HUNHAN feat.krisyeol Love treasure SS2

ตอนที่ 31 : ตอนที่ 28 สัญญาระหว่างครอบครัว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 394
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ธ.ค. 58

บทที่ 28 สัญญา

 

 

            2 เดือนต่อมา......

 

 

                “ต้องอยู่อีกนานแค่ไหน เซฮุน”

               

                “ไม่รู้”

 

                “ขานายเดินคล่องขึ้นรึยัง”

 

                “ไม่เท่าไหร่”

 

                “วันนี้กินอะไรดี”

 

                “พิซซ่าละกัน” แบคฮยอนพยักหน้าก่อนจะเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเตียง ก่อนจะกวาดสายตาดูโบว์ชัวร์ ราคาพิซซ่าที่กำลังลดราคา

 

                “สั่งอะไรก็ได้นิ ทำไมต้องดูโปรด้วย”

 

                “เพื่อความถูกไงล่ะ”

 

                “ฉันอยากกินไก่ด้วย สั่งไก่มาด้วย” แบคฮยอนโทรสั่ง พร้อมกับฟังเซฮุนที่สั่งเค้ามาอีกทีเป็นทอดๆ

 

                ระยะเวลาที่อยู่ที่นี้ไม่ได้มีอะไรมากมายเลยนอกจากกินกับนอน เซฮุนเคยแอบไปเที่ยวผับแถวนี้ครั้งหนึ่ง แต่ขากลับก็โดนแบคฮยอนสวดไปชุดใหญ่ สิ่งที่เค้าทำได้ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี้คือรอฟังข่าวจากพี่ชายเท่านั้น

 

                “กินข้าวเสร็จนายต้องกินยานะเซฮุน เข้าใจมั้ย” เซฮุนพยักหน้าขณะที่สายตาจับจ้องมองทีวีจอแบนไม่วางตา แบคฮยอนส่ายหัว ตอนนี้แบคฮยอนก็ไม่ต่างอะไรจากพี่เลี้ยง ที่เลี้ยงเด็กอายุใกล้ ยี่สิบห้า เลยสักนิด

 

                “นี่ เซฮุน”

 

                “หืม....” หัวทุยๆเอนมาพิงไหล่แบคฮยอนเอา เค้าไม่รู้เลยว่าอีกคนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เค้าก็เลือกที่จะเงียบแล้วไม่สืบสาว เซฮุนถอนหายใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเจ้าของหัวไหล่อย่างเค้า

 

                “รู้แค่ว่าเรายังไม่ควรกลับไปตอนนี้ มันอันตรายเกินไป”

 

                “นายพอจะสะดวกเล่ามั้ย แต่ถ้าไม่....”

 

                “อย่ารู้เรื่องอะไรไปมากกว่านี้เลย เพราะฉันก็ไม่รู้ พี่บอกว่าฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย ฉันก็เชื่อแบบนั้น” แบคฮยอนมองกลุ่มผมที่ขยับไปมา อยากจะเอื้อมมือไปสางแล้วก็ลูบเบาๆ เค้าเป็นแค่คนใช้ การรู้เรื่องของเจ้านายเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

 

                มื้ออาหารเย็นนี้เป็นพิซซ่ากับไก่ทอด แบคฮยอนเอาแต่นั่งมอง เด็กหนุ่มที่กินมันเข้าไปช้าๆด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เซฮุนไม่ใช่คนแสดงอาการออกมาเป็นอารมณ์ทางสีหน้า แต่แววตานั้นก็บอกได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่หลายต่อหลายเรื่อง

 

                เค้าอยากให้เซฮุนรู้สึกดีขึ้นจัง........

 

                “กินเสร็จออกไปเดินเล่นกันมั้ย หรือจะไปผับดี” เซฮุนที่กำลังเคี้ยวอาหารในปากเงยหน้าขึ้นสบสายตาของคนใช้ประจำตัวตรงๆ ใบหน้าคมเข้มส่ายไปมา

 

                “ไม่ ข้างนอกหนาวเกินไป”

 

                “ไปฝึกเดินกันไง แล้วหาอินเทอร์เน็ตคาเฟ่นั่งคุยกัน” เซฮุนส่ายหน้าก่อนจะเริ่มตั้งใจกินของบนโต๊ะ แบคฮยอนเม้มริมฝีปากล่าง อย่างรู้สึกประหม่า เซฮุนมักมีระยะห่างให้เค้าเสมอ ไม่ว่าจะพยายามก้าวข้ามเส้นนั้นไปเท่าไหร่ เซฮุนก็จะกางบาเรียออกมาหนาขึ้นเท่านั้น มันไม่ใช่กำแพงอิฐสีแดงหนาๆที่เห็นแล้วรู้สึกท้อ แต่มันคือกระจกโปร่งใสที่สามารถมองเห็นแต่เอื้อมไม่ถึง

 

.

.

.

                หลังจากมื้ออาหารจบลง ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปทำธุระส่วนตัวในห้องใครห้องมัน แบคฮยอนที่กำลังเป่าผมอยู่ นั่งถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า ความรู้สึกอึดอัดแบบนี้เค้ามีมันมาร่วมครึ่งเดือน มันแตกต่างไปจากตอนที่อยู่เกาหลี แล้วยิ่งเมื่ออาทิตย์ก่อน เซฮุนก็เริ่มเปลี่ยนไปมากขึ้น

 

                ก๊อกๆ

 

                “แปบนะ” แบคฮยอนปิดไดรเป่าผมก่อนจะลุกไปเปิดประตูให้คนเคาะ เซฮุนเดินเข้ามาในห้องนอนที่เล็กกว่าห้องของเซฮุน สายตาของคนที่อยู่ในชุดนอนสีเข้มกวาดไปรอบๆ ก่อนจะหยุดลงที่เตียงสามฟุตแคบๆกลางห้อง เซฮุนเดินเข้าไปใกล้ก่อนจะล้มตัวลงนอน

 

                “นายนอนที่นี้ไม่ได้นะ เซฮุน” แบคฮยอนที่หนักใจเรื่องที่นอน ทำสีหน้าไม่ดีนัก วันนี้อากาศหนาวการนอนบนพื้นเป็นเรื่องที่เค้าไม่อยากจะทำ “แล้วฉันจะไปนอนที่ไหน นายอยากสลับห้องกับฉันเหรอ”

 

                “เปล่า....ง่วง มานอนได้แล้ว”

 

                “แต่...แต่พื้นมันเย็น ฉันนอนไม่ได้หรอกนะเซฮุน”

 

                “มานอนด้วยกันสิ” เซฮุนพูดขณะนอนมองมาทางเค้า แบคฮยอนเลิกลักเล็กน้อย ก่อนจะวางหวี กับเดินไปตากผ้าขนหนูที่ไว้เช็ดผม

 

                “เออ มันแคบเกินไป เดี๋ยวฉันนอนพื้นก็ได้” คนถูกท้วงให้นอนเตียงเดียวกันรู้สึกได้ถึงใบหน้าที่ร้อนฉ่า ยิ่งรับรู้ถึงดวงตาที่จ้องมองมาก็ยิ่งร้อนหนักเข้าไปใหญ่ แบคฮยอนเดินหาหมอนกับผ้าห่มด้วยท่าทางงุ่นง่าน ก่อนจะเปิดตู้แล้วหยิบมันออกหลังจากพยายามปัดเรื่องในหัวแล้วพยายามนึกว่าหมอนกับผ้าห่มอยู่ตรงไหน

 

                “ไม่อนุญาต เร็วๆ” เซฮุนลุกจากเตียงจนคนที่กำลังเดินก้มหน้าหงุดเข้ามาใกล้ตกใจ รีบเดินหนี เซฮุนชะงักฝีเท้า ก่อนจะจับจ้องท่าทางของคนขี้กลัวเอาไว้ทุกการเคลื่อนไหว ความจริงแบคฮยอนตัวเล็กแล้วก็บางพอๆกับลู่หาน ใบหน้าก็อ่อน ท่าทางก็ดูอ่อน หัวก็ยังอ่อนอีก แตกต่างจากู่หานที่มักจะเถียงเค้าเสมอ แม้ว่าจะไร้เดียงสาในเรื่องบางเรื่องก็ตาม

 

                “เร็วๆ” เซฮุนไม่อยากเก้อด้วยการเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง เค้าจึงเอื้อมมือไปกระชากข้อแขนบางๆนั้นไว้แล้วลากให้มาที่เตียง แม้แบคฮยอนจะออกท่าทีขัดขืน แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งแหมะบนที่นอนอยู่ดี

 

                “นายเป็นอะไรของนาย ถ้าเรื่องเมื่อตอนเย็นมันทำให้นายโกรธฉันขอโทษนะ”

 

                “นอน” เซฮุนดันตัวเองเข้าไปในผ้าห่ม ก่อนจะพลิกตะแคงหันข้างใส่คนที่นั่งอยู่อีกฟาก แบคฮยอนมองด้วยความไม่ไหวใจ ถึงจะอยู่กับเซฮุนมานาน ใกล้ชิดมากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า แต่เพราะอย่างที่บอกเซฮุนไม่เคยเปิดโอกาสใดๆให้เค้าเข้าใกล้ ไม่ว่าจะตัวหรือความคิด แต่ตอนนี้เซฮุนกลับเดินทลายกระจกใสเข้ามาหาเค้าแทน

 

                ทำอย่างกับว่าเจ้าเด็กนี่กำลังอ่านความคิดเค้าอยู่....

 

                “เห้ย เซฮุน!” แบคฮยอนตกใจเมื่อถูกดึงให้เข้าไปในอ้อมกอด แขนแกร่งโอบรัดเค้าไว้ พร้อมกับหลับตา “ปล่อยนะเว้ย จะทำอะไร ฉันไม่เล่นด้วยนะ” เซฮุนขยับแขนกอดแน่นขึ้น พร้อมกับซบหน้าลงบนแขนนุ่มนิ่มของเค้าแล้วส่ายหัวไปมา

 

                กลิ่นหอมของแบคฮยอนต่างจากกลิ่นหอมของลู่หาน แม้มันจะคนละกลิ่นแต่ก็ยังหอมชวนเคลิ้ม ไม่อดใจลำบากมากที่จะไม่ฝังจมูกลงไปบนแขนนิ่มๆ แล้วสูดดมมันช้าๆ ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่ากำลังถูกดอมดม

 

                “นอนเถอะ ปิดโคมไฟด้วย” เซฮุนคลายอ้อมแขนเพื่อให้แบคฮยอนรู้สึกปลอดภัย แบคฮยอนเอี้ยวตัวไปปิดโคมไฟ ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงสามฟุตครึ่งโดยประมาณอย่างช้าๆ แรงยวบของเตียงทำให้แบคฮยอนตกใจจะลุกหนี แต่เค้าก็หนีไม่พ้นเมื่อ แขนและขาวาดกระหวัดรัดตัวเค้าไว้

 

                “ฉันนอนคนเดียวนานเกินไปแล้ว มันวังเวงน่ะ” ใช่ คนอย่างเซฮุนที่ไม่เคยนอนคนเดียวมาสี่ปี ก็ต้องรู้สึกโหวงเหวงเป็นธรรมดา ความรู้สึกที่ได้กอดแบคฮยอนทำให้เค้ารู้ว่าแบคฮยอนซ่อนรูปแค่ไหน ตัวเล็กแต่เต็มไปด้วยนวลเนื้อนุ่มนิ่ม ยิ่งกอดก็ยิ่งอยากทำอะไรที่มันมากกว่ากอด

 

                “เมื่ออาทิตย์ก่อน ทนายโอ หัวใจวายขณะขับรถจนประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต” แบคฮยอนขมวดคิ้วในความมืด จากที่เกร็งแสนเกร็งก็เริ่มผ่อนคลายด้วยการขยับตัวไปชิด เพื่อห่มผ้าห่ม ความอบอุ่นมีมากกว่าคืนไหน เพราะเตียงสามฟุตแคบๆมีชายร่างยักษ์นอนเบียดเค้าอยู่ ไหนจะผ้าห่มผืนหนานี่อีก

 

                “เค้าคือใคร”

 

                “ฉันเคยไว้ใจคนๆหนึ่งมาก จนถึงกับเล่าเรื่องราวของตัวเองให้เค้าคนนั้นฟัง” เซฮุนเผลอนึกไปถึงเรื่องราวเมื่อคราวก่อนที่เค้าเล่าให้ลู่หานฟัง “ฉันไว้ใจนายได้รึเปล่าแบคฮยอน”

 

                “.......”

 

                “ไม่ได้...” แบคฮยอนตอบ เซฮุนชะงักไปนิด “ถ้านายไม่ได้รู้สึกไว้ใจฉันจากใจของนายเอง นายก็ไม่ควรเล่าเรื่องอะไรให้ฉันฟัง แม้ว่าฉันจะบอกนายว่าฉันไว้ใจได้ก็ตาม”

 

                “..........”

 

                “ที่นายเล่าเรื่องนายให้เค้าคนนั้นฟัง มันเป็นเพราะนายไว้ใจเค้า ไม่ใช่เพราะเค้าคนนั้นน่าไว้ใจ” เซฮุนเม้มปาก เค้ารู้สึกว่าลู่หานน่าไว้ใจและเชื่อใจได้ เค้าถึงระบายความอัดอั้นใส่ลู่หานโดยไม่รู้ว่าลู่หานต้องรับรู้มันมั้ย

 

                มันเป็นอย่างที่แบคฮยอนพูด......

 

                “ตอนเย็นนายยังไม่อยากเล่าอะไรให้ฉันฟังเลย คนเรามันไว้ใจกันได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

                “อืม ขอโทษ” เสียงหัวเราะเบาๆเป็นของแบคฮยอน มือเรียวบางลูบแขนที่อยู่บนเอวไปมา เพื่อปลอบประโลม เค้าพอเดาว่าอะไรเป็นอะไรได้บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทั้งหมด และเค้าก็ไม่อยากรู้มันด้วยหากว่าเซฮุนยังไม่ไว้ใจเค้ามากพอที่จะเล่า

 

                เค้าไม่อยากให้เซฮุนต้องมาคิดมากหลังจากที่เล่าอะไรให้เค้าฟัง.......

 

                “นิ”

 

                “หืม”

 

                “ถ้าฉันขออะไรสักอย่างได้รึเปล่า” แบคฮยอนเลิกคิ้ว รู้สึกได้ถึงแขนที่โอบรัด และตัวเซฮุนที่แนบชิดเข้ามาใกล้ พร้อมลมหายใจอุ่นๆที่รดลงบนซอกคอนั้นอีก

 

                “ขอ ขออะไร”

 

                “ขอนอนซุกอกได้มั้ย...” แบคฮยอนมองอีกคนในความมืดถ้าตอนนี้กำลังเปิดไฟ เซฮุนอาจได้เห็นตาสองชั้นที่มันหลบอยู่ของเค้าก็เป็นได้  เซฮุนเลื้อยซุกหัวลงมายังอกของเค้าอย่างไม่รอคำขอ แบคฮยอนพลิกตัวตะแคงแล้วปล่อยให้เซฮุนนอนซบอย่างเกร็งๆไปแบบนั้น ความรู้สึกของความเป็นคนรึเปล่านะถึงได้สัมผัสได้ว่าเซฮุนนั้นขาดความอบอุ่น จนต้องทำตัวเสเพล นอนกับผู้หญิงไม่เลือกหน้า

 

                เพียงเพราะแค่อยากนอนกอดแล้วซุกหน้าลงกับอก ที่เหมือนกับอกของแม่.......   

 

                เหมือนจะหลับไปได้โดยที่ไม่ฝัน เหมือนตอนกอดลู่หานอย่างไงอย่างนั้น ภาพเหตุการณ์ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นก่อนที่จะนอนแล้วฝันร้ายก็ไม่มีในหัว ภาพที่ไหลเข้ามามีเพียงแค่คนใช้ที่ชื่อแบคฮยอน

 

                แม้แต่ลู่หานยังไม่มี.....ในสมอง

 

                หลับ เสียงลมหายใจที่เป็นจังหวะบอกให้แบคฮยอนรู้ว่าเซฮุนหลับไปแล้ว และตอนนี้ก็ดึกมาก แล้วเค้าก็เมื่อยจนเป็นตะคริว หลังจากที่เกร็งเพราะไม่เคยมีใครมานอนซุกอกแบบนี้ตั้งแต่เกิด เคยแค่นอนซุกอกพี่ตอนเด็กก็เท่านั้น แบคฮยอนพยายามขยับตัว สอดแขนเข้าใต้หมอน แกะมือเซฮุนออก ก่อนจะผลักร่างนั้นให้นอนหงาย

 

                “ให้ตายเถอะ อย่าอ้อนเป็นเด็กได้มั้ย” แบคฮยอนบ่นพึมพำเมื่อเซฮุนกลับมามุดในอกเค้าอีกครั้ง คราวนี้เค้าจะไม่ยอมเมื่อยอีกแล้ว แบคฮยอนเขยิบปรับท่าโดยไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะตื่นมาทำตาขวางพอสบายตัวแล้วก็สอดแขนโอบอุ้มหัวทุยนั้นไว้ ก่อนจะวาดแขนกอดรัดอีกคน วางคางลงบนหัวนั้นแล้วหลับตา

 

                ฉันก็ง่วงนะเซฮุน.......

.

.

.

.

                ชานยอลยังคงกลับไปทำงานตามปกติแม้ว่า ศาลจะสั่งเลื่อนวันเข้ามา เรื่องทำร้ายร่างกายเมื่อไม่มีหลักฐาน คำจากปากพยานทั้งสองก็ซักแล้วมีความไม่ตรงกัน แต่ทางฝั่งเค้ามีมูลมากกว่า ศาลจึงตัดสินแค่ตามข้อกฎหมาย แต่เรื่องยังไม่จบเมื่ออัยการยื่นฟ้องเรื่องพินัยกรรม แม่เค้าโกรธเป็นฝืนเป็นไฟจนต้องจับแยกไปสงบสติอารมณ์ในห้องพัก ก่อนจะโดนข้อหาสร้างความวุ่นวายอีก

 

                งานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องหุ้นที่จะเสีย แต่เป็นหน้าตาทางสังคมของแม่ด้วยที่วอดวายตามๆกันไป

 

                “ทำไมยังไม่นอน” อี้ฟานที่เห็นชานยอลนั่งจิบไวน์อยู่ในห้องครัว เดินเข้ามาหา พร้อมกับลูบผมหยักศกหน่อยๆ อย่างเป็นกังวล เค้ารู้ดีว่าชานยอลกำลังเครียด แม้ว่าเรื่องคดีจะเป็นไปด้วยดี ก็ต้องมาชะงักกับการตายของทนายโอ ที่แพทย์ระบุการตายเป็นประสบอุบติเหตุเพราะหัวใจวายขณะขับรถ แม้จะไม่ได้ปักใจเชื่อ แต่เราก็ไม่มีมูลเหตุใดที่จะไปกล่าวหาคนๆนั้นได้ว่าเป็นคนทำ

 

                “เป็นห่วงอะไรอยู่” ชานยอลจับจ้องมองอี้ฟานอย่างหัวเสีย เมื่อแก้วไวน์ถูกแย่งเอาไปดื่มจนหมดแล้วนำไปวางในซิ้งค์ล้าง อี้ฟานเปิดตู้เย็นค้นเสียงกุกกักก่อนจะหยิบนมรสกล้วยส่งให้เค้า

 

                “ไม่กิน เอาไปเก็บ”

 

                “ถ้าเครียดเรื่องความปลอดภัยของสองคนนั้น อย่ากังวลไปเลย แม่นายไม่มีทางทำอะไรได้แน่นอน อย่าลืมสิสองคนนั้นเป็นใคร”

 

                “พรุ่งนี้มีประขุม เห้อออ อยากโทรหาม๊าจัง” ชานยอลบิดขี้เกียจ ในมือถือโทรศัพท์เอาไว้ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เค้าอยากจะโทรไปหาม๊าใจจะขาด แต่ก็ไม่อยากรบกวน

 

                “ไว้พี่เคลียร์งานเสร็จไปปักกิ่งกัน”

 

                “แต่นี่ยังทำงานไม่เสร็จ”

 

                “งั้นเดี๋ยวให้ม๊ามาหา รายนั้นเค้าว่างจะตายไป” อี้ฟานว่าพร้อมกับยิ้มๆ ถ้าม๊ามาอยู่เป็นเพื่อนชานยอล เค้าก็จะได้ทำงานโต้รุ่งได้แบบไม่ต้องกังวลอะไร อี้ฟานจับจ้องมองคนที่แววตาพราวระยับ ดวงตาคู่สวยช้อนมองหน้าเค้าก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบนมรสกล้วยมาเจาะดูด

 

                “ลำบากม๊าเปล่าๆ ไว้ยอลจะไปหาม๊าเอง พรุ่งนี้เคลียร์งานเสร็จจะบินไปอยู่ด้วยสักสองสามชั่วโมง”

 

                “แต่พี่ยังเคลียร์งานไม่เสร็จเลย” ชานยอลหน้าเบ้ ก่อนจะลุกขึ้น พร้อมนมรสกล้วย

 

                “เรื่องของมึงดิ” อี้ฟานเลิกคิ้ว สีหน้าหนักใจมองคนที่เดินหัวเราะคิกคักออกจากห้องครัวไปพร้อมกับนมกล้วย เค้าพ่นลมออกมาแทบจะหมดอก ดี จริงๆ พอมีคนให้ติด ก็ติดจนลืมผัว ดีค่ะดี ต่อไปเค้าอาจจะต้องคิดวิธีให้ม๊าตัวเองกับลูกสะใภ้แตกคอกันเสียแล้วล่ะมั้ง

.

.

.

.

ต่อ

 

                วันนี้อี้ฟานอาสามาส่ง ภรรยาคนสวยมาทำงาน แม้ว่าชานยอลจะงอแงไม่ยอม แต่เค้าก็ยื่นคำขาดว่าถ้าหาก ไปหาม๊าก็ต้องเชื่อฟัง

 

                “รีบๆทำงานล่ะ ลืมกูล่ะน่าดู”

 

                “โถ่ว ใครจะลืมหนูยอลได้ ไว้เจอกันตอนเย็นค่ะ” อี้ฟานโบกมือลา คนที่หันหลังเดินจากไป มือที่โบกหย็อยๆเลื่อนมาจับหัวแก้เก้อ นี่เค้าก็ยังงงๆอยู่ว่าตัวเองทำอะไรผิด

 

                เลขาคนใหม่ที่อี้ฟานเลือกมาให้บอกว่าไว้ใจได้ เค้าเลยตัดสินใจใช้เส้นสายเลือกเข้ามาทำงาน หลังจากที่เลขาคนเก่าถูกเฉดหัวออกไปจากบริษัท เค้าไม่คิดว่ามันดีเลยสักนิด เพราะมันทำให้เค้าหวาดระแวงคนรอบข้างไปหมด

 

                “กาแฟร้อนใส่นมหน่อยมั้ย คุณปาร์ค”

 

                “เรียกฉันว่าชานยอลก็พอ” ชานยอลหันไปมองเลขาคนใหม่ที่กำลังยืนส่งยิ้มมาให้พวกเค้ากำลังขึ้นไปยังชั้นบนอันเป็นที่ทำงานของเค้า แฟ้มเอกสารสีดำถูกยื่นมาให้ ชานยอลหันไปมองก่อนจะหยิบมันมาเปิดดู

 

                “วาระการประชุมครับ 2 ชั่วโมงวันนี้ คุณ อู๋ อี้ฟาน บอกว่า ถ้าประชุมเสร็จ แล้วคุณชานยอลเบื่อ ก็ให้พาคุณชานยอลไปไหนก็ได้ที่คุณชานยอลอยากไป”

 

                “ฉันจะนั่งทำงานจนกว่า อี้ฟานจะมารับนั่นล่ะ คุณอี” ชานยอลปรายตามองก่อนจะยื่นแฟ้มส่งให้ แล้วเดินออกไปจากลิฟต์ เลขาคนใหม่โคลงหัวไปมา พร้อมกับยิ้มๆ

 

                “เรียกผมว่า จงซอก ก็ได้ครับ ผมไม่ถือ”

 

                ชานยอลที่กำลังจะเดินตัดเลี้ยวเข้าห้องทำงานชะงัก เมื่อเห็นใครบางคนเดินเข้ามา ทั้งตัวแต่งด้วยชุดสีดำ ดูสง่า ผมที่เคยยาวตัดสั้นเป็นทรงดูโฉบเฉี่ยว แต่กระนั้นก็ยิ่งทำให้คนตรงหน้าดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น ร่างสูงโปร่งถอยเท้าออกไปหนึ่งก้าว เมื่อผู้เป็นแม่แท้ๆก้าวเข้ามาชิด จงซอกเดินเข้ามาขนาบข้างชานยอลทันที ก่อนจะกราดสายตาข่มขู่ใส่บอดี้การ์ดด้านหลังท่านประธานสูงสุดของบริษัท

 

                “ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอกันนานเลยนะชานยอล ทางมหาลัยส่งจดหมายมาว่าเซฮุนดรอปเรียน เซฮุนมีปัญหาอะไรรึเปล่า” คำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วทำเอาคนหัวเสียง่าย ต้องกัดฟันกรอด ชานยอลยิ้มสุภาพก่อนจะสวมหน้ากากเล่นละครกลับ

 

                “ก็ตามภาษาเด็กเสเพลที่พ่อแม่ไม่ได้เรื่องนั่นล่ะครับ จะมีปัญหาก็ไม่.....” ใบหน้านวลหันไปตามแรงตบ หญิงวัยกลางคนกำหมัดแน่น ใบหน้าแดงกล่ำ เพราะแรงอารมณ์

 

                “อย่ามาปากดีกับฉันนะ ชานยอล เรื่องที่แกทำเอาไว้ฉันยังไม่ได้คิดบัญชี แกต้องการอะไรจากฉัน จะทำร้ายฉันใช่มั้ย” ชานยอลยกมือเบรกจงซอกที่จะเข้ามากันเค้า ชานยอลหันหน้าไปจิกสายตาให้คนเป็นแม่

 

                เค้าจะไม่ยอมอีกแล้ว......

 

                “คนที่กำลังตามเก็บบัญชีมันคือผมต่างหาก คืนทุกอย่างให้เซฮุนเถอะครับ แล้วมันจะจบลงด้วยดี”

 

                “แกมันเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คิดว่ามีคนแบ็คหลังแล้วจะรอดเหรอ” ชานยอลเหยียดยิ้ม เมื่อคำพูดที่ไร้การตรึกตรองจากปากคนตรงหน้า ทำให้คนตรงหน้ารู้สึกอารมณ์เสียเข้าไปใหญ่

 

                “ต่อไปนี้ผมคงต้องเก็บคำพูดของแม่มาคิด อย่าลืมว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว และแม่ก็ทำอะไรพวกเค้าไม่ได้ ถ้าแม่แตะพวกเค้าแค่ปลายเล็บ เราจะได้เห็นดีกัน” ชานยอลเบี่ยงตัวเดินออกไป มือที่กำลังจะคว้าชานยอลถูก จงซอกปัดทิ้ง ชานยอลหันไปเหยียดริมฝีปากออกอย่างผู้กำชัยในศึกครั้งนี้

 

                “คุณนายใหญ่ครับ”

 

                “ไปจัดการตามที่บอก”

 

.

.

.

                ชานยอลที่เดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟา ถอนหายใจดังเฮือก ความกลัวที่มีถูกเปลี่ยนเป็นความกล้าในช่วงเวลาสั้นๆ เค้าไม่อยากให้แม่ข่มเค้าอีกแล้ว ที่เค้ากล้าทำอะไรมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะมีอี้ฟานอยู่ข้างๆ เค้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว คิดคนเดียว

 

                “อ่ะ ทำบ้าอะไร!” ชานยอลที่สะดุ้งเพราะน้ำเย็นๆจากขวด จงซอกยังคงยิ้มพราวระยับให้เค้า ชานยอลฉวยขวดน้ำมาวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับจ้องเขม็งใส่

 

                “อีกครึ่งชั่วโมงจะประชุม ทำใจให้สบายดีกว่านะครับ”

 

                “อย่ายุ่งได้มั้ย”

 

                “คุณอี้ฟานสั่งมาให้ผมดูแล ก็ต้องดูแลทั้งกายแล้วก็ทั้งใจด้วย” ชานยอลขมวดคิ้วจ้องมองคนตรงหน้า อย่างไม่ไว้ใจ แม้ว่าเค้าจะถูกมองว่าเป็นรักร่วมเพศ แต่ก็ใช่ว่าเค้าจะร่วมไปมั่วซั่ว เค้ายังคงมองผู้ชายคนอื่น เป็นแค่ผู้ชาย ไม่ได้มีความรู้สึกอยากกะลิ้มกะเหลี่ยใส่เหมือนๆสาวทรงโตสักนิด

 

                “ระวังคำพูดด้วย จงซอก”

 

                “อะรายยย ผมหมายถึงสภาพจิตใจหรอก รู้นะคิดอะไร” จงซอกหัวเราะ ก่อนจะเดินหันหลังกลับไปยังโต๊ะทำงานของตัวเอง ชานยอลส่ายหัว หยิบขวดน้ำขึ้นมากระดกดื่มเพื่อแก้ความกระหาย

.

.

.

                การประชุมในช่วงบ่าย ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แม้ว่าจะมีเสียงซุบซิบที่ทำให้ท่านประธานหญิงต้องทุบโต๊ะปรามอยู่หลายครั้ง แต่นั่นถือเป็นสิ่งที่ดีที่เค้าต้องการให้มันเป็น ชานยอลรู้ว่ายิ่งทำแบบนี้ เค้าก็จะไม่เสียเลือดเสียเนื้อมาก และมันคงเป็นไปตามที่เค้าต้องการในไม่ช้า

 

                ชานยอลเก็บของ เปลี่ยนเสื้อสูทตัวนอกเป็นโค้ดสีน้ำตาลอ่อน ก่อนจะหยิบกระเป๋าหนังสะพายข้างขึ้นมาตรวจเช็คของภายใน

 

                “จะออกไปไหนเหรอครับ” จงซอกถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม จนชานยอลต้องกรอกตามองเพดานอย่างรำคาญใจ บางทีมีลูกน้องดีมันก็ดี แต่ไอ้นี่ดูท่าแล้วจะดีเกินไป ชานยอลล้วงเอาพาสปอร์ตในกระเป๋าออกมาโชว์ ก่อนจะแสร้งฉีกยิ้มกว้างๆ จนตาแทบจะปิด

 

                “ไปปักกิ่ง”

.

.

.

 

 

                สิ่งที่ดีที่สุดหลังจากฉะฝีปากกับแม่ ผู้ที่เค้าไม่เคยกล้าหือ คือการหนีผัวหนีเลขาจอมปากมากมาอยู่กับม๊ามี๊ จะม๊ามี๊ใครถ้าไม่ใช่ ม๊าของผัว ชานยอลที่ปิดเครื่องหนีสายโทรศัพท์ของอี้ฟาน กำลังเดินไปมาในบ้านหลังที่เค้าคุ้นเคยตลอดระยะเวลาสองอาทิตย์ที่อยู่ที่นี้

 

                “อ้าว คุณหนูชานยอล มาได้ไงคะเนี้ย”

 

                “สวัสดีครับ” ชานยอลกระพริบตาปริบๆ ด้วยการฟังภาษาจีนที่ยังไม่คล่องนักจึงทำได้แค่ทำหน้าสงสัย คุณป้าหัวเราะร่วนก่อนจะพยายามพูดใหม่อีกครั้ง แต่ชานยอลก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี คุณป้าเลยสวมกอดแล้วพูดภาษาอังกฤษคำง่ายๆอย่าง ฉันคิดถึงคุณ ชานยอลกอดตอบก่อนจะยิ้ม เสียงเดินของสาวใช้สองสามคน ชานยอลเงยหน้ามองก่อนจะจิกสายตาใส่อย่างที่ชอบทำ

 

                “คุณหนูชานยอล”

 

                “ม๊าอยู่มั้ย”

 

                “ยัยหนูชานนน” เสียงทุ้มต่ำเรียก ชานยอลยิ้มร่า ก่อนจะหันไปมองว่าเจ้าของเสยงอยู่ตรงไหน ท่านนายพลในชุดราชการ เดินเข้ามา แม้มันจะดูน่าเกรงขาม แต่สำหรับชานยอลแล้ว เหมือนหมีในชุดยศทหารชั้นสูงสีกรมเสียมากกว่า

 

                “ม๊าอยู่บ้านมั้ยครับป๊า”

 

                “อืม ป๊าเพิ่งกลับจากกองน่ะ ไม่โทรหาดูล่ะ แล้วนี่อี้ฟานมาด้วยรึเปล่า” ชานยอลส่ายหน้าชูโทรศัพท์ที่ปิดเครื่องให้ท่านดู ก่อนจะเข้าไปเกาะแขนท่านนายพลอย่างคุ้นเคย ท่านนายพลยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพากันเดินไปด้วยพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ตัวเองมาเลื่อนๆหาเบอร์ภรรยา เพื่อต่อสายให้ลูกสะใภ้ข้างๆ

 

                “ผมหนีอี้ฟานมาครับ เบื่อคนขี้บ่น อย่าบอกเค้านะครับ เค้าโทรมาก็ห้ามรับ” ชานยอลเอ่ยเสียงใส ทำหน้าทำตาจิ้มลิ้ม จนท่านนายพลที่ไม่ค่อยได้รับการออดอ้อนจากลูกชายทั้งสอง แต่กลับได้รับจากลูกสะใภ้ก็ถึงกับหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี บางทีการมีลูกชายที่ไม่ค่อยอ้อนพ่อแม่ก็ใช่ว่าจะต้องมานั่งน้อยใจ ในเมื่อนายพลอย่างเค้ามีลูกสะใภ้ขี้อ้อนแบบนี้อยู่

 

                อยากได้อะไรก็จะให้เสียให้หมด.....

 

 

                “คุณโทรมาทำไมคะ.อ้าว ตายแล้ว ยัยหนูยอล ของม๊า” เสียงแหลมปรี๊ดจนสองหนุ่มต้องหยุดชะงัก แล้วหันไปมองเป็นตาเดียว ผู้หญิงในชุดทำงาน ผมยาวสลวยเดินลงมาจากชั้นบน พร้อมกับโทรศัพท์ในมือ แต่แทนที่หล่อนจะเข้าไปสวมกอดต้อนรับสามี หล่อนกลับเบี่ยงไปหาลูกสะใภ้คนโปรด ที่กำลังยืนส่งสายตาใสๆอย่างกับลูกหมามาให้

 

                “ม๊าครับ ยอลคิดถึงม๊า” ตายๆ คนแก่จะเป็นลม เด็กหนุ่มสถานะลูกสะใภ้ เข้ามาสวมกอดพร้อมกับคำพูดคำจาอ่อนหวาน แตกต่างจาก คราวก่อนที่เถียงกันแทบจะบ้านแตก ท่านนายพลมองดูก่อนจะยิ้มส่ายหัว บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้เห็นมาเป็นเดือน พอได้สัมผัสมันอีกครั้งก็รู้สึกคิดถึง

 

                เพราะพวกเค้าเป็นพ่อแม่ที่ตามใจ ปล่อยลูกให้ใช้ชีวิตตามแบบตัวเองมากเกินไป การอยู่ด้วยกันแบบนี้จึงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เพราะทั้งพี่ทั้งน้องกลับสนใจแต่โลกภายนอก จนละลายสองเฒ่า ที่มักจะเหงาอยู่บ้าน เพราะลูกหนีไปเที่ยวอยู่บ่อยๆ

 

                “มาได้ยังไงเนี้ย ม๊าก่ะจะบินไปหาเพราะคิดถึงอยู่แล้วนะเนี้ย” คุณนายอู๋น้ำตาคลอ จนชานยอลต้องกอดปลอบ

 

                “ผมมาแล้วนี่ไงครับ ม๊าจะร้องทำไม”

 

                “แล้วลูกชายม๊าล่ะ มันมาด้วยมั้ย”

 

                “ผมหนีอี้ฟานมาหาม๊าครับ...โอ๊ย ม๊า ไรเนี่ย” ชานยอลชักสีหน้า แม่ผัวก็ชักตาม การทะเลาะกันของสองคนนี้เป็นอะไรที่น่าปวดหัวแต่ก็น่ามอง ท่านนายพลยืนจ้องอยู่สักพัก ก่อนจะขอตัวขึ้นไปด้านบนเพื่อทำธุระส่วนตัว

 

                “ทำแบบนี้ ตาฟ่านก็ห่วงแย่สิ ทำไม ทำตัวนิสัยไม่ดีแบบนี้”

 

                “เค้าจะได้เข้าใจความรู้สึกของป๊ากับม๊าไงครับ ว่าทำตัวหนีออกจากบ้านเป็นเด็กๆมันไม่ดี คนอื่นเค้าเป็นห่วง” คุณนายอู๋ทำปากมุบมิบก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา

 

                “งั้นจัดอย่าให้เสีย ไม่ต้องกลับจนกว่าตาฟ่านจะบินมา” ชานยอลหัวเราะ ก่อนจะพากันเดินไปคุยไปกระหนุงกระหนิง ม๊าเล่าให้ชานยอลฟังหลายเรื่อง เมื่อคราวที่ชานยอลบินกลับเกาหลี แถมยังชวนเค้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็นให้ท่านนายพล

 

                เสียงโวยวายเป็นประจำของคุณนายอู๋ สร้างเสียงหัวเราะให้คนที่เดินมาพบเห็นแล้วหยุดยืนดูอยู่ไม่ห่าง บางที่ชานยอลก็เป็นเด็กดื้อรั้นชอบเถียงและเอาแต่ใจ แต่นั่นกลับเป็นอะไรที่คนพบเห็นต้องคล้อยตามและเอ็นดู คุณป้าช่วยชานยอลทำอาหารอีกสองสามอย่าง การเรียนรู้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังคงไม่มีฝีมือพอจะทำกินคนเดียวอยู่ดี

 

                วันนี้เค้าช่วยจัดโต๊ะ ตักอาหาร ทำทุกอย่าง ที่แม้กระทั่งล้างจาน

 

                “ล้างจานกับม๊ามั้ยยัยหนูยอล”

 

                “ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมไปเรียกป๊าให้นะ” ชานยอลที่เพิ่งจัดการกับโต๊ะอาหารเสร็จ ก็อาสาไปเรียกท่านนายพลหมี? ลงมากินข้าว

 

                เมื่อทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตา แม้ว่าจะไม่มีลูกชายตัวแสบทั้งสองอยู่ด้วย แต่โต๊ะอาหาร ที่มีคนสามคนนั่งด้วยกันก็ดูไม่ไร้สีสัน ชานยอลเล่าเรื่องอี้ฟานด้วยอารมณ์บูดเบี้ยว สร้างความสนใจให้คนห่างลูกอย่างสองสามีภรรยาได้อย่างดี

 

                “คุณหนูชานยอลคะ คุณหนูอี้ฟานมาค่ะ” ชานยอลที่กำลังหัวเราะให้กับเรื่องเล่าของท่านนายพลหยุดชะงัก จากอาหารที่กำลังอร่อยๆ ก็เปลี่ยนเป็นฝืดคอ เค้านึกใบหน้าของสามีเค้าออกเลยว่ามันจะต้องโมโหเป็นหมีมาแน่ๆ

 

                นั่นไงไม่ทันจะได้ลุกไปปั้นยิ้มอ้อน ร่างสูงโปร่งก็เดินเข้ามา ใบหน้าที่เป็นไปตามคาด ทำเอาห้องอาหารเงียบสะงัด นานๆทีจะได้เห็นอี้ฟานทำหน้าเครียด ท่านนายพลกับคุณนายอู๋มองหน้ากันก่อนจะเลือกที่จะเงียบ ไม่พูด

 

                “นั่งสิ” ชานยอลตบเบาะเก้าอี้ตัวข้างๆ ขณะทำเป็นใจดีสู้ราชสีห์ที่พร้อมขย้ำหัวเค้า อี้ฟานจ้องมองคนที่ไม่ยอมสบสายตาด้วย ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้

 

                “เอ ทำไม บ้านเงียบแบบนี้ล่ะ” เสียงหวานๆของใครอีกคนที่เพิ่งเดินเข้ามา พร้อมเสื้อสูทและกระเป๋าเอกสาร ท่านนายพลและคุณนายอู๋จับจ้องมองลูกชายคนเล็กของตัวเอง ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ลู่หานส่งกระเป๋ากับเสื้อสูทให้คนใช้สาว คลายปมเนคไทออก แล้วเดินไปนั่งข้างๆผู้เป็นแม่

 

                “ลู่หาน” ท่านนายพลเรียกเบาๆ นี่เค้าไม่ได้เจอหน้าลูกชายมาจะสงปีได้แล้วมั้งตั้งแต่มันหนีไปพร้อมกับพี่ชาย แม้ว่าจะคุยกันผ่านทางโทรศัพท์แต่มันก็ไม่หายคิดถึงเลย ถ้าได้เจอกันต่อหน้า

 

                “มาได้ยังไง”

 

                “ก็พี่อ่ะดิ ลากผมมา นี่งานผมยังไม่เสร็จเลยนะ บ้าบอจริงๆ” ลู่หานส่งสายตาฟาดใส่พี่ชายที่เอาแต่นั่งมองชานยอลที่กำลังหน้าหงุด เพราะรู้สึกผิดเต็มขั้น

 

                “จะจ้องน้องไปถึงไหน น้องกลัวแล้วนะฟ่าน” คุณนายอู๋ดุลูกชาย ก่อนจะเรียกให้สาวใช้เอาจานชามมาเพิ่ม บรรยากาศจากที่ดีๆก็ดูมาคุขึ้นมาเสียเฉยๆ เมื่อลูกชายตระกูลเข้ามาร่วมวงรับประทานอาหารสายฟ้าแลบ

 

                “โถ่วว ม๊า ก็ดูลูกสะใภ้มาสิ ปิดเครื่องหนีผม จงซอกบอกชานยอลมาปักกิ่ง คนอะไรก็ไม่รู้ดื้อก็ดื้อ ไม่ยอมฟัง นี่ผมต้องลางาน แล้วลากลู่หานมาด้วยเลยนะ ไม่เคยคิดเลยว่าจะทำให้คนอื่นเป็นห่วง” ประโยคท้ายอี้ฟานหันไปบ่นใส่ชานยอลที่ทำปากมุบมิบด่าเค้าอยู่ในใจ สายตาเง้างอดของชานยอลเงยขึ้นมาสบ ก่อนที่นิ้วเรียวจะจับหมับเข้าที่หูเค้าแล้วดึงเบาๆ

 

                “แล้วรู้รึยังล่ะเวลาพวกนายสองคนหนีออกจากบ้านไปนานๆ คนที่เค้ารออยู่บ้านเค้ารู้สึกยังไง เค้าเป็นห่วงแค่ไหน”

 

                “โอ้ย หนูยอลอย่ามาโบ้ยว่าเป็นคนผิดพี่นะ” อี้ฟานจับภรรยาเอาไว้ ผู้ร่วมโต๊ะอีกสามคนส่ายหัวอย่างเอือมระอา ลู่หานที่ไม่สนใจคู่ผัวเมียทะเลาะกัน ก็เริ่มกวาดสายตามองอาหารบนโต๊ะ

 

                “คิดถึงอาหารม๊าจังเลย คิดถึงชานมร้อนของป๊าด้วย” ลู่หานซลหัวลงกับไหล่ผู้เป็นแม่ คุณนายอู๋เม้มปาก ก่อนจะลูบหัวลูกชายคนเล็กเบาๆ สายตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำใสๆ กำลังจ้องมองไปยังสามีที่นั่งเป็นประธานอยู่หัวโต๊ะ

 

                ท่านนายพลก็เช่นกัน....

 

                พวกเค้าไม่ใช่ครอบครัวที่มีปัญหาหนักๆเหมือนชานยอล แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ เพราะตั้งแต่ตอนที่สองพี่น้องยังเล็กๆ พวกเค้ามีเวลาให้กันแค่ช่วงเข้านอน นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมลูกชายที่อายุสิบขวบกว่าย่างเข้าวัยรุ่นถึงยังงอแงจะนอนกับพวกเค้า แต่พออะไรๆมันเริ่มนานขึ้นโตขึ้น ความรู้สึกอยากทำอะไรตามใจของเด็กสองคนนี้ก็มีมากตาม พวกเค้ารักลูกมากเกินกว่าจะขัดใจ บางทีพวกเค้าก็คิดนะว่าพวกเค้ารักลูกมากกว่ารักตัวเอง ห่วงความรู้สึกลูกมากกว่าความรู้สึกตัวเอง แม้จะคิดถึงลูกมากแค่ไหน อยากจะเฝ้าดูว่าลูกเป็นยังไง อยากส่งตามค้นหาตัว แต่ในใจลึกๆก็ยังคงห่วงความรู้สึกของลูก กลัวเค้าโกรธ กลัวเค้าหาว่าคอยกักขังไม่ให้อิสระ

 

                สิ่งที่ทำได้คือจมตัวอยู่ให้อยู่กับงาน แล้วก็รอวันที่ลูกจะกลับมาหา.......

 

                งานนี้คงต้องขอบคุณชานยอลลูกสะใภ้คนดี ที่ทำให้ลูกชายสองคนที่ไม่รู้อะไรเลยมันกลับบ้านเสียที

 

                “ม๊าเป็นไรอ่ะ เอ่า ป๊า ป๊าม๊าร้องไห้ทำไม” ลู่หานเอ่ยออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ หยุดการทะเลาะของสองผัวเมียบนโต๊ะอาหารได้ชะงักนัก

 

                “ป๊าม๊า” อี้ฟานมองก่อนจะขมวดคิ้ว เมื่อป๊ากับม๊ากำลังนั่งน้ำตาไหลพร้อมกับยิ้มด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขไปด้วย

 

                “ม๊ากับป๊าดีใจจริงๆที่ ตาลู่กับตาฟ่านกลับบ้าน ม๊ากับป๊าคิดถึงพวกเธอสองคนมากเลยนะ เสร็จงานเมื่อไหร่ กลับบ้านกันนะลูก กลับมากินข้าวพร้อมกันแบบนี้” อี้ฟานกับลู่หานมองหน้ากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนที่ลูกชายทั้งสองจะลุกขึ้นไปกอดผู้เป็นพ่อกับแม่

 

                “เหงาเหรอครับ พวกผมขอโทษนะ” อี้ฟานเอ่ย รู้สึกเสียใจที่ทำให้ผู้มีพระคุณต้องหลั่งน้ำตา

 

                ชานยอลที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ตามเดิมไม่ได้ลุกตามอีฟาน ได้แต่จับจ้องมองครอบครัวๆหนึ่งที่กำลังกอดกันด้วยความสุข มันเป็นภาพที่คนนอนกอาจมองว่าบ้าบอ(ตอนแรกเค้าคิดงั้นนะ) แต่พอมองไปนานๆมันกลับเป็นบรรยากาศที่มีแต่ความสุขลอยอบอวลไปทั่ว

                 มันเป็นช่วงเวลาที่คนอย่างเค้าไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง ชานยอลมองพร้อมกับยิ้ม แค่มองก็มีความสุข แค่มองก็ต้องเผลอยิ้ม บางทีครอบครัวของเค้าที่ว่ามันโคตรจะไม่สมบูรณ์ ย่ำแย่ แต่พอมาเทียบกับครอบครัวของอี้ฟาน มันก็ทำให้เค้าเห็นในอีกมุมมองหนึ่ง ของครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียทั้งหมด

 

                “มานี่สิ ขอม๊ากอดหน่อย” ชานยอลเลิกคิ้ว มองมือที่กระดิกเรียกให้เค้าเข้าไป สายตาทั้งสี่คู่จับจ้องมองมาที่เค้าเป็นตาเดียวเหมือนเป็นการข่มขู่แกมบังคับ ชานยอลลุกขึ้นอย่างเก้ๆกังๆ ก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดอี้ฟาน ชายหนุ่มดึงเค้าให้เข้ามาในวงล้อม ชานยอลตกใจเล็กน้อย เมื่อม๊ามุดหน้าเข้ากับอกของเค้าพร้อมกับกอดแน่น เช็ดคราบน้ำตากับเสื้อเชิ้ตเค้า

 

                มันเหมือนก้อนอะไรสักอย่างที่กำลังคดรวมตัวกัน ชานยอลยิ้มออกมา หัวใจเค้ากำลังเต้นรัว เค้าเงยหน้าขึ้นสบสายตาของอี้ฟาน ก่อนจะแย้มยิ้มมากขึ้น

 

                “ขอบคุณ” อี้ฟานกระซิบเสียงเบา ให้ได้ยินกันแค่สองคน

 

                “เสียดาย แฟนลูกไม่มาด้วยนะลู่หาน” ป๊าพูดขึ้นขณะที่เราเริ่มแยกย้ายไปนั่งประจำที่ ลู่หานสำลักลมเบาๆก่อนจะเลิกคิ้ว

 

                “เออ ลินดาน่ะเหรอครับ” ลู่หานอ้อมแอ้มตอบ

 

                “อะไร คนนั้นไง น้องชายยัยหนูยอลน่ะ ตาเซฮุน ที่เราโทรมาเล่าให้ม๊าฟัง คนนั้นแฟนลูกไม่ใช่เหรอ” คุณนายอู๋แย้งขึ้นมาทันที ก็ตอนนั้นตาลู่ยังโทรมาโวยวายเรื่องตาเซฮุนน้องยัยหนูยอลให้ฟังอยู่เลย  จะไม่ใช่แฟนไปได้ยังไง

 

                “ม๊า!!......” ลู่หานร้องเสียงหลง สายตาก็กวาดไปมอง ไฮยีน่าผัวเมียสองตัวที่กำลังจับจ้องมองเค้าอย่างมีนัยะ สายตาเจ้าเล่ห์ของสองคนนั้น ทำเอาหลังของลู่หานเย็นวาบ

 

                “ไม่ใช่สักหน่อย กินนี่ไปเลย” ลู่หานก้มหน้าหงุด ช่วงเวลาทานอาหารกลับมาอีกครั้ง แม้ว่ามันจะเย็นชืดแต่ก็อร่อย คุณนายอู๋มองลูกชายคนเล็ก อย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมกินมะเขือของเกลียดที่ลูกแกล้งตักให้ ส่งเข้าปาก

 

                “ลู่หาน...” อี้ฟานเอ่ย ลู่หานเงยหน้ามองขณะกำลังเคี้ยวข้าว

 

                “เรามีเรื่องต้องคุยกันนะ”

 

 

                มื้อเย็นผ่านไปได้ด้วยดี แม้จะซึ้งบ้าง แต่ตอนท้ายกลับทะเลาะกันเกือบตาย เมื่อสองพี่น้องเกี่ยงกันไม่ยอมล้างจาน ผลสุดท้ายเลยต้องทำฉลากออกมาจับว่าใครจะเป็นคนล้าง ผลออกมาผิดคาดเมื่อ ท่านนายพลกับคุณนายอู๋คือผู้โชคดี และด้วยความที่เป็นลูกกตัญญูทั้งอี้ฟานและลู่หานเลยออกปากว่าจะเป็นคนล้างเอง

.

.

                “พี่ล้างแฟ้บ เดี๋ยวผมล้างน้ำเปล่า”

 

                “อือ”

 

                “ล้างบ่อยอ่ะดิ ดูชำนาญเชียว” อี้ฟานก้มหน้าก้มตาล้างจานอย่างขะมักเขม้น ก็ไม่อยากอวดนะว่าล้างจานให้เมียตอนกินเสร็จตลอด แม้แต่งานบ้านงานช่องผัวที่ดีอย่างเค้าก็เป็นคนจัดการ

 

                “เห้อ สงสัย ต้องกลับมากินข้าวกับป๊าม๊าทุกอาทิตย์ซะแล้ว งานนี้ต้องขอบคุณเมียพี่เลยนะเนี้ย”

 

                “อือ คงงั้น สัญญากับป๊าม๊าไว้แล้วนี่ ว่าแต่แกเถอะ เรื่องเซฮุน”

 

                “หุบปากแล้วล้างๆไป” ลู่หานตัดบทฉับ ผู้เป็นพี่กรอกตามองบน ก่อนจะวางมือเปื้อนแบบนไหล่น้องชาย

 

                “เห้ย พี่! แฟ้บอ่ะ”

 

                “รักก็บอกไปว่ารัก จะทำเก๊กเป็นพระเอกหนังจีนทำไมวะ ขนาดคนอย่างฉัน ยังเผลอไปเป็นเมียชานยอลเลย ความรักมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเพศอะไร แกแค่ใช้ใจก็พอ เดี๋ยวใจมันจะนำทางให้เอง”

 

                “อย่ามาทำตัวเจ้ากวีแถวนี้ หมั่นไส้” ลู่หานเบ้ปาก

 

                “ตามใจ แต่คิดดีๆนะ เซฮุนไปอยู่กับแบคฮยอนตั้งหลายเดือน ไม่คิดเหรอว่าเซฮุนจะรู้สึกอะไรกับแบคฮยอน ยิ่งตอนนี้มันคิดว่ามันอกหักจากแก การมีคนมาดามใจช่วงนี้ มันเป็นอะไรที่ดีมากเลยนะเว้ยสำหรับเซฮุน เผลอไม่แน่...”

 

                “พอ!! พูดมาก ไม่ล้างแล้ว ล้างไปคนเดียวเลย” ลู่หานวางจาน สะบัดมือใส่พี่ชายก่อนจะหันหลังเดินปึงปังจากไป อี้ฟานยิ้มก่อนจะหัวเราะเหนื่อยๆ บางทีไอ้เด็กคนนี้มันต้องถูกดัดนิสัยเสียบ้าง ว่าการโกหกใจตัวเองน่ะมันร้ายแรงแค่ไหน...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

888 ความคิดเห็น

  1. #557 Printhida Klinkaewnarong (@rainbowky) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 23:33
    ครอบครัวอู๋พร้อมหน้ากันซะทีน๊า ขอบคุณชานยอลลูกสะใภ้คนสวย ไม่งั้นไม่ได้กลับบ้านแน่เลยลู่หานอ่ะ
    #557
    0
  2. #502 Look Pear Meigeni (@lookpear90) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 12 มกราคม 2559 / 18:49
    หนูยอลน่ารักกกกก ครอบครัวอู๋อบอุ่นมากๆเลยย ตกลงฮุนฮานยังไงงงงง
    #502
    0
  3. #407 nu_kets (@nu_kets) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 5 มกราคม 2559 / 12:04
    ความน่ารักของชานยอลทำให้ครอบครัวอีฟ่านกับมามีความสุขและตัวชานยอลกับเซฮุนก็เป็นเด็กขาดความรักเหมาะแล้วที่จะอยู่กับครอบครัวที่อบอุ่นแบบนี้
    #407
    0
  4. #382 ชั้นรักexo (@exoticlover) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2558 / 13:03
    เราลุ้นคู่ฮุนฮานมาก อยากให้กลับมารักกันเหมือนเดิม
    #382
    0
  5. #381 NAMA_II (@jajamy) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2558 / 02:36
    เมื่อไหร่จะฮุนฮานอ่ะปากแข็งจริงๆ ชอบตอนครอยครัวอยู่ด้วยกันอ่ะ
    #381
    0
  6. #380 NAMA_II (@jajamy) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2558 / 02:35
    เมื่อไหร่จะฮุนฮานอ่ะปากแข็งจริงๆ ชอบตอนครอยครัวอยู่ด้วยกันอ่ะ
    #380
    0
  7. #379 Piyawadee Pu-i Sompawong (@pu-ipu-i) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2558 / 00:15
    เราเป็นนายนะลู่หาน เราจะรีบนั่งเครื่องไปเมกาเลย

    แต่ซึ้งกับฉากกอดกันมากอ่ะ คิดถึงพ่อแม่ขึ้นมาเลย
    #379
    0
  8. #378 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2558 / 22:06
    ซึ้งใจน้ำตาคลอเลย ดีใจกับครอบครัวอู๋ที่ได้ลูกชายทั้งสองคืนมา และยัยหนูยอลก้อได้รับการยอมรับจากครอบครัวอู๋แล้วด้วย
    #378
    0
  9. #377 Piechoc (@pieberri11ky) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2558 / 16:33
    นึกว่าจะองค์ลง ที่ไหนได้เกรงใจแม่เพราะเเม่ใหญ่
    #377
    0
  10. #375 NAMA_II (@jajamy) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2558 / 00:02
    มันฮุนฮานหรือฮุนแบคอ่ะนิ ชานยอลติดแม่ผัวจนลืมผัวกันเลยทีเดียว 55555555555555
    #375
    0
  11. #367 Kim Kioil (@kioil88) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 21:25
    ฮุนแบค ฮุนแบคไปเลยยย เย้555555555555
    #367
    0
  12. #365 ชั้นรักexo (@exoticlover) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 15:40
    พี่คริสจะหัวเน่าล่ะ ชานยอลติดม๊าขนาดนี้
    #365
    0
  13. #360 Piyawadee Pu-i Sompawong (@pu-ipu-i) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 09:36
    คืออัลไรล่ะชานยอล ติดแม่ผัวถึงขนาดว่าได้บินไปอยู่ด้วยสองสามชั่วโมงก็ยอม 5555
    #360
    0
  14. #359 Piechoc (@pieberri11ky) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 06:17
    ชานยอลนี่ติดแม่ผัวจนลืมผัวตัวเอง 555
    #359
    0
  15. #358 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2558 / 05:10
    5555 ชานยอลน่ารักจังติดม๊าแทนปัว อิอิ
    ตอนแรกตกใจนึกว่าเซฮุนจะมีอะไรกับแบคขอให้เป็นแค่พี่น้องพอเนาะ เพราะเซฮุนรักลู่หานนิ
    ส่วนเรื่องทนายโอตายไม่น่าใช่เพราะอุบัติเหุตุแน่นอนอ่ะ
    #358
    0