่เปรยคำถามแรกออกมา ว่าพร้อมกับสิ้นสุดคำถามเองแบบรวดเร็ว ชานยอลเงยหน้ามองคนที่ลุกขึ้นจากม้านั่งแล้ววางแก้วอเมริกาโน่สีเข้มที่แทบไม่ได้แตะเอาไว้บนเก้าอี้

 

                “จะกลับแล้วเหรอ”

 

                “อืม จะไปกินข้าวกับแบคอยอน”

 

                “ช่วงนี้ติดกันจังนะ ลืมลู่หานได้แล้วเหรอ” ชานยอลที่ยังคงความปากเน่าไว้ได้อย่างดีหัวเราะขำ เค้าแหย่คนแหย่ยากได้สำเร็จ เซฮุนหันมาปรายตามอง ก่อนจะล้วงกระเป๋าแล้วเริ่มก้าวเท้าเดินออกไปสองสามก้าว

 

                “ไม่เคยลืม” พูดแบบพระเอกซีรี่ย์เสร็จก็เดินห่างออกไป ชานยอลยกอเมริกาโน่ขึ้นดื่ม ก่อนจะลุกขึ้นแล้ววางมันไว้ข้างๆแก้วของน้องชาย

 

                จบสิ้นสักทีนะสำหรับเรื่องคดี ยืดเยื่อจนเหนื่อยไปทั้งสองฝ่าย แต่บทอะไรมันจะง่ายก็ง่าย เหมือนกับว่าต้องคำนับพระเจ้าที่ทำให้ฝ่ายเค้าชนะมาแบบง่ายดายขนาดนี้ แม่ไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลเพราะอาการทรุดหนัก หมอนำไปตรวจอย่างละเอียดแต่ก็พบว่าร่างกายไม่ได้มีปัญหา ส่วนเรื่องสภาพจิตใจก็ยังคงปกติดี มรดกที่ถูกแบ่งออกสามส่วน ส่วนของพี่สาวคงตกเป็นของแม่อย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับในส่วนของเค้า เค้าอาจจะเอามันไปบริจาคที่ไหนสักที่ในโลก เพราะเค้าไม่ต้องการ

 

                บางที สิ่งที่ทำลงไปมันก็ยืดเยื่อและทำให้เราเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่บิดเบี้ยว เรื่องเงินสำหรับเค้าตอนนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่เรื่องที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้คือทำอย่างไรให้คนรอบข้างมีความสุข แม้ว่าเมื่อก่อนทุกอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้คือโค่นผู้เป็นแม่ แล้วนำทุกอย่างที่ควรเป็นของเค้าและน้องชายกลับคืนมา เหมือนกับว่า แม่ไม่ใช่คนในครอบครัว พวกเราสองคนไม่มีครอบครัว ไม่ใครทั้งนั้น ยกเว้นผู้เป็นน้า

 

                แต่ตอนนี้สิ่งที่คิดก็เปลี่ยนไป เหมือนกับว่าเรื่องที่เคยพยายามทำมาเป็นเพียงแค่เรื่องฆ่าเวลา แต่สำหรับตอนนี้มันคือเรื่องจริง จริงจังจนไม่สามารถปล่อยหลุดผ่านมือไปได้ ตอนนี้เค้ามีครอบครัว ครอบครัวของอี้ฟานที่รักเค้า และเค้าก็รักมากสุดหัวใจ ถ้าให้พูดความจริง เค้าคงรักแม่ของอี้ฟานมากกว่าแม่ของตัวเอง

 

               

 

                “อืม ไม่มีเหรอครับ งั้นขอเป็นลิลลี่สีอื่นได้หรือเปล่า”

 

                “ได้ค่ะ เรามีสีขาวกับสีชมพู ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีเมื่อสักครู่มีผู้ชายมาเหมาลิลลี่สีส้มไปหมดเลย”

 

                “ไม่เป็นไรครับ งั้นช่วยจัดให้ผมช่อหนึ่งทีนะครับ” ชานยอลเอ่ยเสร็จก็ยื่นบัตรเครดิตให้แก่สาวเจ้า หล่อนรับมาก่อนจะเดินนำไปที่เครื่องคิดเงิน ร้านนี้เป็นร้านที่จัดช่อแต่ดอกลิลลี่ ไม่มีดอกไม้อื่นเป็นดอกหลัก ซึ่งเค้ามักจะมาเป็นขาประจำของที่นี้บ่อยๆ

 

                หลังจากผ่านไปยี่สิบนาที ดอกลิลลี่ข่อใหญ่สีขาวแซมชมพูก็ถูกชายหนุ่มกอดมันเอาไว้แนบอก เค้าจอดรถเอาไว้ที่หน้าร้าน ก่อนจะใช้เวลาห้านาทีในการเดินไปยัง โรงพยาบาลที่ไม่ได้ไกลจากตรงนี้ สายตาหลายคู่จับจ้องมองผู้ชายตัวสูงใหญ่ ในชุดสูทสีดำดูดี กำลังถือช่อดอกไม้ที่ แม้แต่ผู้ชายด้วยกันเองมองยังต้องหลบสายตาเขินอายเมื่อถูกชานยอลจ้องมอง

 

                เสียงโทรศัพท์ของเค้าดังขึ้น แต่ชานยอลเลือกที่จะกดตัดสายทิ้ง เพราะไม่อยากตอบคำถามใครก็ไม่รู้ที่ใช้เบอร์แปลกๆโทรมา เค้ากำลังจะเอาดอกไม้ไปเยี่ยมแม่ โดยใช้ชื่อโรงพยาบาลบังหน้าเหมือนทุกๆที

.

.

 

                “ฮัลโหลสวัสดีครับ” ชานยอลที่เริ่มอารมณ์เหวี่ยงรับสายเบอร์แปลก แต่ปลายทางกลับเงียบใส่ ชนิดที่ได้ยินแค่ลมหายใจ ชานยอลขมวดคิ้ว ก่อนที่จะเป็นปลายสายวางหูใส่

 

                “ไอ้โรคจิตเอ้ย”

 

                ชานยอลเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าก่อนจะเดินเข้าลิฟต์เพื่อไปยังชั้นที่ต้องการ ลิฟต์โรงพยาบาลใช้เวลาไม่มากก็มาถึงชั้น ที่เรียกเอาไว้ ชั้นแผนกอายุรกรรมทุกทีจะไม่ค่อยยุ่งเพราะแยกห้องตรวจกับห้องพักผู้ป่วยในธรรมดากับวีไอพีออกจากกัน แต่ตอนนี้กลับดูยุ่งแปลกๆ จนชานยอลอดสงสัยไม่ได้ที่จะมองไปตาม ทางที่ทั้งพยาบาลและคุณหมอวิ่ง หายไป

 

                ใบหน้าที่เรียบนิ่งเริ่มฉายชัดถึงความวิตก ใจมันหวิวแบบแปลกๆเมื่อเห็นทีมแพทย์และพยาบาลเดินเข้าออกในห้อง 302

 

                ชานยอลเร่งฝีเท้าไปใกล้ ภาวนาว่าอย่าให้เจ้าสิ่งที่คิดในสมองมันเป็นเรื่องจริง เค้าไม่ได้อยากจะพบเจอกับเรื่องราวแบบนี้ในตอนนี้ เค้าไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้น

 

                ภาพผู้ชายตัวสูงในชุดสูท มือหนึ่งถือช่อดอกลิลลี่สีส้มทั้งช่อแนบลำตัว กำลังเดินถอยหลังอย่างอ่อนแรง ร่างทั้งร่างอ่อนยวบลงไปนั่งกับพื้น พร้อมกับชันเข่าขึ้นกอด แล้วส่งเสียงร้องไห้อื้ออึงออกมา อย่างกับจะขาดใจ พยาบาลระแวกนั้น หันเหสายตามาดู ก่อนที่จะเข้ามาปลอบประโลม

 

                “อย่ามายุ่ง บ้าเอ้ย แม่!!!” ชานยอลที่กำลังถือช่อดอกลิลลี่ไว้ในมือ ปล่อยมันล่วงตกพื้น มองภาพด้านนห้าที่มีคนกำลังรุมเตียงรอบทิศ และน้องชายของเค้าที่เอาแต่ตะโกนร้องร่ำออกมา

 

                มันเป็นแบบนี้ได้ยังไง ปาร์ค ชานยอล ไม่เคยคาดการณ์อะไรผิด แต่นี้มันอยู่สิ่งที่เค้าคาดหวัง มันคืออะไร มันไม่ใช่ใช่มั้ย ตื่นสิ ปาร์ค ชานยอล นายต้องตื่น

 

                ภาพตรงหน้ามันทำให้คนที่ปักใจเกลียดผู้เป็นแม่มาตลอด ต้องถึงกับน้ำตาร่วงออกมาเอง ใบหน้าซีดขาว ใจแกว่งเป็นโล้ชิงช้า อย่างห้ามไม่อยู่ มันหวิวเหมือนกับยืนอยู่บนหน้าผา ก้อนอะไรสักอย่างจุกที่คอ จนอึดอัด ขนทุกเส้นบนร่างกำลังจะตั้งชันขึ้นเพราะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน

 

                “มันเป็นแบบนี้ได้ยังไงกัน”

 

                “ขอทางด้วยค่ะ คุณ” เสียงขอทางพร้อมกับ ทีมแพทย์ที่วิ่งให้วุ่น ทุกคนชนกระแทกชานยอล เคว้งไปทางนั้นทีทางนี้ที

 

                “ไม่หายใจแล้ว เค้าเสียแล้ว”

 

                “แม่!!!!” เสียงตะโกนดังก้องเข้ามาในโสตประสาท การจากไปที่กะทันหัน ทำเอาเลือดในกายมันร้อนรุ่มพร้อมกันแผดเผา ลูกทรพีอย่างเค้าที่เอาแต่ความโกรธเกลียดมาสุมไว้ในใจ กำลังถูกสวรรค์ลงโทษ ภาพเซฮุนถูกเหวี่ยงออกมา ช่างดูน่าใจหาย พยาบาลต่างเดินเรียงออกจากห้อง สีหน้าแต่ละคนฉายชัดว่าไม่เข้าใจกับการตายที่เกิดขึ้น

 

                “แม่ครับ”

.

.

.

.

ต่อ

 

               

                “เจ้าชานยอลไปไหนยูรา”

 

                “อยู่ที่สวนกับคุณแม่ค่ะ”

 

                “ไปตามให้ทีสิ พ่อกับน้าอารึมทำขนมเสร็จแล้ว”

 

                “เย้! ขนมมมมม” เด็กสาวตัวน้อยวิ่งออกไปทันทีที่บทสนทนาจบลง ชายหนุ่มหน้าตาคมคายกำลังยืนกอดอกอมยิ้มอย่างสุขใจ ขณะมองลูกสาวคนโตวิ่งไปยังทางหลังบ้าน บ้านขาดครึ่งไร่ ปลูกดอกไม้ ไม้สวนเต็มไปหมด จนบ้านสามชั้นสีขาวสะอาดตาที่เคยคิดว่าใหญ่ ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเล็กไปถนัดตา

 

                “ยัยยูราน่ารักนะคะ” หญิงสาวผู้มีศักดิ์เป็นน้องเมียยิ้ม ขณะยกตะกร้าคุกกี้มาวางไว้บนโต๊ะ ที่ถูกจัดเอาไว้เป็นมุมนั่งเล่นน่ารักๆ ชายหนุ่มยิ้ม ก่อนจะนั่งลง สายตายังจับจ้องมองไปทางหลังบ้าน รอเวลาที่ภรรยากับลูกๆทั้งสองจะเดินกลับมา

 

                “ลองทานดูสิคะ อร่อยหรือเปล่าฝีมือเราสองคน” ชายหนุ่มวัยสาบสิบกลางๆเงยหน้าขึ้นมองชิ้นคุ้กกี้ที่ถูกยื่นจ่อมาตรงหน้า น้องเมียเค้ามีชื่อว่าอารึม สวยสาวและกำลังเรียนหมอปีสุดท้าย หล่อนยิ้มพร้อมกับคยั้นคยอให้เค้าทานคุ้กกี้

 

                “มันต้องอร่อยสิ อารึม มา” เค้าเอื้อมมือจะไปหยิบจากมือนวล แต่หล่อนกลับชักมือกลับแล้วยื่นเข้ามาใหม่

 

                “เดี๋ยว อารึมป้อน”

 

                “จะบ้าเหรอ ไม่ดีนะ เรานี่น้า” ชายหนุ่มส่ายหัวแล้วหยิบคุ้กกี้ในตะกร้าขึ้นชิม หญิงสาวหน้าเจือนไปนิด ก่อนจะส่งคุ้กกี้ในมือเข้าปาก แล้วเคี้ยวอย่างงอนๆ ผู้ชายคนนี้ หล่อเหลาเอาการ แถมยังเป็นคนฉลาดมุมานะ พี่สาวเธอโชคดีมากที่ได้ผู้ชายคนนี้มาเป็นคู่ครอง ธรกิจรับเหมากำลังบูมมากในช่วงนี้ บริษัทที่เคยก่อตั้งเล็กๆก็ขยับขยาย แถมด้วยเพราะพี่เขยของเธอเป็นวิศวกรและพี่สาวเป็นนักการตลาด จึงเป็นอะไรที่ลงตัว

 

                แต่พอพี่สาวของเธอท้องลูกคนที่สาม เธอก็ต้องทำงานอยู่บ้านมากขึ้น ตามคำสั่งของสามี ทำให้เธอมีเวลาที่จะเข้าหาพี่เขยมากขึ้นเวลาที่พี่เขยอยู่นอกบ้าน…..ถ้าพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว คงเดาไม่ผิด

 

                ฉันแอบหลงรักสามีของพี่สาวตัวเอง…..

 

                “ชานยอล ไปเล่นอะไรมาล่ะนั่น เลอะหมดแล้ว” ผู้เป็นพ่อโวยวายใหญ่ แต่ใบหน้ายังคงแต้มไปด้วยรอยยิ้ม หล่อนชอบมากที่เห็นรอยยิ้มแบบนั้น ลักยิ้มที่ชานยอลหลานตัวน้อยวัย สี่ขวบย่างเข้าห้าขวบของหล่อนก็ถูกถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อ ชานยอลวิ่งเข้ามาหาด้วยใบหน้าเปื้อนดินนิดๆ อารึมขยับที่ห่างจากพี่เขย ก่อนจะยื่นทิชชู่เปียกให้หลานชาย

 

                “ขอบคุณฮะ น้าอารึม”

 

                “ไม่ได้นะ ชานยอล ไปล้างมือเดี๋ยวนี้” เสียงแหลมปรี๊ดดุ อย่างเข้มงวดจนชานยอลหน้าจ๋อย ผู้หญิงที่กำลังอุ้มท้องแก่ มองลูกชายดุ ก่อนจะเผยรอยยิ้มเอ็นดูออกมา เมื่อชานยอลวิ่งหายไปยังข้างบ้านเพื่อเปิดสายยางล้างมือและหน้า

 

                “ยูราไปดูน้องหน่อยสิคะ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนจะมองภรรยาตัวเองที่เดินเข้ามาใกล้ เค้าลูบท้องนั้นเบาๆ ก่อนจะก้มลงจูบ ลูกชายคนสุดท้อง อีกไม่ถึงเดือนก็ลืมตาออกมาดูโลกแล้ว

 

                “พี่กับอารึมทำคุ้กกี้มา ลองชิมสิ”

 

                “ไม่ชอบหรอก แต่จะกินเลย” หล่อนหัวเราะร่าขณะหยิบคุ้กกี้ขึ้นกัดชิม สามีหนุ่มเลื่อนแก้วนมให้ ก่อนจะท้าวคางมองหน้าภรรยา

 

                “ยูรากับชานยอลได้หน้าตามาจากเราจริงๆนะจองอึม หวานสวย” คำเปรยหวานหยดจน คนที่อยู่นอกบทสนทนาต้องลุกขึ้นแล้วเดินหนี จองอึมปรายตามองน้องสาว ก่อนจะหันมองหน้าสามี

 

                “ลูกได้พ่อมาต่างหาก ดูสิ ตาคุณน่ะเหมือนชานยอลเลยนะ”

 

                “แม่ฮับพ่อฮับ ชานล้างมือเสร็จแล้ว ชานกินได้ยังฮับ” เสียงใสๆของเจ้าเด็กตัวก้อนที่วิ่งเข้ามาพร้อมกับพี่สาว ยูราหยิบทิชชู่ส่งให้น้องชาย ก่อนที่ตัวเองจะข้ามมานั่งบนเก้าอี้ ชานยอลที่ยังตัวนิดเดียวตะเกียกตะกายนั่งบนเก้าอี้ข้างพี่สาว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบคุกกี้ในตะกร้าขึ้นมา แล้วยื่นส่งให้ผู้เป็นแม่ จองอึมเลิกคิ้ว จ้องมองลูกชาย แล้วหันไปยิ้มขำๆให้สามี

 

                “ให้ใครจ้ะ ชานยอล” หล่อนถาม

 

                “ให้เซฮุนฮับ น้องหิวแน่ๆเลย”

 

                “ชานรักน้องมั้ย” จองอึมถามลูกชายคนกลางอย่างเอ็นดู ชานยอลเป็นเด็กน่ารัก อ้วนจ้ำม้ำเพราะกินเก่ง ส่วนยูราก็เป็นพี่สาวที่เรียบร้อยและดูแลน้องชายได้ในวันที่พ่อแม่ไม่ว่าง เพราะต้องทำงานสร้างรากฐานครอบครัวให้มั่นคงมากไปกว่านี้ ชานยอลเลยเป็นเด็กเอาแต่ใจบ้างบางครั้ง เพราะพี่สาวกับแม่นมโอ๋จนติดเป็นนิสัย หล่อนเลยต้องปรามบ่อยๆ แม้ว่าจะไม่ชอบดุลูกชายก็ตาม

 

                “รักฮับ พี่ยูราก็รักเซฮุน้า” ชานยอลตอบ เรียกเสียงหัวเราะให้สองสามีภรรยายกใหญ่ ยูราดึงน้องกับจุ้บหัวอย่างหมั่นเขี้ยว ภาพครอบครัวสุขสันต์ที่อารึมเฝ้ามอง มันช่างเป็นอะไรที่หล่อนโหยหาและต้องการ

 

                เด็กผู้หญิงสองคนที่เติบโตในบ้านร่ำรวยแต่ไร้พ่อแม่ โลกมันโหดร้ายเมื่อทรัพย์สมบัติถูกญาติพี่น้องฉ้อโกงไปเสียหมด จองอึมพี่สาวของหล่อนเป็นคนทะเยอะทะยานและอดทนสูง ทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูหล่อนและส่งเสียจนเรียนหมอ แม้ตนเองจะอยากเรียนมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังนึกถึงหล่อนก่อนเสมอ พี่สาวเรียนวิทยาลัยใกล้บ้านไม่มีชื่อเสียง เพียเพื่อจะได้จบออกมาทำงานไวๆ แล้วส่งเสียหล่อนช่วง มอ ปลายก่อนสอบหมอ และนั่นก็ทำให้ทั้งคู่เจอกัน พี่สาวรู้จักกับพี่เขยของหล่อนผ่านเธอ แม้ว่าตอนนั้นพี่เขยจะดูไม่น่าพิสมัยมากนัก แต่ตอนนี้หล่อนกลับรู้สึกว่าพี่เขยของเธอดูดีกว่าใครๆ ที่เข้ามาในชีวิตของหล่อน

 

                เราเหมือนเพื่อนกัน แม้ว่าพี่เขยจะอายุเท่าพี่สาว เรารู้จักกันเพราะ พี่เขยมารับจ้างสอนคณิตศาสตร์ให้เด็ก มอ ปลายก่อนเตรียมตัวสอบเอ็นทรานซ์  เราคุยกันเหมือนกับว่าเค้าจะจีบ แต่ไม่ใช่เลย เค้าแค่อัธยาศัยดี แต่พอเค้าเห็นพี่สาวเธอเท่านั้น คำพูดที่เปรยออกมามันยังติดหูอยู่จนถึงทุกวันนี้

 

                “ฉันชอบพี่สาวเธอ ช่วยฉันได้หรือเปล่า ฉันจะไม่คิดค่าเรียนพิเศษกับเธอ”  

 

                มันก็ดีไม่ใช่เหรอที่จะได้ประหยัดค่าเรียนพิเศษเพื่อช่วยพี่สาวที่ทำงานวันละหลายชั่วโมงเพื่อมาจ่ายค่าอะไรต่อมิอะไรให้หล่อน เธอตอบตกลง แต่นั้นทำให้การใกล้ชิดกันระหว่างครูสอนพิเศษกับนักเรียนมอปลายปีสาม มันเปลี่ยนไป โดยคนที่เปลี่ยนก็คือเธอ การแอบชอบ เป็นอะไรที่ย่ำแย่ ยิ่งคนที่เราเชียร์กับอีกคนที่เป็นพี่สาว ชอบพอกันและตกลงปลงใจเป็นแฟนกัน มันเจ็บปวด แต่ก็ได้แค่ทนเงียบ และเฝ้ามองทั้งสองมีความสุข

 

                “อารึม ไปยืนทำอะไรตรงนั้นมานี่สิ” เสียงร้องเรียกทำให้อารึมมีสติ หล่อนยิ้มน้อยๆก่อนจะเดินมานั่งข้างๆชานยอล แล้วเช็ดมุมปากให้หลานชาย

 

                “คุรน้าทำอาหย่อยมากเลย ชานขอหมดเลยได้มั้ย”

 

                “ไม่ได้สิ ต้องแบ่งคนอื่นด้วยเข้าใจมั้ยจ้ะ”

 

                “แต่ชานยอลอยากกินคนเดียวนี่ฮับ” หลานชายย่นหัวคิ้วไม่ชอบใจ ผู้เป็นแม่ยื่นมือมาหยิกแก้มลูกชายก่อนจะย่นคิ้ววเลียนแบบ “ชานยอลอย่าดื้อสิ ไม่งั้นแม่ไม่รักน้า”

 

                “ง้ะ ไม่เอา ชานยอลไม่ดื้อแล้ว น้าอารึมเอาไปเลย ชานยอลไม่กินแล้วก็ได้” ชานยอลยู่ปากหน้างอ ขณะดันตะกร้าคุ้กกี้มาทางผู้เป็นน้า แล้วรีบลงจากเก้าอี้วิ่งดุ๊กๆไปหาคนเป็นแม่ แล้วกอดแขนแน่น พี่สาวหล่อนดึงเจ้าตัวก้อนขาวๆ ขึ้นมานั่งตัก ก่อนจะกดจูบอย่างรักใคร่ ยูรามองน้องชายก่อนจะ หันมองหน้าน้าสาวด้วยท่าทีไม่ชอบใจ

 

                “คุณน้าห้ามดุชานยอลนะคะ ยูราไม่ชอบ”

 

                “ยูรา ทำไมพูดแบบนั้น” ผู้เป็นพ่อปรามลูกสาวคนโตขณะหันไปมองลูกศิษย์ที่นั่งหน้าเจื่อนอยู่เพราะถูกหลานๆโกรธ อารึมหยัดตัวลุกขึ้น สายตาทั้งสี่คู่จับจ้องมองที่หล่อนอย่างสนใจ

 

                “อารึมเพิ่นึกได้ว่าต้องขึ้นวอร์ดเฝ้าแทนพี่หมอน่ะคะ ไว้อารึมจะมาใหม่นะ” หล่อนยิ้มแป้นก่อนจะหยิบกระเป๋ามาสะพาย แล้วโบกมือ หลานสองคนยู่ปากก่อนจะก้มหน้า เล่นอะไรบนโต๊ะไปเรื่อย น้าสาวเดินห่างออกไป ขึ้นรถแล้วขับออกจากบ้านแล้ว สองสามีภรรยามองหน้ากันก่อนจะส่ายหัว

 

                “ชานยอลทำไมทำตัวไม่น่ารัก ยูราก็ด้วย” ผู้เป็นแม่ดุก่อน ชานยอลมุดหน้าลงกับโต๊ะขณะนั่งอยู่บนตักของผู้เป็นแม่ จองอึมหยิกแขนลูกชายตัวเล็กน้อยๆ เพื่อเป็นการทำโทษ

 

                “โอ้ย แม่ชานเจ็บนะ ชานเจ็บน้า แง้ๆๆ” เสียงร้องไห้ของลูกชายทำเอาผู้เป็นพ่อส่ายหัว จ้องมองภรรยาที่มักจะถึงไม้ถึงมือกับชานยอลตลอด เพราะอยากจะดัดนิสัยลูก เค้าไม่เห็นด้วยเพราะมันจะทำให้เด็กเตลิดไปกว่าเก่า แต่ภรรยาของเค้าก็ยังคงไม่เปลี่ยนนิสัย

 

                “อย่าทำลูกได้มั้ย จองอึม” สามีเปรยก่อนจะส่ายหัว เมื่อภรรยาของเค้ากำลังจะหยิกซ้ำเข้าไปที่แขนอ้วนๆของลูกชายที่เริ่มดิ้น ร้องงอแงหนักกว่าเดิม

 

                “เงียบนะชานยอล โตแล้วนะ เราน่ะผิด เอาแต่ใจ เป็นเด็กไม่น่ารักเอาซะเลย แม่ไม่รักชานยอลแล้ว”

 

                “แง้ๆๆ แม่ต้องรักชานยอล แง้” ชานยอลแหกปากดีดดิ้นมากกว่าเดิมจน ผู้เป็นพ่อต้องอุ้มออกมา เพราะภรรยากำลังท้องแก่ใกล้คลอด ชานยอลดิ้นๆ ทั้งทุบตีเค้าทั้งร้องไห้ เพื่อจะเข้าหาผู้เป็นแม่ แต่ภรรยาของเค้ากลับกอดอกมึนตึง แล้วพูดอยู่นั่นว่าเป็นการดัดนิสัย

 

                “ยูราพาชานยอลไปทีนะ” ยูรารับน้องชาย หล่อนอายุสิบสองตัวโตพอจะรั้งน้องชายสี่ขวบตัวอ้วนไว้ได้ คุ้กกี้ในตะกร้าถูกยื่นให้ชานยอล แต่ชานยอลกลับปัดทิ้ง แล้ววิ่งหนีหายไปทางหลังบ้าน ยูราที่รักน้องชายมากกว่าอะไรดี รีบวิ่งตามออกไป บรรยากาศหน้าลานหน้าบ้านเงียบสงบ เมื่อลูกทั้งสองไม่ได้อยู่ตรงนี้

 

                “พี่บอกแล้วไงว่าอย่าตีลูก”

 

                ก็ลูกดื้อจองก็ต้องสั่งสอน ชานยอลน่ะเอาแต่ใจ เอะอะอะไรก็เอาแต่อาละวาด ดูสิเป็นไง”

 

                “แต่แบบนี้ลูกก็ยิ่งเตลิดสิ เราต้องสอนเค้าดีๆ พี่ไม่มีเวลาเราก็ต้องสอนลูก ไม่ใช่สอนด้วยการลงไม้ลงมือแบบนี้”

 

                “นี่ล่ะวิธีสอนของจอง เธอไม่ชอบก็เรื่องเธอ”

 

                “จองอึม ลูกเราต้องโตไปเป็นผู้ใหญ่นะ แล้วก็ต้องเป็นคนที่มารับช่วงต่อธุรกิจ พี่อยากให้ชานยอลเป็นคนดี เป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีความอดทน แล้วก็มองโลกในแง่ดี”

 

                “พูดน่ะได้ เธอเอาแต่ทำงานนอกบ้านงกๆ ฉันท้องโย้ไปไหนไม่ได้ก็ต้องอยู่กับลูกตลอด ฉันรู้น่าว่าจะต้องสอนยังไง ลูกถึงจะหยุดดื้อ คนไม่เคยเลี้ยงลูกเป็นล่ำเป็นสันอย่างเธอ ไม่ต้องมาพูดดีเลย”

 

                “พอเถอะ อย่าเอาเรื่องนี้มาทำให้เราทะเลาะกันเลย พี่ไปดูลูกก่อนล่ะ” ชายหนุ่มตัดบทก่อนจะเดินไปหาลูกๆทั้งสองที่สวนหลังบ้าน ภรรยาท้องแก่ส่ายหัว หล่อนเข้มงวดทุกอย่าง และหล่อนก็อยากให้ลูกๆเติบโตมาเป็นผุ้ใหญ่ทีดีเหมือนกัน

 

 

                ชานยอลร้องไห้โกรธแม่ไปหลายวัน ส่วนคนที่มักเคร่งเครียดก็ปล่อยให้ลูกชายตัวเล็กสำนึกแทน พวกเค้าสองคนแทบไม่คุย ความอ่านนึกคิดของเด็กวัยสี่ขวบย่างห้าขวบช่างน่ากลัว พัฒนาการของชานยอลนั้นไปเร็วก็เด็กคนอื่น รวมถึงการแสดงออกทางอารมณ์ที่ดูจะพัฒนาเกินเลยไปโข

 

                ชานยอลไม่ยอมคุยกับแม่ แม้ว่าพ่อจะเข้ามาช่วยคุย แต่สุดท้ายทั้งแม่ทั้งลูกก็เอาแต่หันหลังใส่กัน พวกเค้าไม่คุยกันจนเซฮุนคลอด ชานยอลที่อดไม่ได้ที่จะเล่นกับน้องชาย นั่นล่ะถึงเป็นช่วงที่ทั้งสองกลับมาคุยกัน

 

                 

                แม่คลอดน้องก็เริ่มทำงานทันที เพราะกิจการกำลังก้าวแบบกระโดด ทั้งพ่อและแม่ต่างยุ่งอยู่กับงานที่ล้นมือ ทำให้ไม่สามารถดูแลลูกๆได้อย่างที่คิด

 

                “ฉันจะส่งชานยอลกับเซฮุนไปปูซาน อารึมประจำอยู่ที่นู้น น่าจะมีเวลาดูแล” สองสามีภรรยาที่นั่งอยู่ในห้องนอน พูดคุยกันถึงเรื่องวันนี้ สามีของเธอเงยหน้าขึ้น จับจ้องมองใบหน้าภรรยาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

 

                “จองอึม เธอส่งยูราไปโรงเรียนประจำแล้ว เธอยังคิดจะส่งชานยอลกับเซฮุนไปให้คนอื่นเลี้ยงอีกเหรอ”

 

                “อารึมไม่ใช่คนอื่น เธอเป็นน้องสาวฉัน”

 

                “แต่สำหรับพี่ อารึมคือคนอื่น” สามีพูดเสียงแข็ง เค้าไม่เคยเถียงหรือคานอำนาจกับภรรยา แต่เรื่องนี้เค้าไม่เห็นด้วย ถึงพวกเค้าจะไม่มีเวลาเพราะมัวแต่ทำงาน แต่เค้าก็อยากจะเห็นหน้าลูกชายทุกวัน พร้อมทั้งลูกสาวในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ การส่งเด็กห้าขวบกับเด็กไม่กี่เดือนไปให้คนที่แทบจะไม่มีเวลาอย่างอารึม มันเหมือนลอยแพพวกเค้าชัดๆ

 

                “จองอึม เรื่องนี้พี่ไม่เห็นด้วย”

 

                “แต่จองคุยกับอารึมแล้ว เธอบอกว่าได้”

 

                “จองอึม!

 

                “ทำไม อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉันนะ ฉันเหนื่อย แค่งานบริษัทของคุณฉันก็ย่ำแย่พอแล้ว ไหนจะพวกบ้านรามที่คุณปล่อยเช่าอีก ฉันเหนื่อยนะเธอ ฉันไม่มีเวลาดูแลพวกเค้า งานต้องมาก่อน”

 

                “แต่นั่นลูกของเรานะจองอึม เราจะให้คนอื่นเลี้ยงไม่ได้”

 

                “แต่ เรื่องงานก็ต้องมาก่อนนะ เราต้องทำงาน เพื่อครอบครัว ถ้าเรามัวแต่ดูแลลูก เราจะเอาที่ไหนกิน”

 

                “แต่นี่มันมากเกินกว่าจะใช้จะกินหมดแล้วนะ เธอต้องการมากกว่านี้อีกรึไง”

 

                “คนไม่เคยจนอย่างเธอ ไม่เข้าใจฉันหรอก” เสียงกดต่ำพร้อมกับดวงตาที่เอ่อด้วยหยาดน้ำใสๆ เค้ารู้ดีว่าจองอึมนั่นเคยเป็นคนรวย แต่ก็ต้องทนทุกข์ลำบากลำบนมาหลายปี เพราะพ่อแม่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน การที่เธอคิดอยากจะกลับไปมีเหมือนเดิมไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันแค่เกินขอบเขตที่เป็นอยู่ ลูกๆทั้งสามไม่ได้เกิดจากความใคร่ แต่มันเกิดจากความรักของเค้าและจองอึม แต่พอภรรยาของเค้าต้องทำงานหนักเพื่อเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่า สิ่งรอบข้างโดยเฉพาะลูกๆก็กลายเป็นแค่ เศษผงกรุยกรายตามทาง

 

                “จองอึมพี่ ไม่คิดว่ามัน”

 

                “คุณไปรับแกได้ เสาร์อาทิตย์ หรือช่วงปิดเทอม แล้วแต่ แต่ถ้าสองคนนี้ยังอยู่ที่นี้โดยที่มีแต่แม่นมคอยดูแลพวกเค้าจะโตมาเป็นเด็กเอาแต่ใจ ชานยอลก็คนหนึ่งแล้ว ฉันจะไม่ยอมให้เซฮุนเป็นแบบนั้น เธอต้องการลูกๆที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีไม่ใช่เหรอ นี่ไงล่ะ ฉันกำลังทำตามที่คุรต้องการ”

 

                “พี่ไม่ต้องการแบบนี้ พี่สงสารลูก”

 

                “นอนเถอะฉันง่วง”

 

 

                เสียงทะเลาะจบลงแล้ว และหลังจากนั้นอาทิตย์เดียว ชานยอลกับเซฮุนก็ถูกส่งตัวไปปูซานเพื่อไปอยู่กับน้าสาว ใบหน้าของเด็กน้อยอายุไม่กี่ขวบ ร้องไห้แทบขาดใจ โวยวายอาละวาด เค้าเจ็บปวดเหลือเกินที่เห็นชานยอลเป็นแบบนั้น แต่พอมาคิดดูอีกทีแล้ว สิ่งที่เค้าต้องการมันคืออะไร

 

                เค้าเริ่มฉุกคิดว่าการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยเพื่อครอบครัวนั้น ก็เพื่อให้ทุกคนมีความสุข มีเงินใช้จ่ายอย่างไม่ขัดสน แต่พอเห็นใบหน้าของลูกชายคนกลางเค้าก็เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันผิด เค้าต้องการเพียงแค่ครอบครัวที่สงบสุข ต้องการเลี้ยงลูกอยู่บ้าน ไม่ได้อยากทำงานหาเงินจนรวยล้นฟ้า สิ่งที่สำคัญในชีวิตของเค้าคือ จองอึมและลูกๆ

 

                ชานยอลเป็นเด็กน่ารัก ขี้อ้อนและพูดเก่งแถมฉลาดกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน พวกเค้าเหมือนเป็นหมาหัวเน่าเพราะทั้งยูราและชานยอลต่างมองเมินพวกเค้า จองอึมยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานจนลืมเรื่องที่สำคัญไปอย่างชีวิตคู่ และครอบครัว

 

                “คุณจะไปไหน พรุ่งนี้มีประชุมนะ” สรรพนามที่เคยใกล้ชิดเริ่มห่างออกไป สามีมองหน้าหล่อนก่อนจะหยิบกุญแจรถ นี่ก็สี่ปีแล้วที่เค้าไปกลับช่วงเสาร์อาทิตย์เพื่อรับลูกๆจากปูซานมาโซล และวันนี้เค้าจะพายูราไปรับชานยอลด้วย

 

                “พรุ่งนี้วันเสาร์ พี่จะไปรับชานยอล”

 

                “รับมาทำไม บอกแล้วไงว่าพรุ่งนี้มีประชุม ค่อยไปไม่ได้หรือ”

 

                “ลูกรออยู่ ไปนะ” สามียกมือโบกก่อนจะเดินออกจากห้องโถงของบ้าน ภรรยากอดอกส่ายหัวจ้องมอง สามีที่กำลังขับรถออกไป หล่อนรู้สึกว่าชานยอลจะเป็นตัวปัญหาทำให้งานบกพร่อง เพราะฉะนั้นนี่คงถึงเวลาที่จะส่งชานยอลไปโรงเรียนประจำ

 

                “เราจะไปรับชานยอลเหรอคะ”

 

                “ใช่จ้ะ ไปรับชานยอลมาฟังพินัยกรรม”

 

                “พินัยกรรม?” ลูกสาวที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นเลิกคิ้ว พินัยกรรมตอนนี้มันเร็วเกินไปหรือเปล่า แถมชานยอลก็ยังแค่อายุสิบขวบ

 

                “ใช่จ่ะ พินัยกรรมของยูราชานยอลกับเซฮุน ยูราไม่ว่าอะไรใช่มั้ยถ้าพ่อจะแบ่งทรัพย์สินให้เซฮุนมากที่สุด” ยูราที่ได้ยินส่ายหัวแล้วยิ้ม เงินทองมันของนอกกาย และหล่อนก็รักน้องชายมากกว่าที่จะเห็นแก่เรื่องเงินทอง

 

                “ไม่ค่ะ พ่อว่าไงหนูก็ตามนั้น” ผู้เป็นพ่อยิ้มก่อนจะลูบหัวลูกสาวคนโต ยูราเป็นเด็กที่เข้มแข็ง เหมาะสมแล้วที่จะดูแลบริษัทต่อจากเค้า

 

               

               

                ชานยอลเด็กน้อยอายุสิบขวบที่ตัวสูงขึ้นจนเกือบจะเท่าพี่สาว รูปร่างที่เคยอ้วนถ้วนเปลี่ยนเป็นผอมแห้ง ชานยอลมักจะยิ้มเสมอเมื่อเห็นพี่สาว และคุณพ่อ ยกเว้นเสียแต่เมื่อเค้าเจอแม่

 

                “ไม่พาเซฮุนมาด้วยเหรอครับพ่อ เซฮุนงอแงใหญ่แล้วอ่ะ” ชานยอลบุ้ยใบ้ปาก ผู้เป็นพ่อยิ้ม ก่อนจะเริ่มต้นพูด “ชานยอล เราจะไม่กลับไปบ้าน พ่อจะพาเราสองคนไปที่ๆหนึ่งก่อนในวันพรุ่งนี้ เพราะงั้นการพาเซฮุนมาด้วยเลยลำบาก ชานยอลเข้าใจใช่มั้ย”

 

                “เข้าใจก็ได้ครับ ผมเข้าใจพ่อทุกอย่าง” ชานยอลยิ้มผู้เป็นพ่อหันมายิ้มให้ลูกชาย ชานยอลเป็นเด็กน่ารัก และเค้าก็รักชานยอล ไม่ต่างจากยูราและเซฮุน

 

 

                ปรี๊นๆๆๆๆ

 

                เสียงบีบแตรใหญ่ๆ ทำให้คนในรถเก๋งตกใจ เพียงวินาทีที่คนขับหันมาส่งยิ้มให้ลูกชาย ก็ทำให้รถเป๋ไปอีกเลน ยูรากรีดร้องลั่น ขณะที่ผู้เป็นพ่อพยายามครองสติแล้วหักรถหลบ

 

                เสียงเฉี่ยวชนทำให้รถเก๋งโครงบางๆอัดกระแทกกับขอบทาง หล่นลงไปยังหน้าผาที่ชันแต่ไม่สูงมาก รถกลิ้งตลบไปมาคลุกฝุ่น สติของคนทั้งสามดับหวบลงทันที เพราะแรงกระแทก  

 

                ชานยอลตื่นขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงไซเรนดังจนแสบแก้วหู แปลหามของเค้ากำลังถูกเคลื่อนไปใกล้กับรถที่ส่งเสียงร้อง สายตาพร่าลืมจับจ้องมองหาพี่สาวและคุณพ่อ แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้หัวใจของชานยอลแตกสลาย เตียงสองเตียงที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว สภาพคงไม่ต้องเดาอะไรมากมาย พ่อกับพี่สาวของเค้าเสียในที่เกิดเหตุ ส่วนตัวเค้านั้น….

 

                ทำไมฉันถึงรอด

 

                “ฮือๆๆๆ” เสียงร้องไห้ดังขึ้นทันที ผู้ใหญ่ในระแวกนั้นเข้ามามุง ก่อนจะคลายออกเมื่อแพทย์สนามดันให้ห่างไปเรื่อยๆ พ่อเค้ายังไม่ตาย เค้าจำได้ เค้าฟื้นขึ้นเห็นผู้เป็นพ่อยังขยับได้ แต่ทำไม ทำไมถึงไม่แข็งใจอีกหน่อย

 

                เสียงแหบพร่าของพ่อยังคงติดอยู่ในหู คำพูดที่เค้าได้ยินก่อนจะหมดสติไปอีกครั้ง เพราะบาดแผล คำพูดฝากฝังพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นที่สุดเท่าที่เค้าเคยได้เห็นมาจากผู้เป็นพ่อ

 

                “โตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี แล้วดูแลเซฮุนนะชานยอล”

 

                “คุณพ่อ!!!! ฮือๆๆ”











.....................................................................................................................................................................................................................

คืนนี้เจอกันค่ะ ตอนจบ สองตอนรวดดดดด T^T ชีวิตคนเรานี่มีที่มาที่ไปเสมอค่ะ อยากให้ทุกคนที่กำลังตั้งแง่กับคนที่ผิดแปลกจากเราหรือคนที่เรากำลังไม่ชอบ ช่วยคิดใหม่นะคะ บางทีเค้าก็ไม่ได้อยากจะเป็นแบบที่เราเห็น แต่เพียงเพราะภูมิหลังของเค้ามันไม่ได้สวยหรู เค้าอาจจะเจออะไรมามากมาย อดีตมักจะหล่อหลอมคนให้เติบโตมาเป็นคนในปัจจุบัน อย่าเกลียดใครเพียเพราะเค้าไม่เป็นอย่างที่เราคาดหวัง อย่าโกรธใครเพียงเพราะเค้าไม่ทำตามในสิ่งที่เราปรารถนา


คิดก่อนจะทำร้ายใจใครหรือเกลียดใครด้วยนะคะ สู้ๆๆ ^^



888 ความคิดเห็น

  1. #577 Printhida Klinkaewnarong (@rainbowky) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 17 มกราคม 2559 / 11:06
    โอ๊ยยยยย สงสารชานยอล ฮือออออออออ
    #577
    0
  2. #554 Aunyaww (@aun_102539) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 20:40
    ชีวิตเศร้าอีกแล้ว ขอบคุณพี่อู๋ที่รักชานยอลและดูแลชานยอลนะ
    #554
    0
  3. #533 Look Pear Meigeni (@lookpear90) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 00:36
    แม่ชานยอลคงทำงานมากไปสินะ
    แบบนี้สินะ คนดีๆมักจะไปเร็วเสมอ
    #533
    0
  4. #527 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 22:54
    ไม่น่าเลยนะตอนเด็กก้อดูชานยอลเป็นเด็กน่ารักดีออก ถ้าแม่ไม่เย็นชาแบบนั้นคงไม่เกิดเรื่องเศร้าแบบนี้
    #527
    0
  5. #526 Milky Way Moonlight (@Ckone) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 22:42
    อดีตเป็นจุดเปลี่ยนที่หล่อหลอมให้เรากลายเป็นผู้ใหญ่ในปัจจุบัน อดีตชานยอลนี่ดราม่าจิงๆ เข้มแข็งนะชานยอลลล
    #526
    0
  6. #525 NAMA_II (@jajamy) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 21:37
    เศร้า อื้อออออออ ปวดใจที่สุด แต่อยากรู้ทำไมแม่ถึงเกลียดชานยอลทั้งๆที่ไม่ได้ควรจะเป็นแบบนั้น ._. ไรท์ค่ะไม่สงสารรีดตาดำๆหรอ ;_;
    #525
    0
  7. #524 mad_ky (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 21:08
    ทุกคนมีอดีต และอดีตก็เป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดพฤติกรรมที่แสดงออกในปัจจุบัน ทุกคนมีเหตุผลของการกระทำของตัวเอง แต่จะแสดงออกด้านไหน ก็แล้วแต่มุมมองของคนที่เห็นว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้บอกเลยว่าหน่วงมาก นี้ยิ่งใกล้ถึงตอนจบ ยิ่งเหมือนจะขาดใจเลยคะไรท์ มันลุ้นตามว่าเราจะร้องไห้อีกเยอะไหม ฮือ (ซ้อมร้องไห้ก่อน)
    #524
    0
  8. #523 nu_kets (@nu_kets) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 17:45
    ตือหนักมากตอนนี้ยอมรับว่าดราม่ามา 2 ตอนแหละต้งแต่ตอนที่แล้วร้องไห้หนักมาก สงสารลู่ห่านมาตอนนี้สงสารชานยอลแต่สงสัยคือบทสรุปของเซฮุนคืออะไรค่ะ..
    .ที่ว่าไม่เคยลืมลู่ห่านนะคือ??
    #523
    0
  9. #519 Piechoc (@pieberri11ky) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 13:36
    ใช่แล้ว กลายเป็นคนแบบนี้มันต้องมีอะไรที่มาทำให้คนเปลี่ยน
    #519
    0
  10. #515 iStyle~* (@neple) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 12:26
    โอ๊ยยยยยยย ความหลังมันเศร้ามากอะ ความรักของคุณพ่อที่มีต่อลูกๆ พี่ยูราที่มีต่อน้องๆ งดงามมากจริงๆนะ คุณแม่ก็รักแต่เพราะอดีตที่ผ่านมาจึงทำให้เป็นแบบนั้นเนอะ ที่คุณแม่เปลี่ยนไปคงเพราะพินัยกรรมหรือเปล่านะ
    #515
    0
  11. #512 Piyawadee Pu-i Sompawong (@pu-ipu-i) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 11:46
    น้ำตาไหลเลย
    #512
    0
  12. #509 yeollykiss (@bunnieys) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 12 มกราคม 2559 / 22:02
    ดราม่ามาอีกละลอกแล้วสินะ. เข้มแข็งไว้นะชานยอลเซฮุน
    #509
    0
  13. #498 peth0206 (@peth0206) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 มกราคม 2559 / 18:03
    อยากอ่านต่อ อยากรู้ความจริง สนุกมากๆเลย จะเป็นกำลังใจให้
    #498
    0
  14. #493 Milky Way Moonlight (@Ckone) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 มกราคม 2559 / 07:48
    เรื่องกำลังจะลงตัวแล้วเชี่ยว ช็อคมากกกกกก
    #493
    0
  15. #491 Neko-Hime (@hemahema) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 มกราคม 2559 / 05:53
    ทำไมกัน ร้องไห้เลยอะ แงๆๆ
    #491
    0
  16. #490 Se Hanuen (@mj-littleowl) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 มกราคม 2559 / 02:48
    อ่าว สรุปฮุนยังไง ไม่เคยลืมลู่แล้วแบคล่ะ ถ้าฮุนกลับไปหาลู่คือแบคไม่มีใครเลยนะทั้งพ่อทั้งแม่


    แม่ชานยอลน่าสงสารอยู่หรอก แต่ก็ทำตัวเองทั้งนั้น
    #490
    0
  17. #489 natty naka (@natty0627) (จากตอนที่ 37)
    วันที่ 11 มกราคม 2559 / 02:33
    หน่วงเข้าไปบีบหัวใจสุดๆตอนนี้
    #489
    0