รักลืมออกแบบ (E-BOOK)

ตอนที่ 14 : 7 (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,608
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    11 ธ.ค. 63

 

 

ใช้เวลาไม่นานทั้งคู่ก็พร้อมสำหรับการเดินทาง เมธาวีที่พยายามจะเดินด้วยขาทั้งสองข้างของตนเองที่อีกข้างยังไม่มั่นคงนัก น่านนทีที่พยายามเข้าไปช่วย แต่ก็โดนเธอปฏิเสธผลักออกอยู่เรื่อย เป็นภาพที่พนักงานในโรงแรมพบเจอได้ยากมาก ที่เจ้านายตนเองจะเดินตาม คอยดูแลสาวขนาดนี้ ปกติจะเป็นฝ่ายหญิงมากกว่าที่ต้องวิ่งตาม

“ฉันเดินได้ค่ะ ไม่ต้องช่วย” เธอใช้มือผลักเขาออกห่างเพราะมีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องอยู่

“แต่คุณยังเจ็บอยู่นะ” เขายังคงเดินตามไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

“ฉันดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณมากจริงๆค่ะ” เธอปฏิเสธ เพราะวันนี้ดีกว่าเมื่อคืนมาก จนเกือบจะหายเป็นปกติแล้ว

“โอเค งั้นไม่พยุงก็ได้ แต่โน้น รถมาแล้วคุณ”

“คุณนี่รอบครอบจัง เช่ารถไว้ด้วย” เธอชื่นชมเขาจริงๆ

น่านนทีทำหน้างงว่าทำไมเขาต้องเช่ารถ ก็มันเป็นรถเขา แล้วโรงแรมนี่ก็ของเขา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอธิบายอะไรต่อ เดินไปเปิดประตูให้เธอเข้าไปนั่งพร้อมกับวิ่งอ้อมไปฝั่งคนขับเพื่อออกเดินทาง

 

ออกจากโรงแรม มุ่งหน้าสู่ท่าเรือเพื่อข้ามไปยังเกาะเกาะมันปูส์ จุดหมายปลายทางที่เมธาวีได้ตั้งไว้ ขับรถออกมาได้ครึ่งทาง น่านนทีก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ เขาเริ่มสังเกตอย่างจริงจังว่ามีรถขับตามเขาตั้งแต่ออกมาจากโรงแรมแล้ว ทดลองขับช้าๆ ปรากฏมอเตอร์ไซค์คันนั้นก็ชะลอเช่นกัน พอลองขับเร็ว ก็เป็นดังที่คิดไว้ มอเตอร์ไซค์คันนั่นยังคงเร่งเครื่องตามเขา

เหลือบมองผู้ร่วมเดินทางสาว ก็เห็นเธอกำลังเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปจากมือถือ และคงส่งหาคนซักคน เพราะมีทั้งยิ้มและหัวเราะ สลับกับมองบรรยากาศข้างทาง ไม่ได้รับรู้เลยว่าตอนนี้กำลังมีคนขับรถตามอยู่

“คุณดูยุ่งๆนะครับ” เขาชวนคุย

“อ๋อ งานมีปัญหานิดหน่อยค่ะ ทีมกำลังช่วยกันหาวิธีแก้อยู่ แต่ส่วนใหญ่ เป็นวิธีที่พิสดารและหลุดลกเกินไปหน่อยค่ะ” เธอตอบเหมือนเพิ่งนึกได้ว่าเสียมารยาทที่ปล่อยให้เขาขับรถคนเดียวทั้งที่พาเธอไปแท้ๆ

“งานด่วนมากหรือครับ”

“อ๋อ ไม่หรอกค่ะ ลูกค้าแค่ขอแก้งานนิดหน่อย แต่มันค่อนข้างจะแปลกๆไปหน่อย”

“แต่ดูแล้ว ผมว่าไม่น่าจะแปลกหน่อยๆ นะครับ ดูจากท่าทางคุณ ลูกค้าคงหลุดโลกน่าดู”

“ค่ะ ประมาณนั้น” เธอขำกับข้อความล่าสุดที่เพิ่งอ่านในไลน์กลุ่ม

“ข้างหน้ามีปั๊ม เดี๋ยวผมจะแวะเข้าห้องน้ำ คุณก็จะได้ทำงานด้วย”

“ดีค่ะ”

เขาเลี้ยวรถเข้าไปในปั๊มน้ำมัน แต่เหมือนมอเตอร์ไซค์ก็ยังคงเลี้ยวตามเช่นเดิม น่านนทีมั่นใจว่าโดนามแน่ๆ แต่จะเป็นใครนั้นยังไม่แน่ใจ ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ เขากดส่งข้อความหาเมธีให้รับทราบ และซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ก่อนจะกลับไปที่รถที่เมธาวีนั่งรออยู่ทันที

 

ขับออกจากปั๊มน้ำมันเข้าเขตปลอดบ้านเรือนได้ไม่เท่าไหร่ มอเตอร์ไซค์คันนั้นก็เร่งความเร็วประชิดเข้ามา เมธาวีเริ่มสังเกตจากกระจกมองหลังว่ามีรถขับตามมาในระยะประชิด เริ่มตระหนกจนสะกิดน่านนทีทันที

"มีอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมเขาขับแระชิดเราขนาดนั้น"

“ที่จริงก็มีนะครับ แต่ไม่ต้องตกใจไป ผมว่าไม่มีอะไรมากหรอก”

“ว๊าย คุณ นั้น นั้น” เมธาวีกรีดร้องขึ้นมา เมื่อมองเลยหน้าน่านนทีออกไปด้านข้างที่มีรถมอเตอร์ไซค์กำลังเบียดเข้ามา พร้อมกับกำลังยกวัตถุสีดำขึ้นมาทางเขาทั้งสอง

ปั้ง!! เสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับเสียงล้อรถที่ครูดกับถนน เพราะน่านนทีเลี้ยงลงข้างทางกะทันหันเพื่อหนีวิถีกระสุนปืน รถหมุนรอบบนถนนเพราะเบรกแล้วเลี้ยวกะทันหันและแฉลบลงข้างทาง กลิ่นเผาไหม้ของล้อรถคละคลุ้งไปหมด ส่วนมอเตอร์ไซค์ก็ขับเลยไป ไม่ได้สนใจคนทังสองในรถแล้ว

“คุณ เจ็บตรงไหนไหมครับ” เขาหันไปถามเมธาวีพร้อมกับสำรวจสภาพเธอ

“นั่นปืนนี่คุณ เขามายิงเราทำไมคะ” เธอยังไม่หายช็อค

น่านนทีที่สำรวจเมธาวี และทดสอบขยับแขนขยับขาของตัวเอง พบว่าเคล็ดขัดยอกเล็กน้อย

“ผมไม่แน่ใจนะ แต่คุณแน่ใจนะว่าคุณไม่เจ็บตรงไหน” เขาถามพร้อมกับสำรวจเธออีกครั้ง

“ไม่ค่ะ ฉันคิดว่าไม่ แค่ตกใจนิดหน่อย”

“งั้น ผมว่าเราอาจไม่ทันเรือรอบที่วางแผนไว้แล้วหละครับ”

  “ควรยกเลิกและไปแจ้งความกันค่ะ” เธอเงยหน้ามองเขา

ผิดคาดไปมาก เขานึกว่าเธอจะตกใจ ร้องไห้ฟูมฟายซะอีก ถือว่ามีสติที่ดีมาก เขายิ้มภูมิใจ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองภูมิใจอะไร

ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะกระจกทำเอาคนทั่งคู่รีบหันไปมอง

“ขอโทษที่มาช้าครับ มีใครได้รับบาดเจ็บไหมครับ” เมธีที่ปากถามไถ่แต่ตาสำรวจผู้เป็นนายตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ไม่ๆ ทุกอย่างโอเค” น่านนทีบอกเลขา แล้วจึงเปิดประตูลงจากรถไปคุยกับนายตำรวจข้างนอกที่มาพร้อมกับเมธี โดยที่ยังคงในเมธาวีรออยู่ในรถ

 

น่านนทีกลับเข้ามาในรถอีกครั้งหลังจากที่คุยกับตำรวจเรียบร้อย และต้องเปลี่ยนรถ ส่วนหน้าที่ทางนี้ เมธีจะเป็นคนจัดการต่อไป

“แล้วเราจะกลับยังไงคะ” เธอถามเขาเมื่อเดินขึ้นมาถึงถนน

“เมธีจัดการให้แล้วครับ ส่วนรถคันนี้ เดี๋ยวจะมีคนมาจัดการต่อ”

“ถ้าหากมีข้อมูลที่ทางเราต้องการ ทางเราจะติดต่อไปนะครับ” นายตำรวจหนึ่งในสองคนที่มาด้วยกันบอกกับน่านนที

 “ได้เสมอครับ ยังไงก็ฝากด้วยนะครบ” แล้วเขาก็จูงมือเธอเข้าไปนั่งในรถอีกคันที่เมธีเตรียมไว้ให้

“แล้วเพื่อนคุณละคะ” เธอเหลียวหลังกลับไปดูเมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัว

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”

บรรยากาศในรถเงียบขึ้นมาอีกครั้ง ต่างคนต่างความรู้สึก เพราะกังตกอยู่ในห้วงของความคิดของตัวเอง

“คุณตกใจมากไหม” เขาหันมาถามเธอเมื่อรถเริ่มเข้าสู่ตัวเมือง

“ถ้าบอกว่าไม่ คุณคงคิดว่าฉันโกหกแน่เลยค่ะ” เธอตอบอ้อมแอ้ม

 “ว่าแต่ ทำไมคุณเมธีมาไวจังคะ แล้วรู้ได้ไงว่าเราอยู่ตรงไหน” เธอหันหน้าไปถามเขาอย่างจริงจัง

“อ๋อ ผมเป็นคนโทรบอกเองครับ” เขาตอบแบบไม่ได้เดือดร้อนอะไร

“ตอนไหนกัน ฉันยังไม่เห็นคุณหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลยนะ” เธอทำหน้าสงสัยเพิ่มเข้าไปอีก

“ผมโทรบอกตั้งแต่ที่เราแวะปั๊มแล้ว ก็ตอนนั้นคุณกำลังยุ่งกับการแก้งานกับทีมงานไง คุณเลยไม่ได้สังเกต”

“ได้ไงคุณ ก็ตอนนั้นมันยังไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเลย นี่คุณเห็นฉันว่าฉันหลอกง่ายขนาดนั้นหรือ” เธอเปลี่ยนจากสงสัยเป็นโมโห

“เดี๋ยวคุณเดี๋ยว” น่านนทีรบอธิบายเพิ่มเติม ก่อนที่จะเป็นเรื่องราวใหญ่โตไปมากกว่านี้

“คืองี้ ผมสังเกตเห็นตั้งแต่เราออกจากโรงแรมแล้ว ว่าเรามีคนตาม ตามมานานแล้วด้วย”

เมธาวีทำหน้าตาตกใจ

“ตอนไหนกัน ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย” เธอโวยวาย เพราะปกติเธอเป็นคนค่อนข้างสังเกต

“คงเป็นเพราะคุณกำลังยุ่งมั้งครับ ซึ่งมันก็เป็นความจริงนะ” เขาอธิบายอย่างใจเย็น

“งั้น ฉันก็แย่มากนะซิคุณ ไม่ได้สนใจอะไรเลย” เธอเอียงคอไปมาเพราะกำลังนั่งนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า

 เมธาวีเพิ่งนึกได้ว่าเผลอทำท่าทางที่ชอบทำเวลากำลังใช้ความคิดต่อหน้าคนอื่น ซึ่งปกติเธอจะไม่ทำอะไรแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น เพราะเธอคิดว่ามันเป็นท่าทางที่คนเป็นผู้ใหญ่ และโดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เป็นมืออาชีพอย่างเธอเขาไม่ทำกัน เพราะมันจะทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือ

น่านนทีอมยิ้ม เพราะท่าทางของคนที่นั่งข้างๆ น่ารักมาก เผลอทำท่าทางแปลกๆ แล้วเหมือนเพิ่งนึกได้ กลับไปนั่งหลังตรงทำท่าเคร่งเครียดเหมือนเดิม

“ครับๆ ผมเช้าใจ”

“แล้วเราจะเอายังไงต่อดีคะ คุณกำลังจะไปไหน” เธอถามเหมือนเด็กน้อยที่ไม่รู้อะไรเลย

“ถ้าหมายถึงเรื่องเมื่อซักครู่นี้ คุณไม่ต้องกังวลหรอกครับ ปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจเลย คิดว่าคงหาตัวได้ไม่ยากนะครับ”

“คุณว่าเขาอาจจะตามฉันมาไหมคะ”

น่านนทีมองหน้าเธอ เหมือนต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม

“แต่ ฉันว่าไม่น่าจะใช่นะคะ” เธอถามเองตอบเอง

“เอะ หรือจะเป็นพวกเมื่อคืนคะ” เธอยังไม่ทิ้งเรื่องของเมื่อคืน

“หรือว่า จะเป็นคู่อริคุณ” เธอยิงคำถามรัวๆ

“เห้ย เดี๋ยวคุณเดี๋ยว คุณคิดไปถึงไหนแล้วเนี้ย ทำไมอยู่ๆมายัดเยียดให้ผมหละ” เขาขำความคิดเธอ

“อาจจะใช่และไม่ใช่ ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ต้องรอฝังผลจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกที”

“ฉันคิดว่า ฉันควรกลับดีกว่าค่ะ” เธอบอกเสียงเป็นการเป็นงาน

“ครับ เราก็กำลังกลับกัน” เขาตอบทีเล่นทีจริง

เมธาวีหันมาค้อนใส่เขาวงใหญ่

“ฉันหมายถึง กลับกรุงเทพค่ะ กลับบ้านฉัน เพราะฉันคงไม่มีอารมณ์อยู่ต่อแล้ว” 

“โอเคครับ งั้นเดี๋ยวผมไปส่ง” เขาไม่ขัดเธอ เพราะคิดว่าถ้ายู่ต่ออาจจะไม่ปลอดภัย ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นใคร ผลที่ออกมาย่อมไม่ดีทั้งนั้น แต่ที่แน่ๆ เขามั่นใจได้เลยว่าต้องเป็นไอ้คนต้นเรื่องที่ก่อเรื่องเมื่อคืนแน่ๆ

            หลังจากที่เก็บเสื้อผ้า ของใช้และจองตั๋วเสร็จ น่านนทีก็ไปส่งเมธาวีที่สนามบินทันทีตามที่เขารับปากเธอไว้ แล้วกลับมาคุยกับเมธีกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นทันที

            

หลังจากกลับจาภูเก็ต เมธาวีก็ลุยงานต่อ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เธอไม่ได้เล่าให้ใครฟัง จะมีก็แต่น่านนทีที่คอยโทรถามข่าว โดยใช้ข้ออ้างว่าเผื่อตำรวจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม แถมยังขู่เธอทิ้งท้ายในทุกๆ ครั้งที่โทรมาด้วยว่าถ้าไม่รับโทรศัพท์ จะถือว่าเป็นการไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และเธอเองก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าหากว่าวันนั้นๆ ที่โทรมาเธอไม่ได้กำลังยุ่งอยู่ และมีคนโทรถามไถ่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร

 

ด้านน่านนที หลังจากส่งเมธาวีเรียบร้อยแล้ว เขาก็กลับมาหารือกับเมธีกับเรื่องที่เกิดขึ้นทันที เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดครั้งแรก ตั้งแต่เขาเข้ามาเป็นผู้กุมบังเหียนเลิศบูรณะ ชีวิตเขาก็ไม่มีคำว่าสงบสุขอีกเลย

น่านนทีเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลเลิศบูรณะ ที่เกิดจากเนตรมณี ทายาทตระกูลอัญมณีของภาคใต้ และชลธี เจ้าของอลังหาริมทรัพย์หลากชนิดของทางใต้ เรียกได้ว่าเป็นทายาทที่เกิดมาแบบคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดเลยทีเดียว จนเมื่อเนตรมณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และชลธีที่ครองตัวมานานก็พลาดท่าให้กับเลขาที่ทำงานร่วมกับตนเองมายาวนาน แถมยังได้ของแถมมาอีกหนึ่งคน คือบวรเกียรติ ที่เป็นลูกติดมากับผกา 

เลยกลายเป็นว่าเขาต้องรับทั้งแม่และลูกติดมาอุปกระเลี้ยงดู น่านนทีในตอนนั้นถูกส่งไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้คนบางส่วนไม่ค่อยรู้จัก จะมีก็แต่เพียงเพื่อนวงการเดียวกันว่าชลธีมีบุตรชายเพียงคนเดียว และคงมีปัญหาภายในครอบครัว ทำให้เขาต้องส่งลูกชายเพียงคนเดียวไปอยู่ต่างประเทศ แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่ได้ถูกแนะนำให้กับคนในสังคมรับทราบอย่างเป็นทางการ แต่คนส่วนใหญ่ก็เข้าใจว่า ผกา คือภรรยาของชลธี และทั้งคู่มีลูกคือบวรเกียรติ เพราะตั้งแต่เนตรมณีเสียชีวิต ร่านนทีก็ไม่ได้กลับประเทศไทยอีกเลย

จนเมื่อชลธีเสียชีวิต และถึงเวลาเปิดพินัยกรรม ถึงได้รู้ว่า สมบัติทุกชิ้น รวมทั้งเงินทองและอสังหาริมทรัพย์ต่างๆที่เป็นชื่อของชลธี มอบให้กับ น่านนที แต่เพียงผู้เดียว ส่วนสองแม่ลูกในฐานะที่ดูแลชลธีมานาน เขาจึงแบ่งเงินสดและที่ดินบางส่วนให้สองแม่ลูกได้ไปสร้างตัว แต่หุ้นและบริษัทในเครือทั้งหมดคนทั้งคู่ไม่ได้รับส่วนอื่นแต่อย่างใด หลายคนจึงได้รู้ว่า บวรเกียรติไม่ใช่ทายาทของเครือเลิศบูรณะอย่างที่เขาประกาศไว้ในทุกๆ ที่ ว่าตนเองเป็นบุตรชายของชลธี มีกิจการมากมาย เงินทองมีใช้ล้นมือ จนกลายเป็นหนุ่มหล่อพ่อรวยที่มีสาวๆหลายคนจับตามอง รวมทั้งผลประโยชน์ทางธุรกิจหลายๆอย่าง ที่เขาเอาชื่อของคนที่เขาเรียกว่าบิดา เที่ยวหากิน รับเงินทั้งที่ได้มาโดยสุจริต และแบบไม่มีที่มาที่ไป

น่านนทีเข้ามาดูแลกิจการ บริหารงานต่อจากผู้เป็นบิดาได้พียง 4 ปี แต่สามารถทำกำไรได้มหาศาล หุ้นส่วนที่ไม่เชื่อใจในตอนแรก ตอนนี้เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างเต็มที่ ว่าน่านนทีสามารถเป็นผู้นำเลิศบูรณะได้โดยไม่มีข้อกังขา

 นอกจากจะไม่มีหุ้นในเครือแล้ว ทรัพย์สมบัติก็ได้เพียงน้อยนิด เพราะสมบัติทั้งหมดถูกยกให้กับทายาทตัวจริง บวรเกียรติคงไม่อยู่เฉยๆเป็นแน่ๆ ดังนั้นเรื่องที่น่านนทีโดนแอบลอบทำร้ายมาตลอด อาจเป็นฝีมือของคนใกล้ตัวคนนี้ก็ได้

 

-------------------------------------------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น

  1. #41 Parkkim13anglee (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 / 17:40
    แล้วพี่ชายที่ชื่อน่านฟ้าหล่ะคะ
    #41
    1
    • #41-1 ลินิล_ลา(จากตอนที่ 14)
      13 กุมภาพันธ์ 2564 / 19:04
      น่านฟ้า หรือบวรเกียรติ อ่านตอนต่อๆ ไปนะตัวเอง เดี๋ยวจะมาเรื่อยๆ มาแน่
      #41-1