Moon River : ที่ซึ่งดวงใจได้บรรจบ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 22,089 Views

  • 254 Comments

  • 339 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    9,591

    Overall
    22,089

ตอนที่ 23 : บทที่ 9 (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1216
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    7 มี.ค. 62


บทที่ 9 (1)



ในฝันนั้นโลกเป็นสีพาสเทลสวยจนศศิอาภานึกว่าตนเองเป็นตัวละครในมายลิตเติ้ลโพนี่ หญิงสาวรู้ว่ามันเป็นฝันแต่ก็ยังเดินไปตามทางอิฐที่ทอดตัวยาวผ่านสนามสีเขียว ยอดหญ้าเป็นประกายแวววับด้วยน้ำค้างที่สะท้อนแสงแดดอุ่น มันงดงามเสียจนเธอไม่ได้มองเบื้องหน้า เมื่อเงยหน้าขึ้นสิ่งที่ตั้งอยู่บนปลายทางคือบ้านของเธอเอง มันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเนินเขาเขียว มีฉากหลังเป็นท้องฟ้าย้อมสีกุหลาบและสายน้ำสีน้ำตาลทอง

ผิดธรรมชาติอย่างที่สุด

แต่ศศิอาภาก็เดินเข้าไปข้างในเพราะรู้สึกว่าอย่างไรก็ต้องกลับบ้านตนเอง เมื่อประตูเปิดออกกว้างภาพที่เห็นคือพ่อนั่งอยู่ดูโทรทัศน์บนโซฟาตัวโปรด ส่วนแม่นั่งเงียบๆ ในมุมของตนเอง เธอทักทายทั้งสองตามมารยาทและเดินกลับขึ้นห้องตัวเองเหมือนเช่นปกติ หญิงสาวหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้บนโต๊ะทำงานติดมือมาขณะเดินไปนั่งยังโซฟาตัวเล็ก เพื่ออ่านมันให้จบเสียทีจะได้ไปคุยกับเพื่อนได้

เวลาผ่านไปนานจนเธอจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหนังสือที่อ่านอยู่จบอย่างไร ทว่าจู่ๆ อากาศโดยรอบก็อบอ้าวขึ้นมาอย่างประหลาด หญิงสาวเดินลงไปข้างล่าง แล้วก็พบว่าเปลวเพลิงกำลังเริ่มลุกโหมลามเลียไปยังจุดต่างๆ บ้านร้อนจนเกือบเปรียบได้กับนรก พ่อกับแม่ของเธอยังอยู่ในห้องนั่งเล่น ศศิอาภาหมายใจจะวิ่งเข้าไปช่วยพวกท่าน ทว่าทั้งสองดูสุขสบายดีเหมือนไม่มีเรื่องอะไรให้ตระหนก ตรงข้ามกับเธอที่วิ่งฝ่าเข้าไฟจนผิวหนังแสบร้อนจนอยากตาย ทางออกเดียวที่เห็นคือประตูบ้านที่เปิดอยู่

ศศิอาภาวิ่งหนีออกนอกบ้านพร้อมบาดแผลฉกรรจ์ตามตัว ขาที่อ่อนแรงพาร่างเดินไปยังถึงเบื้องล่างของเนิน แม่น้ำที่ทอดอยู่ไกลๆ กลับเข้ามาอยู่ใกล้แค่ไม่กี่ก้าวก็เดินไปถึง เธอทิ้งร่างลงในแม่น้ำนั้นหมายใจจะปลดปลงชีวิตไปพร้อมกับบ้านที่มอดไหม้

แต่เธอกลับรู้สึกเย็นฉ่ำ สงบ ทั้งร่างและหัวใจ

หญิงสาวปล่อยให้สายน้ำพัดพาตัวเองไปเรื่อยๆ ปล่อยความคิดคำนึงถึงบ้านที่โดนพระเพลิงเผาให้ห่างออกไป เสียงน้ำไหลรินกระทบหินและเสียงเซ็งแซ่ของสรรพสัตว์ริมฝั่งน้ำทำให้ความเคียดขึ้งทั้งหมดผ่อนคลาย

แล้วจู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา

ศศิอาภาได้ยินเสียงบางสิ่งดังกระหึ่ม ก้อง ราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในหนังฟังดูน่าเกรงขาม แต่เธอก็ยังหาที่มาของมันไม่ได้ หญิงสาวลอยตัวอยู่ท่ามกลางแม่น้ำใหญ่ วักมือหมุนตัวไปมาเพื่อหาที่มาของเสียง ขณะเดียวกันสายน้ำก็พัดพาเธอไปอย่างไม่อาจหยุดยั้งได้

รู้ตัวอีกทีเธอก็ลอยละลิ่วผ่านน้ำตกลงมา...





ร่างที่ผุดลุกจากเตียงด้วยอาหารหอบเหนื่อยมีเหงื่อพราว 

ศศิอาภาไม่รู้ว่าเมื่อครู่ตนเองฝันดีหรือร้ายกันแน่ หญิงสาวพยายามควบคุมลมหายใจถี่กระชั้นของตนเองให้สงบลง หลับตา สูดลมเข้าเป็นจังหวะเนิบช้า จนเมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นปกติ จึงควานมือหาขวดน้ำดื่มที่มักวางไว้ข้างโต๊ะหัวเตียง

แต่ไม่มี

เธอมุ่นคิ้วเมื่อไม่พบของที่ต้องการ แล้วสติสัมปชัญญะทั้งหมดก็กลับคืนมา จนตระหนักได้ว่าที่ที่ตนอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่บ้านของตัวเอง หญิงสาวเอื้อมมือเปะปะ เมื่อแตะโดนฐานโคมไฟจึงพยายามกดเปิด พอไฟสว่างจึงได้เห็นว่าตนเองนอนอยู่ในห้องนอนที่ตนคุ้นเคย

คนเพิ่งตื่นมุ่นคิ้วพลางนวดขมับตัวเอง กวาดสายตาสำรวจห้องนอนที่แต่งด้วยสีโทนน้ำเงินเข้มและสีดำด้วยความสนใจ ที่มุมห้องทางซ้ายติดแนวม่านยาวจดพื้นมีโต๊ะทำงานเล็กๆ และตู้หนังสือ รอบๆ มีตู้เสื้อผ้าที่ดูเผินๆ คล้ายจะเป็นแบบบิลท์อินทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกออกแบบให้พอดีกับเหลี่ยมมุมของห้องเป็นอย่างดี

ศศิอาภาเหลียวมองนาฬิกาปลุกที่หัวนอนบอกเวลาเกือบจะตีสอง คิ้วเรียงขมวดเกือบชิดขณะครุ่นคิดว่าตนเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไรกันแน่ เธอเลิกผ้าห่มนวมสีเทาออก ก่อนลุกยืนเอี้ยวตัวไปมาเพื่อคลายเมื่อย หันกลับไปคลุมเตียงให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินออกจากห้องไป

เมื่อเดินออกมายังห้องนั่งเล่นเธอจึงได้เห็นว่าเจ้าของห้องยังคงนอนอยู่บนโซฟาเบด คนเป็นแขกนึกสงสัยว่าเพราะเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้นอนตรงนี้ ทั้งที่จริงๆ น่าจะมีห้องนอนอย่างน้อยอีกสักห้องอยู่ชั้นบน

ทว่าพอเดินเข้าไปใกล้เธอจึงได้เห็นว่าเขายังไม่หลับ มือยังกางหนังสือเล่มใหญ่ยกอ่านอยู่เหนือตัว แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมตั้งพื้นไล้กรอบแว่นโลหะเป็นประกาย นิ้วเรียงยังคงพลิกกระดาษเพื่ออ่านหน้าใหม่อย่างไม่สนใจเธอเลยสักนิด

ศศิอาภายืนมองชายเจ้าของห้องอยู่นาน หลากหลายความคิดวนเวียนอยู่ในหัว เธอรู้ว่าเมื่อครู่ตนเองเมาแต่ก็ไม่หนักหนาจนจำความไม่ได้ พูดอะไรออกไปก็ยังจำได้และตอนนี้ก็กำลังใคร่ครวญว่าจะรับผิดชอบคำพูดของตนเองได้หรือไม่ ว่ากันตามตรงเธอไม่เสียใจในสิ่งที่ได้เอ่ยไปแล้ว เพียงแต่ผลของมันที่ไม่เป็นไปดังคาดทำให้รู้สึก ‘เข้าหน้าไม่ถูก’ อยู่ไม่น้อย

“ถ้าอยากดื่มน้ำก็หยิบแก้วที่เคาน์เตอร์ได้เลยนะครับ”

เสียงของเจ้าของห้องทำให้เธอหลุดจากความคิดของตนเอง

“ผมไม่ค่อยได้กรอกน้ำกรองใส่ขวดไว้ พอดีสั่งน้ำแกลลอนมาใส่เครื่องกดน้ำตรงครัวไว้เลย เพราะอยากดื่มร้อนบ้างเย็นบ้าง”

ศศิอาภาเองก็เพิ่งสังเกตว่าบริเวณครัวของเขามีเครื่องกดน้ำดื่มอยู่ เพราะตอนกินข้าวเจ้าของห้องก็เป็นคนเอาน้ำมาให้ จนไม่ได้เดินไปบริเวณอื่นนอกจากระเบียงและห้องนั่งเล่น

เจ้าพระยาปิดหนังสือที่อ่านวางไว้ข้างตัวหลังจากลุกนั่ง “หรือคุณบิ๋มยังไม่สร่างดี ไปนอนต่อก็ได้นะ ไม่ต้องรีบหรอก”

“บิ๋มแย่งที่นอนคุณ”

เขาเลิกคิ้ว หัวเราะเบาๆ “ที่นอนผมเยอะแยะ ห้องนอนข้างบนก็อีกสองห้อง โซฟานี่อีก ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ถ้ายังง่วงก็ไปนอนเถอะ”

“ไม่ค่อยง่วงแล้วค่ะ” เธอเดินไปหยิบแก้วน้ำมาสองใบ รองน้ำเย็นเอากลับมายื่นให้เจ้าของห้อง แล้วจึงนั่งลงข้างๆ

เจ้าพระยารับน้ำมา ทว่าตาเหลือบไปมองคนนั่งข้างซึ่งจิบน้ำทีละนิดคล้ายไม่ได้ตั้งใจดื่ม อันที่จริงเขาตั้งใจว่าอีกสักพักก็จะขึ้นไปนอนที่ห้องด้านบนแล้ว เพราะคิดว่าศศิอาภาจะหลับไปจนเช้า เธอผ่านวันอันหนักหน่วงมาด้วยความยากลำบาก แต่เนื่องจากเกรงใจคนอื่นเลยไม่อยากระบายให้เพื่อนต้องเป็นกังวล จนแบกมันเอาไว้เพียงคนเดียว

เขาก็ยังสงสัยอยู่ว่าเพราะเหตุใดเธอจึงเลือกมาหาคนที่เพิ่งรู้จักได้แค่เพียงสัปดาห์ แต่ในใจก็แอบมาดหมายเงียบๆ ด้วยเหตุผลที่เข้าข้างตัวเองสุดๆ ไปแล้ว

เจ้าพระยาปล่อยให้ความเงียบคั่นกลางระหว่างทั้งสองคนอยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วจึงหันไปมองคนที่เหม่อมองทิวทัศน์ของฝั่งพระนครที่อยู่เบื้องหลังกระจกบานยาว เขาคิดว่าเธอยังไม่อยากกลับบ้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าในเวลานี้จะทำอย่างไรดี ศศิอาภามีเงินไปจ่ายค่าโรงแรมอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้ว่าเธอต้องใช้เงินมากเพียงไหนถึงจะทำให้บ้านกลายเป็นที่พักพิงของหัวใจได้

อาจจะยาก

หรืออาจจะไม่มีวันนั้น

“คุณบิ๋มไปอาบน้ำแล้วนอนต่อก็ได้นะครับ”

ศศิอาชำเลืองมองคนที่ยื่นข้อเสนอให้ตนเอง เธอยอมรับว่าตัวเองว้าวุ่นใจเลยมองเขาได้ไม่เต็มตา ด้วยยังนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนไปนอนอยู่

“ที่ห้องนอนข้างบนมีเสื้อผ้าของหลานทิ้งไว้ น่าจะไซส์พอๆ กัน หยิบใช้ตามสบายเลย”

“ขอบคุณนะคะ แต่ไม่เป็นไร ไม่นอนดีกว่า เดี๋ยวยืมหนังสือ ไม่ก็เปิดหนังดูจนเช้า แล้วเรียกแท็กซี่กลับบ้าน”

“แต่คุณไม่อยากกลับนี่”

หญิงสาวมองคนที่ยิ้มบาง มองเผินๆ ก็เหมือนมีไมตรีดี เอ่ยด้วยความเป็นห่วง แต่เธอกลับไม่เชื่อว่าเขาจะคิดแค่เท่าที่พูด

“ยังไงบิ๋มก็ต้องกลับ” ศศิอาภาถอนหายใจยาว “แต่หลังจากนั้นก็คงโดนบ้าง นิดๆ หน่อยๆ แต่เดี๋ยวก็จบ”

รอยยิ้มของเจ้าพระยาหายไปจากใบหน้าในชั่วพริบตา “เขาทำประจำหรือครับ”

“คะ?” หญิงสาวเลิกคิ้ว “อ๋อ หมายถึงป๊ากับม้า...ค่ะ ถ้าโกรธมากๆ ก็มี”

“มันไม่ใช่นิดๆ หน่อยๆ แต่นี่มันเป็นการกระทำรุนแรงอย่างต่อเนื่องนะครับ” เขาฟังแล้วไม่อาจจะนอนเอนหลังอย่างสบายใจได้อีก “แล้วคุณบิ๋มทำยังไงครับ ป้องกันตัวเอง หรือยอม”

เธอเอียงคอ หัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่ได้รุนแรงขนาดนั้นนะคะ ก็เหมือนพ่อแม่สั่งสอนลูกเวลาที่ทำอะไรไม่ดี”

“ทำไม่ดีหรือไม่ได้ดั่งใจครับ”

ศศิอาภาอยากจะเถียงแทนพ่อกับแม่ของตนเอง ทว่าใจก็รู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามเขาพูด

เธอแค่ทน...เพราะพวกเขาเป็นพ่อกับแม่ ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่ๆ

“ป๊ากับม้าก็มีปัญหาแค่จุดนั้นค่ะ ถึงยังไงก็เลี้ยงบิ๋มมาจนโต ให้บิ๋มได้เรียน...”

“แล้วเลี้ยงด้วยความรักไหมครับ รักที่เหมาะที่ควรสำหรับเด็กคนหนึ่ง” เจ้าพระยารุกถาม

คนฟังเกือบกัดลิ้นตัวเอง

ศศิอาภารู้สึกเหมือนอีกฝ่ายเอามีดแทงเข้าไปในแผลเจ็บเรื้อรัง ที่ตนเองเอารองพื้นและคอนซีลเลอร์โบกทับเอาไว้แสร้งว่าไม่เป็นอะไร

ในช่วงวัยเด็กเธอเชื่ออย่างหมดใจว่าการลงโทษของพ่อแม่คือการกระทำที่เกิดจากความรักและหวังดี และตัวเธอยังไม่ดีพอ เด็กหญิงคนหนึ่งใช้ชีวิตตามครอบครัวปรารถนา เรียนให้ดี ไม่ออกนอกลู่ทาง ไม่ต่างจากเพื่อนรอบตัว จนวันที่ได้รู้ว่าครอบครัวคนอื่นไม่ได้ข่มขู่หรือดุด่าให้ลูกรู้สึกผิด แต่มอบความรักเพื่อสร้างความมั่นใจ และสั่งสอนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จนสามารถเอาไปปรับใช้กับทางเลือกของตัวเองได้

หลังจากนั้นศศิอาภาก็เลยเปรียบเทียบครอบครัวคนเองกับเพื่อนอยู่บ่อยครั้ง จับสังเกตผู้คนรอบตัวว่าคนคนหนึ่งมีพฤติกรรมเช่นที่เธอเห็น เขาผ่านประสบการณ์เช่นไรมา เติบโตมาจากการเลี้ยงดูแบบไหน ทำให้เธอสนใจความเป็นไปของมนุษย์ จนได้นำมาใช้ยามเขียนงานของตัวเอง

นั่นทำให้เธอเปรียบเทียบชีวิตของตนเองกับคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง และทำให้หญิงสาวค่อยๆ ก้าวออกมาจากที่บ้านทีละนิด จนได้มีชีวิตของตัวเองอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วทุกอย่างก็จบลง...จนกลายเป็นเช่นตอนนี้

“แค่ดูแลให้ที่พักพิง ให้การศึกษาครบถ้วน นี่ก็ดีแล้วนี่คะ พอแล้ว” ศศิอาภาพยายามไม่ให้เสียงตัวเองสั่น “หลายคนไม่มีเงินให้ลูกเรียนด้วยซ้ำ”

“ไม่มีเงินให้ลูกเรียนหนังสือคือปัญหาของการวางแผนครอบครัว อยากมีลูกแต่ไม่เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับภาระ คนเหล่านั้นอาจจะเข้าไม่ถึงการคุมกำเนิดที่ทางรัฐสนับสนุน หรือบางทีรู้แต่ก็ช่างแม่ง สงสารแต่เด็กที่เกิดมา”

เจ้าพระยาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง กระด้าง จนคนฟังประหลาดใจ

เขาถอนหายใจยาว จิบน้ำ แล้วจึงพูดต่อ “การให้อาหารการกิน ให้ที่พัก ให้การศึกษา เป็นหน้าที่ซึ่งมาพร้อมบทบาทพ่อแม่อยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องให้ลูกมาสำนึกบุญคุณ เพราะมันเป็นเรื่องที่ ต้อง ทำ ไม่มีลูกคนไหนมาบังคับบีบคอให้พ่อแม่มีเซ็กส์กันจนท้อง ทำกันเองทั้งนั้น แล้วผลักภาระให้ลูก อ้างความกตัญญูมาเป็นเงื่อนไขให้ทำตาม ถ้าไม่ทำก็โดนสังคมรอบข้างประณาม”

ศศิอาภาอยากค้าน กระนั้นก็รู้ดีว่ามุมหนึ่งในใจมีความคิดเห็นไม่ต่างไปจากอีกฝ่าย ทว่า...ตนเองไม่มีความกล้าที่จะเชื่อ ไม่ต้องพูดถึงการพูดออกมา

“แล้วจะให้บิ๋มทำยังไงคะ นั่นป๊ากับม้า บิ๋มมีป๊ากับม้าแค่คนเดียว จะให้บิ๋มเกลียดป๊ากับม้าเหรอ” เสียงเธอสั่น...ไม่ใช่ด้วยความตั้งใจที่จะเอ่ยกลั้วหัวเราะ แต่เพราะกลัว...กลัวว่าความรู้สึกนั้นมันจะชัดเจนขึ้นทุกลมหายใจ “ถึงปากับม้าจะดีกับบิ๋มไม่เท่าพี่หรือน้องสาว แต่ยังไงก็เลี้ยงบิ๋มมา บิ๋มเกลียดพวกเขาไม่ได้...”

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ปล่อยให้เสียงตนเองเล็ดลอดริมฝีปากออกมาได้อย่างยากลำบาก

“บิ๋ม..ไม่กล้า”

เจ้าพระยาหันมองคนที่นั่งนิ่งมาครู่หนึ่ง ใช่เขาจะไม่รู้ว่าศศิอาภาเองก็ตระหนักถึงประเด็นนี้อยู่แล้ว แต่เพราะความใจดีและอยากจะทำให้คนที่เธอรักสมปรารถนา หญิงสาวเลยผลักตัวเองไว้เบื้องหลัง เลือกทำในสิ่งที่พ่อและแม่พึงพอใจโดยเมินเฉยต่อหัวใจตนเอง

ไม่ต่างจากคนที่กินพิษเข้าไปทุกวัน แถมเป็นพิษที่เสิร์ฟโดยคนในครอบครัว

“คุณบิ๋ม”

ศศิอาภาหันมองเจ้าของเสียงเมื่อเขาเลื่อนมือมาวางไว้บนมือเธออย่างเงียบๆ มันไม่ใช่สัมผัสของการล่วงเกิน ยั่วยวน แต่ความอบอุ่นที่ได้รับ...ทั้งผ่านทางร่างกายและภายในใจ เหมือนเขาพยายามบอกว่ายังมีใครอีกคนอยู่ตรงนี้

ข้างๆ เธอ

ชายซึ่งเป็นคนแปลกหน้าเมื่อสัปดาห์ก่อน กลายเป็นคนที่ทำให้ตนเองรู้สึกมั่นคงได้ถึงเพียงนี้

“กอดหน่อย”

“ครับ” เจ้าพระยาตอบรับ...ไม่สิ ถามกลับ “ยังไงนะคุณบิ๋ม”

“กอดบิ๋มหน่อย”


(1)

เชื่อมั้ยว่า mental illness หรือความเจ็บป่วยทางจิตใจ
ที่เราเจอมาจากคนใกล้ตัว...สาเหตุหลักคือครอบครัว
หลายๆ ครั้งการกระทำที่ทำร้ายเรามันเกิดซ้ำๆ แล้วเราไม่ว่าไม่พูดอะไร
เหตุเดียวคือเพราะเขาเป็นครอบครัว เรารักเขา

แต่เดี๋ยวก่อน ครอบครัวต้องไม่ทำร้ายกันปะ
ลองถอยออกมา แล้วคิดว่าถ้าคนที่ทำแบบนี้กับเราเป็นคนอื่น เราจะโกรธไหม
ถ้าใช่ ถ้าโกรธ ก็ต้องถอยออกมา
ให้อภัยตัวเองให้ได้ เมตตาตัวเองให้เป็น เห็นแก่ตัวให้มากขึ้น และรักตัวเองในที่สุด

ถ้าใครแย่แล้วจริงๆ หาหมอนะคะ
มันหายไม่ไวหรอก เพราะกว่าจะสะสมจนเป็นแบบนี้ก็นาน
แต่มันจะดีขึ้น
เราจะได้ตัวเราเองกลับมา เป็น better me ไง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #69 Riboflavin (@charib55) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 23:33
    กอดนะบิ๋ม /ลูบหลังๆ
    #69
    1
  2. #68 kedkaeo (@kedkaeo) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 19:47

    ...กอดบิ๋มหน่อย... เศร้าสุดซึ้งค่ะ น้ำตานองได้เลยทีเดียว มันไม่ใช่ว่าจะเสียใจ แต่มันเหงากินไปในใจต่างหาก

    #68
    1
  3. #67 ลิน (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 19:35

    ภาวะที่ลูกคนกลางส่วนใหญ่ต้องเจอใช่ไหมคะ ยิ่งเป็นลูกสาวครอบครัวคนเชื้อสายจีนด้วยแล้ว รักและหลงแต่ลูกชาย แต่กับบิ๋มลูกสาวล้วนนี่นา ทำไมแตกต่างกันจริง พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน เฮ้อ ยังดีที่เราไม่เจอแบบบิ๋ม

    #67
    1
    • 10 มีนาคม 2562 / 21:17
      ไม่ต้องเป็นบ้านคนจีน บ้านคนไทยก็เป็นค่ะ อันนี้เห็นจากรอบตัวนะคะ ลูกสาวที่ตัดสินใจมาดูแลพ่อแม่ที่บ้าน มักจะโดนเพิกเฉย เหมือนไร้ตัวตน ไม่มีความเห็น เป็นกระโถนท้องพระโรงรองรับอารมณ์ เห็นแล้วเหนื่อยแทน
      #67-1
  4. #66 Bellentine (@saeblue) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 7 มีนาคม 2562 / 19:19
    😢 😢 sad
    #66
    3
    • #66-2 Bellentine (@saeblue) (จากตอนที่ 23)
      10 มีนาคม 2562 / 21:41
      อ่านไปน้ำตาซึมไปค่ะ T-T เข้าใจอารมณ์บิ๋มเลยนะ อยากรักครอบครัวให้สุดแต่มันทำไม่ได้ เพราะจะมีมุมนึงในใจที่รู้ว่าให้ใจไปก็เท่านั้น เขาไม่เคยเห็นค่า อยากหลบออกมา แต่ก็ห่วงใย ทิ้งก็ไม่ได้ แต่อยู่ใกล้กันก็ช้ำใจ
      #66-2
    • #66-3 (@ocean_serenade) (จากตอนที่ 23)
      12 มีนาคม 2562 / 19:05
      ฮือ กอดกันนะ เอาตัวเองไว้ก่อน เราพูดจริงๆ บางทีคนที่เป็นพิษก็คนในครอบครัวเราอะค่ะ ถ้าเรามีระยะห่างกับเขาบ้างเราก็จะสามารถใช้ชีวิตตัวเองอย่างเป็นสุขได้ แล้วก็พอจะดูแลเขาได้ด้วย ถ้าเอาตัวเองไว้ใกล้ๆ ก็เหมือนรับพิษไปเรื่อยๆ อะ ท้ายสุดนอกจากดูแลเขาไม่ได้เราก็จะไม่เหลือชีวิตตัวเองอีก

      เป็นกำลังใจให้นะคะ
      #66-3