Moon River : ที่ซึ่งดวงใจได้บรรจบ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 20,820 Views

  • 248 Comments

  • 331 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    8,322

    Overall
    20,820

ตอนที่ 19 : บทที่ 7 (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1048
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    3 มี.ค. 62




บทที่ 7 (2)




เจ้าพระยารู้ว่าคนในอ้อมแขนร่ำไห้อยู่ เสียงสะอื้นแผ่วๆ ทำให้เขาอยากกอด อยากเช็ดน้ำตา แต่สำหรับบางคนความเงียบสงบก็เป็นการปลอบโยนที่ดีที่สุด เขาเลยได้แต่ลูบหลังเธอเบาๆ

เจ้าพระยานึกชอบศศิอาภาตั้งแต่งานแต่งงานของขวัญใจ ตอนเธอบอกหมายเลขโทรศัพท์ตนเองมันทำให้เขาประทับใจก็จริง แต่สิ่งที่ทำให้ละสายตาจากหญิงสาวไม่ได้ก็เพราะเขาต้องการหาคำตอบ ว่าเหตุใดเจ้าของน้ำเสียงรื่นเริงจึงมีนัยน์ตาที่ฉายความเศร้าสร้อยนัก

และด้วยเหตุที่เขาไม่ได้ถูกใจใครบ่อยๆ (จนแม่ทำใจแล้วว่าคงไม่มีวันได้เป็นย่า) เจ้าพระยาเลยทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รู้จักตัวตนของศศิอาภามากขึ้น ทว่าพอได้รู้เลาๆ ว่าครอบครัวของเธอเป็นเช่นไร เขายิ่งอยากจะทำความคุ้นเคยกับเธอ อย่างน้อยๆ ถ้าทั้งสองคนไปด้วยกันไม่ได้ ศศิอาภาจะมีเขาเป็นเพื่อนเพิ่มอีกคนหนึ่ง

แต่เจ้าพระยาไม่ใช่คนมักน้อย

เขาพยายามทุกทางเพื่อให้ศศิอาภาสนใจตนเองบ้าง โดยไม่ได้ทำสิ่งเดียวคือการโกหกและหลอกลวงอีกฝ่าย เพราะเจ้าพระยาไม่เชื่อว่าความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากสิ่งนั้นจะมั่นคงจนยืนยาวไปชั่วชีวิตได้

ถ้าไม่ได้เข้าข้างตนเองเกินไปนัก เขาว่าตนเองทำได้ดี

“ขอทิชชู่...” จู่ๆ เสียงอู้อี้ดังขึ้นมาหลังผ่านไปพักหนึ่ง

เจ้าของห้องมองหากระดาษชำระและพบมันอยู่ยังโต๊ะด้านข้างโซฟาที่เมื่อครู่ศศิอาภาวางชามสตรอว์เบอร์รี่ไว้

“ถ้าผมเอื้อมไปหยิบคุณบิ๋มจะร่วงลงโซฟาเพราะมันอยู่ที่โต๊ะข้าง คุณหันไปหยิบเองได้ไหม”

เขาได้ยินเสียงบ่นพึมพำอยู่ครู่ ก่อนอีกฝ่ายจะพูดขึ้นมา “น้ำมูกมันย้อย...”

“เอามือรองไว้!” เจ้าพระยาแสร้งทำเสียงแข็งขัน อุ้มอีกฝ่ายวางลงข้างตัวในทันทีแล้วจึงพลิกตัวเองไปอีกฝั่งหนึ่ง “ผมหันหลังให้แล้ว ไม่เห็นว่าเมคอัพคุณเละแค่ไหน คุณบิ๋มหยิบทิชชู่แล้วเข้าห้องน้ำไปเลยจะได้ล้างหน้า”

“แบบนั้นก็ดี ขอบคุณค่ะ”

คนเอนนอนตะแคงรอจนได้ยินเสียงประตูห้องน้ำปิด แล้วจึงเดินขึ้นบันไดไปยังห้องพักแขกที่มีเสื้อผ้าและข้าวของจำเป็นของพวกหลานๆ อยู่ เขาค้นในตู้จนเจอกระดาษเปียกแบบเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางได้ สำลีแผ่น แล้วก็น้ำยาอะไรสักอย่างที่หลานสาวใช้ล้างหน้าประจำ เลยรวบทุกอย่างมาแล้วเดินไปยังหน้าห้องน้ำ เคาะประตูเบาๆ

“ผมมีของที่หลานผมทิ้งไว้ สำหรับล้างเครื่องสำอาง คุณจะเอามั้ย”

“มีด้วยเหรอคะ”

“มีแบบเหมือนทิชชู่เปียก สำลีแผ่น แล้วก็...” เขาพลิกดูฉลาก “เห็นว่าเป็นออยล์ เช็ดเครื่องสำอางแบบกันน้ำได้ จะเอาอันไหนล่ะ”

“ทั้งหมดเลย”

“ก็ว่า...คุณคงไม่พกไอ้ที่ไว้ล้างเครื่องสำอางมาด้วยหรอก” เจ้าพระยาภูมิใจในสัญชาตญาณตนเองอยู่ไม่น้อย

“แต่เพื่อนบิ๋มพกนะคะ แพร์น่ะ มีคลีนซิ่งชีทอยู่ในกระเป๋า เผื่อมีอะไรเลอะจะได้ลบแล้วแต่งใหม่”

“เป๊ะมาก” เจ้าพระยาทั้งทึ่งและนับถือผู้หญิงเตรียมพร้อมขนาดนั้น “งั้นผมวางไว้บนตู้เล็กหน้าห้องน้ำนะ คุณหยิบไปได้เลย เดี๋ยวไปนั่งดูโทรทัศน์ต่อแล้ว”

“ได้ค่ะ แต่เดี๋ยวค่ะคุณโพ”

เขาหมุนตัวเดินก้าวออกไปยังไม่ทันลงเท้าก็ต้องชะงักเพราะเสียงเรียก “มีอะไรหรือเปล่าครับ หิวเหรอ”

“บิ๋มไม่ได้หิวตลอดเวลานะคะ!”

“แหม ก็ว่า” เจ้าพระยาหัวเราะ “ถ้าคุณบิ๋มหิวได้ตลอดเวลาขนาดนั้น น่าจะเป็นคาโอนาชิ[2]” เจ้าของห้องได้ยินเสียงบางอย่างกระทบกันในห้องน้ำเลยถามย้ำไปอีกครั้ง “คุณบิ๋ม โอเคมั้ย”

“โอเค คุณรู้จักคาโอนาชิด้วยเหรอคะ”

“รู้สิ ผีไร้หน้าไง ที่หิวตลอดกินตลอด ตอนไปสตูดิโอจิบลิกับหลานๆ ควักเงินจ่ายค่าของเล่นให้พวกนั้นไปเยอะเลย” เจ้าพระยาถอนหายใจพลางฟังเสียงหัวเราะเบาๆ จากคนที่อยู่ข้างใน “เดี๋ยวผมไปนั่งรอแล้วนะ ตามสบายคุณบิ๋มเลย เอ้อ ว่าแต่อยากแต่งหน้าใหม่ไหม ผมจะได้หยิบกระเป๋าคุณบิ๋มมาให้”

“ไม่ต้องค่ะ ขอบคุณมาก จะล้างหมดเลย ไม่แต่งแล้ว”

“แต่งหน้าเนอะ ไม่ใช่แต่งงานกับผม”

“คุณโพ!”

เจ้าพระยาหัวเราะหลังได้ยินเสียงดุของอีกฝ่าย จึงวางของทั้งหมดไว้แล้วปล่อยให้เธอได้มีเวลาจัดการตัวเอง





เสียงเพลงบรรเลงโดยเครื่องดนตรีของวงออเคสตราปะทะศศิอาภาแทบจะทันทีที่เธอเดินก้าวออกจากห้องน้ำ อันที่จริงเธอได้ยินเสียงแว่วๆ ตั้งแต่อยู่หน้ากระจกแล้ว แต่ไม่คิดว่าเมื่อออกมาเพลงที่บรรเลงนั้นจะดังกระจ่างชัด จนราวกับมันหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศห้องนี้

เจ้าพระยาปิดโทรทัศน์ไปแล้ว เขาเอนหลังอยู่กับโซฟาเบด สวมแว่นพลางเปิดหนังสืออ่านอย่างไม่สนใจบรรยากาศรอบข้าง แสงไฟสีนวลจากโคมส่องสว่างกลางแสงสลัวจนเหมือนเขาเรืองแสงได้

รู้ตัวอีกทีศศิอาภาก็ทำตัวเหมืองแมลงที่เดินข้ามห้องเพื่อมาหยุดยืนตรงหน้าแสงสว่างนั้น

“ขอบคุณนะคะ”

เจ้าพระยาเงยหน้ามองหญิงสาวที่ไม่เหลือเครื่องสำอางใดบนใบหน้า แม้ในแสงสลัวยังเห็นได้ชัดว่าผิวขาวของเธอไร้ริ้วรอยทำให้ดูอ่อนเยาว์ ดวงตาแลเรียวเล็กดูแปลกตา อาจด้วยเหตุที่หลานสาวของเขาเคยเล่าให้ฟัง ว่าการแต่งตาแบบสโม้กกี้อายจะทำให้สาวตาชั้นเดียวดูสวยมีเสน่ห์ขึ้นได้ดีกว่าถมอายไลเนอร์ทั้งเปลือกตา เขาได้เห็นคิ้วเรียวสวยปราศจากเครื่องสำอาง ทำให้เขาได้รู้ว่าคิ้วเธอนั้นดกหนาเป็นทรงดีอยู่แล้ว อย่างที่ใครหลายคนต้องอิจฉา และ...จุดที่เขาชอบมากๆ คือริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นเป็นสีเข้มตัดกับสีผิวผ่อง

ยามเธอแต่งหน้าเต็มที่เธอดูโฉบเฉี่ยวรับกับทรงผมซอยสั้นเท่าผู้ชาย แต่ในตอนนี้เธอเหมือนเด็กน้อยและหญิงสาวคนหนึ่ง ไม่ได้เต็มไปด้วยเสน่ห์และความมั่นใจเช่นเมื่อแรกเห็น

แต่อย่างไรก็ดี...ทุกอย่างในตัวศศิอาภาสวยงามดีแล้ว ไม่ได้มีอะไรที่จำเป็นต้องเปลี่ยน หรือถ้าวันหนึ่งเจ้าตัวอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องของเขาอีกเช่นกัน

“เรียบร้อยแล้วหรือครับ”

“ค่ะ” เธอคลี่ริมฝีปากยิ้มโดยง่าย เพราะในหัวใจนั้นเบาลงจากเมื่อครู่มากนัก “ขอบคุณนะคะ แล้วก็ขอโทษที่รบกวน”

เขาพยักหน้า เลื่อนมือตบเบาะข้างตัวเบาๆ แล้วจึงกลับมาสอดคั่นหน้าหนังสือดังเดิม “ตรงนี้ว่าง เอาหนังสือมานั่งอ่านด้วยกันไหม ถ้ายังไม่ง่วง ผมมีหนังสืออยู่บ้าง”

ศศิอาภามองข้ามห้องไปยังชั้นหนังสือเรียงรายที่แสดงชัดว่าเป็นมากกว่าเครื่องเรือนประดับบ้าน

“ไม่ได้มีแต่ตำราวิชาการหรอก นิยายก็มี พวกนอน-ฟิคชั่น[3]ก็มี แต่ถ้าง่วงก็เดินเข้าห้องนอนแขกได้เลย เสื้อผ้าในตู้ถ้าตัวไหนใส่ได้ก็หยิบใช้ตามสบาย ของหลานๆ ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้ แค่ซื้อมาใส่ตู้ไว้ เผื่อบางทีมาค้างกะทันหัน”

ตัวเลือกที่เขาเสนอให้ไม่มี ‘จะไปส่งที่บ้าน’ อยู่ในนั้น

“ไม่ถามหรือคะว่าบิ๋มจะกลับบ้านไหม” เธอก้มมองคนที่ก้มอ่านหนังสือต่ออย่างไม่สนใจตนเลยแม้แต่นิด

“ถ้าคุณอยากกลับก็คงกลับไปแล้ว และถ้าคุณจะออกไปหาโรงแรมเวลานี้ผมจะเป็นห่วงมากกว่า แค่คืนเดียว นอนให้เถอะ ไม่ต้องคิดมาก” เจ้าพระยาแสดงความเป็นห่วงออกมาอย่างจริงใจ

ศศิอาภามองนิ้วเรียวยาวขยับไปแว่นตาอ่านหนังสือ ก่อนเจ้าของมือจะสอดมันเข้าระหว่างหน้ากระดาษเพื่อพลิกหน้าต่อไป

นิ้วเขาสวย 

น่าแปลกที่เธอเพิ่งสังเกต

ศศิอาภานั่งลงข้างๆ เจ้าของห้อง ‘ข้างๆ’ คือข้างกัน มีระยะห่างเพียงฝ่ามือ ไม่ใช่หย่อนตัวตรงที่ว่างอีกฝั่งหนึ่งของโซฟาเบดตัวใหญ่ “ไม่อยากกลับ และยังไม่มีอารมณ์จะนอนด้วย”

“แต่คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนี่”

หญิงสาวมุ่นคิ้ว “คุณหาว่าบิ๋มกินตลอดทั้งวันจนเหนื่อยเหรอ...”

เขาหัวเราะ “หมายถึงเหนื่อยเพราะเจอเรื่องที่บ้านแล้วก็โดนผมลากไปลากมาต่างหาก”

“คุณลากบิ๋มไม่ได้หรอก บิ๋มยอมให้โดนลากมากกว่า”

เสียงหนังสือปิดดังพอให้หันไปมอง

“เต็มใจงั้นสิ”

ศศิอาภายักไหล่ “บิ๋มโตเกินกว่าจะบอกว่ายอมให้ใครลากไปลากมา...แต่บิ๋มก็ปล่อยให้ป๊ากับม้าทำมาตั้งนาน อาจจะเพราะเป็นช่วงที่เพิ่งเลิกกับแฟนมั้งคะ ไม่อยากคิด ไม่อยากทำอะไรเอง พอมีคนมาเสนออะไรแบบที่ไม่ต้องไปต่อสู้ดิ้นรนเองบิ๋มก็เลยยอมๆ ไป เหนื่อย”

คนฟังพยักหน้าแล้วจึงเงียบไป เมื่อคนนั่งข้างมองไปถึงเห็นว่าเขากลับไปอ่านหนังสืออีกรอบแล้ว

ศศิอาภาเอนหลังไปกับโซฟาเบด ตาแลเลยไปนอกหน้าต่างที่มีแสงสว่างเรืองรองของเมืองที่ไม่หลับใหลอยู่เบื้องนอก แล้วปิดตาลง...พักผ่อน เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะหาความสงบใจเช่นนี้ได้อีกเมื่อไร

หากว่ากันตามตรง ตั้งแต่ย้ายกลับไปอยู่บ้านศศิอาภาแทบไม่รู้จักคำว่า ‘สงบ’ แค่หาเวลาเงียบๆ พิมพ์นิยายได้ก็เต็มที่แล้ว ถ้าอยากทำงานให้ได้จริงๆ ก็ต้องออกไปข้างนอก เวลาที่เธออยู่บ้านมันต้องมีคนในบ้านสักคนมาวุ่นวายกับตัวเธอ หรือคนในบ้านนั่นละที่นำเรื่องของคนอื่นเข้ามาแล้วทำราวกับเป็นเรื่องของตนเอง ทั้งที่อยู่เฉยๆ ไปก็ไม่มีใครว่า แถมพวกเขายังคาดคั้นบังคับให้เธอ (ซึ่งเป็นคนนอก) มีส่วนร่วมให้ได้ด้วย

ศศิอาภาคิดอยากจะออกไปอยู่คอนโดมิเนียมหลายครั้ง แต่เมื่อเธอแจ้งความต้องการออกไปแม่ก็จะนั่งร้องไห้ พร่ำพรรณนาถึงความลำบากแสนสาหัส แล้วก็ก่นด่าลูกสาวว่าใจคอจะปล่อยให้คนแก่อยู่อย่างไรตามลำพังอย่างนั้นหรือ

เธอเลยใจอ่อน

แล้วหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ทำเหมือนกับศศิอาภาไม่มีตัวตน ไม่ถามความเห็น ไม่สนใจ เชื่อลูกที่อยู่คนละบ้านห่างไกลจากภาระและปัญหาที่เผชิญ มากกว่าใส่ใจฟังคนที่อยู่ด้วยกันทุกวัน 

เธอท้อ

ด้วยสถานการณ์เป็นเช่นนี้ศศิอาภาเลยไม่ได้ทำตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ตอนกลับมาอยู่บ้าน เธอเคยฝันจะอุปการะสัตว์จากมูลนิธิมาเลี้ยงเป็นเพื่อน...เป็นครอบครัว ตามชื่อที่เธอตั้งในทวิตเตอร์ แค่ต้องการมีแมวสองตัวกับสุนัขสักตัวเธอยังทำไม่ได้ เพราะคนที่บ้านไม่มีใครอยากหาภาระใส่ตัว ทั้งที่เธอยังไม่เคยบอกให้พวกเขาดูแลค่าใช้จ่ายเลยแม้สักครั้ง

เป็นสามปีที่เหมือนแช่แข็งตัวเองเอาไว้กับอะไรก็ไม่รู้

เจ้าพระยามองผู้นั่งเงียบจ่อมจมไปกับห้วงคิดของตนเอง ขนาดไม่รู้ตัวว่าเขานั่งจ้องเธออยู่นานแล้ว

เขาเข้าใจสิ่งที่ศศิอาภาเจอ ทว่าความเข้าใจนั้นไม่ได้เกิดจากการประสบพบเจอด้วยตนเอง ทว่าผ่านกระบวนการสังเกตและเรียนรู้คนรอบข้างมาตลอดชีวิต

ความ ‘กตัญญูกตเวที’ เป็นทั้งรากฐานของวัฒนธรรมไทย และยังเป็นดั่งเซลล์มะเร็งตั้งต้นที่แพร่กระจาย ทำร้าย และกลืนกินจิตใจคนคนหนึ่งจนสูญสิ้นตัวตนไป เพราะได้รับการอุปการะก็เลยต้องกตัญญูรู้คุณ และกตเวทีตอบแทนด้วยสิ่งดีๆ ที่หลายครั้งอาจจะมากกว่าที่ได้รับมาอีก

มีเพื่อนเขาหลายคน ทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นน้อง ถูกบ่วงของโลกกตัญญูโทเปียนี้รัดร้อยจนกลายเป็นรอยเชือกที่บาดริ้วเข้าร่าง บ้างได้เลือด หลงเหลือแผลเป็นคนเปลี่ยนไปกลายเป็นอีกคน หรือที่ร้ายที่สุด...บางรายเลือกจบชีวิตตัวเอง

ศศิอาภาเป็นคนที่อ่อนไหว...อาจจะด้วยงานที่ทำซึ่งต้องปรับอารมณ์ไปตามเรื่องราวต่างๆ ทว่าเธอไม่ใช่คนอ่อนแอ เธอเข้มแข็งพอที่จะยืนหยัดเพื่อตัวเองได้ เพียงแต่คนเข้มแข็งก็ย่อมมีเวลาที่อยากจะพักกายและใจบ้าง

ถ้าเขาเป็นคนนั้นของเธอก็ได้คงดี

“คุณบิ๋มเล่าเรื่องแฟนเก่าหน่อยสิ”



(จบบทที่ 7)

หมอโพ อีกนิดนะ เกือบจะเป็นผู้ชายอบอุ่นละ
ถ้าไม่ได้บอกให้เอามือรองน้ำมูกไว้ก่อน
นิสัย



เชิงอรรถ

  1. ^Kaonashi ผีไร้หน้า ตัวละครจากอนิเมชั่นเรื่อง Spirit Away โดย Studio Ghibli
  2. ^non- fiction หนังสือที่เขียนจากเรื่องราวจริง เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์แก่ผู้อ่าน
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #44 ลิน (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 20:32

    คุณโพน่ารักจริงๆ ตลกนิดๆ แต่ดูเป็นธรรมชาติมากๆ อบอุ่นรุ่นเดอะ เป็นผู้ชายในฝันของผู้หญิงหลายคนๆ บิ๋มอย่าช้านะคะ เดี่ยวหลายๆคนในนี้จะแย่งแล้วจ้า

    #44
    1
    • #44-1 (@ocean_serenade) (จากตอนที่ 19)
      6 มีนาคม 2562 / 12:59
      //คนเขียนแจกบัตรคิว
      #44-1
  2. #43 Riboflavin (@charib55) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 19:09
    มีสามีเป็นผู้ใหญ่และเข้าใจเรามันดีมากนะบิ๋ม /ขายช่วยคุณโพ 5555555
    #43
    1
    • #43-1 (@ocean_serenade) (จากตอนที่ 19)
      6 มีนาคม 2562 / 12:59
      คุณโพรู้นี่เชิญมางานแต่ง
      #43-1
  3. #42 goszyboong (@goszy) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 16:52

    เเหมือนได้อ่านอิสี่ภาคคุณ-ังไงไม่รู้ โอ๊ยยย สนุก คิดถึงนางด้วย เดี๋ยวว่างๆจะกลับไปอ่านใหม่

    #42
    1
    • #42-1 (@ocean_serenade) (จากตอนที่ 19)
      6 มีนาคม 2562 / 12:59
      ดีใจที่คิดถึงสี่นะค้า
      #42-1
  4. #41 kedkaeo (@kedkaeo) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 15:13

    ไม่เคยอ่านพระเอกที่โตขนาดนี้มาก่อน จริงๆอาจจะต้องมีความกังวลในเรื่องช่องว่างระหว่างอายุ แต่เรื่องนี้กลับไหลลื่นได้เนียนจริงๆค่ะ >>> ชอบที่คุณโพได้เป็นทั้งคุณน้า คุณตา ความหลากหลายของช่วงวัยรอบตัว ทำให้คุณโพทั้งอ่อนโยน ทั้งเข้มแข็ง ดูเป็นที่พึ่งได้มากจริงๆ

    #41
    1
    • #41-1 (@ocean_serenade) (จากตอนที่ 19)
      6 มีนาคม 2562 / 12:59
      สถานะเยอะมาก รู้ตัวว่าเป็นคุณตาตั้งแต่ยังหนุ่มๆ เลย
      #41-1
  5. #40 Capucinno (@Capucinno) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 มีนาคม 2562 / 14:59
    วันๆ refresh รอหมอโพ
    #40
    1
    • #40-1 (@ocean_serenade) (จากตอนที่ 19)
      6 มีนาคม 2562 / 12:58
      //ย่อไหว้
      #40-1