HUNHAN feat.krisyeol Love treasure SS2

ตอนที่ 29 : ตอนที่ 26 หลักฐาน ความจริง และบทเรียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 466
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ธ.ค. 58

บทที่ 26

 

                “ไปไหนมาครับ คุณหนู” ชานยอลที่เดินมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องไต่สวนชักสีหน้านิดๆก่อนจะเอ่ยคำขอโทษให้ชายแก่ เค้ารับซองเอกสารสีน้ำตาลมาก่อนจะจ้องมองทนายความโอ ทนายที่จัดการเรื่องทรัพย์สินทั้งหมดของพ่อรวมถึงพินัยกรรม

 

                “ขอบใจ”

 

                “นี่เป็นข้อมูลใหม่ ผมไม่รู้ว่าถ้าให้อัยการของคุณอ่านแล้วเค้าจะเป็นยังไง....ผมอยากว่าความให้คุณหนูเสียมากกว่า”

 

                “เชื่อใจฉันเถอะทนายโอ นั่งฟังแค่นั้นพอ”

 

                “ถ้าเกิดไม่เป็นไปตามที่คุณหนูวางแผนไว้ล่ะครับ” ชายแก่มีสีหน้าท่าทางกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ชานยอลกลับทำเพียงจับบ่าอวบๆนั่นไว้

 

                “แม่ไม่ทำอะไรหรอก”

 

                ชานยอลเข้ามาให้ห้องไต่สวนโดยที่อีกฝ่ายได้เข้าประจำที่แล้ว ร่างสูงโปร่งขมวดคิ้วนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าทนายที่อี้ฟานส่งมาคือ ลู่หาน

 

                งั้นเหรอ.....

 

                “ผมเป็นอัยการสั่งฟ้องให้กับคุณงานนี้”

 

                “นายเป็นทนายความให้ฉัน”

 

                “ก็...พอดีย้ายมาทำงานที่นี้ได้ 5-6 เดือน เก่งน่ะ”

                “ห้ะ” ชานยอลเบ้หน้า ไม่เข้าใจอย่างแรง ลู่หานหัวเราะออกมานิดหน่อย ก่อนจะเฉลย “เปล่า....แค่ล้อเล่นน่ะ ฉันรับจ๊อบเป็น ลอว์ เฟริ์มให้บริษัทคนใหญ่คนโตในชั้นศาลนี้นิดหน่อย ก็เลยมีอภิสิทธิ์เข้ามาในชั้นนี้” ชานยอลขมวดคิ้วหนัก ไอ้ลอฟงลอเฟิร์ม เตี่ยอะไรไม่รู้จักโว้ยย

 

                “เอานี่มาให้ พี่ชายฉันฝากมา ก่ะจะวางไว้บนโต๊ะเฉยๆก็กลัวจะโดนศาลที่เคารพติติ่งเพราะทนายความว่าความของนายยังไม่มา จะฝากพี่ชายไปให้....มันก็มัวแต่ไปมีซั่ม...ติง กับเด็กที่ไหนไม่รู้ จนลืมเอกสารไว้ เห้อ ไม่ไหวจริงๆ พวกหื่นกามเนี่ย” ลู่หานส่ายหน้า แอบมองท่าทีของคนที่ขยับเนคไทไปมา พร้อมกับจัดเสื้อสูท

 

                “ไปนะ อ้อ...มีอะไรติดที่มุมปากด้วยแหนะ” ลู่หานชี้ ชานยอลสะดุ้งโหยงรีบเอามือขึ้นเช็ด ร่างบางหัวเราะก่อนจะตบบ่าคนตัวสูงกว่าแล้วเดินออกไป ชานยอลขบกรามแน่นที่ถูกแกล้ง ความหัวเสียพุ่งสูงจนอยากจะระเบิดใส่ใครสักคน

.

.

                เมื่อศาลที่เคารพนั่งประจำบัลลังก์ การเบิกตัวโจทก์และจำเลยจึงเริ่มขึ้น ชานยอลที่นั่งคู่กับอัยการที่ส่งเรื่องฟ้องไปยังศาลท่าทางสุขุมดูเก่งไม่หยอก พวกเค้าคุยกันสามสี่ประโยคเมื่อสักครู่ ฝ่ายจำเลยถูกเบิกตัว ชานยอลชำเลืองมองผู้หญิงในชุดสูทดูดีที่กำลังยิ้มแต่กัดกรามแน่นมาทางเค้า เค้าไม่ชอบเวลาแม่เป็นแบบนี้

 

                แต่นี่คือวันที่เค้าจะถูกปลดปล่อย....

 

                “เราจะว่าความก่อน” ชานยอลพยักหน้ารับ ขณะที่อัยการของเค้าเริ่มเปิดๆค้นเอกสาร ที่เตรียมมาพร้อมพยานหลักฐาน ชานยอลไม่ได้สนใจมากสายตาเค้าหันกลับไปมองแต่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้วยแววตาวิตกเล็ๆ อี้ฟานที่รีบเปลี่ยนชุดมาทันอย่างฉิวเฉียดพยักหน้าเป็นกำลังใจให้แก่เค้า ชานยอลสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะ ตั้งใจไม่วอกแวกไปมองชายหนุ่มอีก

 

                การฟ้องคดีอาญากับบุพการีนั่นทำไม่ได้ แต่เมื่ออัยการเป็นคำส่งคำฟ้องให้แก่ศาล ตามรูปแบบคดีความที่ปรากฏ ทำให้ศาลพิจารณาที่จะเปิดไต่สวนขึ้นในวันนี้ ซึ่งมันทำให้คนที่มีหน้ามีตาในสังคมระดับชนชั้นสูงอย่าง คุณนายปาร์คเจ้าของบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ ต้องเซไปนิดๆ แม้จะไม่มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็อตซิปไฮโซ แต่คุณนายปาร์ค ก็กลายเป็นขี้ปากของคนในสังคมชั้นสูงไปแล้ว

 

                วันนี้เป็นวันว่าความ ศาลคงพยายามขอให้ไกล่เกลี่ยเรื่องจะได้จบๆ เพราะเป็นเรื่องภายในครอบครัว และเป็นเรื่องที่มองเผินๆคือ ลูกฟ้องแม่

 

                เมื่อศาลที่เคารพกล่าวเปิด อัยการผู้นิ่งสงบของฝ่ายโจทก์ก็ลุกออกไปยังแท่นพิธีเพื่อทำการเบิกพยาน พยานในที่นี้คือ อี้ฟานที่อยู่ในเหตุการณ์ อี้ฟานกล่าวคำสาบานต่หน้าศาล

 

                “คุณอี้ฟานครับ ในวันที่ xx เดือน xx เวลา xx.xx คุณได้อยู่ในที่เกิดเหตุใช่หรือไม่”

 

                “ครับ ผมอยู่ในที่เกิดเหตุ”

 

                “คุณอี้ฟานเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงใดครับ”

 

                “ผมเข้าไปช่วงที่ เห็นคุณชานยอลจับมีดคัตเตอร์แล้วแขนถูกกรีดไปแล้วครับ”

 

                “ที่คุณเห็นนั้น คุณเห็นคุณชานยอลกรีดแขนตัวเอง ไม่ใช่จำเลยที่เป็นคนกรีด ใช่มั้ยครับ”

 

                “ไม่ครับ ไม่แน่ใจ”

 

                “ทำไมคุณถึงไม่แน่ใจ คุณอี้ฟาน”

 

                “เพราะผมรู้เบื้องลึกถึงความสัมพันธ์ของแม่ลูกคู่นี้ครับ ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่จำเลยทุบตีทำร้ายโจทก์ ถึงขั้นที่จะนำเอาแจกันทุ่มใส่หัว โดยที่โจทก์ไม่ได้ทำอันตรายกับฝ่ายจำเลยแม้แต่น้อย”

 

                “ศาลที่เคารพครับ จากที่พยานได้กล่าวอ้างมานั้น แสดงว่าโจทก์จะต้องถูกจำเลยทำร้ายร่างกายมาก่อน หน้านี้หลายครั้ง ซึ่งส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางสุขภาพจิตของทางฝ่ายโจทก์ ตามใบรับรองแพทย์และใบสั่งยา ที่เป็นหลักฐานได้ว่า โจทก์ป่วยเป็นโรคเครียด และซึมเศร้าขั้นรุนแรง การถูกทำร้ายและกดดันจากฝ่ายจำเลยนั้น ทำให้โจทก์หาวิธีทำให้ตนหลุดพ้นจากความกดดันด้วยการทำร้ายตัวเองครับ ศาลที่เคารพ”

 

                “ศาลที่เคารพครับ” ชานยอลจ้องมองผู้เป็นแม่ด้วยแววตาหวาดวิตก เมื่อใบหน้าสวยสาวเริ่มตึงขึ้น หลังที่เคยนั่งตรงกลับตรงเข้าไปอีก ฝ่ายจำเลยเบิกตัวพยาน พยานของฝ่ายนั้นคือเลขาคนสวยของเค้า

 

                ทนายความร่างอ้วนของแม่ ว่าความและซักถามพยานของตน ชานยอลนั่งจ้องตอบที่จ้องกลับมาอย่างอยากจะฆ่าจะแกงเค้า พอดีกับอัยการได้ร้องขอซักถามพยานฝ่ายจำเลยบ้าง

 

                “พยานฝ่ายจำเลยครับ คุณบอกว่าคุณเห็นคุณชานยอลใช้มีดคัตเตอร์กรีดแขนตัวเอง คุณช่วยอธิบายถึงลักษณะท่าทางของคุณชานยอล ณ ขณะนั้นให้ทราบได้มั้ยครับ”

 

                “สายตาเหม่อลอยน้ำตาอาบเต็มสองแก้ม แต่ก็ยิ้มดูมีความสุขค่ะ แล้วดิฉันเห็นคุณชานยอลล้มลงไปชักกับพื้น เหมือนคนเป็นลมบ้าหมู”

 

                “แล้วเหตุการณ์ต่อจากนั้นล่ะครับ แล้วท่าทีของจำเลยเป็นแบบใด สภาพแวดล้อมขณะนั้นอยู่ในสภาพแบบไหน”

 

                “ห้องกระจัดกระจายค่ะ แต่ดิฉันเห็นว่าท่านยืนนิ่งอยู่สักพัก พวกเราเข้าไปถึงตัวคุณชานยอลตอนที่เค้าล้มลงไปชักพอดี แล้วท่านประธานก็เข้าไปแย่งมีดคัตเตอร์ออกมาค่ะ”

 

                “ศาลที่เคารพครับ” ทนายความฝั่งจำเลยอ่านความออก อัยการยิ้มมุมปากเพียงนิดก่อนจะจบข้อซักถาม

                “คุณมีอะไรจะพูด” ศาลหันไปถามทนายความฝั่งจำเลย

 

                “ศาลที่เคารพ จากการที่พยานฝั่งจำเลยได้ให้ความไปนั้น ถือว่า จำเลยไม่ได้เป็นคนลงมือกระทำด้วยตัวเอง แต่เกิดจากความผิดปกติของจิตใจของตัวโจทก์ แต่ที่เพราะจำเลยได้เข้าไปทำการช่วยเหลือช้านั้น เกิดจากอาการช็อค และสภาพห้องในขณะนั้นก็ถูกรื้อกระจัดกระจาย อาจเกิดจากการทะเลาะกัน หรือมีปากเสียง แต่ฝ่ายจำเลยในฐานะที่เป็นมารดา คงไม่มีจิตใจเลวร้ายที่จะทำร้ายลูกของตนจนถึงแก่ความตายครับ ศาลที่เคารพ” ผู้พิพากนั่งรับฟังคำซักพยานของแต่ละฝ่าย

 

                 “ศาลที่เคารพ นี่ครับหลักฐาน การพิสูจน์ลอยนิ้วมือบนมีดคัตเตอร์” อัยการยื่นเอกสารให้แก่เสมียน คุณนายปาร์คยืดตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมจ้องเขม็งมาที่อี้ฟาน ชายหนุ่มจ้องกลับไม่ลดละ ก่อนจะหันกลับไปอยู่ในท่าทีสงบ “ศาลที่เคารพจากหลักฐาน จะพบว่ารอยนิ้วมือมีทั้งของตัวโจทก์และทั้งของตัวจำเลย แต่ลักษณะของรอยนิ้วมือของจำเลยนั้น มีตำแหน่งคลาดเคลื่อนอย่างเห็นได้ชัด และไม่มีการจับแบบสะเปะสะปะแน่นอน เพราะรอยนิ้วมือมีการวางตำแหน่งชัดเจนทั้งสองตำแหน่ง คือตอนจับก่อนหน้านี้ และตอนที่แย่งออกมาจากมือโจทก์ นั้นแสดงให้เห็นว่า ตัวจำเลยต้องจับมีดคัตเตอร์นั้นมาก่อน”

 

                “ก็มันอยู่ในห้องฉัน ฉันจะใช้มันไม่ได้รึไง” คุณนายปาร์คโผล่งออกมา สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ความพิรุจนั้น

 

                “ว่าต่อสิ” ผู้พิพากเอย อัยการหนุ่มจึงเริ่มพูดต่อ “ซึ่งตามที่สันนิษฐาน ถ้าหากว่าถ้าตัวจำเลยได้ใช้มีดคัตเตอร์นั้นบ่อยจริง แม้แต่รอยนิ้วมือของตัวโจทก์เองก็ยังตรวจสอบได้ยาก แต่นี่สามารถตรวจสอบรอยนิ้วมือของคนสองคน ในตำแหน่งถึงสามตำแหน่ง จำเลยอาจเป็นผู้มอบอาวุธให้แก่ตัวโจทก์เองและแสร้งแสดงละครดึงมีดออกจากมือโจทก์เพื่อกลบรอยนิ้วมือเดิมของตน และเป็นการยืนยันว่าตัวโจทก์เป็นคนทำร้ายร่างกายตนเอง”

 

                “มันจะมากไปแล้วนะ”

 

                “แม่ครับ”

 

                “กลับไปนั่งที่ คุณปาร์ค ชานยอล คุณปาร์ค จองอึม กรุณาอยู่ในความสงบ”

 

                “เหตุผลแบบนั้นใครจะเชื่อลง มีดคัตเตอร์นั่นฉันใช้ประจำ การจะมีรอยนิ้วมือฉันหลายตำแหน่ง มันก็ไม่แปลก”

 

                “ศาลที่เคารพการใช้มีดคัตเตอร์นั้น คนปกติส่วนใหญ่” อัยการหนุ่มดึงเอาปากกาออกมาแล้วจับในลักษณะของท่ากดใบมีดคัตเตอร์เอาไว้ ก่อนจะทำท่ากรีด “แต่ในลักษณะรอยนิ้วมือที่ปรากฏของจำเลย กลับมีลักษณะเดียวกันกับตัวโจทก์ครับ ศาลที่เคารพ” ผู้พิพากเช็คดูหลักฐานก่อนจะผงกหัวรับ เริ่มคล้อยตามการว่าความของอัยการหนุ่ม

 

                “การจับแบบคนทั่วไป นิ้วชี้จะต้องกดบริเวณสัน นิ้วโป้งจับบริเวณคันเลื่อน แต่ในหลักฐานกลับมีรอยนิ้วทั้งสี่ชิดกันเป็นแบบกำรอบทั้งด้ามแบบรอยนิ้วมือของโจทก์ครับศาลที่เคารพ”

 

                “ศาลที่เคารพครับ ผมขอค้าน...จาก...” ทนายความฝั่งจำเลยรีบยกหลักฐานของตัวเองมาสู้อย่างลนๆ

 

                ปัง!!

 

                “หลักฐานบ้าบอคอแตก แค่นั้นจะตัดสินได้รึไง” คุณนายปาร์ค ยกนิ้วชี้ตราหน้าลูกชายของตนที่หน้าซีดเผือด “แกมันลูกทรพี กล้าดียังไงให้คนอื่นมาฟ้องแม่แก แกมันลูกนอกคอก” ทนายความดึงแขนลูกความของตัวเองเอาไว้พร้อมกับปรามให้สงบสติอารมณ์ คุณนายปาร์คหน้าแดงด้วยความกรุ่นโกรธ หล่อนอยากเอารองเท้าส้นเข็มแทงให้มันตายคาตรงนั้นไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ปาร์ค ชานยอล เด็กนรก ที่นับวันๆจะยิ่งทำให้หล่อนรังเกียจ แค่เห็นหน้ามันหล่อนก็อยากจะสำรอกของเก่าออกมาแล้ว

 

                “คุณปาร์ค จองอึม กรุณาอยู่ในความสงบ”

 

                “หึย ฉันจะเอาเลือดแกออกจากหัว มานี่สิ ไอ้ตัวดี ฉันบอกให้มานี่” ชานยอลทำท่าทีหวาดกลัว เค้าลุกขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ รปภ ในห้องไต่สวนวิ่งโร่เข้ามาจับยึดตัวจำเลยเอาไว้ อัยการหนุ่มก็จับแขนลูกความของตนไม่ให้เดินเข้าไปหา เสียงโวยวายของฝ่ายจำเลย บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าฝั่งไหนจะชนะ

 

                “ปิดศาล เลื่อนการไต่สวนเป็นอีกสองเดือนต่อจากนี้” เสียงเคาะไม้ ดังขึ้นก่อนที่ผู้พิพากจะเดินลงไปจากบัลลังก์เสียงโวยวายของคนสติแตกฝั่งจำเลย เงียบหายไป บุคคลที่เข้ามาฟังการว่าความเริ่มลุกออกจากที่นั่ง พร้อมข้อความถามที่ถกกันจนเกิดเสียงอื้ออึง

 

                “ชานยอล ไหวนะ” อี้ฟานเข้ามาประชิดตัวชานยอลทันที ตอนที่ชานยอลเดินเข้าไปจะหาผู้เป็นแม่เค้าแทบจะลุกกระโจนออกมาจากคอก แต่ดีที่อัยการเป็นคนจับแขนชานยอลเอาไว้ได้ทัน

 

                “ไหว ฉันไหวไม่ต้องห่วง แต่ขอนั่งสักพัก” ชานยอลนั่งลงใบหน้าซีดหวาดกลัวหน่อยๆ เค้ารู้สึกเหงื่อมันซึมชื้นไปหมดจริงๆ

 

                “นายไปหาหลักฐานมาได้ยังไง อี้ฟาน”

 

                “ฝั่งนั้นก็มี แต่ต้องขอบคุณแม่นายที่โวยวายขึ้นมาซะก่อน งานนี้คงทำให้หลาบจำไปได้บ้างล่ะ”

 

                “ฉันไม่อยากมาอีกแล้ว ไม่อยากแล้ว” ชานยอลน้ำตารื่น ใบหน้าแดง เสียงสั่นหงั่นหงก อี้ฟานดึงชานยอลลุกขึ้นก่อนจะพาพยุงให้ออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด

 

                “เก่งนะเนี้ย ไว้กูจะเลี้ยงขอบคุณ” ลู่หานที่แอบอยู่มุมเงียบๆ ออกมาแสดงความยินดีและทักทายเพื่อนของเค้า อัยการหนุ่มยิ้มรับ ก่อนจะยกแขนขึ้นพาดคอเพื่อน

 

                “คนที่เก่งคือมึงกับพี่อี้ฟานมากกว่าว่ะ ที่หาหลักฐานมาได้ กูแค่พูดไปตามเนื้อผ้า”

 

                “อย่าถ่อมตัวน่า นายมันเก่งต่างหาก ไอ้หลักฐานนั่น ถ้าไม่มีคำพูดประกอบดีๆ มันก็แค่หลักฐานกิ้กก๊อกนั่นล่ะว้า”

 

                “หึ เออๆ กูเก่ง” ลู่หานยิ้มร่าก่อนจะพาเดินออกไปคุยกันไปทั้งคู่

 

 

                การขึ้นศาลครั้งนี้พวกเค้าชนะ แต่มันก็ไม่ซะทีเดียวเพราะศาลเลื่อนการพิจารณาออกไป เป็นสองเดือนข้างหน้า ต่อจากนั้นพวกเค้าคงไม่ไล่บี้อะไรมากนัก แค่นี้ก็ถือว่าพอแล้วสำหรับการหักหน้า และให้คนใจโหดเหี้ยมอย่างยัยป้านั่นได้สำนึกเสียที คราวหน้าชานยอลและเซฮุนจะได้ไม่ถูกทำร้ายอีก

 

                แต่ท่าทางของแม่ชานยอล ทำให้เค้ากลัวขึ้นมาหน่อยๆ ขนาดที่เจอแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่เวลาที่หล่อนเกรี้ยวกราดมันน่ากลัวมาก จนไม่รู้ว่าสองพี่น้องนั่นทนมาได้ยังไง ตั้งหลายสิบปี  

.

.

.

ต่อ

 

 

 

                หลังจากเสร็จจากไต่สวนแต่ละคนก็กระจัดกระจายออกไปจากประเทศ เซฮุนกับแบคฮยอนบินไปอเมริกาในคืนนั้น ส่วนเค้ากับอี้ฟานบินไปจีน ลุ่หานจัดการรวบรวมหลักฐานต่อที่เกาหลีพร้อมทั้งอัยการซอง กับทนายโอ

               

                สนามบินปักกิ่ง....

 

                ออดี้เอสแปด ถูกเจ้าของกดรีโมทปลดล็อค ของใช้ที่ติดตัวมามีแค่พาสปอร์ตมือถือและเสื้อผ้าที่สวมใส่ อี้ฟานเดินมาเปิดประตูให้แฟนหนุ่ม

 

                “กูไม่ได้เป็นง้อย”

                “มาที่นี้อย่าพูดคำหยาบค่ะ ไม่งั้นจะโดนลงโทษ” อี้ฟานยีผมนุ่มนิ่มนั้น ก่อนจะดันชานยอลให้เข้าไปในรถ ด้วยท่าทีขัดเขิน ของคนชอบพูดคำหยาบ

 

                รถซีดานขับตรงดิ่งไปยังคฤหาสน์ของนายพลระดับสูงของกองทัพ ชานยอลที่เอาแต่นั่งกดโทรศัพท์ด้วยความกังวล พับมันเก็บใส่กระเป๋าเมื่อรถออดี้คันงามจอดลงในโรงจอดรถ

 

                “ไปกันเถอะ” ชานยอลพยักหน้าก่อนจะรีบเปิดประตูเอง เค้าไม่ชอบที่อี้ฟานต้องมาเปิดประตูให้ มันไม่แมน?

 

                “สวัสดีค่ะ คุณอี้ฟาน....” สาวใช้ดูอึ้งไปนิดเมื่อเห็นใครที่เดินตามมา ข้างหลังคุณหนูผู้แสนใจดีของหล่อน “สวัสดีค่ะ คุณชานยอล” ชานยอลกอดอกพยักเพยิดหน้า

 

                “ไปกันเถอะ” อี้ฟานเกี่ยวเอวชานยอลเข้ามาชิด สาวใช้มองสองหนุ่มหน้าตาดีเดินออกไป ก็ได้แต่กลืนน้ำลาย นี่หล่อนกำลังจะมีคุณนายใหญ่ของบ้านเป็นผู้ชาย แถมยังมาดนางร้ายจอมเหวี่ยงมาเต็มขนาดนี้ เมื่อคราวก่อนหล่อนยังจับได้ติดตา ถึงความร้ายกาจของคุณปาร์ค ชานยอล

 

 

                “ม้า ม้าอยู่ป่าว” อี้ฟานที่เดินเข้ามาในส่วนของเรือนพักส่วนตัวตะโกนทันที อย่างกับว่าบ้านมึงเล็กนัก ชานยอลประหม่าเล็กน้อยที่จะต้องเจอแม่ของอี้ฟานอีกครั้ง เสียงเดินตึงตังลงมาอย่างรวดเร็วบนชั้นสอง ยิ่งทำให้ชานยอลใจเต้นรัวมากกว่าเดิม สองสายตาสบกัน ก่อนที่รอยยิ้มหวานจะหันไปโปรยให้ลูกชาย

 

                “ฟ่าน เป็นยังไงบ้าง ทำงานเหนื่ยมั้ย”

 

                “นิดหน่อยครับ ม้าครับ ผมพาชานยอลมาเที่ยว ขอพักที่นี้สักสองสามวันนะครับ”

 

                “ทำไมแค่สองสามวันล่ะ นานกว่านั้นก็ได้”

 

                “อ๋อ พอดี ว่าผมจะเข้าไปพักที่คอนโดต่อน่ะครับ ไม่อยากรบกวนม้า”

 

                “แหม รบกวนเรื่องอะไร ห้องแกก็ออกจะเก็บเสียง” ชานยอลขมวดคิ้วหน้าตาบ่งบอกได้ว่ายัยป้าตรงหน้าคิดอะไร

 

                “โถ่ ม้าครับ”

 

                “อ้าว แล้วนี่ไม่คิดจะสวัสดีฉันเลยเหรอจ้ะ ยืนเป็นไม้เสียบผีเชียว” คุณนายอู๋ ยิ้มหวานพลางมองไปที่ลูกสะใภ้

 

                “สวัสดีครับ” ชานยอลพูดพร้อมกับเบือนหน้าหนี แถมกอดอกใส่อีกต่างหาก อี้ฟานได้แต่ส่ายหัว ไอ้คนข้างหลังนี่ก็จอมเหวี่ยง ส่วนคนตรงหน้านี่ก็จอมขยันหน้าเรื่อง

 

                ขิงก็ราข่าก็แรงจริงๆ

 

                “อย่าทะเลาะกันได้มั้ยครับ”

 

                “เปล่า/ก็ม้านายหาเรื่องฉันนะ”

 

                “ใครหาเรื่อง หืม นางคนนี้ เป็นเด็กเป็นเล็กพูดจากับผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไง”

 

                “ทำไมครับ ผมพูดจาไม่ดีตรงไหน”

 

                “ก็ตรงนี้ล่ะ หน้าตาสวยเสียเปล่า ปากคอช่างเราะร้าย มานี่สิ ตาฟ่านแกหลบไป” ชานยอลอมลมเต็มปากก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ ได้ๆ นี่จะเปิดสงครามกันตั้งแต่เริ่มเลยใช่มั้ย จะเอาว่างั้น....

 

                “โอ้ย นี่คุณป้า ดึงหูผมทำไม” ชานยอลอ้าปากค้าง  ร้องเสียงหลงเมื่อหูสวยๆของตัวเองถูกดึง จนตัวต้องโน้มลงต่ำ  

 

                “อยู่ที่นี้สองสามวันใช่มั้ยฟ่าน”

 

                “ม้าพอเถอะ โถ่ว” อี้ฟานที่เกรงใจแม่ได้แต่ทำหน้าปลง มือเรียวของคนโดนลงโทษทั้งจับหูตัวเองทั้งกวักให้เค้าที่ยืนห่างๆเข้าไปช่วย

 

                “อี้ฟานช่วยด้วย” ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้หมายจะแกะมือกาวของผู้เป็นแม่ออกจากหูภรรยาของเค้า

 

                “โอ้ย ม้าฟ่านเจ็บ” เสียงทุ้มต่ำร้องระงมเมื่อถูกคว้าหูหมับเข้าให้ สองหนุ่มตัวสูง ก้มลงแทบจะชิดพื้น ดิ้นไปมาด้วยความเจ็บ

 

                “นี่คือโทษของแกตาฟ่าน หนูไม่รู้จักอบรมเมียตัวเองให้ดี ส่วนเธอ หล่อนพูดจาไม่น่ารัก ฉันไม่ปลื้ม ฉันจะดัดนิสัยเธอเอง ชานเลี่ย”

 

                “ใคร ชานเลี่ย! ปล่อยนะ โอ้ยๆ ผมขอโทษ” ชานยอลร้องหนักขึ้นเมื่อหูถูกบิดเป็นเลขแปด

 

                “ดี งั้นฉันจะตั้งกฎสามวันที่พวกเธออยู่บ้านนี้ ห้ามนอนห้องเดียวกัน ฟ่านหนูนอนห้องหนู ส่วนเธอชานเลี่ยมานอนห้องป๊ากับม้า”

 

                “ห้ะ! ป้าจะบ้าเหรอ โอ้ย ปล่อยสักที” ชานยอลที่เจ็บหูจนชาสะบัดจนหลุด ใบหน้าแดงกล่ำด้วยความโกรธ ร่างโปร่งฟึดฟัดก่อนจะดึงอี้ฟาน แล้วเกาะแขนไว้แน่น

 

                “เรื่องอะไรผมจะไปนอนกับป้า ผมจะนอนกับสามีผม”

 

                “เอะอะไรกัน เสียงดังขึ้นไปบนนู้นแหนะ” ชานยอลที่กำลังจะอ่าปากเถียงต้องคอหด แล้วจับแขนอี้ฟานแน่น เมื่อร่างสูงใหญ่ของท่านนายพลเดินลงมาจากบันได

 

                “อ้าว หนูชาน มาตั้งแต่เมื่อไหร่”

 

                “เพิ่งมาถึงเมื่อกี้เลยครับป๊า” อี้ฟานตอบแทนชานยอลที่หลบจนหน้าแทบจะซุกกับคอเค้า

 

                “คุณๆ ฉันว่าจะให้ยัยชานมานอนกับเรา คุณว่ายังไง”

 

                “ทำไมล่ะ”

 

                “ไม่เอา! ผมไม่นอน ฟ่านยอลไม่นอน” สายตาของคนสูงวัยที่เป็นประมุขของบ้านจับจ้องมองเด็กน้อยที่ทำท่าทางกลัวเค้าอยู่หลังอี้ฟ่าน รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้น

 

                “อืม เอาสิ ไม่ได้นอนกับลูกๆ นานแล้ว”

 

                “แต่ฟ่านไม่ได้นอนกับเรานะคะ แค่ยัยหนูชานคนเดียว”

 

                “อ่าว ไปพรากผัวพรากเมียเค้าทำไม”

 

                “ใช่ๆ พรากทำไม” ชานยอลบ่นอยู่ข้างหลังอี้ฟานที่เริ่มกุมขมับปวดหัว

 

                “ฟ่านยอลไม่นอน จัดการอะไรหน่อยสิ”

 

                “เอาไปเลยม้า จัดการแทนผมที” อี้ฟานเหวี่ยงชานยอลให้ม้าของตัวเอง ใบหน้าสวยของผู้หญิงวัยกลางคนยิ้มร่า แขนเรียวกอดหมับใส่แขนลูกสะเภ้ก่อนจะลากขึ้นบันไดทันที ชานยอลตาลีตาเหลือกพยายามรั้งเท้าไว้

 

                “ไม่เอาอ่ะ ไม่เอา” เวรกรรมอะไรของกู้ววววว ทำไมมาบ้านนี้แล้วกูต้องตกอยู่สภาพนักโทษด้วย แล้วนี่อะไรทำไมต้องแยกเค้ากับอี้ฟานนอนคนละห้อง กลัวผิดผี? ปั้ดโถ่ ถ้าผิดผี นี่ผีคงมีลูกจนตั้งทีมฟุตบอลได้แล้ว

 

                แล้วนี่จะจู๋จี๋กันยังไง ฮือๆๆๆ อี้ฟาน อีผัวจังไร อีผัวแปดเหลี่ยม อีผัวไร้อำนาจ อีผัวโง่ อีผัวไม่รักเมีย อี อีผัวเวรตะไล!!!

.

.

.

                หลังจากผ่านพ้นสงครามบนโต๊ะอาหารมาได้ สองหนุ่มในบ้านก็แยกย้ายไปพูดคุยกันในเรือนรับรองแขก ตามคำสั่งผู้มียศสูงที่สุดของบ้าน คุณนายอู๋ จัดการลากคนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จให้มานั่งที่ปลายเตียง ด้วยความไม่เต็มใจของปาร์ค ชานยอล

 

                “จะทำอะไร ปล่อยผมไปหาอี้ฟานเถอะครับ คุณป้า”

 

                “ไม่”

 

                “ทำไม ต้องยุ่งกับผม”

 

                “อยู่เฉยๆ ยัยคนนี้นิ ทำไมชอบเถียง” ชานยอลหน้าบูด แกมกลมถูกดึงออก เค้าส่งมือไปฟาดมือคนที่กล้าริอาจมาดึงแก้มของเค้า แม่ผัวก็แม่ผัวเถอะ เรื่องอะไรของจะยอมให้ทำอยู่ฝ่ายเดียว

 

                ผ้าขนหนูหล่นโปะลงบนหัว ก่อนที่สัมผัสแผ่วเบาจะเริ่มขึ้น “นี่ เราน่ะ ทำไมถึงชอบพูดจาไม่น่ารัก ยัยชานเลี่ย”

 

                “ผมไม่ได้ชื่อชานเลี่ย ผมชื่อชานยอล”

 

                “เห็นมั้ยเถียงอีกแล้ว”

 

                “ผมไม่ได้เถียงนะ”

 

                “ก็เนี่ยเถียงอยู่”

 

                “เอะ ก็บอกว่าไม่ได้....” ชานยอลหันไปจะไปตวาดใส่แม่ผัว แต่กลับโอนแอทเทคกลับมาเป็นรอยยิ้มอบอุ่น รอยยิ้มของผู้หญิงวัยห้าสิบต้นๆที่สวยสะพรั่ง รอยยิ้มของคนที่มีความเป็นแม่อยู่เต็มเปี่ยม รอยยิ้มที่เค้าไม่เคยได้จากผู้เป็นแม่จริงๆของเค้า

 

                “ถ้านั่งเฉยๆ แล้วจะเล่าเรื่องสมัยเด็กของตาฟ่านให้ฟัง”

 

                “ไม่เอา” ชานยอลหันหลังพิงขอบเตียงพร้อมกับกอดอก หัวใจเต้นแรง อกมันเปิดกว้างเพราะหัวใจกำลังพองโตขึ้นเรื่อยๆ

 

                “ตระกูลอู๋เป็นตระกูลเก่าแก่ไม่เคยมีลูกสาว ส่วนมากเป็นนายทหารชั้นสูงส่งตรงลงมาเป็นทอดๆ พ่อตาฟ่านเป็นรุ่นที่สี่ ผู้หญิงที่แต่งเข้าต้องเป็นผู้หญิงสูงศักดิ์ดีพร้อมทุกประการ ยกเว้นม้า” ชานยอลที่เริ่มนั่งนิ่งตั้งใจฟังหันมามองก่อนจะแสยะยิ้ม

 

                “ผมก็พอจะรู้ โอ้ย!!” ชานยอลลูบแขนป้อยเมื่อถูกฟาดเข้าให้ดังเพี๊ยะใหญ่

 

                “ม้าเป็นแค่พยาบาลในหน่อยพยาบาลของกองทัพ ไม่มีทางเจอนายพลยศใหญ่อย่างพ่อตาฟ่านได้เลย แต่ก็นะ คนมันคู่กันมันก็ต้องคู่กัน”

 

                “ผมว่าผมไม่ได้อยากฟังเรื่องนี้นะ โอ้ย!! หยุดตีผมนะป้า โอ้ย เบาๆ” มือเรียวจับหัวตัวเองที่ถูกเช็ดแรงๆเพราะความหมันไส้

 

                “กว่าม้าจะได้แต่งงานกับพ่อตาฟ่าน ก็ตอนที่ม้าท้อง เพราะทางบ้านพ่อตาฟ่านไม่ยอมรับ....พ่อตาฟ่านเลยทำแม่ท้อง จะได้เป็นข้อหาขอรับผิดชอบ แล้วเราก็แยกตัวออกมาเป็นครอบครัวเดี่ยว แล้วหลังจากนั้นเราก็มีตาลู่ ม้าถูกสังคมฝั่งนั้นกีดกันทุกทาง แม้แต่ถูกตามฆ่าก็ยังมี แต่เวลาผ่านไปทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง”

 

                “แล้วผม” ชานยอลที่ได้ยินมาถึงตรงนี้ ก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่ป้าคนนี้ต้องการจะสื่อ

 

                “ม้าเข้าใจในความรักของเธอสองคน ไม่ว่าฟ่านจะคว้าเด็กไร้หัวนอนปลายเท้า หรือว่าเด็กกะโหลกกะลาชอบเถียง ไร้มารยาทอย่างเธอมาทำเมีย” ชานยอลเหลือบมองด้วยสายตาอาฆาตไม่ปกปิด “ม้าก็ไม่ว่าหรอก เพราะม้าเข้าใจ ตาฟ่านเล่าทุกอย่าง ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเราให้ม้าฟัง เรื่องราวของเธอมันดูแย่ไปสักหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงไปหรอกนะ ถ้าตาฟ่านเค้าคิดจะช่วยเธอแล้ว ตาฟ่านไม่มีทางทิ้งปล่อยที่เคว้งกลางทางแน่นอน”

 

                “ผมไม่ได้กลัวเรื่องนั้น” ชานยอลยกเข่าขึ้นกอดแล้วซุกหน้าลงไป

 

                “เธอมีทนายฝีมือดี มีนายพลยศสูงคอยคุ้มหัว มีสามีที่พร้อมให้กำลังใจ แถมแม่ผัวที่รักเธอมากกว่าแม่ของเธอเองอีก เธอจะกลัวเรื่องอะไรอีก” ชานยอลเงยหน้าไปมอง คนที่ยิ้มมาอย่างจริงใจ คิ้วเข้มขมวด พยายามกระพริบตาไล่น้ำหน้าอายไม่ให้ไหลออกมา เพราะกลัวเสียฟอร์ม เดี๋ยวจะหาว่าเค้าเป็นลูกแหง่

 

                “หยุดทำตัวกระด้างกระดากเถอะ เธอเป็นเด็กน่ารัก เชื่อฟังตาฟ่าน ไม่งอแงใส่เค้า แล้วเลิกโกหกเค้า มันไม่ทำให้ตาฟ่านมันสบายใจขึ้นหรอก”

 

                “เช็ดผมให้หน่อย ง่วง...” เสียงสั่นๆพร้อมกับหน้าที่ซุกลงไปกับเข่าตัวเอง คุณนายอู๋ลูบไหล่ที่สั่นน้อยๆนั่นอย่างรู้สึกสงสารปนเอ็นดู เด็กคนหนึ่งจะผ่านเรื่องเลวร้ายมาแล้วเข้มแข็งได้มากสักเท่าไหร่กันเชียว ยิ่งกับแม่แท้ๆของตัวเอง เด็กคนนี้ก็แค่ทำตัวกระด้างกระดากเพื่อปกปิดส่วนที่อ่อนแอ

 

                ชานยอลชอบโกหกเพื่อไม่ให้คนอื่นต้องมารู้สึกสงสาร ไม่ต้องมาพัวพัน เก็บทุกอย่างไว้กับตัวเองจนเครียดอยู่บ่อยๆ พยายามจัดการด้วยตัวเอง โดยที่ไม่คิดถึงคนที่เค้าคอยเป็นห่วง ชีวิตนี้คงเจอแต่พวกไม่จริงใจ จนไม่อยากจะเชื่อใจใคร นั่นเป็นสิ่งที่ลูกชายของเค้าบอก ทุกครั้งที่โทรศัพท์คุยกัน หล่อนสัมผัสได้ว่าตาฟ่านรักเด็กคนนี้มากแค่ไหน และห่อนก็เริ่มรักเด็กคนนี้ ไปตามคำบอกเล่าของลูกชายตน

 

                “เอ้า แห้งแล้ว ง่วงก็ไปนอน ผ้าห่มกับหมอนอยู่ในตู้ หอบไปนอนโซฟาตรงนั้นนะ” ชานยอลเงยหน้าขึ้น ก่อนจะรีบปาดน้ำตา เด็กน้อยเอ๋ย แค่ฉันเห็นตาโตๆที่มันแดงก่ำขนาดนั้น ก็รู้แล้วว่าเพิ่งรองไห้ แหนะ ยังๆ ยังจะมาทำหน้าเหวี่ยงใส่อีก

 

                “ผมจะไปนอนกับอี้ฟาน”

 

                “ตาฟ่านแก่กว่าทำไมไม่เรียกพี่”

 

                “ไม่ แล้วจะทำไม”

 

                “นอนที่นี้ ตาฟ่านต้องคุยกับท่านนายพล”

 

                “ผมจะไปนอนห้องพี่ฟ่าน!!” ชานยอลเริ่มเอาแต่ใส่ ร่างสูงโปร่งสะบัดหน้าหนี เดินตึงตังไปที่ประตู

 

                เชี่ย!! ประตูห้องนอนแม่งใส่รัหสล็อค ทำไมตอนถูกลากเข้ามา เค้าถึงไม่สังเกตวะ... ชานยอลสะบัดหน้ามามองคนที่กระเถิบขึ้นไปเอาหลังพิงหัวเตียงหยิบรีโมทขึ้นกดอย่างสบายใจเฉิบ

 

                “รหัส”

 

                “ไม่ให้”

 

                “รหัส!!

 

                “มานี่มา ยัยหนู อยากฟังอะไรจะเล่าให้ฟัง”

 

                “ไม่ฟังเว้ย จะไปนอนกับผัว!!” ชานยอลมองซ้ายมองขวาก่อนจะจับจ้องมองแจกันลายครามบนโต๊ะ

 

                “นั่นของท่านนายพล อยากเห็นท่านโกรธก็เอามาทุ่มเล่นสิ” ชานยอลชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวไปหยิบ

 

                “ผมนอนไม่หลับ ถ้าไม่ได้นอนกับอี้ฟาน”

 

                “ก็นอนคนเดียวมาเป็นยี่สิบกว่าปี ไม่ได้นอนกับผัวสามคืนนี้นี่จะตาย?” ชานยอลกำหมัดแน่น ถ้าไม่นึกว่าคนตรงหน้าเป็นอะไรกับผัวเค้า เค้าจะตรงเข้าไปด่าฉอดๆ ตามด้วยขย้ำให้เละคามือ ผู้หญิงแก่เค้าก็ไม่เว้นโว้ย!!

 

                “หึ่ย”

 

                “ฟ่านบอกเราชอบละเมอหาพ่อตอนนอน”

 

                “ไม่เคย”

 

                “อย่าดื้อให้มันมากนัก ลูกชายของฉันสองคนไม่มีใครดื้อหนักเท่าเธอเลยนะ ชานยอล....” เสียงยัยป้าเงียบลงหลังจากเปร่งเสียงขรึมออกมา ท่าทีสงบนิ่งดั่งกับนางพญาผู้แสนใจดีแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม เค้าเรียกว่า คาริสม่าของความเป็นผู้นำรึเปล่า ที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้แค่เอ่ยปากพูดก็ควบคุมคนอื่นได้อย่างง่ายได้    

 

                ชานยอลเดนกระฟัดกระเฟียดไปเปิดหาหมอนกับผ้าห่ม แม้ในใจจะกลัวผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาหน่อยๆ แต่ก็ไม่ยอมทิ้งลายความขี้เหวี่ยงของตัวเอง ก็คนมันกลัวเสียฟอร์ม เดี๋ยวหาว่าโดนดุนิดๆหน่อยๆก็หงอ แบบนั้นมันหยามกันมากเกินไปเว้ย!!

 

                ชานยอลหอบของมาที่โซฟาแคบๆแถมสั้นจนขาเค้าเลยออกไป ผู้ชายตัวสูงนอนคดบนโซฟาพร้อมกับคลุมโปงอย่างอดงอน หล่อนจับจ้องมองก้อนกลมที่นอนคดก็ได้แต่ส่ายหัว นี่แค่นี้หล่อนก็ปวดหัวจะแย่ ไม่มีหรอกความน่ารักต่อหน้าผู้ใหญ่ มีแต่เถียงคำไม่ตกฟาก หล่อนไม่รู้ว่าลูกชายหล่อนทนมาได้ยังเป็นแรมปี

 

.

.

.

                สองหนุ่มต่างวัยนั่งจิบวิสกี้อยู่ในห้องโถงของบ้านรับรองแขก อี้ฟานหมุนแก้วคริสตัลราคาแพงจับใจไปมา ใบหน้าที่เริ่มเคลิ้มเพราะฤทธิ์เหล้า ร่างสูงยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา เค้านั่งอยู่กับนายพลมาสามชั่วโมงแล้ว เค้าไม่ค่อยได้คุยกับท่านนายพลบ่อยนักตั้งแต่ช่วงที่แอบหนีดูตัว จนกระทั่งจนถึงวันนี้

 

                “ปล่อยสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน ไม่ฆ่ากันตายเหรอ”

 

                “ม้าบอกอยากดัดนิสัย เด็กดื้อน่ะครับ”

 

                “อืม รายนั้นเค้าก็ชอบนักล่ะ เล่นอะไรแผลงๆ”

 

                “ชานยอลเหมือนม้า เหมือนกระจกส่องเลยล่ะ”

 

                “ป๊าก็ว่าอย่างนั้น....ว่าแต่ เรื่องขึ้นศาล ได้เรื่องอะไรบ้าง”

 

                “ศาลนัดไต่สวนอีกครั้ง ก็อีกสองเดือนข้างหน้า งานนี้คงฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับเรื่องพินัยกรรม”

 

                “พินัยกรรม”

 

                “ครับ ทนายโอ ทนายประจำตัวของพ่อชานยอลเป็นคนบอกผมเรื่องนี้ ชานยอลต้องการฟ้องแม่ตัวเองเรื่องพินัยกรรม แต่เพราะมันมีข้อห้ามอยู่นิดหน่อย ชานยอลเลยทำไม่ได้”

 

                “เด็กนั่นเลยใช้แก”

 

                “อย่าเรียกว่าใช้เลยครับ ผมมันบ้าดีเดือดเอง ผมทนเห็นไม่ได้ที่ชานยอลต้องถูกแม่แท้ๆตัวเองทำร้าย”

 

                “แต่ก็เข้าทางเค้านิลูก”

 

                “ต่อจากนี้คงเป็นชานยอลที่จะต้องสานต่อเอง ผมคงแค่เป็นนกต่อที่ทำให้เค้า สามารถเข้าสู่กระบวนการไต่สวนได้เท่านั้นเอง”

 

                “อืม ระวังตัวหน่อยก็ดีนะ เรื่องแบบนี้ ถ้าหมามันจนตรอก มันก็พร้อมกัดทุกคนที่เข้าไปยุ่ง”

 

                “ครับผมเข้าใจ ผมถึงอยากให้พ่อช่วยคุ้มกะลาหัวทุกคนในตอนนี้”

 

                “พ่อเป็นนายพลนะ ทำแบบนี้ไม่กลัวจะเกิดสงครามระหว่างประเทศเรอะ ฮ่าๆๆๆ” ชายแก่หัวเราะร่วนก่อนจะยกซดจนหมดแก้ว

 

                “นี่ถือเป็นบทเรียนของลูกนะฟ่าน จอนนี้ลูกดึงคนใกล้ตัวไปมีเอี่ยวเกือบหมดแล้ว และพวกเค้าอาจเดือดร้อนได้ง่ายๆ ใช้สติจัดการอย่างสุขุมรอบคอบ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงป๊าก็พร้อมจะช่วยเสมอ”

 

                “ครับป๊า”

 

                “บทเรียนชีวิตมันยาก พลาดแล้วแก้ไขคืนมาเหมือนเดิมไม่ได้ อะไรที่เสียไปก็ต้องตัดใจ สละส่วนน้อยได้เพื่อส่วนรวมก็ต้องทำ นั่นคือวิธีการรบของทหาร เราจะไม่ยึดใครเป็นหลักหรือช่วยให้ใครคนใดคนหนึ่งรอด หรือสละส่วนรวมเพื่อรักษาส่วนน้อยหรือใครคนเดียว เข้าใจใช่มั้ย”

 

                “ครับป๊า ผมจะระวัง”

 

                “ดูแลน้องด้วย รายนั้นดูจะเครียดๆเรื่องรักๆใคร่ๆนะ” อี้ฟานเงยหน้ามองผู้เป็นพ่อที่เริ่มลุกขึ้นยืนช้าๆ

 

                “ความรัก”

 

                “ถามม้าแกสิ เมื่ออาทิตย์ก่อนเพิ่งโทรมาร้องห่มร้องไห้”

 

                “ร้องไห้ มันเลิกกับผู้หญิงคนนั้นแล้วเหรอครับ” ผู้เป็นพ่อยักไหล่ “ไม่รู้สิ ถามม้าแกดูละกัน ป๊ารู้แค่นี้ ป๊าไม่ค่อยฟังม้าแกบ่นเท่าไหร่หรอกตาฟ่าน ปวดหู” ท่านนายพลทำนิ้ววนรอบๆใบหูก่อนจะยิ้มออกมา

 

                “ป๊าไปนอนแล้วนะ ไม่รู้ตาหนูชานหลับรึยัง วันนี้นอนคนเดียวไปก่อนละกันนะตาฟ่าน”

 

                “ผมอนุญาตให้ได้แค่คืนเดียว พรุ่งนี้ชานยอลเป็นของผมนะ”

 

                “บอกม้าแกสิ มาบอกอะไรป๊า ฝันดีนะตาฟ่าน รักลูกนะ” ท่านนายพลโบกมือลาลูกชายก่อนจะบิดขี้เกียจไปมา

 

                “บาย...ครับป๊า” อี้ฟานมองท่านนายพลเดินหายออกไปตรงทางเดินแล้ว ส่วนเค้าเริ่มเก็บกวาดส่วนที่กิน ตอนนี้มันก็ดึกมากแล้ว การจะเรียกคนในบ้านให้มาช่วยเก็บกวาดก็ดูจะเสียมารยาทไปหน่อย ร่างสูงจัดการเก็บกวาดทุกอย่างจนเรียบร้อย แม้แอลกอฮอล์จะเข้าปากไปเยอะ แต่มันก็ยังทำให้ตาสว่าง

 

                ร่างสูงเดินเล่นไปตามทาง ในเวลาและความเงียบครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา อย่างหาช่องโหว่ บทเรียนราคาแพงที่เค้าต้องรับผิดชอบ ห้ามผิดพลาด เค้าไม่อยากจะเสียใครไปทั้งนั้น

 

 

 

 

                1 สัปดาห์ก่อน......

                ร้านอาหาร XXXX

 

                ร่างอ้วนท่วมที่นั่งรอเค้าอยู่ รีบลุกขึ้นเมื่อเห็นเค้าเดินเข้ามานั่งยังฝั่งตรงข้าม “ขอโทษที่มาช้าครับ คุณคือทนายโอ ที่ติดต่อกับ ชานยอลตลอดเวลาชั้ยครับ”

 

                “คุณเป็นใครครับ”

 

                “สามีของคุณชานยอล” ทนายโอขมวดคิ้วเพียงนิด กอนจะก้มมอง โทรศัพท์สองเครื่องของชานยอลและของเค้า “ตรวจสอบได้ ผมรู้ว่าคุณภักดีต่อชานยอล ผมก็เช่นเดียวกัน” ทนายโอจัดการดูข้อมูลต่างๆในโทรศัพท์ทั้งสองเครื่อง ความสัมพันธ์ของทั้งสองในคลิป?? และข้อมูลต่างๆทำให้เค้าหายความคลางแคลงใจลงมานิดหน่อย ถ้าเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นแฟน และท่าทางที่ดูไม่น่าจะเป็นคนของคุณนายเค้าก็เบาใจ และพร้อมที่อยากจะหาสมัครพรรคพวก

 

                “คุณต้องการรุ้อะไร”

 

                “ทุกเรื่องที่คุณรู้ ที่แม่ของชานยอลรู้ แล้วก็เรื่องที่คุณคุยกันด้วย” ทนายโอกรอกตาไปมา

 

                “เรื่องพินัยกรรม ผมต้องขอขอบคุณคุณที่ทำให้เรื่องนี้เข้าสู่ชั้นศาล คุณก็รู้การที่ลูกฟ้องแม่ตัวเอง มันไม่สามารถทำได้ รวมทั้งการแบ่งพินัยกรรมที่ชัดเจน ของคุณผู้ชาย เจ้านายชองผม”

 

                “หมายถึงคุณพ่อของชานยอลเหรอครับ”

 

                “ครับ...ท่านเสียไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์พร้อมกับลูกสาวคนโต โดยที่ในรถนั่นมีคุณชานยอลนั่งไปด้วย แต่คุณชานยอลรอดมาได้ พินัยกรรมนั้นถูกเปิดออก มรดกทั้งหมด ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ให้ลูกสาวคนโตและลูกชายคนเล็ก แต่คุณเซฮุนยังเด็ก มรดกที่ต้องได้จึงถูกมอบให้แม่เป็นคนจัดการ มรดกในส่วนของพี่สาวคุณชานยอลก็เช่นเดียวกัน”

 

                “แล้วทำไมคุณแม่ชานยอลถึงไม่ได้อะไรเลย”

 

                “คุณคงไม่อยากให้สมบัติกับผู้หญิงโรคจิต จิตใจทรามแบบนั้นแน่นอนครับ คุณผู้ชายป่วยเป็นมะเร็งระยะที่สอง หล่อนยุยงให้เค้าทำพินัยกรรมโดยให้หล่อนเป็นคนจัดการมรดกทั้งหมดแทน แต่ท่านไม่ยอม เลยเกิดปากเสียงกัน นั่นเป็นสิ่งที่ท่านบอกเล่าให้ผมฟังขณะที่เดินทางไปหาลูกชายคนรองกับคนเล็กที่ปูซาน เพื่อพาตัวมาฟังพินัยกรรม แต่เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาเสียก่อน”

 

                “แล้วชานยอลรอดมาได้สินะครับ ผู้หญิงคนนั้นเลยดูเกลียดชานยอลมาก งั้น....” อี้ฟานขมวดคิ้ว ทนายโพยักหน้าบ่งบอกให้เค้ารู้ว่าเค้าเข้าใจถูก

 

                “แต่มันไม่มีหลักฐานชี้ตัว แล้วเรื่องนี้ทั้งคุณชานยอลและคุณเซฮุนก็ไม่ทราบ คุณชานยอลเพียงแค่อยากจะฟ้องให้รื้อพินัยกรรมขึ้นมาใหม่ เพื่อที่คุณเซฮุนจะได้รับมรดกในส่วนนั้น”

 

                “แต่ในพินัยกรรมไม่มีระบุ เหรอครับว่าเซฮุนอายุเท่าใดถึงจะมีส่วนเข้ามาจัดการกับมรดกของตัวเอง”

 

                “รู้จักช่องโหว่ของกฎหมายรึเปล่าครับ มรดก 33% ของคุณเซฮุนคือบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกว่ามรดกของคุณชานยอลกับบริษัทรับเหมาของลูกสาวคนโตของคุณผู้ชายเสียอีก”

 

                “แล้วแบบนี้ ผมควรต้องทำยังไง”

 

                “ผมไม่ทราบ คงต้องรอให้ถึงวันนัดไต่สวนเสียก่อน”

 

                “แล้วแผนของคุณกับชานยอลล่ะ”

 

                “ครับ ผมจะบอกคุณ.....”   

 

 

















เมดหาย หมายเหตุ **ไรท์ไม่มีความรู้กฏหมายในเชิงลึกมากมายนัก แต่อาศัยการดูหนังสอบสวนบ่อยๆ (โคนัน ชินดะอิจิไรงี้ 55+) เลยจำเค้ามา เนื้อหามีอิงกฏหมายให้ดูสมจริงเล็กน้อย แต่ไม่มากนัก ตอนนี้แต่งขึ้นมาเพื่ออถรรสในการอ่านและเพื่อป็นการดำเนินเรื่องต่อในตอนต่อๆไป ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงใดๆทั้งสิ้น ข้อผิดพลาดในเชิงกฏหมายมีแน่นอน เพราะฉะนั้นอ่านเพื่อนความบันเทิงนะคะ (บอกไว้เผื่อมีเด็กนิติมาอ่าน 555+)  

888 ความคิดเห็น

  1. #538 Printhida Klinkaewnarong (@rainbowky) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 มกราคม 2559 / 07:39
    ฮ่อยยยย ยัยเด็กชานยอลนี่ดื้อมากจริงๆ นะ สร้างเกร่ะกำลบังหนาเหลือเกิน แอบร้องไห้ด้วย น่าสงสาร ไม่ต้องห่วงนะลูก แม่แท้ๆ ไม่รักแต่ยังมีแม่ผัวรักนะคะคนเก่ง
    #538
    0
  2. #528 Aunyaww (@aun_102539) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 มกราคม 2559 / 09:43
    แม่ชานยอโรคจิตอยู่แล้วสินะ ม๊าตาฟ่านน่ารักมาก
    #528
    0
  3. #339 manancy (@manancy) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2558 / 08:53
    โอ้ยยยเกลียดแม่ยอล!! แม่คนจริงๆใช่มั้ยเนี้ยย แต่รักม๊านะ ม๊าอบอุ่นมากเลย //ไรท์สู้ๆๆๆ
    #339
    0
  4. #338 yeollykiss (@bunnieys) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2558 / 04:34
    ชานยอลพูดเพราะๆกับม๊าหน่อยสิลูก ม๊าเค้าเอ็นดูชานยอลมากนะ
    #338
    0
  5. #336 NAMA_II (@jajamy) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 23:39
    งื้มมมมมม .เราสงสารชานยอลขนาดในศาลนางยังร้ายอ่ะนั้นลูกนะเว้ยแม่ม สงสารน้องอ่ะอินจัด !!!!
    #336
    0
  6. #335 bewwwed (@bewwwed) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 22:38
    อะไรคะคนน้องมีโทรมาร้องให้กับคุณแม่ ใครน้าที่ทำให้ร้องให้ แล้วถ้าชนะคดีคุณหนูเซฮุนก็รวยสึดเลยนะคะ ลู่หานไม่สนบ้างเหรอทั้งหล่อทั้งรวยเราอวยเต็มที่ 555555
    #335
    0
  7. #333 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 21:08
    แอบร้องไห้อีกแล้วสงสารชานยอบตอนที่คุณม๊าของอี้ฟานสั่งสอนชานยอลอ่ะ คิดว่าคุณม๊าต้องดัดนิสัยทำให้ชานยอลน่ารักได้แน่ ๆ เลย
    ลู่หานร้องไห้ฟูมฟายหรอ คงไม่อยากเสียเซฮุนไปสินะ
    แต่คุณป๊ากับคุณม๊าน่ารักมาก ๆ
    #333
    0
  8. #332 con_kyexonextdoor (@connea_land) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 18:39
    ดีงาม มีแต่คำๆนี้จะมอบให้ เรื่องกำลังสนุกเลย
    #332
    0
  9. #331 Piyawadee Pu-i Sompawong (@pu-ipu-i) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 18:32
    เจอฤทธิ์เดชคุณนายอู๋เข้าไป ปาร์คชานยอล น่าสงสาร โดนพรากผัว
    #331
    0
  10. #330 Piyawadee Pu-i Sompawong (@pu-ipu-i) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 08:34
    ลูกชายบ้านนี้เก่งทั้งพี่ทั้งน้องเลยอ่ะ พี่ชายเป็นวิศวะกรมือหนึ่งของบริษัท น้องชายเป็นนักกฏหมาย โอ๋ย ทำไมมันดีงาม เอาล่ะ ชานยอล ถึงชีวิตที่ผ่านมามันจะบัดซบยังไง แต่เธอก็ได้ผัวดีนะ นิสัยก็ดี มาจากครอบครัวที่ดี หน้าที่การงานก็ดี แถมยังเอาดี เอ้ย! สรุปคือ perfect
    #330
    0
  11. #329 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 08:17
    ถ้าแม่ชานยอลจะจิตใจโหดเ-้ยมขนาดนี้ ชานยอลไม่ต้องกลัวหรอก แม่ที่คอดฆ่าลูกได้ลงคอ คงไม่ถือเป็นแม่คน
    #329
    0
  12. #328 phaka (@parka-in) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2558 / 07:38
    กลัวใจแม่ชานยอลว่ะ ไม่ใช่มาลอบฆ่าอี้ฟานกะชานยอลนะ
    #328
    0