Moon River : ที่ซึ่งดวงใจได้บรรจบ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 21,292 Views

  • 251 Comments

  • 334 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    8,794

    Overall
    21,292

ตอนที่ 36 : บทที่ 13 (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1021
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 84 ครั้ง
    20 มี.ค. 62


บทที่ 13 (1)



ศศิอาภาเดินเข้าไปในบ้านหลังไม่ใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางสวนไม้ยืนต้นและสนามหญ้าพื้นที่กว้างขวาง ทั้งหมดถูกล้อมด้วยรั้วสีขาวอีกขั้นหนึ่ง กั้นให้ที่นี่กลายเป็นพื้นที่สงบและทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเป็นส่วนตัว แม้จะอยู่ห่างจากถนนใหญ่เพียงร้อยกว่าเมตรเท่านั้น ทุกครั้งที่ได้มาหญิงสาวนึกรักและอยากใช้ชีวิตในสถานที่แบบนี้

เธอถอดรองเท้าวางแอบไว้ด้านข้าง ก่อนหยิบรองเท้าแตะสำหรับใส่ในบ้านจากตะกร้าออกมาใช้เสียคู่หนึ่ง แล้วจึงเหลียวหาคู่หมั้นที่มาด้วยกันแต่เอารถไปจอดด้านหลัง ไม่นานนักเขาก็เดินมาสมทบ ถอดรองเท้า และเดินเข้าไปโดยไม่ใส่รองเท้าแตะเช่นที่เธอทำ

“ไม่ใส่รองเท้าเหรอคะ” คนเป็นแขกถามเพราะเห็นเขาทำเช่นนี้มาหลายครั้ง

“ไม่เคยใส่เลย” เจ้าพระยาเกาท้ายทอย “ไม่ชอบใส่รองเท้าแตะเดินในบ้าน อาจจะเพราะโตมากับพื้นบ้านที่เป็นไม้จนชินมั้งครับ คุณบิ๋มใส่เถอะ ผมมีถุงเท้า คุณเดินเท้าเปล่าเดี๋ยวฝ่าเท้าแตกเสียเปล่า พื้นมันเย็น”

หญิงสาวพยักหน้าก่อนเดินตามลูกชายเจ้าของบ้านเข้าไป เขาตรงดิ่งไปยังห้องด้านในซึ่งปรับปรุงใหม่ให้เป็นห้องนั่งเล่นริมสวนเขียว ทางเดินส่วนใหญ่ในบ้านนั้นกว้างขวางและมีทางลาดตลอดช่วง ต่อให้เป็นคนไม่มีความรู้ในเชิงออกแบบก่อสร้าง ก็พอรู้ว่าบ้านนี้ทำเพื่อให้สามารถใช้งานวีลแชร์ได้โดยสะดวก

หญิงชราซึ่งนั่งเอนหลังนอนดูโทรทัศน์อยู่ตรงกลางห้องหันมาหาลูกชายคนเล็ก เธอส่งยิ้มพร้อมด้วยสายตารักใคร่ให้ผู้ที่เพิ่งมาถึง เจ้าพระยาและศศิอาภาลงนั่งคุกเข่าข้างๆ เก้าอี้เอน หญิงสาวก้มศีรษะไหว้อย่างนอบน้อม ส่วนผู้เป็นลูกชายเมื่อไหว้เสร็จก็โน้มกายกอดแม่ไว้หลวมๆ

“แม่สบายดีไหมคะ วันนี้เดี๋ยวเย็นๆ เดินด้วยกันในสวนไหมคะ”

“แสดงว่าจะอยู่กับแม่จนเย็นล่ะสิ บิ๋มกินข้าวกินปลาหรือยังลูก เย็นนี้จะอยู่กินกับแม่ใช่ไหม” เสียงแหบเครือนั้นเปี่ยมไปด้วยความเมตตาจนคนฟังยิ้มกว้าง

“บิ๋มจะอยู่กินข้าวเย็นด้วยค่ะคุณแม่” เธอค่อยๆ คลานเข่าไปหาท่าน “เดี๋ยวจะแวบไปดูบ้านก่อนสักพัก เลยออกไปคุยกับน้องที่จะทำพรีเซนเทชั่นงานแต่งเพิ่มเติม แล้วจะกลับมากินข้าวเย็นด้วยนะคะ ไปใกล้ๆ นี่เองค่ะ ฝากท้องด้วยนะคะแม่”

“ดีดี” มือเล็กและเหี่ยวย่นลูบลงบนศีรษะช้าๆ

“แล้วแม่ไม่ทักโพเหรอ” ลูกชายประท้วง

“แม่ดีใจที่บิ๋มจะมาเป็นลูกสาวแม่อีกคนนะลูก” บุญเรือนพูดกับว่าที่ลูกสะใภ้เพียงคนเดียว ด้วยท่าทางราวกับเมินลูกชายเอาเสียดื้อๆ

“ขอบคุณคุณแม่ที่เอ็นดูบิ๋มด้วยค่ะ” หญิงสาวรู้สึกซาบซึ้ง...เธอเพิ่งรู้จักกับอีกฝ่ายได้ไม่นานด้วยซ้ำ แต่ก็ประจักษ์ถึงความเอื้ออารีที่เธอเผื่อแผ่มาให้เจ้าสาวของลูกชายเพียงคนเดียว และอีกเพียงเดือนครึ่งเธอก็จะกลายเป็นลูกสะใภ้ของบ้านนี้แล้ว “บิ๋มขอบคุณแม่จริงๆ นะคะที่ยอมรับบิ๋ม ทั้งๆ ที่บิ๋มกับคุณโพก็รู้จักกันได้ไม่นาน แต่แม่ก็ต้อนรับบิ๋มเหมือนกับเป็นลูกอีกคน”

“ไม่หรอกลูก แม่สิต้องขอบคุณหนู ในที่สุดแม่ก็ได้เห็นโพมันเป็นฝั่งเป็นฝาก่อนแม่ตาย” เธอถอนหายใจ “นึกว่าแก่เกินแกงอย่างนี้ ถ้าเป็นมะพร้าวคงเหลือประโยชน์แค่เอากาบไปหั่นใส่ดินปลูกต้นไม้”

“แม่ โพเป็นลูกแม่นะ แม่เห่อคุณบิ๋มจนโพงอนแล้วเนี่ย” เจ้าพระยาแสร้งทำหน้าบึ้งตึงใส่ผู้หญิงทั้งสองคนที่ดูเหมือนจะรักใคร่กันและกันดีเสียเหลือเกิน “นี่ขนาดยังไม่แต่งเข้าบ้านนะ อีกเดือนครึ่ง ลูกแม่ยังหัวเน่าขนาดนี้ นี่ถ้าแต่งกันจริงโพจะหัวเน่าขนาดไหน”

“บิ๋มได้ยินเสียงอะไรไหมลูก” บุญเรือนยกมือแตะที่ใบหูพลางหรี่ตา “เหมือนเสียงยุง เสียงแมลงหวี่มันร้อง ขาดความอบอุ่น เรียกร้องความสนใจ”

ศศิอาภาเอนกายไปหาเอามือป้องปาก “นั่นสิคะคุณแม่” เธอจงใจปรายตามองคู่หมั้นเพียงครู่ก่อนสั่นศีรษะเบาๆ “ใช้ไม่ได้เลยนะคะ โตป่านนี้แล้ว”

“เข้ากันดีจริ๊ง” เจ้าพระยาลุกยืน ก้มจูบแก้มแม่ แล้วจึงเดินไปทางครัว จนลับสายตา ทว่าผู้ที่อยู่ในห้องนั่งเล่นได้ยินเสียงเจ้าพระยาดังชัด “พี่ปิงงงงง เย็นมีอะไรกินบ้าง อยากกินหลนปลาเค็ม”

บุญเรือนถอนหายใจ “เหมือนแม่เลี้ยงเขาให้เป็นลูกคนเล็กไปตลอด ขี้โวยวาย ปากนี่ไว...”

“คุณโพเป็นผู้ใหญ่ พึ่งพาได้ค่ะ แต่เวลากลับบ้านก็อยากจะเป็นน้องบ้างมั้งคะ ไม่รู้จะอ้อนใครแล้วนี่นา” ศศิอาภาตั้งข้อสันนิษฐาน

“แล้วเขาอ้อนหนูไหมลูก”

“นิดนึงค่ะ” หญิงสาวย่นจมูก “ยังท่าเยอะอยู่ ต้องละลายพฤติกรรมเสียหน่อย”

“เอาให้หนักๆ เลย แม่อยากเห็นรายนั้นทำตัวเรียบร้อยน่ารักบ้าง”

ศศิอาภาเบิกตาเรียวของตนเองกว้าง “หูย ถ้าขนาดเรียกว่าเรียบร้อยได้นี่...บิ๋มคงไม่ไหวล่ะค่ะ เหมือนแต่งงานกับผู้ชายผิดคน”

ผู้เป็นแม่ว่าที่สามีหัวเราะร่วน เพราะเธอเองก็รู้ดีว่าลูกชายคนเล็กมีนิสัยอย่างไร และยิ่งดีใจกว่าเมื่อว่าที่เจ้าสาวนั้นก็รู้อย่างที่ตนเองรู้เช่นกัน





ทั้งสองคนเลือกซื้อบ้านในซอยเดียวกันกับบ้านของครอบครัวเจ้าพระยาเรือนหอซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของถนนเส้นหลักซอยมีนั้นอาณาบริเวณและสวนขนาดเล็กกว่า แต่มีไม้ยืนต้นร่มรื่นชวนให้รู้สึกร่มเย็น เหมาะสำหรับครอบครัวเดี่ยวและคู่แต่งงานใหม่ บ้านสองชั้นมีพื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือ แม้ทรงบ้านจะเป็นการออกแบบของช่วงยี่สิบถึงสามสิบกว่าปีก่อน แต่มีการบูรณะโครงสร้างโดยเจ้าของเก่าที่อยู่ในบ้านหลังนี้มากว่าสิบปี พวกเขาเลยแค่ให้สถาปนิกและผู้รับเหมามาจัดการปรับปรุงบางจุด โดยเฉพาะการตกแต่งภายในเพื่อให้สอดคล้องกับกิจวัตรของทั้งคู่

งานทุกจุดคืบหน้าไปได้ด้วยดีและมีแนวโน้มว่าจะเสร็จทันเป็นเรือนหอของทั้งสองคน

“ทำไมคุณแม่กับพี่สาวคุณโพเลือกมาซื้อบ้านหลังนี้คะ”

ศศิอาภาถามด้วยความสงสัย ขณะที่ทั้งสองคนเพิ่งเดินออกจากเรือนหอที่มีเสียงช่างทำงานดังเกือบทุกวัน (จนเธอต้องซื้อขนมไปทักทายและขอโทษบ้านข้างๆ)

“บิ๋มจำได้ว่าตอนปีห้าสิบสี่ที่น้ำท่วมหนัก ตรงนี้ก็ท่วมนะคะ หนักเอาการ ไม่กลัวท่วมซ้ำหรือคะ”

“นั่นมันน้ำท่วมหนักในรอบหลายสิบปี มันไม่ท่วมซ้ำง่ายๆ หรอก ในตัวบ้านแค่ปริ่มๆ ในสวน ไม่เข้าบ้าน” เจ้าพระยาตอบพลางสลับที่กับเธอให้เดินชิดริมกำแพง จะได้ไกลจากรถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งสวนกันอยู่บนถนนซอย “ที่ท่วมหนักนี่หลายปัจจัย น้ำฝนมาก แล้วก็การบริหารน้ำที่ผิดพลาดตั้งแต่รัฐบาลก่อน ลากยาวมาจนรัฐบาลปัจจุบันในตอนนั้น แล้วยังมีเรื่องการผันน้ำพลาดเพื่อหวังผลทางการเมืองอีก มันเลยท่วม ถ้าจะท่วมระดับนั้นทุกปี ผมจะให้แม่ต่อเรือโนอาห์อยู่แทน นี่บ้านก็ถมเพิ่ม แล้วก็ดีดขึ้นสูงนิดนึง หมดไปเยอะอยู่ แต่ก็ถือว่ายังไงก็ต้องทำบ้านให้เอื้อกับการใช้วีลแชร์ของแม่อยู่แล้ว ทำไปเลยทีเดียว”

หญิงสาวเข้าใจเหตุผลในทันที เนื่องด้วยบุญเรือนมีสุขภาพร่างกายที่ไม่ดีนักเพราะทำงานอย่างหนักในช่วงวัยสาว ร่างกายเลยอ่อนแอ เหนื่อยง่าย เคลื่อนไหวไม่สะดวก เลยเป็นการดีกว่าถ้าได้เดินบ้างเพื่อออกกำลังกาย และใช้วีลแชร์ในการเคลื่อนย้ายไปไหนเป็นหลัก

“ตอนผมคุยกับพวกพี่ๆ ก็คิดกันว่าไปซื้อบ้านใหญ่ๆ ในหมู่บ้านไกลๆ อาจจะถูกเงินกว่าซื้อบ้านหลังนี้ แต่ก็ต้องใช้รถตลอดเวลา นี่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินข้างหน้าปากซอยก็กำลังจะเสร็จ มีตลาดสดให้แม่ครัวไปจ่ายตลาดง่ายๆ มีโลตัสให้แม่ไปผ่อนคลายอยู่ฝั่งตรงข้าม มีห้างให้พี่สาวผมไปดูหนัง มีคลินิกสัตวแพทย์ดีๆ อยู่หน้าปากซอยสำหรับทองพลุ ทองพลับ ทองเอก แล้วก็อนาคินของหลานผม”

เขาถอนหายใจเมื่อนึกถึงสัตว์เลี้ยงของครอบครัวริมปิง ที่ตอนนี้เหมือนเทวดานางฟ้าเข้าไปทุกที

“ร้านสัตวแพทย์ก็อยู่ในการตัดสินใจด้วยหรือคะ...” เธอนึกถึงสุนัขของครอบครัวทั้งสามทอง...และแมวตัวเดียวในบ้านที่ถูกเลี้ยงให้เป็นสุนัขตามพี่ไปอย่างงงๆ

“ใช่” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง ตามประสาคนที่รักสัตว์และเคยนับสุนัขเป็นพี่ในช่วงชีวิตหนึ่ง “โรงพยาบาลสำหรับผ่าตัดใหญ่ก็มี แต่ไกลออกไปหน่อย แต่สำหรับการตรวจรักษาทั่วไปที่นี่เขามีชื่อนะ เดิมบ้านผมก็เคยพาหมาตัวเก่ามาหาที่นี่ ตอนไปที่อื่นแล้วเขาบอกว่าไม่รอดแน่ๆ รักษาอยู่นานจนรอด แล้วต่อมาอีกหลายปีก็ป่วยด้วยสังขาร ทรุด ตายจากกันไป หมอที่นี่ราคาไม่แพง แต่เรื่องราคาไม่สำคัญเท่าความจริงใจในการรักษาหรอก มีหวังคือมี บางรายไม่รอดแล้วหมอจับมือแล้วบอกให้ทำใจ จะให้ยาที่ทำให้เขาไม่เจ็บไม่ปวด แล้วก็ไปเงียบๆ”

ศศิอาภานิ่งไปด้วยกำลังไตร่ตรอง

เธอลืมไปแล้วว่าตอนเด็กๆ ตนเองนั้นอยากเลี้ยงทั้งสุนัขและแมว ทว่าบ้านที่เคยอยู่ก็เป็นตึกแถวพ่อกับแม่บอกว่าไม่เหมาะกับเลี้ยงสัตว์ จนทั้งครอบครัวย้ายมาอยู่บ้านเดี่ยวทั้งสองก็บอกว่าลูกไปเรียนกันหมด สัตว์เลี้ยงรังแต่จะเป็นภาระของพ่อแม่ แม้ศศิอาภากับรวิพรพี่สาวคนโตจะไม่ถูกกันนัก ทว่าทั้งสามต่างก็เคยเจ็บช้ำใจกับคำสัญญาที่ไม่เคยเป็นจริงของพ่อกับแม่ ไม่ว่าจะเรียนดีแค่ไหน ได้รางวัลจากกิจกรรมมากเท่าไร คำขอที่เคยกล่าวไปว่าอยากมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนก็หายไปกับอากาศธาตุครั้งแล้วครั้งเล่า จนพวกเธอไม่พูดเรื่องนี้อีก

หญิงสาวพยายามทำความเข้าใจว่าการเลี้ยงดูลูกสาวสามคนคงมีค่าใช้จ่ายมากอยู่แล้ว ท่านเลยไม่อยากมีสัตว์เลี้ยงเป็นการเพิ่มภาระให้ตนเอง

แต่เธอไม่เข้าใจ

ถ้าไม่ให้ เห็นว่าไม่ควร แล้วเหตุใดจึงลวงหลอกกันด้วยคำหวานตลอดเวลา

ศศิอาภาพยายามคิดถึงความทรงจำดีๆ ที่มีกับพ่อและแม่มาตลอดเดือนที่ผ่านมา ทว่ามันมีเพียงน้อยนิด ยิ่งคิดก็เหมือนปลายมีดสะกิดแผลในใจที่ยังไม่หายดีให้เลือดไหลซึมออกมา

เธอเลยปล่อยให้ทุกอย่างเป็นปัจจุบันไป อย่าไปขุดคุ้ยถึงมันอีก ไม่อย่างนั้นความสัมพันธ์ของเธอกับที่บ้านจะไม่มีวันดีขึ้นเลย

“คุณบิ๋มรักแม่ผมได้นะ”

“คะ?” เธออุทานเสียงสูง

“ผมไม่หวง รักแม่ผมเหมือนที่อยากจะรักแม่ตัวเองเลยก็ได้ แม่ใจดี แถมชอบเด็กผู้หญิงด้วย จริงๆ เด็กผู้ชายก็ชอบ ไม่เห็นแม่เกลียดใครเท่าไหร่ ยกเว้นเหม็นหน้าพ่อจริงจัง”

ศศิอาภาหัวเราะ “ทำไมมาบอกให้บิ๋มรักแม่คุณล่ะคะ ท่านเป็นแม่ว่าที่สามี บิ๋มก็ต้องเคารพท่านอยู่แล้ว”

“ผมหมายถึง รักและดูแลท่าน อย่างที่คุณอยากจะทำกับแม่ตัวเอง แต่เขาไม่ค่อยใส่ใจน่ะ”

หญิงสาวนิ่งไป เธอเดินต่อไปอีกหลายก้าวโดยไม่ได้รับรู้สภาพภายนอกเลย กระทั่งมือใหญ่วางบนศีรษะและลูบเบาๆ

“ฟังไปก็เหมือนผมบอกให้คุณไม่รักพ่อแม่ตัวเอง แต่บางครั้งคนเราเมื่อรู้ว่าให้สิ่งดีๆ ไปแล้วอีกฝั่งหนึ่งไม่รับ อาจไม่ได้เป็นเพราะสิ่งที่เราให้มันไม่ดีพอ แต่คนคนนั้นมีความอยากที่ถมเท่าไหร่ก็ไม่มีวันพอดี เขาอาจจะไม่คู่ควรที่จะได้มันก็เป็นได้ ให้เท่าที่ไหว เท่าที่เราไม่ทำร้ายตัวเองเถอะ อะไรที่ต้องปล่อยก็ปล่อยไปบ้าง”

ศศิอาภาพยักหน้ารับ เธอก็พอรู้เรื่องนี้อยู่แก่ใจ ถึงได้รู้สึกดีใจเมื่อทราบว่าเมื่อแต่งงานกันแล้ว เธอจะได้ออกจากบ้านของพ่อแม่ และได้มีชีวิตของตัวเอง ทว่าการร่วมชีวิตคู่กับใครอีกคนนั้นเป็นเรื่องใหม่ยิ่งกว่า อันที่จริงเธออยู่กับครอบครัวและเจอความลำบากทางใจเหล่านั้นมาจนชินแล้ว แต่ในเมื่อเลือกทางเดินที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตไปตลอดกาลเธอก็ต้องเสี่ยง แม้ไม่รู้เลยว่ามันจะทำให้ตนเองผิดหวังอีกหรือไม่

ถ้าใช่...เธอจะรวบรวมแรงใจที่ไหนให้มองเห็นความสดใสของวันพรุ่งนี้ได้


(1)


เรื่องของพ่อแม่บิ๋มไม่มีทางแก้ไขได้ในเร็ววันนี้หรอกเนอะ
แต่ก็นั่นแหละ แค่เจอหน้ากันได้ ไม่แย่จนเหมือนบังคับให้จากเป็นก็พอแล้ว


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 84 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #143 satamsomtua (@satamsomtua) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 21:23
    หมอโพพออยู่กับแม่นี่ออดอ้อนจริงๆ น่ารัก
    #143
    1
    • #143-1 (@ocean_serenade) (จากตอนที่ 36)
      6 เมษายน 2562 / 13:45
      ลูกชายคนเดียว ลูกชายคนเล็กกก
      #143-1
  2. #142 kedkaeo (@kedkaeo) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 20 มีนาคม 2562 / 19:36

    ยิ่งอ่านยิ่งอบอุ่นใจ คุณบิ๋มโชคดีมากๆแล้วแหละค่ะ อย่างน้อยๆก็มีแม่คุณโพที่ทั้งรักทั้งเอ็นดู คุณบิ๋มเองก็รักท่านให้เหมือนที่รักคุณแม่ของตัวเองนะคะ อีกหน่อยคุณแม่ท่านจะเข้าใจเองว่ารักลูกสาวคนนี้มากแค่ไหน

    #142
    1
    • #142-1 (@ocean_serenade) (จากตอนที่ 36)
      6 เมษายน 2562 / 13:45
      ค่อยๆ แนะนำค่อยๆ ปรับกันไปแหละเนอะ คนเรากว่าจะนิสัยแบบนี้มันไม่ได้เกิดในสามวันเจ็ดวัน การเปลี่ยนแปลงก็เหมือนกัน
      #142-1