รักลืมออกแบบ (E-BOOK)

ตอนที่ 21 : 10 (35%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,241
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    25 ธ.ค. 63

 

          บรรยากาศหลังหยุดยาวค่อนข้างครึกครื้น ของกินของฝากที่แต่ละคนหอบหิ้วมาจากช่วงวันหยุดเต็มโต๊ะ เลือกกินได้ตามสะดวก บ้างก็ของประจำถิ่น บ้างก็ของขึ้นชื่อจากแต่ละที่ แต่รวมๆแล้วเรียกได้ว่าสามารถเป็นมื้อกลางวันให้คนทั้งห้องได้เลย

            “อยากหยุดต่ออีกอะ” เบิ้ล คนที่ยังเที่ยวไม่พอบ่นเบาๆ

            “ฉันอยากมาทำงานจะแย่ อยู่บ้านเบื่อมาก กินแล้วนอน ตื่นมาก็มากินอีกรอบอะ” ดาริกาบ่น

            “มิน่า” เอ็มแกล้งแซวแล้วไม่พูดต่อ

            “มิน่าอะไร” ดาริกาเท้าใส่เอวก่อนจะถามท่าทางเอาเรื่อง

            “มิน่า หน้าตาเหมือนคนได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่ไง” เอ็มยิ้มเขิลๆให้

            “แกไม่ได้คิดแบบที่พูด ฉันรู้”

          “พี่เอ็มว่าเจ้อ้วน หยุดไม่กี่วัน กลับมากระโปรงตัวนั้นเขินขึ้นมาเยอะเลย พี่เอ็มบอกเพราะชั้นไขมันเพิ่มขึ้นหรอ” เบิ้ลร่ายยาว

            “ไอ้เบิ้ล ไอ้ปากเสีย” เอ็มปาปากกาใส่น้อง

            “ไอ้ตัวดี เอ็มมันยังไม่ได้อ้าปากเลย มีแต่แกเนี้ย” ดาริกาแว๊ดใส่น้อง

            “ก็เจ้อ้วนอะ เจ้อ้วนจริงๆ” เบิ้ลโวยวาย

            “ฉันรู้ ฉันรู้ตัวว่าตัวเองอ้วน ถึงได้เซ็งวันหยุดไง”

            “อ้าว แล้วไปโทษมันทำไม วันหยุด ดีออก”

            “พอๆ แต่เช้าเลย” เมธาวีห้ามศึก

            “สู้พี่เมย์ก็ไม่ได้ วันหยุดทำอะไรพี่แกไม่ได้เลยจริงๆ สวยยังไงก็อย่างงั้น” เบิ้ลหันไปฉอเลาะกับพี่ใหญ่

            “หมายความว่ายังไงเบิ้ล สวยอย่างงั้น” เมธาวีสงสัยในท้ายประโยค

            “ไม่ใช่พี่ ผมหมายถึงพี่สวยเสมอต้นเสมอปลาย สวยคงเส้นคงวา สวยได้เท่าที่สวยเท่านี่อะ” เบิ้ลรีบอธิบาย

            “เอะ” ดาริกาสะดุดกับคำว่าได้เท่านี้

            “ให้โอกาสอีกรอบ” เมธาวีเท้าใส่เอบ้าง

          “พี่สวย จะกินมากกินน้อยพี่ก็สวย ผมไม่เคยเห็นพี่อ้วนขึ้นอย่างเจ้ดาเลย” เบิ้ลพยายามอธิบายพร้อมกับใช้ความคิด

            “ไอ้ตัวดี” ดาริกาง้างมือแต่ไกลวิ่งเข้าหาเบิ้ล ส่วนเมธาวียิ้มขำกับคนทั้งคู่

            “ช่วยด้วย ช้างตกมันกำลังจะทำร้ายคน” เบิ้ลวิ่งรอบห้อง

            “พอเถอะทั้งคู่” ก้องภพปรามเพราะวิ่งผ่านโต๊ะเขาหลายรอบแล้ว

            “ดูมันซิ ดูมัน”ดาริกายืนหอบชี้หน้าน้อง

            “พอกัน นั่งเถอะเวียนหัว” เอ็มขำจนตัวโยก

            “ใจเย็นๆนะพี่ดา นั่งๆ เดี๋ยวน้องหาของอร่อยให้กิน” หยกรีบหาเก้าอี้ให้นั่งแล้วไปหาของกินมาสงบศึกของทั้งคู่

            “กินอีกละ” เบิ้ลดอดมาแซว 

            ดาริกาชี้หน้าจะลุกไปทุบซักทีสองทีให้หายแค้น แต่เจ้าตัวชิงลุกหนีออกจากห้องไปก่อน แล้วบรรยากาศในห้องก็กลับมาเงียบอีกครั้งหลังจากที่สองพี่น้องวิ่งไล่กันเสรู้จ ต่างคนต่างกลับมาสนงานของตัวเองที่ทำค้างไว้ก่อนจะหยุดยาว บ้างก็เคลียร์ของที่ไม่ได้ใช้แล้ว

            “นี่ ไม่ได้จะย้ายที่ทำงานนะ เก็บโต๊ะทำไมอะ” เอ็มถามดาริกา

            “เปล่า มันรกเกินไป แล้วมันก็มีของที่วางเฉยๆ แต่ไม่ได้ใช้ด้วย มันรกอะ กินพื้นที่ด้วย” เธออธิบาย

            “เพิ่งคิดได้งั้นซิ เห็นซื้อตลอดแต่ไม่เคยใช้เลย”

            “ก็ตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกันนี่นา นี่ตกลงจะหาเรื่องกันใช่ไหม” เธอเท้าใส่เอวถาม

            “เปล่าๆ แค่สงสัย เพราะปกติเห็นชอบซื้อไง ถามเฉยๆ” 

            ดาริกามองหน้าเอ็มอย่างไม่พอใจ มือก็เก็บของที่ว่าลงในถุงดำ ตอนเย็นจะได้ให้แม่บ้านเอาไปทิ้งหรือจะเอาไปทำอะไรก็แล้วแต่เลย

            “ทิ้งเลยหรอ นึกว่าจะเก็บลงเก๊ะเฉยๆ” เมธาวีชะโงกหน้าเข้ามาดู

            “งั้นก็จะหายรกจากบนโต๊ะละไปรกในโต๊ะแทนนะซิเจ้ ดาตัดสินใจละ ถ้าไม่ทิ้งไปก็วางอยู่ที่เดิมอะ ไม่ได้ใช้ด้วย” ดาริกาอธิบาย

            “ก็ดีเหมือนกัน อะไรที่ไม่ใช่ก็อย่าเก็บไว้” เมธาวีเสริม

            “แต่พี่มีเรื่องจะแจ้งทุกคนนะ” เธอลุกขึ้นพูดเพื่อให้ทุกคนได้ยิน

            เบิ้ลที่เพิ่งกลับเข้ามาในห้องรีบนั่งลงเพื่อรอพี่ใหญ่แจ้งข่าว

            “บอร์ดบริหารแจ้งมาแล้วนะเรื่องการแข่งขันครั้งที่สอง ลูกค้าจะจะเปิดตัวช่วงวันแม่พอดี เพราะงั้นเรามีเวลาสามเดือนเต็มๆเลยนะ งานนี้พี่ต้องพึ่งทุกคนแล้ว”

            น้องๆ ในทีมพยักหน้าขันแข็ง สายตามุ่งมันกับงานนี้มากโดยเฉพาะเอ็มที่วางแผนไว้แล้วว่างานนี้จะไม่ให้พลาดเด็ดขาด รวมถึงคนอื่นๆในทีมก็หันไปสบตาสมาชิกในทีมทันทีที่เมธาวีแจ้งข้าวเสร็จ

            หลังจากแจ้งรายละเอียดสินค้า รูปแบบคร่าวๆที่ลูกค้าอยากได้และช่วยกันเสนอความคิดเห็นในเรื่องรูปแบบที่จะนำมาเสริมเพื่อให้งานสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นก็กินเวลาไปเกือบจะบ่ายโมงจนต้องพักเบรคกันก่อน

 

            หลังจากที่กลับมาจากทานมื้อกลางวันแบบสายฟ้าแลบ ทุกคนต่างแยกย้ายกันทำหน้าที่ของตัวเองด้วยความขมักขะเม้น งานก่อนหน้าที่ยังค้างก็รีบสะสางให้จบเพื่อจะได้ทุ่มเวลาให้กับงานในโปรเจคนี้

            “พี่ดา หยกขอคุยด้วยหน่อยซิ” หยกกระซิบดาริกาเสียงกระซิบกระซาบ

            “มีอะไร” ดาริกาเอียงหน้าไปฟังให้ถนัดมากยิ่งขึ้น

            “มีเรื่องจะเม้า”

            “เรื่อง” เธอยังคงยื่นหน้าเข้าไปฟังให้ชัดขึ้น

            “ไปที่อื่นดีกว่า พูดตรงนี้ไม่ได้” พูดจบก็หันมองซ้ายขวาอย่างระแวงว่าจะมีคนได้ยิน

            “นะพี่ แปปเดียว” หยกทำท่าน่าเห็นใจพร้อมกับเดินนำหน้าออกไป

            ดาริกาทำหน้าไม่เข้าใจแต่ก็ยอมลุกตามไปแต่โดยดี

            เดินออกมานอกโซนที่คิดว่าจะไม่มีใครได้ยิน หยกก็หันหน้าเข้ามาหาดาริกาทันทีพร้อมกับชูภาพในโทรศัพท์มือถือให้ดาริกาดู

            “พี่ พี่ดู” เธอยื่นโทรศัพท์เข้าไปใกล้กว่าเดิม

            ดาริกามองไม่ชัด คว้าโทรศัพท์มาซูมดูเอง

            “เห้ย” ดาริกาเลิกลั่ก มองหน้าหยกทันที

            “ใครอะ”

            “อ้าว ก็พี่เมย์ไง”

            “ไม่ อีกคน ที่โอบเอวเจ้แกอยู่เนี้ย”

            “หยกไม่รู้ไงถึงมาถามเจ้”

            “ไม่เคยเห็นหน้า” ดาริกาพยายามนึก

“เอารูปมาจากไหน”

“เขาเม้ากันเต็มเลย”

“เรื่องนี่อะนะ เจ้รู้ยัง”

“หยกไม่รู้ว่าพี่เมย์รู้ไหม แต่เขาลือว่าพี่เมย์เข้าโรงแรมกับผู้ชาย ลือกันให้ทั่วว่าอยู่กินกันแล้วด้วย”

“เห้ย ตอนไหน พวกเราตัวติดกันตลอด”

“หยกไม่รู้”

“ข่าวมาไงวะเนี้ย แล้วไปอยู่กินกันตอนไหนอะ” ดาริกางงเป็นไก่ตาแตก แต่ภาพที่อยู่ในมือถือไม่บอกก็รู้ว่าคนทั้งคู่ต้องสนิทกันมากเพราะโอบเอวกันเดิน แถมยังเหมือนทางเดินในโรงแรมด้วย คนไม่รู้จักต้องคิดว่าเป็นคู่รักไม่ก็เป็นสามีภรรยากันแน่นอน

“พี่ไม่รู้นะว่าเจ้เมย์รู้ไหม แต่ถึงเรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริง แล้วยังไงอะ ก็เรื่องของเจ้ไหมอะ” ดาริกาถามกลับ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของพี่ใหญ่ คนมีแฟนผิดตรงไหน แต่ก็ยังคงทำหน้างงว่าพี่เธอไปมีแฟนตอนไหน ยิ่งคิดก็ยิ่งงง

หยกที่มองดาริกาพูดกับตัวเองยิ่งงงเข้าไปใหญ่ว่าเป็นอะไร แล้วเรื่องที่เขาเม้ากันเราก็ไม่ต้องสนใจใช่ไหมหรือต้องสนใจ เธองงไปหมดแล้ว

 

น่านนทีและเมธีนั่งมองเอกสารตรงหน้าตัวเอง ไม่มีบทสนนาใดๆ นานกว่าครึ่งชั่วโมง เพราะสมาธิของแต่ละคนต่างจดจ่ออยู่กับเอกสารที่กองตรงหน้า รวมทั้งปัญหาที่กำลังวิ่งเข้ามาพร้อมกัน ตอนแรกคิดว่าให้พนักงานมือดีในโรงแรมคนไหนจัดการก็น่าจะได้ แต่ไม่เลย น่านนทีคงประเมินปัญหาต่ำไป เพราะตอนนี้ลุกลามสร้างความเสียหายไปกว่าที่คิดไว้มาก

“ผมว่าเราต้องหาทางจบได้แล้วนะครับ” เป็นเมธีที่เอ่ยออกมาก่อน

น่านนทียังคงจ้องตัวเลขในมือแต่พร้อมรับฟัง

“จะเห็นแก่ที่เธอเคยดูแลคุณท่านมาไม่ได้แล้ว เพราะเธอเล่นเราแรงเกินไป”

น่านนทียังคงมีท่าทีสงบรอให้เมธีเสนอความคิดเห็นต่อไป

“คุณผกาเธอเล่นแรงไป แล้วก็ไม่ยอมรับซะทีว่าตอนนี้อะไรๆ มันไม่เหมือนเดิมแล้ว” 

“เอาตามที่นายเห็นสมควรเถอะ ตอนแรกฉันกะจะปล่อยไปแล้ว แต่เธอเล่นสกปรกเอง”

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือหนาหูว่าจะมีการขายหุ้นในเครือเลิศบูรณะออก และขายกิจการหลายที่ทิ้ง วงในบอกว่าเพราะทายาทไม่ต้องการจะทำธุรกิจต่อจากผู้เป็นบิดา และติดการพนันเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่สามารถรักษาบริษัทและธุรกิจในเครือที่บิดาตนเองเป็นคนสร้างไว้ หนำซ้ำยังเป็นพวกไม่มีความรับผิดชอบ 

เรื่องราวทั้งหมดถูกลือต่อๆ กันไปจนเป็นเรื่องราวใหญ่โต เริ่มแรกที่ได้ยินข่าวมาคิดว่าคงเป็นเรื่องไร้สาระ ข่าวไม่มีมูลเดี๋ยวก็เงียบไป แต่รอแล้วข่าวก็ไม่เงียบลง ซ้ำยังใส่สีตีไข่เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ น่านนทีเองใช่ว่าจะเป็นคนที่สนใจเรื่องนี้มากเท่าไหร่ แต่เมื่อมีเรื่องราวแบบนี้ออกไป ย่อมส่งผลกับธุรกิจที่เขากำลังทำอยู่แน่นอน หุ้นส่วนธุรกิจเริ่มไม่มั่นใจในศักยภาพของตัวผู้นำคนใหม่ทั้งที่เคยเชื่อมั่นมาตลอด แค่เพียงเพราะข่าวลือที่ยังไม่รู้ความจริงก็แห่กันมาถอนหุ้นเทขายหุ้นกันเป็นจำนวนมาก

ตามสืบอยู่สองสัปดาห์จึงได้รู้ว่าวงในที่เขากล่าวถึงก็คือผกา ภรรยาคนใหม่ของผู้เป็นบิดานั้นเอง สาเหตุน่าจะมาจากที่เธอเคืองโกรธผลจากการเปิดพินัยกรรม แรกเริ่มเดิมทีเธอคงคิดว่าเธอและลูกชายจะต้องได้รับส่วนแบ่งมากกว่านี้ มากเท่ากับที่ลงมือลงแรงไปเยอะ และลูกชายของเธอเอง บวร ที่ควรจะได้รับอะไรจากการที่สังคมเชื่อว่าเขาเป็นลูกชายคนเดียวของคุณชลธีบ้าง แต่ไม่เลย นอกจากลูกชายเธอจะไม่ได้อะไร ยังต้องมาอับอายเพราะคนอื่นรู้ว่าแท้จริงเขาเป็นแค่ลูกเลี้ยง เป็นแค่เด็กที่ติดมากับเธอ ไม่ได้เป็นทายาทของคุณชลธีแต่อย่างใด 

 

************************

แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ

 

^____^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น