HUNHAN feat.krisyeol Love treasure SS2

ตอนที่ 15 : shortfic ky ฉันได้เจอกับใครบางคนในวันที่ฝนตกหนัก...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 436
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 ส.ค. 58

 

                วันที่หนึ่ง 20 พฤศจิกายน  2010

                ฝน....

                ฝนตก....

                ฝนตกอีกแล้ว....

                น่าเบื่อจัง......

 

                หนุ่มน้อยยื่นมือออกไปรองน้ำฝนที่กำลังตกลงมาอย่างหนัก สามทุ่มแล้วนะ อากาศก็หนาว ฝนก็ดันมาตก ถ้ารถยังไม่มาเค้าคงได้เดินกลับแน่ๆ

                “เห้อ มาสักที” ชานยอลยิ้มออกมาได้อย่างผ่อนคลาย ยังไงเค้าก็ไม่ได้เดินกลับบ้านที่ห่างออกไปอีกสามป้ายรถเมล์แล้ว ร่างโปร่งพับร่มเก็บก่อนจะวิ่งขึ้นรถ จ่ายเงินแล้วเดินหาที่นั่ง ยังดีที่ยังเหลือที่นั่งติดริมหน้าต่างอีกที่ ชานยอลเดินตรงดิ่งเข้าไปก่อนจะนั่งลง

                รถบัสกำลังเคลื่อนตัวออกไปช้าๆ เพราะไม่มีใครที่รออยู่บนป้ายอีก ชานยอลหยิบเอาเครื่องเล่นเพลงเรือนโปรดขึ้นมา ตั้งใจแกะหูฟังอย่างขะมักเขม้น

                ปังๆๆๆ

                “โอ้ะ....” คนขี้ตกใจสะดุ้งจนหูฟังที่กำลังแกะหล่นออกจากมือ ชานยอลหันไปมองที่ข้างหน้าต่าง ก่อนจะกดกริ่งหยุดรถทันที

.

.

                ชายหนุ่มตัวเปียกปอนเดินโซเซเหนื่อยหอบขึ้นมาบนรถ ลุงคนขับดูจะไม่พอใจชานยอลมากนักที่กดกริ่งหยุดรถให้เด็กหนุ่มตัวเปียกซกขึ้นมาบนรถ

                “ขอบใจนะ” ชายหนุ่มตรงดิ่งมายืนโหนบาร์ตรงหน้าเค้าพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำขอบคุณ ชานยอลยิ้มน้อยๆ ก่อนจะก้มหน้าหงุดแกะหูฟังไปเรื่อยๆ

                หล่อจัง....

                เปียกน้ำเซกซี่เว่อร์......

                “ฉันว่ายิ่งแกะยิ่งพันกันนะ”

                “ห้ะ เออะ เออ” ชานยอลสะดุ้งเมื่อคนที่ยืนค้ำหัวอยู่เอ่ยขึ้นมา ร่างโปร่งยิ้มน้อยๆ รู้สึกใบหน้ากำลังแดงเห่อขึ้นมาจนรู้สึกได้

                “นายหน้าแดงนะ ไม่ได้ไม่สบายหรอกนะ”

                “เอ้อ เปล่าๆ ไม่ใช่” ชานยอลส่ายหัวหวืด ก่อนจะก้มหน้าก้มตาแกะหูฟังต่อ มือใหญ่ๆยื่นมาตรงหน้าเค้า

                “มาเดี๋ยวแกะให้”

                “เออ ไม่เป็นไร”

                “มานี่ เดี๋ยวแกะให้” ชายหนุ่มแย่งปามือ ชานยอลคิ้วขมวดอย่างไม่ชอบใจ ร่างสูงแกะปมที่คอดกันออกอย่างรวดเร็วก่อนจะยื่นส่งให้เจ้าของ ชานยอลรับมาก่อนจะเสียบกับเครื่องเล่น ใส่หูกดเปิดเพลงแล้วกอดอกหันหน้าออกไปทางหน้าต่างทันที

                “เห๋ ขอโทษละกันนะ ฉันไปล่ะ” รถจอดตรงป้ายรถเมล์พอดิบดี ชายหนุ่มโบกมือลาก่อนจะวิ่งลงจากรถ ยกเสื้อขึ้นมาบังฝนแม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนัก ชานยอลมองก่อนจะเบือนสายตาหนีคนที่วิ่งผ่าฝนหายไป

                ลงป้ายสองสินะ......

.

.

                วันที่สอง.... 21 พฤศจิกายน  2010

 

 

                วันนี้ฝนก็ตกอีกวัน แถมไม่ต่างจากเมื่อวานเลย ทั้งเปียกทั้งหวาน ชานยอลยกนาฬิกาขึ้นดูอีกห้านาทีรถเมล์ก็คงจะมา ชานยอลหุบร่มรอไว้ เมื่อเห็นรถคันใหญ่สีแปลกตาเปิดไฟสว่างโร่ตรงดิ่งเข้ามา

                รถเมล์จอดสนิทตรงป้าย ชานยอลชะเง้อมองภายในรถไม่มีคนต่างจากเมื่อวาน

                ก็ยังดีที่มีอะไรต่างจากเมื่อวาน....

                หนุ่มน้อยพับร่มก่อนจะเดินขึ้นรถเมล์ “โอ้ะ....!!” ชานยอลที่กำลังจะก้าวขึ้นรถเมล์แทบหงายหลังเมื่อมีคนตัวเปียกวิ่งตักหน้าเข้าไปในตัวรถ ยังดีที่เค้าจับขอบประตูเอาไว้ได้ ไม่งั้นได้ลงไปก้นจ้ำเบ้ากับแอ่งน้ำเย็นๆแน่

                ชานยอลหน้าบูดเดินขึ้นรถพร้อมกับจ่ายเงิน สายตาคู่สวยจ้องไปมองคนที่กำลังก้มหน้าสะบัดผมลวกๆเพื่อไล่หยาดน้ำฝน ร่างโปร่งเดิน ไปยังท้ายรถก่อนจะนั่งลง

                “สวัสดี....เมื่อกี้ขอโทษนะ” เสียงเอ่ยคำขอโทษทุ่มแสนนุ่มนวลพร้อมกับรอยยิ้มสดใสที่ประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา ชานยอลยืดตัวตรงก่อนจะกอดอกเสมองทางอื่นเมื่อกับไม่ได้สนใจ

                ชายหนุ่มยิ้มจืด ก่อนจะหันกลับไปทางเดิม ชานยอลหันกลับมามองก่อนจะเบ้ปาก เขอะ! คิดว่าหล่อแล้วจะทำอะไรก็ได้สินะ แค่คิดว่าขอโทษก็จบสินะ....

                ชานยอลบ่นหงุงหงิงขมุบขมิบปากอยู่คนเดียว ไม่นานนักเสียงหริ่งจากเบาะหน้าก็ดังขึ้น ร่างสูงโปร่งของคนตัวเปียกก็ลุกจากที่นั่งเดินเฉะแฉะลงไปจากรถ ชานยอลชะเง้อมองคนที่ทำเหมือนเดิมคือยกเสื้อคลุมสีกรมท่าขึ้นคลุมหัวทั้งๆที่ช่วยไรไม่ได้มาก แล้วออกวิ่งไป

                “หมอนั่นไม่เคยจะพกร่มเลยสินะ”

.

.

                วันที่สาม.... 22 พฤศจิกายน  2010

 

                ฝนตก....

                ฝนตกอีกแล้ว....

                ฝนจ๋า เธอควรหยุดเสียบ้างนะ....

                เอ...แต่ก็นะ นี่มันหน้าฝนนี่นา....

 

                ชานยอลเบ้ปากให้กับฝนฟ้าที่เอาแต่เทกระหน่ำลงมาตั้งแต่ช่วงเย็น วันนี้ถึงจะฝนตก แต่ก็คงไม่ได้เจอคนบ้าที่ตัวเปียกหรอกนะ เพราะวันนี้เค้ากลับจากที่เรียนพิเศษเร็วกว่าปกติ

                ชานยอลยืนรอรถอยู่ประมาณยี่สิบนาทีในที่สุดรถรอบก่อนรอบสุดท้ายก็มาจอดเทียบท่าอยู่ตรงหน้าเค้า เด็กหนุ่มก้าวเท้าขึ้นไป เลือกหาที่นั่งที่ยังพอมีอยู่บ้าง รถเคลื่อนตัวไปช้าๆ เพื่อออกจากป้าย

                “เห้ย!” ชานยอลที่ไม่ระวังตอนรถเบรกนั่งจุมปุ๊กลงไปกับพื้น ใบหน้าหวานสวยแทบจะขึ้นสีเขียวคล้ำเพราะความจุกเสียด เสียงเปิดประตูบ่งบอกให้รู้ว่ามีคนกำลังเดินขึ้นมา

                “อ้าว ไปนั่งทำอะไรตรงนั้นล่ะ” น้ำเย็นๆหยดแหมะลงบนหัวจนร่างโปร่งต้องเงยหน้าขึ้นมอง....หมอนี่อีกแล้ว ร่างสูงก้มลงมองคนที่เอาแต่นั่งบนพื้นรถเมล์ท่ามกลางสายตาของคนบนรถนับสิบ ชานยอลรีบลุกขึ้นใบหน้าที่เขียวคล้ำเพราะความจุกแปรเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อเพราะความอาย ผู้ชายบ้าอะไรไม่เคยจะพกร่มมารึไง ถึงได้ตัวเปียกขึ้นรถได้ทุกวี่ทุกวันแบบนี้ แล้วดูสิ เชิ้ตขาวแนบเนื้อจนเห็นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ><

                “ทำ ทำไม นายถึงเปียกได้ทุกวันแบบนี้ล่ะ” ชานยอลกลั้นใจถามเพราะความอยากรู้ ที่นั่งคู่ที่สุดท้ายในรถ ชานยอลนั่งลงก่อน แต่อีกฝ่ายที่เดินตามมากลับชั่งใจก่อนจะยืนโหนบาร์แทน

                “อืม....ฉันเอาร่มให้คนอื่นไปน่ะ” ชายหนุ่มตอบพลางเกาแก้มเขินๆ ชานยอลขมวดคิ้ว ก่อนจะไม่สนใจคนที่เริ่มหันหน้าหนีไปทางอื่น

                เวลาไม่ถึงสิบนาทีแต่บรรยากาศกลับอึดอัดกว่าทุกครั้ง ที่เป็นแบบนั้นอาจเพราะเค้าปริปากคุยกับชายหนุ่มตรงหน้าเสียกระมัง รอบตัวมันเลยเป็นแบบนี้

                “นายกลับบ้านเวลานี้ตลอดเลยเหรอ ทุกทีไม่เคยเห็นเลยแหะ”

                “อืม.....ผมเพิ่งย้ายมาน่ะ” ชายหนุ่มเอะใจก่อนจะกวาดสายตาดูเครื่องแต่งกายองคนตรงหน้า

                “อ๋อ เด็กโรงเรียนสหนั่นสินะ”

                “สหนั่น....โรงเรียนผม ฮันริมต่างหาก โรงเรียนฮันริม” ชานยอลที่เริ่มไม่ชอบขี้หน้าเจ้าคนนี้ ใช้เสียงที่สูงขึ้น ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ก่อนจะหยักไหล่ เค้าเอื้อมแขนมากดกริ่ง

                “ขอโทษด้วยละกันนะเด็กฮันริม ฉันไปล่ะ” ชายหนุ่มว่าเมื่อรถหยุดสนิท เค้าเดินลงไปจากรถโดยถือเสื้อคลุมเตรียมพร้อมใช้เป็นเครื่องกำบังฝน

                เห้อ.....สงสัยฉันต้องเปลี่ยนสายรถซะแล้วล่ะมั้ง

.

.

 

                วันที่สี่….. 23 พฤศจิกายน  2010

 

                อ๊า.....วันนี้ฝนไม่ตก

               

                ชานยอลก้มลงมองนาฬิกาบนข้อมือ เพิ่งจะสองทุ่มเศษๆ แบบนี้เค้าคงต้องนั่งรอรถเมล์จนกว่าจะถึงสองทุ่มครึ่ง เด็กน้อยถอนหายใจเก็บร่มคันเล็กลงกระเป๋าหนังสือพร้อมกับหยิบเครื่องเล่นเพลงออกมาฟัง

                20.30

                รถเมล์คันเดิมเข้ามาจอดเทียบท่าคุณลุงเปิดประตูให้ ก่อนที่จะมีทั้งผู้โดยสารใหม่และผู้โดยสารเก่าสวนทางขึ้นลงกันอย่างหนาแน่น ร่างโปร่งเผลอหันมองไปทางซ้ายก่อนจะลุกขึ้นเดินอ้อยอิ่งขึ้นไปช้าๆ

                “เจ้าหนูเร็วๆเข้าสิ”

                “อ่ะ เออ ครับ” ชานยอลค่อยๆเก็บหูฟังและเครื่องเล่นเพลงลงกระเป๋าก่อนจะก้าวขึ้นรถด้วยท่าทีเชื่องช้า เหมือนกับอิดออดรออะไรบางอย่าง

                “เออ เหมือนผมจะลืมของ ที่เพื่อน ไปก่อนเถอะครับ” ชานยอลถอยหลังลงมา คุณลุงขมวดคิ้วเข้มก่อนจะปิดประตูแล้วเคลื่อนรถออกไปในทันที

                “อ้าว เห้ย รอด้วย” เสียงตะโกนพร้อมกับร่างสูงโปร่งที่วิ่งไล่ตามรถ ชานยอลที่เพิ่งขยับตัวมายืนบนฟุตบาทมองตามด้วยสายตากลมโต

                “เอ๋ นายฮันริม” ชายหนุ่มหยุดวิ่งเมื่อเห็นว่าใครยืนค้างอยู่บนฟุตบาท

                “ไม่ใช่นะ ผมไม่ได้ชื่อฮันริมสักหน่อย” ชานยอลบ่นอุบก่อนจะเดินไปนั่งรอรถคันต่อไปที่ป้ายรถเมล์ ชายหนุ่มเดินหอบนิดๆมาที่ป้ายก่อนจะนั่งลงข้างๆ ชานยอลขยับหนีพร้อมกอดกระเป๋าแน่น

                “เป็นอะไรของนาย...” ชายหนุ่มว่าเสียงกลั้วไปด้วยคลื่นหัวเราะ ชานยอลเบ้ปากก่อนจะก้มหน้ามุดไปกับกระเป๋า

                “ฉันเห็นนายตอนวิ่งเลี้ยวตรงมุมตึกตรงนู้น นายกำลังจะขึ้นรถนิ แต่ทำไมลงมาซะล่ะ”

                “ผมลืมของไว้ที่เพื่อนน่ะ”

                “หืม....แล้วเค้าจะมากี่โมง รถเมล์มันหมดสามทุ่มนะ”

                “ไม่มาก็ไม่เอาไงเล่า!” ชานยอลเผลอตะคอกใส่คนช่างทำ จนชายหนุ่มหน้าเหวอเกาหัวแกรกๆสองสามที ก่อนจะเขยิบออกห่าง เด็กหนุ่มรู้ตัวว่าพูดใส่อารมณ์มากเกินไปหน้าเลยถอดสี ดวงตาเอ่อไปด้วยน้ำใสๆ อย่างกับว่าจะร้องไห้ ชานยอลมองคนที่ยิ้มจืดๆถอยห่างออกไป นั่งเล่นโทรศัพท์เงียบๆ

                “เออคือ ไม่ใช่นะ คือ” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์แต่ชานยอลกลับมุดหน้าลงไปที่เดิม เค้าส่ายหัวเมื่อเห็นเจ้าเด็กจากฮันริมเอาแต่ก้มหน้าเค้าก็เลยไม่อยากจะใส่ใจอีก

                บรรยากาศมาคุชนิดที่ชานยอลแทบจะร้องไห้ เกิดมายังไม่เคยใจเต้นแรงและกลัวขนาดนี้ พอคิดๆไป นั่นสิ เค้าลงมาจากรถทำไม เพื่ออะไร ทั้งๆที่ถ้าเค้าขึ้นรถ ผู้ชายคนนั้นก็ต้องวิ่งตามมาทันอยู่ดี....

                .....................

                เอ๋!!!!

                นี่ฉันรอเค้างั้นเหรอเนี้ย!!!!

.

.

                วันนี้ฝนไม่ตกคนก็เลยเยอะเป็นพิเศษ เยอะจนถึงขนาดต้องยืนเบียดโหนราว แม้มันจะไม่ใช่ระยะทางที่ใช้เวลานานมากนัก แต่รถที่โคลงเคลงโยกไปมาแบบนี้ มันก็ทรงตัวลำบาก ยิ่งคนที่ซ้อนอยู่ด้านหลังเป็นผู้ชายคนนั้นก็ยิ่งต้องเกร็งเข้าไปใหญ่

                “นี่นาย ยืนให้สบายๆก็ได้ไม่ต้องเกร็งหรอก”

                “เปล่า เปล่านะ”

                “ก็เห็นอยู่”

                “เปล่า!

                “อืมๆ” ชายหนุ่มที่โดนตะคอกอีกรอบขมวดคิ้วแล้วรีบตัดบท ชานยอลแทบอยากจะเอาหัวโขกกับเสาให้ตายไปรู้แล้วรู้รอด ทั้งๆที่วันนี้ฝนไม่ตกแท้ๆ แต่ทำไมถึง....

                ป้ายที่สองจุดหมายที่คนมากมายต้องการจะลง รวมถึงผู้ชายคนข้างหลังด้วย ผู้คนทยอยกันลงจากรถไปเกือบ เหลือแต่คนสุดท้ายที่จะต้องลงป้ายนี้

                “ฉันขอโทษที่วุ่นวายกับนายนะ ฉันอี้ฟาน ไว้พบกันใหม่ล่ะ โชคดี” มือหนาๆตบปุเข้าที่ไหล่ของคนตัวเล็กกว่า ชานยอลที่โหนราวอยู่ถึงกับตัวตรงแหน่ว จ้องมองคนที่เดินลงไปจากรถ

                อี้....

                อี้ฟานงั้นเหรอ....

.

.

.

             วันที่ห้า..... 24 พฤศจิกายน  2010

 

            ขอบคุณที่ใช้บริการคะ..........

                วันนี้เป็นวันแรกเลยล่ะมั้งที่ชานยอลรู้สึกดีกับการที่ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง เค้าเดินถือร่มอย่างทุลักทุเลมาที่ป้ายรถเมล์ถดจากโรงเรียนไปครึ่งป้าย แม้วันนี้จะเลิกช้าไปนิดแต่ก็เหลือเวลาอีกสิบนาทีกว่ารถจะมา

                เอ๋....

                ผู้ชายสวมชุดเชิ้ตกับกางเกงยีนตามแบบฉบับในทุกๆวันกำลังจิ้มโทรศัพท์อย่างมุ่งมั่น แถมข้างกายก็มีร่มสีน้ำตาลม้วนเก็บไว้ข้างกาย

                เด็กหนุ่มจ้องมองร่มคันใหญ่นั้นก่อนจะก้มลงมองร่มที่เค้าเพิ่งซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ....

                ไม่น่าเลยแหะเรา....

 

                “อ้าว สวัสดีนายฮันริม”

                “ผมไม่ใช่ชื่อนั้นสักหน่อย” ชานยอลตอบอย่างงอนๆก่อนจะหุบร่มเก็บ เยื้องไปนั่งห่างๆจากชายหนุ่มหลายตัว อี้ฟานจ้องมองคนที่มีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก เค้าจึงลุกขึ้นเดินมาหา

                “ขอโทษสำหรับเมื่อวานละกันนะ อ่ะ” อี้ฟานยื่นยื่นลูกอมรสมิ้นต์มาให้ ชานยอลมองลูกอบสลับกับคนให้ ก่อนจะค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบมัน

                “ตกลงนายชื่ออะไร”

                “ชะ ชานยอล ปาร์ค ชานยอล” ชานยอลตอบขณะแกะลูกอมใส่ปาก อี้ฟานระบายยิ้มละมุน ทำเอาคนที่จะเงยหน้าขึ้นมาต้องเสมองแล้วก้มหน้าลงไปใหม่

                “ชานยอลเหรอ ชื่อเพราะดีนี่...โอ้ะ รถมาละ” อี้ฟานยืดตัวเต็มสูงพร้อมกับสะพายกระเป๋าเตรียมตัวขึ้นรถ

.

.

                วันนี้ไม่มีที่นั่งเหลือพอให้ทุกคน ที่นั่งสุดท้ายตกเป็นของชานยอลตรงเบาะหลังสุด ส่วนอี้ฟานก็ต้องยืนไปตามระเบียบเพียงลำพัง วันนี้ชานยอลไม่สามารถจะพูดคุยอะไรกับอี้ฟานได้เลยทำได้เพียงแต่มองคนที่เอาแต่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์

                เห้อ.....อยากคุยกับเค้าจัง

                อยากจะขอโทษ.....

                รถเมล์จอดตรงป้ายเดิมที่อี้ฟานต้องลง ชายหนุ่มหันมาพร้อมกับโบกมือให้เค้าน้อยๆ ชานยอลยกมือขึ้นโบกลาตอบอย่างเก้ๆกังๆ ก่อนที่อี้ฟานจะเดินลงไปจากรถ รถเคลื่อนตัวออกห่างจากป้าย ชานยอลได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างๆของคนที่กำลังฝ่าสายฝนพร้อมร่มคันใหญ่

                ขอโทษนะ..........

 

.

.

.

                วันที่หก..... 25 พฤศจิกายน  2010

 

                วันนี้ชานยอลแทบจะเรียนไม่รู้เรื่องเพราะรู้สึกห่อเหี่ยวแปลกๆ ร่มที่ซื้อจากร้านสะดวกซื้อเมื่อวานยังคงอยู่ในกระเป๋า แม้วันนี้ฝนจะตก แต่ชายหนุ่มคงจะเอาร่มมาเอง

                เหมือนเค้าเตรียมตัวไม่รับคำขอโทษจากฉันเลย....

 

                “โอ้ะ ชานยอล....ขอเข้าด้วย” ร่มคันเล็กถูกแย่งกับถือด้วยคนที่วิ่งผ่าสายฝนมาเหมือนทุกครั้ง เด็กหนุ่มตกใจเล็กน้อยจนเผลอเดินออกจากร่าม

                “เปียกหมดแล้วเขยิบเข้ามาสิ โทษทีนะขอเข้าร่มด้วยแปบนึง” อี้ฟานว่าพร้อมกับระบายยิ้ม แขนเล็กๆค่อยๆถูกมือใหญ่ปล่อยออก ชานยอลก้มหน้าหงุดรู้สึกร้อนฉ่าแข่งกับอุณหภูมิอากาศตอนนี้เลย

                “โอ้ว รถมาพอดี” อี้ฟานร้องอย่างดีใจที่ไม่ต้องนั่งรอรถตัวเปียกนานๆ รถเมล์จอดเทียบตรงป้ายเป๊ะ ก่อนที่ประตูจะเปิดออก อี้ฟานผละออกจากร่มทันที จนชานยอลแทบจะถือไว้ไม่ทัน

                “ลุงครับรอหมอนั่นแปบนึง....หุบร่มเร็วสิ” อี้ฟานสั่ง ชานยอลที่ตัวเกือบเปียกเพราะจะทำร่มหล่นจากมือ

.

.

                “ฮ่าๆ อย่าทำหน้างั้นสิ ฉันขอโทษละกันนะ” อี้ฟานหัวเราะร่ขณะมองคนที่กำลังนั่งหน้าบูด “อ่ะ ฉันให้” อี้ฟานยัดลูกอมรสมิ้นต์ใส่มือชานยอลพร้อมกับยิ้มละไม เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นก่อนจะพบว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงเหลือเกิน

                “ทำไม เหม่อเชียว”

                “อ้ะ เปล่านะ เปล่า” อี้ฟานขำน้อยๆ ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์ที่กำลังส่งเสียงร้องดัง เค้ากดรับกรอกลงไปด้วยถ้อยคำธรรมดาไม่กี่คำก่อนจะวางสาย

                รถเมล์จอดลงที่ป้ายประจำของอี้ฟาน ชายหนุ่มหันมาส่งยิ้มให้คนที่เอาแต่นั่งกอดกระเป๋า “ฉันไปนะ ไว้เจอกันใหม่”

                “ดะ เดี๋ยว...” อี้ฟานที่กำลังจะเอี้ยวหันหลังเดินลงจากรถชะงัก ก่อนจะหันมามองต้นเสียง

                “อ่ะๆ เอาร่มไปด้วย ถือ....ถือว่าเป็นคำขอโทษจากผมที่ผมตะคอกใส่วันนั้น” ชานยอลก้มหน้าหงุด หูกางๆแดงจนแทบจะไหม้อี้ฟานมองร่มสลับกับเจ้าของที่เอาแต่ก้มหน้าเขินอาย ชายหนุ่มยิ้มก่อนจะหยิบมันมา

                “ขอบใจนะ ไว้พรุ่งนี้จะเอามาคืน” อี้ฟานโบกมือลาก่อนจะลงจากรถ โดยไม่ลืมที่จะใช้ร่มจากชานยอลด้วย

                อื้มมมมม....ฉันจะรอ ><

.

.

.

                วันที่เจ็ด..... 26 พฤศจิกายน  2010

           

            อืม.....ไม่เห็นมีลูกอมรสมิ้นต์เลย....

                เอารสบ๊วยไปแทนแล้วกัน.... ^^

 

                ขอบคุณที่ใช้บริการคะ..........

 

                ชานยอลกางร่มคันเดิมของตัวเองมาหยุดยืนรอรถที่ป้ายประจำใกล้ๆกับโรงเรียน วันนี้เค้าเลิกเรียนเร็ว เพราะพรุ่งนี้มีสอบเก็บคะแนน อาจารย์เลยปล่อยเด็ก ปีสองกลับบ้านเร็วกว่าปกติ

                เด็กหนุ่มนั่งรอ อืม....วันนี้คงกลับบ้านด้วยรถรอบสุดท้าย แน่ๆ เพราะต้องรอเอาร่มคืน คิคิ ^^

 

                คิดไปคิดมาก็ยิ้มออกมาคนเดียวพร้อมกับหัวใจที่เต้นตุ้มๆต่อมๆ ชานยอลแกะลูกอมรสบ๊วยของโปรดใส่เข้าปาก ก่อนจะนั่งเหยียดขารอเวลาไปเรื่อยๆ

                20.30

                ชานยอลปฏิเสธไม่ขึ้นรถมาสองคันแล้วจนถึงรอบรองสุดท้าย ชานยอลมองรถเมล์ที่กำลังเคลื่อนตัวห่างออกไป โดยไม่ใส่นัก เค้ามีเวลารออีกครั่งชั่วโมง ก่อนที่รถรอบสุดท้ายจะมาถึง

                21.00

 

                รถรอบสุดท้ายเข้ามาประจำที่ ชานยอลลุกขึ้นยืนพลางชะเง้อมองคนที่น่าจะกางร่มไม่ก็วิ่งผ่าฝนมาแต่ไกล แต่สุดท้ายกลับไม่พบ เด็กหนุ่มยังคงยืนค้างมองคอลอยอยู่แบบนั้นจนเสียงๆหนึ่งดังขึ้น

                “จะไปรึเปล่าเจ้าหนู” ชานยอลหันไปมอง ก่อนจะหันกลับไปมองทางเดิม

                “เออ...คือ”

                “ฝนตกแรงขึ้นแล้ว เร็วเข้า เด็กอย่างเธอไม่มีเงินขึ้นแท็กซี่หรอกนะ”

                “เออ....ผมต้องรอเอาของที่เพื่อนน่ะครับ ไปก่อนเถอะครับ ขอบคุณที่รอนะครับ” ชานยอลตัดใจไม่ขึ้นรถรอบสุดท้ายพร้อมกับก้มหัวโค้งต่ำเพื่อขอโทษ ลุงคนขับส่ายหัวน้อยๆก่อนจะปิดประตู

                แล้วรถก็เคลื่อนตัวออกไป......

                21.30

                ชานยอลที่เอาแต่ก้มมองนาฬิกาลุกพรวด สะพายกระเป๋าขึ้นบ่าอย่างหนักแน่น กางร่มออก ก่อนจะมองไปทางซ้ายของตัวเอง เพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีคนตัวสูงเดินมา

                นายไม่มา....

                นายโกหก....

.

.

.

                วันที่แปด.... 27 พฤศจิกายน  2010

 

                วันนี้ชานยอลเหมือนจะเป็นหวัดเพราะเดินตากละอองฝนกลับบ้าน ผ้าพันคอกับแมสปิดปาก เสียงที่ทุ่มเข้มอยู่แล้วเวลาพูด ตอนนี้ยิ่งกว่านั้นเสียอีก

                เด็กหนุ่มกางร่มมาหยุดยืนรอรถที่ป้ายรถเมล์ป้ายเดิม วันนี้เค้ารู้สึกว่าสอบได้ไม่เต็มที่คงทำได้แค่พอผ่าน แถมตอนนี้ยังรู้สึกเป็นไข้อีกด้วย

                20.00

                นาฬิกาตีบอกเวลาสองทุ่มตรง รถเมล์เขตนี้มาตรงเวลาเสมอ รถเมล์จอดเทียบท่าหน้าชานยอล วันนี้เค้าจะไม่รออีกแล้ว เค้าจะกลับบ้าน กลับไปกินยาแล้วนอนพักผ่อน

                คนโกหกคนนิสัยไม่ดี....

 

                ชานยอลก้าวขึ้นรถ จ่ายเงินก่อนจะเลือกหาที่นั่งติดริมหน้าต่าง “โอ้ะ เดี๋ยวครับเดี๋ยว” เสียงร้องบอกพร้อมกับเท้าที่เข้ามากั้นไม่ให้ประตูปิด ลุงคนขับรถโวยนิดหน่อยกับความห่ามของเด็กหนุ่ม

                ชานยอลหันไปมองก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแข็งทื่อ....

                “อ้าว ชานยอล” อี้ฟานทักด้วยรอยยิ้มที่ดูจะสดใสกว่าปกติ ชานยอลยิ้มออกมานิด หัวใจเต้นแรงอย่างระงับไม่อยู่

                “เร็วๆหน่อยสิ ยัยเป็ดเอ้ย ช้าจริงๆ” อี้ฟานหันไปหาคนที่กำลังหุบร่มแล้วเดินขึ้นมาบนรถ หญิงสาวผมสีดำขลับหน้าตาพอไปวัดไปวาแต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดแบบแปลกๆ ชานยอลที่เห็นได้แต่ขมวดคิ้ว ใจแกว่งไปมาอย่างกับลูกตุ้มที่ไร้ทิศทาง

                “หยุดเรียกแฟนแบบนั้นสักทีคริส”

                “ฮ่าๆ น่ารักดีออก ก็เธอมันเหมือนเป็ด”

                แฟน....

                งั้นเหรอ....

 

                ชานยอลมองหญิงสาวคนนั้นก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปมองร่มคันคุ้นตาในมือหล่อน ร่มสีเขียวพาสเทลคันเล็กที่เค้าซื้อที่ร้านสะดวกซื้อเมื่อสองสามวันก่อน

                อี้ฟานเดินหาที่นั่งที่เป็นเบาะคู่ แต่ไม่มีจึงเดินไปนั่งยังท้ายสุดของรถ ชานยอลที่เอี้ยวตัวมอง ได้แต่จังจ้องร่มสีโปรดที่เค้าตั้งใจให้ชายหนุ่ม กับคู่รักทั้งสองคน

                “โอ้ย หยุดทำร้ายฉันสักทีคริส วันเกิดนาย นายควรทำตัวให้ดีๆหน่อย”

                วันเกิด....

                “โอ้ย เธอควรเลิกหวงตัวสักทีนะเยจิน เราคบกันมานานแล้วนะ”

                “ตาบ้าพูดอะไรน่ะ อายเค้า ไม่ต้องมาทำหื่นกามเลยนะ”

                “แค่จับมือเอง เธอยังไม่เคยให้ฉันจับเลย เชอะ”  

                “พรุ่งนี้ฉันก็ย้ายไปเรียนกับนายแล้วไงคริส ทำไมนายถึงได้ ลามกแบบนี้” เสียงบ่นของสองหนุ่มสาวคู่รักทำเอาคนบนรถต้องอมยิ้มหัวเราะตาม ต่างจากคนที่เอาแต่นั่งกอดกระเป๋าไว้อย่างไม่ห่างตัว

 

                แฟน....

                เค้ามีแฟนแล้ว.....

                ป้ายสถานีที่ชายหนุ่มต้องลง รถจอดเทียบสนิทแล้วชานยอลที่เอาแต่กอดกระเป๋าเหม่อลอยต้องยืดตัวเปลี่ยนท่า ก่อนจะก้มลงตามเดิม

                “เออ นี่ ชานยอล” เสียงเรียกใกล้หูเหลือเกินจน เด็กหนุ่มต้องเงยหน้าขึ้นมอง อี้ฟานกำลังยืนโหนบาร์อยู่ข้างๆเค้า

                “อ่ะ ฉันเอาร่มมาคืน ขอโทษนะที่เมื่อวานไม่ได้มา พอดีเยจินป่วยน่ะเลยไม่ได้ไปโรงเรียน ฉันเลยไม่จำเป็นต้องมาส่ง”

                “หืมมมมมม นายไม่ได้อยู่แถวนี้เหรอ.....” ชานยอลอึ้งไปนิดก่อนจะรับร่มมาอย่างมึนๆ

                “อ๋อ ฉันทำงานเป็นดีเจฝึกหัดหลังเลิกเรียนอยู่ผับแถวนั้นน่ะ” อี้ฟานตอบคำถามชานยอล ก่อนจะตบบ่าเจ้าของร่มดังแปะๆ

                “ขอบใจสำหรับร่มนะ โชคดีนะ ขอให้เราได้เจอกันใหม่นะ”

                “เดี๋ยว....” อี้ฟานที่กำลังจะเดินไปที่ประตูหยุดชะงัก

                “มันหมายความว่าไงเหรอ....” ชานยอลกลั้นใจถามพร้อมกับจ้องใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างไม่วางตา อี้ฟานนิ่งไปสักพักปากรูปกระจับที่ราบเรียบคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง

                “อ๋อ ฉันคงไม่ได้มาแถวนี้แล้วล่ะนะ ขอบใจสำหรับความใจดีของนายนะ หวังว่าเราจะพบกันอีก” อี้ฟานยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะขมวดคิ้วหนักเมื่อถูกหญิงสาวที่กำลังจะลงจากรถเรียก

                ชานยอลมองทั้งสองลงไปจากรถ อี้ฟานถอดเสื้อคลุมออกมาทำเป็นร่มบังฝนให้หญิงสาวข้างกาย ชานยอลมองหน้าแนบกระจก ก่อนจะกลับมามองร่มในมือตัวเอง

                รถเคลื่อนตัวออกไปช้าๆเมื่อผู้โดยสารที่จะลง ลงไปหมดแล้ว ชานยอลมองอี้ฟานและผู้หญิงคนนั้นวิ่งผ่าฝนไปพร้อมกับรอยยิ้ม

                อืม....หวังว่าเราจะเจอกันอีกครั้งนะอี้ฟาน

.

.

.

จบ













                บ้านไรท์ฝนตกรุนแรงรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ สำหรับshortfic อันนี้อาจมีแพลนขยับขยายไปเป็นเรื่องยาว อู้ววววหูวววว (เรื่องล่าสุดยังมีแววจะล่มนี่คิดแต่งเรื่องใหม่ เวรกรรม) ไม่มีอะไรคะแค่อยากแต่คั้นเรื่องยาว เพราะชอบความรู้สึกตอนนี้มาก ฝนตกทั้งวันทั้งคืน อยากจะยืนรอรถตรงป้ายรถเมล์แล้วเจอผู้ชายที่ทำให้เราตกหลุมรัก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ว่าไปเรื่อย

                ยังไงก็ขอให้มีความสุขกับการอ่านฟิคเรื่องนี้นะคะ รักนะ ดูแลตัวเองด้วย

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

888 ความคิดเห็น

  1. #470 Printhida Klinkaewnarong (@rainbowky) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 9 มกราคม 2559 / 20:49
    โหยยยยยยยย เจ็บแทนชานยอลเลย แอบรักคนมีเจ้าของโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเค้ามีแฟนอยู่แล้ว
    #470
    0
  2. #368 nu_kets (@nu_kets) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2558 / 13:53
    ชานยอลน่าสงสารจังเลยอะ อยากให้สมหวังกันจัง
    #368
    0
  3. #65 Tamininalove (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2558 / 13:15
    โอ้ยแอบสงสารชยอลหนักมากๆอะ จะยินดีมากหากไรท์จะแต่งให้ยาวกว่านี้แล้วให้คริสยอลสมหวังกันนะ555555555
    #65
    0
  4. #63 ky0627 (@skilfan) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2558 / 19:32
    ไม่ชอบเรื่องนี้เลย 555555 ไรต์อ่า แต่งไรไม่รู้ หน่วงจริงๆ เรางอนที่ทำน้องยอลเราเจ็บ ง้อเราด้วยการแต่งเรื่องน่ารักๆพี่ฟานยอมน้องทุกอย่างมาเลยนะ
    #63
    0
  5. #58 Peach_Peace (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2558 / 23:25
    โอ้ย ทำไมเศร้าจัง ฮือออออ สงสารชานยอล คนหน้าหล่อมันก็ชอบหว่านเสน่ห์ไปเรื่อยไม่รู้ตัวเนาะ
    #58
    0
  6. #57 Peach_Peace (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2558 / 23:25
    โอ้ย ทำไมเศร้าจัง ฮือออออ สงสารชานยอล คนหน้าหล่อมันก็ชอบหว่านเสน่ห์ไปเรื่อยไม่รู้ตัวเนาะ
    #57
    0