คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

เรือนกามเทพ ( เมื่อคำสัญญาข้ามกาลเวลา บันดาลรักประดับใจ )

ตอนที่ 2 : บทที่ ๑.๒


     อัพเดท 20 ก.ย. 55
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/ซึ้งกินใจ
Tags: ข้ามเวลา, ข้ามภพ, ทหารอากาศ, นักบิน, เขมปัณณ์
ผู้แต่ง : เขมปัณณ์/ฮุ่ยหลง/เขมธัช ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ เขมปัณณ์/ฮุ่ยหลง/เขมธัช
My.iD: https://my.dek-d.com/o-iambear
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 1 Overall : 1,685
6 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 10 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
เรือนกามเทพ ( เมื่อคำสัญญาข้ามกาลเวลา บันดาลรักประดับใจ ) ตอนที่ 2 : บทที่ ๑.๒ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 163 , โพส : 0 , Rating : 100% / 2 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


 

           

ศรีศุภางค์บีบขมับคลายอาการปวดศีรษะข้างเดียวซึ่งเป็นมาหลายวันแล้ว หลังจากทานยาเข้าไปหลายเม็ดแทนที่ความปวดตุบๆ จะทุเลาลง  แต่กลับรู้สึกวิงเวียนมากขึ้นจนอยากนั่งพักสักครู่  หล่อนบอกให้คณะเลี้ยงฉลองวันเกิดล่วงหน้าเข้าไปที่ร้านอาหารซึ่งปรียานุชจองโต๊ะไว้ก่อน
 

            รัมภาซึ่งเดินอยู่เคียงกันเห็นสีหน้าศรีศุภางค์ไม่สู้ดีก็นึกห่วง   
 

            “หน้าตาดูไม่ได้เลย ไม่สบายอีกแล้วใช่ไหม บอกแล้วอย่าคิดอะไรให้มากนัก ไหนจะงาน ไหนจะเรื่องที่บ้านอีก ปล่อยวางบ้างเถอะ” รัมภาจูงมือเพื่อนไปนั่งตรงม้านั่งชิดผนังกระจกใส
 

“แหม ก็ใครจะสุขสบายเหมือนคุณรัมภาละ เกิดมาบนกองเงินกองทองขนาดนี้” ศรีศุภางค์ใช้มือแทนพัดโบกไปมาเรียกลมเย็นๆ ให้ตัวเอง
 

 “กองเงิน กองทองที่ไหนจ๊ะ  ของภาบวกลบหนี้แล้วได้ไม่กี่ล้าน สู้ข้าวหอมไม่ได้หรอกทายาทตระกูลช่วงชลธี มรดกเป็นพันล้าน ทั้งโรงแรมเก่า ที่ดินอีก โอ๊ย แค่คิดก็อิจฉาแล้ว” รัมภารับรู้เรื่องนี้ผ่านจากคำบอกเล่าของมารดาศรีศุภางค์ ที่บอกว่าคุณย่าแววฟ้าคือเศรษฐีคนหนึ่งในตำบล  มีสมบัติเก่าซึ่งได้รับมาจากต้นตระกูล และมูลค่าพุ่งขึ้นสูงในยุคที่ทหารอเมริกันเข้ามาในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 

“ชู่วว์ พูดอะไรแบบนั้น เดี๋ยวใครได้ยินเข้ามันจะไม่ดี หอมได้เป็นลูกคุณพ่อ กับหลานคุณย่า แค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว” ศรีศุภางค์ตอบแบบถ่อมตน
 

“ตายๆ นางเอ๊ก นางเอก แม่ศรีศุภางค์”
 

“ก็มันเรื่องจริง มรดกคุณย่าท่านจะยกให้ใคร หอมไม่เกี่ยวอะไรสักหน่อย อีกอย่างหอมก็ไม่ใช่คนโปรดของท่านมาตั้งแต่ไหน แต่ไรแล้ว...” เอ่ยถึงตรงนี้น้ำเสียงหล่อนก็สั่น ขอบตาแดงระเรื่อ
 

 “แต่ถ้านับลูกหลานที่สืบเชื้อสายโดยตรง ตระกูลนี้ก็เหลือแต่ข้าวหอมนะ คุณป้าๆ ก็เป็นหลานยาย เป็นญาติเท่านั้น ใครจะไปรู้ละ วันหนึ่งข้าวหอมอาจจะกลายเป็นคนรวยละดับพันล้าน โอ๊ย...แค่คิด ภาก็ขนลุก”
 

“ตื่นได้แล้วภา ความจริงก็ยังเป็นความจริงวันยังค่ำ ตอนนี้หอมเป็นแค่พนักงานบริษัท หาเช้ากินค่ำ อยู่บ้านเช่า นั่งรถเมล์ ที่สำคัญถูกตัดออกจากกองมรดกตั้งแต่ยี่สิบปีที่แล้วด้วย” ศรีศุภางค์ตัดบทแบบรวบรัด เพราะไม่อยากให้รัมภาคิดว่าการที่จะคบกันนั้น มีผลประโยชน์แอบแฝง จริงอยู่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน บางทีหล่อนก็เคยหวังว่า จะได้คืนสู่ชายคาเรือนช่วงชลธี ในฐานะหลานคุณย่าแววฟ้าอย่างเต็มภาคภูมิ!
 

“รู้สึกเหมือนกำลังฟังละครวิทยุสมัยก่อนยังไงก็ไม่รู้...มีตัดออกจากกองมรดกด้วย คิกๆ” รัมภายิ้มหน้าแป้น
 

 “พอเถอะ อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย!  น้ำเสียงหล่อนติดจะเข้มอยู่สักหน่อย ดวงตาดุกร้าว เปลี่ยนเป็นคนละคนจนน่าตกใจ!
 

 รัมภาเลยโบกมือยอมแพ้  ด้วยคบหากันมานานพอจะรู้จักนิสัยอีกฝ่าย
 

“เห็นไหม ภานั่นแหละชอบทำให้หอมต้องขึ้นเสียงใส่” ศรีศุภางค์รู้ตัวว่า แสดงกิริยาและน้ำเสียงไม่ค่อยน่ารักสักเท่าไหร่ เลยจับมือเพื่อนมากุมไว้หลวมๆ
 

“หอมก็เป็นอย่างนี้ประจำ ภาไม่ถือหรอก เริ่มจะชินแล้วละ” ตอบออกไปอย่างนั้น แต่ใจรัมภาก็นึกเคืองอยู่ไม่น้อย เพราะบางครั้งศรีศุภางค์ก็มีอินเนอร์แรงๆ แสดงออกกราดเกรี้ยวอย่างไรเหตุผล ประหนึ่งว่าในร่างของหล่อนนั้น มียักษ์ใจร้ายซ่อนตัวอยู่ ซึ่งพร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
 

             “ที่เครียดแบบนี้เพราะจะกลับบ้านไปเยี่ยมคุณย่าละสิ” รัมภาถามตรงประเด็น พยายามไม่ใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้  
 

            “อื้อ...คุณย่าป่วยทั้งคน หอมจะนิ่งดูดายได้ยังไง”
 

            “คราวที่แล้ว แม่ตัวนอนโรงพยาบาล ภาไม่เห็นมีใครมาเยี่ยม เห็นแต่หน้าน้องตั้งแวบๆ” รัมภาท้วงขึ้นบ้าง เพราะศรีศุภางค์ซึ่งย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แทบจะไร้ญาติขาดมิตร จะมีก็แต่เธอกับครอบครัวที่ไปมาหาสู่กัน
 

            “แหม มันไม่เหมือนกันหรอก อีกอย่างแม่ก็ออกมาจากบ้านคุณย่า ก่อนหอมเสียอีก” ศรีศุภางค์ตอบเสียงแผ่ว
 

            “จ๊ะ...ไม่เหมือนก็ไม่เหมือน ถึงอย่างนั้นภาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ คิดยังไงถึงจะบุกไปถึงบ้านทรายทอง น่ากลัวจะตายชัก” รัมภาอดเย้าแหย่ไม่ได้  เลยเปรียบเปรยให้บ้านคุณย่าแววฟ้าเป็น บ้านทรายทองเสียนี่
 

            ศรีศุภางค์ขมวดคิ้วมุ่น เก็บกลั้นไม่ให้ระเบิดอารมณ์แรงๆ ออกมอีก แต่รอยยิ้มเย็นตรงมุมปากก็ชวนขนลุกไม่น้อย  
 

            “...พูดเกินไปหน่อยละ ถึงอย่างไรเราก็มีเลือดช่วงชลธี  คงไม่มีใครใจร้ายปิดประตูใส่หน้าหรอกมั้ง”
 

            “ภาก็หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นกับข้าวหอม ถ้าไม่ติดธุระภาคงไปเป็นเพื่อนด้วย” รัมภาพูดด้วยใจจริง
 

            “ขอบใจจ๊ะ แต่กลัวจะพาตัวไปลำบากมากกว่า คนบ้านนั้นดุทุกคน ยกเว้นแต่น้องตั้ง ยังน่ารักไม่เปลี่ยน” ศรีศุภางค์เอ่ยถึงตั้งปณิธาน ซึ่งเป็นที่รักของทุกคนโดยเฉพาะคุณย่าแววฟ้า
 

            “พูดถึงน้องตั้งขึ้นมา ภาก็คิดถึงใจจะขาด...” รัมภาทำหน้าเพ้อ เมื่อนึกถึงตั้งปณิธานซึ่งเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยปิดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  ก่อนหน้านี้เธอเจอเขาอยู่บ่อยครั้ง ยอมรับว่าต้องตา ต้องใจเสน่ห์ของหนุ่มคนนี้เหลือเกิน แต่ไม่ได้มีอะไรเกินเลยมากไปกว่า ความเอ็นดูเด็กหนุ่มหน้าตาดี และยังเฟรนด์ลี่เข้าใจสาวโสดช่างฝันอย่างเธอ
 

            “ให้มันน้อยๆ หน่อย น้องชายหอม พึ่งจะยี่สิบต้นๆ อยากเป็นแม่โคแก่กินหญ้าอ่อนหรือไงยะ”
 

            “อูย...ชอบทำให้ภารู้สึกแก่ยังไงก็ไม่รู้ ปล่อยให้จิ้นสักนิดสักหน่อยก็ไม่ได้ แค่ปลื้มยะ อยากจะขอเป็นแฟนคลับก็เท่านั้น นี่ถ้าไม่ติดว่ามีพี่สาวหวง เจ้ภาคนนี้จะพาเข้าวงการ ประกวดทุกเวทีเลย”
 

            “เป็นเจ้ขึ้นมาเชียวนะ เดี๋ยวเถอะถ้าตั้งมาได้ยินเข้า จะมองหน้ากันไม่ติด” ศรีศุภางค์ดักคอ
 

            “ทำไมนา...ความรักอันบริสุทธิ์ของฉัน ต้องมีมารผจญอย่างคุณศรีศุภางค์ก็ไม่รู้” รัมภาบ่นอย่างเพ้อๆ ไม่ได้จริงจังอะไร 
 

            “บอกตามตรงนะ มารอย่างหอมไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอกจ๊ะ ถ้าตั้งจะชอบผู้หญิงมีอายุมากกว่าหอมก็เปิดทางให้อย่างเสรี แต่นี่ตั้งแสดงออกให้เห็นโต้งๆ ว่าภาเป็นได้แค่พี่สาวเท่านั้น  อย่างนี้เจ้ภายังจะคิดลึกกับน้องชายหอมลงคอเหรอ” ศรีศุภางค์กลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ ดวงตามีประกายวิบวับ ล้อเลียนรัมภา
 

            “ว้าย ยายข้าวหอมบ้า!! อึ๊ย พูดอะไรไม่อายปาก ” รัมภาสะบัดค้อนควัก หน้าแดงจัด
 

            “พูดตรงๆ แบบนี้ละ จะได้เข้าใจง่ายๆ”
 

            “ฮึ ไม่อยากคุยด้วยแล้ว ชอบทำให้อารมณ์เสีย แปลกจริงๆ นิสัยก็โผงผาง  บทจะวีนแตกก็น่ากลัวเหมือนผีเข้า แต่ ทำไม้ ทำไมใครบางคนถึงได้ รักนัก รักหนา” รัมภาเอ่ยไปก็ยิ้มไป สร้างความพิรุธให้ศรีศุภางค์ต้องสงสัย
 

            “หมายความว่าไง ใครรักใครคุณรัมภา” ศรีศุภางค์ขยับท่านั่งใหม่ เตรียมจะซักไซ้เรื่องราวจากรัมภาเต็มที่
 

            “รู้อยู่เต็มอก ยังจะไขสืออีก” รัมภาใช้นิ้วชี้ จิ้มไปที่กลางหน้าผากเพื่อนรัก
 

            “ตัวเองก็พอกันนั่นแหละ โยกโย้ ชอบพูดอะไรมีลับลมคมใน ถ้าไม่บอกมาให้หมด หอมจะจี้พุงให้หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังจริงๆด้วย”  ศรีศุภางค์ตั้งท่าจะจั๊กจี้เพื่อน แต่จู่ๆ รู้สึกแสบร้อนที่ลำคออย่างผิดปกติ
 

            “โอ๊ย อะไรกัดก็ไม่รู้ แสบไปหมดแล้ว...” หล่อนเสียงออดอ่อย ลูบต้นคอคนเองไปมา ใจเต้นแรง เกิดความรู้สึกหนาวจัดทั่วทั้งร่างจนมือเท้าเย็น  
 

            “...ไหน ขอภาดูหน่อยสิข้าวหอม ทำไมคอแดงเถือกอย่างนั้น หรือว่าเป็นลมพิษ! รัมภาจ้องต้นคอซึ่งเคยขาวผ่องของศรีศุภางค์ บัดนี้มันทาบทับด้วยสีแดงจัด มีจุดม่วงคล้ำขึ้นมาเป็นดวงๆ เลยรีบควานหายาดม ย่าหม่องซึ่งคนที่เตรียมพร้อมอย่างรัมภา มักจะมีติดตัวเสมอ
 

            ศรีศุภางค์ปลดกระดุมเสื้อโปโลซึ่งเป็นยูนิฟอร์มพนักงานออกทั้งสองเม็ด เผยให้เห็นสร้อยเงิน และจี้รูปหัวใจที่สวมติดตัวมานาน และสะดุดตารัมภาอย่างจัง
 

            “แพ้ สร้อยหรือเปล่า  ภาว่าถอดออกก่อนดีมั้ย”  รัมภาเอ่ยพร้อมยื่นมาตั้งใจจะช่วยเพื่อนถอดสร้อยออก
 

            “อย่า!!” เสียงตวาดดังลั่น รัมภาหน้าเสีย นิ่งอึ้งกับกิริยาดุดันจนเกินงาม
 

            “หอมไม่เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวขอไปห้องน้ำดีกว่า” ศรีศุภางค์ลุกขึ้น ฝากกระเป๋าไว้กับเพื่อน และดันหลังอีกฝ่ายให้เดินไปที่ร้านก่อน
 

            “เดี๋ยวหอมล้างหน้า ล้างตาสักหน่อยคงดีขึ้น ภาไปรอที่ร้านก่อนนะ”  
 

            “ไม่ดีมั้ง  ให้ภาไปเป็นเพื่อนเถอะ มีอะไรจะได้ช่วยกัน” รัมภาไม่ยอมขยับ  ทั้งที่ใจนึกหวั่นหวาดท่าทางศรีศุภางค์ไม่น้อย
 

            “ขอบใจจ๊ะ แต่หอมไม่เป็นไรจริงๆ แค่นี้สบายมาก คงแพ้สร้อยจริงๆ นั่นแหละ”  ศรีศุภางค์สัมผัสสร้อยคอในขณะที่เอ่ยบอกรัมภา จังหวะนั้นหล่อนเห็นสายตาอีกฝ่ายมองด้วยความสงสัย
 

            “ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวภาไปรอที่ร้านก็ได้”  เอ่ยแล้วรัมภาหมุนตัวจากไป
 

            ยามนี้ใจศรีศุภางค์เต้นระส่ำ สร้อยเส้นนี้สวมเกือบยี่สิบปี เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้หลายครั้งหลายหน และเชื่อมโยงถึงลางสังหรณ์บางอย่าง  แม้แต่คนที่ไม่คิดจะเชื่อถึงอำนาจลึกลับอย่างศรีศุภางค์ก็อดประหวั่นใจไม่ได้
 

            แล้วในครั้งนี้ สร้อยเส้นนี้จะนำทางหญิงพบเจอสิ่งใดหนอ?

 

 

            หญิงสาวก้าวยาวๆ ตรงไปที่ห้องน้ำหญิง  ความรีบร้อนรู้ทั้งอาการแสบตรงต้นคอมากขึ้นเรื่อยๆ เลยไม่ทันสังเกตอีกร่างที่หอบของพะรุงพะรังก้าวออกมาจากหลืบผนัง
 

            “โอ๊ย!!” ศรีศุภางค์ล้มก้นจำเบ้านั่งแปะบนพื้น โชคดีที่หัวไม่ลงไปฟาดพื้น
 

            กระทั่งปรับสายตาได้จึงมองไปเบื้องหน้า หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นี่หล่อนชนกับผู้ชายหรือว่ายักษ์กันแน่!!
 

            ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่วางของลงบนพื้น  รีบก้าวเข้ามาตั้งใจช่วยพยุงร่างบอบบาง แต่หญิงสาวปัดมือเขาออกอย่างหวงเนื้อหวงตัว
 

            “โนๆ ฉันไม่เป็นไร” บอกไปแล้ว แต่พอจะขยับตัว กลับรู้สึกว่าปวดแปลบๆ ตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงสะโพก  น้ำตาหล่อนเล็ดทีเดียวในจังหวะที่กัดฟันใช้สองแขนดันตัวพยายามลุกขึ้น
 

            ชั่วแวบหนึ่งเกิดเงาประหลาดวูบวาบซ้อนทับร่างหญิงสาว
 

            ชายชาวต่างชาติตกอยู่ในภวังค์นิ่งค้าง ดวงตาสีอ่อนเบิกกว้างฉงนฉงายกับเงาโปร่งใสซึ่งเคลื่อนผ่านร่างหญิงสาวและสังหรณ์ใจว่าสิ่งที่บิดาเคยบอกไว้คงจะเป็นความจริงในเร็ววันนี้
 

             ริมฝีปากสีสดเม้มชิด หัวคิ้วหน้าย่นเล็กน้อย เอ่ยเสียงทุ้มด้วยสำเนียงแปร่งหู
 

             “ให้ผมช่วยนะครับ... เจ็บมากมั้ย” เขาพูดภาษาไทยค่อนข้างชัด ถึงจะติดเหน่ออยู่สักหน่อย
 

            ศรีศุภางค์อ้าปากค้าง แปลกใจที่เขาดูคุ้นเคยกับภาษาไทย ทั้งสุภาพมากๆ กระนั้นความที่ไม่ปลื้มชาวต่างชาติมาตั้งแต่ไหน แต่ไรทำให้แอบแบะปากใส่เขาอย่างลืมตัว 
 

            “เจ็บ แต่ฉันไม่เป็นไร ขอบคุณมาก” หญิงสาวแข็งใจใช้สองแขนดันตัวเอง ไม่ใช่อวดเก่งแต่หวงเนื้อ หวงตัวมากกว่า!
 

            ชายหนุ่มมองหญิงสาว ดวงตาเขามีประกายบางอย่าง พร้อมอมยิ้มน้อยๆ  เพียงแค่นั้นหล่อนก็เดือดปุด รู้สึกเหมือนเป็นเด็กที่ถูกผู้ใหญ่ จ้องจับผิด
 

            “ยิ้มอะไรไม่ทราบ”
 

            “ปละ เปล่า...แค่คิดอะไรขำๆ”  คราวนี้กลับทำหน้าตาย หยิบกระเป๋าใบใหญ่ขึ้น และใบเล็กๆ อีกสองสามใบ ท่าทางเขาเหมือนนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็กเกอร์ทั่วไป แปลกก็ตรงที่พูดภาษาไทยคล่อง แถมยังทำตัวเป็นเจ้าบ้าน ได้ดีกว่าหล่อนเสียอีก
 

             “ท่าจะเพี้ยน” ใจจริงอยากจะพูดเหน็บสักนิด แต่เมื่อนึกว่าเขาฟังภาษาไทยได้ เลยเก็บปากเก็บคำใช้สายตาค้อนวงใหญ่แทน
 

            ชายหนุ่มยักไหล่ ส่ายหน้าราวกับว่าหล่อนเป็นเด็กหญิงตัวป่วน แต่ก็ยังยืนเป็นยักษ์ปักหลั่นไม่ยอมหลบไปไหน
 

            “อ้าว ยืนขวางทางอยู่ได้ ฉันจะเข้าห้องน้ำ” ศรีศุภางค์ทำตาพอง  น้ำเสียงสูงปรี๊ด แสดงอาการกราดเกรี้ยวเข้าใส่ 
 

            “โอ๊ะ...ขอโทษครับ ตะกี้ผมเห็นเงาอะไรแวบๆ”  ชายหนุ่มจ้องหล่อนอยู่ประเดี๋ยว ไม่ใช่สายตาเจ้าชู้กรุ้มกริ่มหากเป็น แววตาแฝงด้วยความพิศวง ราวกับว่าเจอเรื่องอัศจรรย์ใจเข้าแล้ว
 

            “เป็นคนก็ต้องมีเงานะสิ ไม่ใช่ผีเสียหน่อย พิลึกคนจริง”
 

            “จริงด้วย...หึๆ” เขาทำหน้าครุ่นคิดอยู่ประเดี๋ยว และก่อนจะเดินจากไปก็ทิ้งท้ายว่า
 

            “โชคดีครับ แล้วเจอกันนะ” 
 

            หากคำพูดนั้นออกจากปากคนที่คุ้นเคยกัน คงไม่ทำให้เฉลียวใจ แต่เขาเป็นใครหล่อนไม่ยักรู้จัก แม้แต่หน้าตาก็เพิ่งเคยเห็น!! อยู่ๆ มาทิ้งปริศนาชวนให้ขนลุก ฟังแล้วก็รู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นที่สุด
 

            “ดะ เดี๋ยวก่อนคุณ...โรคจิตหรือเปล่าเนี่ย!” หญิงสาวอยากจะถามให้รู้เรื่อง แต่เขาก้าวยาวๆ ตรงไปที่ลิฟต์แล้วหายไปต่อหน้าต่อหน้า
 

            ศรีศุภางค์ใจคอไม่สู้ดี เจอผู้ชายแปลกหน้าทักแบบนี้แล้วต้องระวังตัวให้มาก แต่พอจะเดินเข้าห้องน้ำ สายตาเหลือบเห็นสมุดบันทึกเล่นหนึ่งนอนนิ่งอยู่ข้างกระถางต้นไม้เตี้ยๆ
 

            ไม่ต้องนึกให้วุ่นวายก็รู้ว่าเป็นของฝรั่งร่างโย่งคนนั้น
 

            เอ จงใจทำหล่นไว้ให้ดูต่างหน้าหรือเปล่านา...
 

            หญิงสาวมองซ้าย แลขวา ชั่งใจอยู่นานว่าจะหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นหรือไม่  ครั้นเพ่งพิศอีกหน่อย  พลังบางอย่างก็กระตุ้นจิตใจ ตัวหนังสือซึ่งเขียนไว้ที่หน้าปก ดึงดูด และสะกดสายตาให้ตกอยู่ในบ่วงอำนาจลึกลับ
 

            มือเล็กลูบสมุดบันทึกเหมือนเป็นของรัก ของหวง หล่อนอ่านชื่อบนหน้าปกซ้ำไปซ้ำมา ราวกับคุ้นเคยใครคนนั้นมาเนิ่นนาน ...มิสเตอร์ จอห์น!?!’




 

 

           

          



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
เรือนกามเทพ ( เมื่อคำสัญญาข้ามกาลเวลา บันดาลรักประดับใจ ) ตอนที่ 2 : บทที่ ๑.๒ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 163 , โพส : 0 , Rating : 100% / 2 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android