รักลืมออกแบบ (E-BOOK)

ตอนที่ 10 : 5 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,766
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    5 ธ.ค. 63

 

 

“ขอบคุณสำหรับการดูแลเป็นอย่างดีนะคะ” เมธาวีกล่าวขอบคุณทีมงานที่มายืนส่งขึ้นรถตู้โรงแรม

“ไม่หรอกค่ะ เราต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณเมย์ พนักงานเราได้รับความรู้ และเข้าใจงานมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ”

“ไม่หรอกค่ะ ทุกคนมีพื้นฐานที่ดีกันอยู่แล้ว เมย์แค่เล่าประสบการณ์ตัวเองให้ฟังเฉยๆ”

“สนุกจริงๆ ค่ะ มีสาระเยอะด้วย”

“ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” เธอยิ้มพร้อมกับเดินขึ้นรถ

“ครั้งหน้า อาจรบกวนอีกครั้งนะคะ ถ้ามีโอกาสแบบนี้อีก”

“ไดค่ะ ไปนะคะ สวัสดีค่ะ” เธอกล่าวลา ก่อนพนักงานขับรถจะปิดประตูให้

 

ใช้เวลาในการเดินทางไม่นาน ก็มาถึงโรงแรมที่เธอจองไว้ เช็คอิน รับคีย์การ์ดเสร็จ เธอก็รีบเข้าห้องทันที พร้อมกับกระโดดขึ้นเตียงนอนแผ่หลาอย่างคนหมดแรง เพราะใช้พลังงานไปเยอะมากจากการสรุปงาน

“เสร็จซะที ของีบก่อนซักแปปนะ” เธอพึมพำบอกตัวเอง พร้อมกับลมหายใจสม่ำเสมอ

เป็นเวลาค่ำพอดี พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า แสงสีส้มตัดกับน้ำทะเล เป็นบรรยากาศที่โรแมนติก และน่าจดจำมาก คนที่นอนนิ่งมาหลายชั่วโมงลืมตาขึ้นมาเพราะเสียงประท้วงจากท้องดังขึ้นเรื่อย ๆ

ใช้เวลาในการปรับสายตาเข้ากับสภาพห้องเพียงครู่เดียว เธอก็ลุกขึ้นนั่งพร้อมกับควานหาโทรศัพท์เพื่อดูเวลา

“ในรีวิวบอกใกล้ๆ นี้มีถนนคนเดินนี่นา ของอร่อยเพรียบ ไม่ได้ละ ต้องไปถ่ายรูปอวดยัยดา” เธอเด้งตัวจากที่นอน เปลี่ยนเสื้อผ้าในลุกที่สบายกว่าเดิมเพื่อเตรียมไปยังสถานที่ที่กล่าวถึงก่อนนี้

พอได้ลงจากห้อง ออกมาเดินข้างนอกจึงได้พบว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการเดินชมวิวมากๆ แสงสีส้มกำลังสวย จนกระเพราะลืมความหิวไปชั่วขณะ หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายภาพบรรยากาศเก็บไว้ เดินเรียบชายหาดไปเรื่อย ๆ เดินเพลินอยู่นาน จนลืมไปว่าตัวเองจะไปหาของอร่อยๆ กิน เดินเรียบชายหาดไปซักพักก็ถึงโซนถนนคนเดิน ที่อยู่ตรงข้ามกับสวนที่ต้องเดินตัดเข้าไป เมธาวียิ้มอย่างมีความสุข ในใจคิดว่าบรรยากาศก็ดี ของกินก็มากมาย ที่สำคัญไม่ไกลด้วย

เมธาวีเดินชมสินค้าไปเรื่อย ๆ อย่างเพลิดเพลิน เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ ชิมของกินอย่างละนิดอย่างละหน่อย จนเรียกได้ว่าไม่ต้องกินมื้อเย็นเลยยังได้ ก่อนจะถึงโค้งสุดท้ายของทางเดิน เธอแวะซื้อของฝากอีกนิดหน่อยไว้สำหรับฝากทีมงานที่กรุงเทพ เพราะคิดว่าทุกคนคงรอคอยของฝากจากเธอแน่ๆ

และแล้วก็ไปจบที่ร้านอาหารในรีวิวที่ดาด้าส่งมาให้ ที่เจ้าตัวรับประกันว่าสด สะอาด รสชาติดี ที่สำคัญราคาถูกมาก ควรค่าแก่การลองอย่างยิ่ง เมธาวีไม่รู้สึกแปลกใจเลย เพราะดูจากจำนวนลูกค้าภายในร้าน และอีกส่วนที่นั่งรอ ยืนรอคิวข้างนอกร้านอีก ดูจากจำนวนคนแล้ว เธอคิดว่าเธอคงไม่มีความอดทนมากพอขนาดนั้นหรอก แม้ว่าตอนนี้เธอจะมีรองท้องมาบ้างแล้วก็ตาม แต่ถ้าจะให้ยืนรอคิวจากจำนวนคนที่เยอะขนาดนี้ ที่สำคัญ เธอคิดว่าเธอไม่ควรมาเสียเวลากับเรื่องอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ภารกิจที่รับปากดาไว้ว่าจะมารีวิวอาหารให้นั้นต้องพับเก็บไว้ก่อน มื้อเย็นของเธอจึงกลายเป็นของกินในถนนคนเดินแทน

“โอ๊ะ บังเอิญจัง” เสียงจากด้านหลังดังขึ้น

“คุณครับ คุณคนสวย” เจ้าของเสียงวิ่งตรงมาหาเธอทันทีหลังจากที่แกล้งทักแต่เธอไม่ได้สนใจ

เธอมองเขาอย่างงงๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า เพราะนึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอกันที่ไหน

“ทำไมมองผมแบบนั้นละครับ” เจ้าของเสียงทำเสียงน้อยใจ

“ผมเอง ผมปกรณ์ไงครับ” เขายังทำท่าทางน้อยใจที่เธอจำเขาไม่ได้

เมธาวียังคงทำหน้างงใส่เขาต่อไป เพราะเธอพยายามนึกเท่าไหร่ก็แน่ใจว่าไม่รู้จักผู้ชายตรงหน้า 

“คุณจำผมไม่ได้หรือ” ปกรณ์รีบอธิบายเพราะสังเกตได้ว่าเธอเริ่มไม่ไว้ใจ

“ขอโทษค่ะ ดิฉันคิดว่าเราไม่น่าจะรู้จักกันนะคะ”

“ก็วันก่อนนั้นไง เราเจอกันที่เลิศทักษิณ คุณมาขอนั่งที่โต๊ะ แล้วยังขอเลี้ยงผมด้วยนะ คืนนั้นเล่นซะผมหมดสภาพ ตื่นมาผมก็ไม่เจอคุณเลย” ปกรณ์พูดอายๆ

คำว่าเลิศทักษิณดังเข้ามาในหัว สิ่งแรกที่เมธาวีนึกถึงคือเหตุการณ์หลังคืนนั้นต่างหาก แต่เดี๋ยวก่อน ทำไมที่เขาเล่ามาเธอถึงจำไม่ได้เลยหละ คนอย่างเธอเนี้ยหรอจะไปขอนั่งกับคนที่ไม่รู้จัก แล้วยังจะไปเลี้ยงเหล้าคนแปลกหน้า 

เมธาวีมองหน้าคนพูดอีกครั้งพร้อมกับถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว

“คืนนั้นไงครับ ในเลาจน์เลิศทักษิณไง” เขายังคงขยั้นคยอให้เธอนึก

“ขอโทษนะคะ ดิฉันจำไม่ได้” เธอเดินถอยหลังพร้อมกับเบี่ยงตัวไปอีกทางเพื่อหลบเขาที่ยืนขวางอยู่

ปกรณ์ยังคงเดินตาม พร้อมกับเล่าเรื่องราวในคืนนั้นให้เธอฟัง ว่าทั้งสองคนรู้จักกันจริงๆ แถมทวงสัญญาว่าถ้าเจอกันอีกครั้งเธอจะให้เบอร์โทรและที่อยู่กับเขา จนเมธาวีต้องหยุดเดินและหันกลับไปคุยกับเขาอย่างคนเริ่มมีอารมณ์

“คุณจำคนผิดแล้วค่ะ และถ้าจะกรุณาเลิกเดินตามฉันซักทีได้ไหม” 

ปกรณ์เห็นท่าไม่ดี และคิดว่าเธอคงจำเรื่องคืนนั้นไม่ได้จริงๆ ดีซะอีก แสดงว่าคืนนั้นเธอไม่ได้เป็นอะไร มิน่าให้ลูกน้องไปตามหาเธอเท่าไหร่ก็ไม่เจอ สืบข่าวกับพนักงานก็ไม่มีใครรู้ หนำซ้ำยังตามหาไอ้เด็กเสิร์ฟนั้นไม่เจอด้วย งั้นควรถอยก่อนละกัน ครั้งหน้าเอาใหม่ เมืองภูเก็ตเล็กแค่นี้ เราต้องได้เจอกันแน่นอนคนสวย เขาหมายมั่นไว้ในใจ

“โอ้ งั้นขอโทษนะครับ ขอโทษที่ผมทำให้คุณตกใจ คุณจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร” เขาพูดเหมือนเป็นความผิดของเธอเอง

“ขอตัวค่ะ” เธอไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย

ปกรณ์ยอมถอยก่อน แต่ไม่ยอมลามือง่ายๆแน่ เขายืนมองจนเธอเดินห่างออกไป พร้อมกับยกโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งงานลูกน้อง แล้วยิ้มอย่างมีเลศนัยหลังสั่งงานเสร็จ

 

“จับตาดูไอ้หมอนั้นให้ดีนะ อย่าให้มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก” น่านนทีที่ตามเมธาวีมาตลอดทางหันไปบอกกับเมธี ก่อนที่เขาจะเดินตามเธอไปห่างๆ

เมธีทวนคำสั่ง ว่าอย่าให้มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีก แล้วเหตุการณ์นั้นคืออะไรกัน ล่าสุดก็เห็นจะเป็นไอ้หมอนั้นที่ไม่รู้ว่าไปกินอะไรผิดสำแดง วิ่งเข้าออกห้องน้ำจนลูกน้องต้องมาหามออกจากเลิศทักษิณ เมธีคิดว่าคงเป็นเรื่องนี้ละมั้ง

“เรากำลังทำตัวเหมือนโรคจิตกันเลยนะครับ” เมธีกระซิบอกกับน่านนทีหลังจากที่เขาเดินตามผู้เป็นนายทัน

“เงียบหน่าไอ้เม”

 

เมธาวีเดินกลับโรงแรมอย่างอารมณ์ไม่ค่อยจะสู้ดี เรียกได้ว่าอารมณ์ตอนขาไปและขากลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนละเรื่องเลยทีเดียว ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เธออายุขนาดนี้ ไม่ใช่เด็กๆแล้วที่จะดูไม่ออก มีคนมาเทียวหยอดขนมจีบเธอแทบจะทุกรูปแบบ แต่สายตาน่าขยะแขยงแบบนั้น เหมือนอยากจะกลืนเธอลงท้อง ณ ตรงนั้นให้ได้เลย ทำเธอฉุนสุดๆ เลยตอนนี้

“ทุเรศสิ้นดี ไม่มีมารยาทที่สุด” เธอบ่นระหว่างเดินตัดสวนมายังชายหาดของโรงแรม

“อย่าให้เจออีกนะ พูดมาได้ยังไงว่าฉันเคยไปนั่ง ไปขอชนแก้วด้วย ประสาท” ท่าทางของเมธาวีจะหัวเสียอย่างมาก มีอย่างที่ไหน คนอย่างเธอนี่นะ ขนาดมีคนมาแจกขนมจีบ พร้อมฟังชันก์สารพัดอย่างที่น่าสนใจ เธอยังไม่สนเลย

“หึ” เธอยังคงไม่พอใจเขาอย่างต่อเนื่อง และคิดว่าอาจจะถึงเข้านอนเลยก็ได้

สวนที่เดินเข้ามา มีมุมมืดบ้างเป็นระยะ เธอเองก็เพิ่งสังเกต เพราะขาไปยังมีแสงสว่างพอ เลยไม่ได้คิดอะไร แต่ขากลับ แสงจากธรรมชาติไม่เหลือแล้ว จะมีก็แต่เพียงแสงไฟประดับ ที่ติดห่างซะเหลือเกิน คนเดินก็อยู่ที่ถนน ไม่ก็ชายหาดนุ้น

เมธาวีเพิ่งนึกได้ว่าต้องรีบเดินตัดสวนออกไป เพราะแทบจะไม่มีคนเดินผ่านทางนี้เลย เมื่อซักครู่มั่วแต่โมโห จนลืมเรื่องความปลอดภัยของตัวเองไปเลย

“วิ๊ดวิ้ว คนสวย” เสียงผิวปากดังมาจากมุมมืดซ้ายมือของเธอ

เมธาวีไม่สนใจหันไปมอง เพราะตั้งใจจะเดินออกไปจากสวนนี้ให้ไวที่สุด จนเมื่อมีชายร่างท้วมโผล่ออกมาดักหน้าเธอจากฝั่งขวามือ

เมธาวียอมรับว่าตกใจมาก เพราะไม่คิดว่าจะมีคนโผล่มาใกล้ขนาดนี้

“ขอโทษค่ะ” เธอก้มหัวลงเล็กน้อย เมื่อนึกได้ว่าตนเองมัวแต่รีบจนเกือบจะเดินชนคนอื่นแล้ว

“ไม่เป็นไรจ่ะ” เขาพูดพร้อมกับยืนยิ้มโชว์ฟันแทบเกือบจะครบทุกซี่

“เอ่อ งั้นช่วยหลบหน่อยได้ไหมคะ” เธอขอทางเพราะเขายืนบังไว้มิดเลย

“จะรีบไปไหนหละคนสวย” ผู้ชายคนแรกที่แซวเธอ เดินมาสมทบ

เมธาวีรู้สึกได้ว่าบรรยากาศไม่ปกติ รู้สึกกลัวขึ้นมาทันทีเพราะไม่มีคนเดินผ่านเข้ามาทางนี้เลย

“ให้พี่ไปส่งไหมจ่ะ คนสวย” ผู้ชายคนที่แซวคนแรกยื่นมือมากะจะช่วยถือของที่อยู่ในมือเธอ

“อย่าเข้ามานะ ถอยออกไปเดี๋ยวนี้” เธอบอกเสียงสั่น กอดถุงของฝากไว้แน่น

“หน่า ทางมันมืด เดี๋ยวพวกพี่ไปส่ง” เจ้าท้วมยื่นมามาแตะศอกเธอ

เมธาวีสะดุ้งโหยง เธอเพิ่งรู้ว่าตัวเองช่างคิดน้อยจริงๆ ทำไมถึงได้เลือกเดินกลับโรงแรมด้วยทางที่มืดและอันตราบแบบนี้นะ ทำไมถึงได้พาตัวเองมาอยู่ในที่อันตรายแบบนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว เจ้าคนผอมพยายามจะเอามือมาคว้าเอวเธอ แต่เธอหลบทัน

เมธาวียอมรับว่าเธอกลัวมาก ขาที่แทนที่จะวิ่งออกไปจากตรงนี้ แต่กลับยืนนิ่งเป็นเป้าให้สองคนได้ย่ามใจ เมธาวีคิดไปต่างๆนานๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอจะทำยังไง พ่อแม่ ชื่อเสียง คิดไปต่างๆ นาๆ จนเจ้าท้วมจากที่พยายามจะแตะไหล่ จนตอนนี้แทบจะเข้ามาโอบเธอทั้งตัวแล้ว

“ว้าย” เมธาวีเพิ่งได้สติ เธอต้องร้องหาคนช่วย เธอต้องวิ่ง เธอต้องออกไปจากตรงนี้

คิดได้ดังนั้นเธอก็ตะโกนให้คนช่วยทันที แต่เหมือนทั้งสองคนจะรู้ว่าเธอจะทำอะไร รีบเอามือปิดปากไม่ให้เธอส่งเสียงทันที เมธาวีตกใจแทบสิ้นสติ น้ำตาคลอ

“เห้ย!!” เหมือนเสียงสวรรค์มาโปรด แสงจากไฟฉายหลายกระบอกส่องเข้ามาที่หน้าเธอ แปลว่าไม่ได้มาคนเดียวแน่ๆ เมธาวีไม่เคยรู้สึกดีกับแสงไฟที่ส่องหน้าขนาดนี้มาก่อน ความหวังของเธอมาแล้ว เมธาวีพยายามดิ้นเพื่อขอความช่วยเหลือ เจ้าท้วมและเพื่อคงพอเดาสถานการณ์ได้ว่าอีกฝั่งคนเยอะกว่าและตนต้องเสียเปรียบแน่ๆ หยุดมองหน้ากันเหมือนกำลังปรึกษากัน แต่ไม่ได้พูดออกมา ก่อนจะพยักหน้าให้กัน แล้วผลักเมธาวีลงกับพื้น พร้อมกับวิ่งหลบเข้าไปอีกฝั่งของสวน อาศัยความมืดในการหลบให้พ้นจากการตามหาตัว

“คุณ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” น่านนทีรีบสำรวจร่างกายเมธาวีทันที ส่วนเมธีและลูกน้องบางส่วนวิ่งตามสองคนนั้นไป

คนที่เพิ่งล้มลงไปเหมือนจะตกใจมาก เธอไม่ตอบคำถามเขาแต่นั่งเงียบตัวสั่นน้อยๆ

น่านนทีกัดฟันแน่น คิดไว้แล้วว่าไอ้ปกรณ์ต้องใช้แผนสกปรก แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำถึงขนาดดักฉุดกันกลางเมืองแบบนี้

“คุณ คุณเมย์” เขาเรียกชื่อเธอช้าๆ พร้อมกับสำรวจเธอชัดๆ

“คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เขาถามเธอเสียงอ่านลง

เมธาวีที่พอมีสติเงยหน้าสบตาเขา กล่าวขอบคุณซ้ำๆ จนอีกฝ่ายต้องพยุงให้เธอลุกขึ้น ตอนนั้นเธอถึงได้รู้ว่าตัวเองเจ็บ

“อ๊ะ” เมธาวีทำหน้าเหยเก

“คุณเจ็บหรือ ตรงไหน” หลังจากที่พยายามประคองเธอลุกขึ้นแล้วเธอบอกเจ็บ เขาก็วางเธอลงพร้อมกับสำรวจหาสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นบนตัวเธอ

“ขาฉัน” เธอบอกอย่างยากลำบาก

“ผมขอดูหน่อย” ตอนแรกเธอขยับออก ไม่ให้เขาจับ แต่พอคิดได้ว่าเขาหวังดี เธอถึงให้เขาช่วยดู

“ผมว่าแค่อาจจะแพลงนะ ตอนที่คุณล้ม” เขาเสนอความคิดเห็นหลังจากลองจับๆ หมุนๆดูแต่เธอก็สะดุ้งตลอด

“ไปโรงพยาบาลไหมครับ” เมธีที่วิ่งกลับมาเสนอความคิดเห็น

“เป็นไง ตามทันไหม” น่านนทีถามทันทีที่เมธีกลับมา เมธาวีก็เงยหน้ารอคำตอบด้วยเช่นกัน

“ไม่ทัน เพราะมีรถมารอรับ เหมือนทีคนรออยู่แล้วครับ”

เมธาวีขนลุกขึ้นมาทันที ถ้าเขามาไม่ทันเธอจะเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้ เธอเผลอจินตนาการคนเดียวจนน่านนทีเข้ามาประคองให้เธอลุกอีกครั้ง

“คุณเดินไหวไหม” เขาถามอย่างเห็นใจ เพราะสีหน้าเธอดูไม่ดี และยิ่งแย่ลงเมื่อได้ยินว่ามีรถมารอรับ

“คิดว่าไหวค่ะ” เธอตอบ แต่พอลุกขึ้นยืนได้ยังไม่ทันจะเทน้ำหนักลงอีกข้าง เธอก็เผลอร้องออกมาด้วยความเจ็บ

“ผมว่าคุณไม่น่าจะไหวนะ” เขายิ้มเอ็นดู แต่เธอคงมองไม่เห็นเพราะตรงนั้นมืดมาก แล้วก็ยกตัวเธอขึ้นมาแนบอก

“ว้าย” เมธาวีตกใจเพราะไม่ทันตั้งตัว มือสองข้างรีบคล้องคอเขาไว้ทันทีเพราะกลัวตก ของที่กอดไว้ตอนแรก หล่นลงพื้นกระจัดกระจาย

“ผมเก็บให้ แล้วเดี๋ยวตามออกไปครับ” เมธีอาสาไม่อยากให้เธอพะวงกับของ

น่านนทีไม่รอให้เมธีพูดจบ อุ้มเมธาวีเดินออกจากตรงนั้นไปหาที่นั่ง เพื่อรถเมธีไปเอารถมารับเข้าทั้งคู่

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

89 ความคิดเห็น