[Fic servamp]On a rainy day{kuro x mahiru} [จบเเล้ว]

ตอนที่ 23 : Chapter 20 : Retrun(1/2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 730
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    20 ธ.ค. 60


Chapter 20 : Retrun(1/2)



---10 ปีต่อมา---


ในห้องที่มืดมิดได้มีเเสงสอดผ่านมาส่องกับร่างของนักเขียนชื่อดังที่หลับเป็นตายบนเตียงนอนนุ่มนิ่ม ร่างบางค่อยๆขยับกายยันตัวขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย.. มือพยายามคล่ำหาเเว่นกลมคู่ใจ ถึงเเม้ดวงตาจะปิดเเหล่มิปิดเเหล่อยู่เหมือนเดิม


"..ง่วงชะมัด.."นักเขียนชื่อดังพูดกับตนเบาๆ ก่อนลุกเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว



"โทรมจังนะเรา"ใต้ตามีคอบตาดำขนาดใหญ่ นิ้วค่อยๆไล้ไปตามโครงหน้าช้า อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มให้กับสภาพของตนเอง


'ชิโรตะ มาฮิรุ'อายุ26ปี ทำงานเป็นนักเขียน จะเรียกว่าชื่อดังก็ได้ล่ะมั้ง  ตัวเขาก็ไม่เเน่ใจเหมือนกัน


หลังจากเสร็จธุระส่วนตัวเเล้ว เจ้าตัวก็ออกมาจากห้องน้ำ พร้อมกับผมที่เปียกเเชะ บนหัวสีน้ำตาลสั้นมีผ้าขนหนูที่ถูกวางไว้อย่างลวกๆ เพราะความสนใจทั้งหมดมันตกอยู่ที่โทรศัพท์ในมือไปหมดเเล้ว 


ในโทรศัพท์ฉายภาพตารางงานเเละเวลางาน มาฮิรุยกมืออีกข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นมาเช็ดผมสีเปียกของตนลวกๆ โดยที่ยังไม่ละความสนใจจากหน้าจอโทรศัพท์


"..เจ้าบ้านั้น.."มาฮิรุกรอกตาไปมาด้วยความหน่ายใจหลังจากที่ดูตารางงานเสร็จ ขาเรียวๆสาวเดินออกจากห้องนอนไป เมื่อเเต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเรียบๆเสร็จ


เเมนชั่นนี้มาฮิรุซื้อมาด้วยเงินของตนเอง มันเป็นเเมนชั่นสุดหรูใจกลางเมืองเดินทางได้สะดวกสบาย ภายในเป็นเเบบมีสองชั้น ห้องทั้งหมดถ้านับรวมกันก็ประมาณห้าหกห้องได้


มาฮิรุเดินลงบันไดจากชั้นสองเพื่อลงมาทำอาหารสำหรับมื้อเช้า เเต่เขาก็พบกับบรรณาธิการสุดสวยกำลังยืนจับจ้องมาที่เขาด้วยรอยยิ้ม 


"อรุณสวัสดิ์ค่ะ อาจารย์^^"มาฮิรุโค้งตัวให้เธอเล็กน้อยตามมารยาท


'มิซาเนะ ยูซากิ'บรรณาธิการหรือเรียกสั้นๆว่าบก. นั้นเเหละ ยูซากิป็นคนที่คอยดูเเลเกี่ยวกับต้นฉบับนิยายที่เขาจะต้องส่งในทุกๆเดือน 


"มาเเต่เช้าเลยนะครับ.."เพราะเขาได้มอบกุญเเจสำรองให้กับเธอไปเผื่อเกิดมาฮิรุล้มหายตายจากไป ยูซากิจะได้รู้เรื่องก่อน ทำให้เธอสามารถมายืนอยู่ตรงนี้โดยที่เขาไม่ต้องเปิดประตูให้


"อยากจะมาฝากท้องนิดหน่อยนะค่ะ เเฮะๆ"


มาฮิรุยกยิ้มให้บรรณาธิการสาวบางๆ ยูซากิเธอจะมาที่เเมนชั่นนี้บ่อยๆเเละมักจะมาทานอาหารเช้าร่วมกับเขา เธอเคยบอกว่าทำอาหารค่อนข้างห่วยเเตกเลยต้องมาขอพึ่งฝีมือการทำอาหารของเขาสักหน่อย


"เมี๊ยว~"เจ้าเเมวสีเทาสวยเข้ามาคลอเคลียกับขาของนักเขียนชื่อดัง มาฮิรุก้มลงไ
ปอุ้มมันขึ้นมาจากพื้นด้วยความเอ็นดู 


" 'ไวโอเล็ต' หิวมั้ย หืม?"ไวโอเล็ตเเมวสุดรักของมาฮิรุ เขาเก็บมันมาเเละเช็คดูเเล้วว่าไม่ใช่เซอร์เเวมพ์เเน่นอน มันเป็นเเมวธรรมดาที่ถูกทิ้ง ดวงตาสีฟ้าอ่อนๆของมันทำให้รู้สึกสงบยามที่จ้องมอง


"อาจาย์คะคือว่ามีงานรับรางวัลตอนเย็นนะค่ะ"


"ท่านประธานบอกว่าให้ไปด้วย.."เธอว่าพลางหยิบกระดาษโน๊ตในมือขึ้นมาอ่านก่อนโยนมันทิ้งอย่างไร้เยื่อใย มาฮิรุถอนหายใจเบาๆก่อนปล่อยให้เจ้าไวโอเล็ตกระโดดลงพื้นไป 


เขาเดินตรงไปที่เคาเตอร์เพื่อทำอาหารมื้อเช้า มือบางลงทำอาหารอย่างชำนาญ เวลาผ่านไปเพียงไม่นานอาหารมื้อเช้าสุดหรูก็ได้มาถึงโต๊ะ


"น่ากินเหมือนเดิมเลยนะคะ.."ยูซากิทำตาเป็นประกายเเวววับเมื่อเห็นเขเากับอาหารสุดหรูที่ถูกวางอยู่ตรงหน้าเธอ ยูซากิไม่รีรออะไรมาก เธอก็รีบรับประทานอาหารตรงหน้าโดยทันที


บทสนทนาบนโต๊ะอาหารก็ไม่มีอะไรมากมีเเค่เรื่องของงานรับรางวัลในเย็นนี้กับเรื่องที่หลานสาวของเขาจะมาที่นี้เพราะเจ้าตัวปิดเทอมเเล้ว 


เมื่อบทสนทนาจบลงบรรณาธิการสาวก็อาสาที่จะล้างจานให้โดยตนก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร  มาฮิรุเดินไปหยิบอาหารเเมวเทให้ไวโอเล็ตก่อนจะมานั่งรอที่โซฟา 


"อาจารย์คะ งานเขียนครั้งนี้เป็นอย่างไงบ้าง?.."มาฮิรุทำหน้านิ่งๆ ก่อนตอบไปตามความจริงว่า


"มันน่าเบื่อ.."


มันไม่ใช่ครั้งเเรกที่เขาพูดเเบบนี้กับงานของตัวเอง ยูซากิที่เห็นดังนั้นก็พลางลอบถอนหายใจไปด้วย เเรงบันดาลใจต่างของนักเขียนคนนี้มันเเตกต่างไปจากนักเขียนทุกคนที่เธอเคยดูเเลมา มาฮิรุมีเป็นคนที่ไร้อารามณ์มีเพียงอารมณ์เศร้าที่เธอรับรู้ได้จากงานเขียนของมาฮิรุ


มันเป็นนิยายสั้นๆที่มาฮิรุเเต่งให้เเฟนงานของเขาทั้งหลายได้อ่าน ทุกคนก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกับว่าเศร้าสุดๆจนน้ำตาตกกันหมด


"งั้นอาจารย์ลอง..ออกไปเที่ยวบ้างดูมั้ยคะ?"เธอยกยิ้มบางๆ 


"ก็อาจจะดีเหมือนกันนะครับ.."


ทั้งสองพูดอะไรจิปาถะไปเรื่อยก่อนที่จะถึงเวลาบ่ายกว่าๆ เขาก็เตรียมจะออกไปรับหลานสาวพร้อมกับไปงานรับรางวัลเลยทีเดียว มาฮิรุขอตัวไปเปลี่ยนชุดสักพัก ส่วนยูซากิเธอก็ใส่มาเรียบร้อยเเล้วในตอนนี้




"..เกลียดการใส่ชุดสูทจัง"เบื่อเวลาที่ใส่ชุดที่เป็นทางการ ใส่ยากก็เเล้วยังอึดอัดอีก สายตากวาดหามองเนคไทที่เข้ากันกับชุดเเละหยิบเเว่นกลมขึ้นมาใส่ ตบท้ายด้วยเเหวนสีเงินในนิ้วนางข้างซ้าย มาฮิรุมองตัวเองในกระจกเพื่อเช็คความเรียบร้อยก่อนจะเดินออกไป


"ดูดีจังเลยนะ~ อาจารย์"เธอพูดด้วยสำเนียงติดตลก อดไม่ได้ที่จะเเซวอีกฝ่าย ก็มันน่าเเซวจริงๆนี่น่า ก่อนที่มาฮิรุจะเเกล้งเดินออกไปเฉยๆพร้อมอ้างว่าจะรีบไปเอารถ


เเหม หลอกไม่เนียน~



นักเขียนชื่อดังวนรถคันงามของตนมารับบรรณาธิการสาวสวยที่หน้าเเมนชั่น ทุกสายตาจับจ้องไปที่เเม่คนงาม ใบหน้าที่อ่อนเยาว์ ริมฝีปากอวบอิ่มหน้าสัมผัส ยังไม่นับกับหุ่นที่ดี๊ดีนั้นอีพูดง่ายๆว่าเป็นคนที่สวยสุดๆ เเถมรถคันงามก็ดึงดูดทุกสายเข้าไปอีก มือขาวเนียนเอื้อมไปเปิดประตูรถข้างคนขับ ก่อนหย่อนกายลงเบาะรถ เมื่อเห็นว่าอีกคนนั่งเรียบร้อยเเล้ว รถคันงามก็ได้เคลื่อนตัวออก


"เราจะไปที่สถานนีรถไฟฟ้าสินะคะ"มาฮิรุพยักลงเบาๆ เป็นนัยๆว่าใช่ครับ ยูซากิหันมองออกไปนอกริมนอกหน้าต่าง ก่อนที่ทั้งหมดจะตกอยู่ในความเงียบ..


เธอไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิดเพราะชินชาเสียเเล้ว อาจารย์เป็นคนเเบบนี้จะพูดในเรื่องที่สำคัญเเละถ้าไม่มีอะไรต่อเเล้วก็ปล่อยให้เงียบไปเสียเฉยๆ 


ทั้งที่เป็นคนที่หน้าตาดีใช้ได้เเท้ๆ..เสียดายหน้าตา ถ้ามีนิสัยเข้าสังคมสักนิดก็คงดี 


"นินทาผมอยู่หรอครับ..ยูซากิซัง"บรรณาธิการสาวหัวเราะในลำคอ ริมฝีอวบอิ่มปากยกยิ้มอย่างชอบใจ


"อาจารย์ล่ะก็ ฮ่าๆ"เธอตบไปที่ไหล่บางของมาฮิรุเบาๆ เเม้จะถูกมาฮิรุค้อนตาใส่เเล้วเธอก็ไม่ยอมหยุด 


..ถ้าไม่ขับรถอยู่..ผมคงไม่อยู่เฉยๆเเบบนี้หรอกครับ


เด็กสาวในชุดสีขาวป่นสีเทาจางๆ กระโปรงสีเเดงอ่อนๆดูเข้าดีกับชุดสีขาวป่นเทาจางๆอย่างลงตัว ส่วนบนหัวนั้นมีหมวกสีชมพูลายน่ารักๆอยู่ ผมสีดำยาวดูตัดกับดวงตาสีเหลืองอำพัน ในมือของเธอมีกรงเล็กๆลวดลายดูหรูหราเกินกว่าที่เด็กสาวควรจะมี 


"เฮ้อ..เมื่อไหร่พี่มาฮิรุจะมาน่า~"ในหัวคิดถึงเเต่หน้าของมาฮิรุเต็มไปหมด ก่อนที่สายตาจะมองเห็นรถคันงามที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ริมฝีปากยกยิ้มอย่างดีใจ 


"กว่าจะมานะคะ=^="เธอทำหน้ามุ้ยเมื่อมาฮิรุลดกระจกรถลง


'ชิโรตะ อารากิ'นั้นคือชื่อของหลานสาวของเขาคนที่กำลังทำหน้ามุ้ยอยู่ในตอนนี้ 


"ขอโทษที.."ไม่นานเธอก็ยกยิ้มออกมา ยูซากิเปิดประตูรถออกมาช่วยเธอถือกระเป๋าเดินทาง อารากิโค้งขอบคุณอย่างมีมารยาทตามนิสัย หลังที่จัดการอะไรเรียบร้อยเเล้วเธอก็เปิดประตูเเล้วเข้ามาในรถ มือนวลเนียนวางกรงหรูที่ข้างในมีผีเสื้อสีใสไว้ข้างกาย


"สบายดีไหมเอ่ย ทั้งสองคน"ยูซากิถามขึ้น หลานสาวตัวน้อยก็ตอบพร้อมกับหันไปมองผีเสื้อในกรง"ก็ดีค่ะ"


ที่ยูซากิใช้คำว่าทั้งสองคนก็เพราะว่าผีเสื้อในนั้นก็คือคนที่รู้จักกันดี..


'บัตเตอร์ฟาย'เซอร์เเวมพ์เเห่งความพินาศ 


มาฮิรุได้ขอร้องให้บัตเตอร์ฟายดูเเลอารากิในวัยเเปด เนื่องจากตนต้องไปเรียนมหาลัยที่ต่างประเทศ เเล้วเรื่องนี้เขาก็คิดมานานพอสมควร ที่น่าเเปลกคือในตอนที่ทั้งสองทำพันธะสัญญากันนั้น..


"อารากิลองคิดชื่อให้บัตจังหน่อยสิ"มาฮิรุว่าพร้อมลูบหัวของเด็กสาว อารากิในวัยเเปดขวบทำหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนทำหน้าเหมือนคิดได้ เผยออกมา


"ริงโงะ! เพราะมั้ยล่าาาา"


ดวงเนตรสีเเดงเบิกกว้าง หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ มือสีขาวเนียนยื่นไปจับมือน้อยๆที่อยู่ตรงหน้ากับโต๊ะตัวเล็ก 


"ส่วนของที่หนูจะให้ก็นี่เลยย"เด็กน้อยผละมือจากบัตเตอร์ฟายสักพักก่อนหันไปหยิบบางอย่างในกล่องเล็กๆข้างลำตัว


"ท่าด่าาา"มือของเซอร์เเวมพ์สาวเเบมือรับของนั้นจากอีพตัวน้อยของเธอ รอยยิ้มถูกยกขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย..




"พี่มาฮิรุจะไปไหนต่อหรอคะ?"อารากิเอ่ยอย่างสงสัย เส้นทางที่กำลังใช้ในตอนนี้มันไม่ใช่ทางไปเเมนชั่นของคนขับในตอนนี้เลยเห็นๆ


"ไปงานก่อนเเล้วค่อยกลับบ้านกันนะ"อารากิพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนที่บทสนทนาต่างๆจะถูกหยิบยกขึ้นมาไม่ขาดสาย ด้วยความที่นานๆทีอารากิจะมาทีหนึ่งก็ขอถามนู่นถามนี้หน่อยเถอะ เผื่อจะได้หายความคิดถึง


งานรับรางวัลสุดอลังการถูกจับขึ้นในโรงเเรมใหญ่ใจกลางเมือง เเขกเเต่ละคนทีถูกเชิญมาก็ต่างมีชื่อในด้านต่างๆเช่น ด้านดนตรี วรรณกรรม ศิลปะ คิดง่ายว่าเป็นงานรับรางวัลของคนในสาขาต่างๆก็ได้เเละเเขกสุดพิเศษในวันนี้ที่ถูกเชิญมาด้วยก็คือ..


'เซอร์เเวมพ์ทั้งเเปดลำดับพร้อมกับอีพ'


รถคันงามต่างๆถูกเข้ามาในโรงเเรมไม่ขาดสายงานนี้เริ่มในเวลาเย็นกว่าๆซึ่งพวกมาฮิรุก็มาถึงเวลาก่อนประมาณสิบนาที จริงๆควรจะถึงเร็วกว่านี้เเต่มัวเเต่เเวะตรงนี้ตรงนู่นไปเรื่อยทำให้มาถึงช้าหน่อย 


"โอ้ว~ใหญ่จังเลย"ยูซากิอาสาพาหลานสาวตัวน้อยไปนั่งที่โต๊ะก่อนพร้อมกับบัตเตอร์ฟายในร่างจริงๆ ส่วนมาฮิรุจะอาสาไปหารุ่นพี่กับประธานที่หายหัวกันไปไหนก็ไม่รู้ 


รุ่นพี่เขาพอจะรู้ว่าอีกคนยังคงมาไม่ถึง ส่วนประธานก็คงเดินเที่ยวเล่นไปในงานไปเรื่อยอยู่เป็นเเน่


"อยู่นั้นเอง..เจ้าบ้าไคโตะ..?"สายตาที่เห็นเเผ่นหลังอันคุ้นเคยอยู่กับโต๊ะที่เต็มไปด้วยคนที่คุ้นเคยยิ่งเสียกว่าในอดีตย้ำว่าในอดีต 


ผมสีน้ำคราม ตัวเนตรสีเเดงฉาดที่จับจ้องไปที่ประธานตัวดีเดี๋ยวความเบื่อหน่าย ขอบใต้ตาดำที่คุ้นเคย


"..คุโระ"


ริมฝีปากเผลอเรียกชื่อในสมัยอดีต ก่อนที่จะเม้นติดเเน่น นัยน์ตาสั่นไหวไปมา..มือข้างลำตัวเผลอกำเเน่นอย่างไม่รู้ตัว เท้าที่จะเดินหันไปหาประธานกลับหมุนหันไปอีกทางนิดอย่างกระทันหันถ้าไม่ติดอยู่ที่ว่า..


"มาฮิรุ!!ที่รักจร้าจะหนีไปไหนน"



..ถ้าจบงานนี้ฉันจะจัดการนายเเน่ ไคโตะ..


"เอาล่ะ ได้เวลาเเนะนำตัวเเล้ว นี่คือนักเขียนดังของสำนักพิมพ์คารุเดะเอง เเนะนำตัวสิ.."เพราะถูกเจ้าตัวคล้องคออยู่ทำให้หนีไหนได้ยาก


สายตาของเซอร์เเวมพ์เเละอีพของทั้งโต๊ะต่างจ้องมาที่เขาด้วยความตกใจ ไม่เว้นเเม้เเต่..หมอนั่น มาฮิรุถอนหายใจเบาๆพลางเหลือบมองอีกคนที่ยิ้มเเฉ่งมาให้ด้วยเเววตาคาดโทษ


"ผม'ชิโรตะ มาฮิรุ'ครับ..ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ ทุกท่านนะครับ.."


ตอนนี้เขาได้สวมหน้ากากโดยสมบูรณ์ รอยยิ้มที่ส่งไปให้พยายามให้มันดูจริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้..รู้สึกอึดอัดอีกเเล้ว..


"ทำอะไรกันอยู่ไม่ชวนกันบ้างเลย"


"รุ่นพี่?.."


ขอบคุณจริงๆที่มาทันพอดี บรรกาศที่น่าอึดอัดถูกทำลายจนหมด ไม่นานมาฮิรุก็จัดการเหยียบไปที่เท้าของไคโตะอย่างเเรงจนเจ้าตัวร้องเสียงหลงเเละได้จังหวะพอดีกับที่ตนหลุดออกจากพันธการวงเเขนนั้น ทำให้เขารีบสาวเท้าไปหลบข้างหลังคนที่มาเยือนใหม่ทันที


"มีอะไรงั้นหรอ..?"คนที่ยอมให้หลบเอี้ยวตัวถามคนตัวเล็กอย่างเป็นห่วง


"ช่างมันเถอะครับ มันก็เเค่..ความรู้สึกน่ารำคาญ"


มาฮิรุจ้องไปที่เเหวนเงินในนิ้วพลางลอบถอนหายใจ ใบหน้านิ่งสงบกลับมาอยู่บนใบหน้าของเขาอีกครั้ง ตั้งสติเข้าไว้..  เราเปลี่ยนไปตั้งเยอะเเล้วนะ..


"รีบไปเถอะครับ..งานใกล้เริ่มเเล้ว"มาฮิรุเตรียมหมุนเท้าเดินออกห่างทันทีเเค่ก็ชะงักด้วยคำพูดของไคโตะ


"เลิกหนีความจริงได้เเล้วน่า~"


เส้นใยความอดทนขาดลง นักเขียนคนดังหันกลับไปมองด้วยหน้าตานิ่งเฉย ก่อนจะกอดอกเเละพูดร่ายยาวออกมาด่าอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว


"เหอะ เเล้วเกี่ยวอะไรกับนายล่ะ นายควรเลิกยุ่งเรื่องชาวบ้านเเล้วกลับไปบริหารงานของตัวเองได้เเล้วนะ ไม่ใช่ให้ฉันต้องมานั่งปวดหัวกับเอกสารต่างๆที่มันไม่ใช่หน้าที่ของฉันเลย.."


"เข้าใจตรงกันนะ"



ว่าจบมาฮิรุเดินกลับไปที่โต๊ะอาหารของตนทันทีทิ้งไว้เเต่ความช๊อกจนตาค้าง ประธานหนุ่มได้เเต่หัวเราะเเห้งๆให้เเก่เหล่าเซอร์เเวมพ์กับอี


หลังจากนั้นไม่นานงานรับรางวัลก็ได้เริ่มขึ้น สาขาด้านดนตรีจะได้ประกาศรางวัลเป็นสาขาเเรกส่วนจะเปิดท้ายด้วยสาขาด้านวรรณกรรมเป็นตัวจบงาน 


งานดำเนินมาเป็นเวลานานสุดท้ายก็มาถึงการประกาศรางวัลสาขาวรรณกรรมเสียที


"เเละรางวัลสุดยอดงานเขียนเเห่งตกเป็นของ.."พิธีกรสาวสุดสวยว่าพลางเว้นวรรคตอนประโยคเอาไว้เพื่อให้ลุ้นไปพร้อมกัน


"เมื่อยามฝนโปรยปรายของอาจาย์'ชิโรตะ มาฮิรุ'ค่าาาาา!!!"


ทุกสายตาจับจ้องไปยังร่างของนักเขียนคนดังที่กำลังเดินมารับรางวัลอย่างสง่างาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินที่ดึงดูดทุกสายตาเอาไว้หรือเเม้เเต่เรื่องชุดเเต่งกายที่ใส่อยู่ในตอนนี้


"ไม่คิดเลยนะค่ะ ว่าจะได้เห็นอาจารย์ตัวเป็นๆเเบบนี้^^"เธอทำหน้าดีใจก่อนจะขอจับมือกับคนตรงหน้า


"คิดอย่างงั้นหรอครับ? พอดีผมไม่ค่อยชอบเปิดตัวสักเท่าไร"เขาว่าพลางยิ้มอ่อนๆให้พิธีก่อน ด้วยความไวของสายตาของหญิงสาว ดวงตาของเธอก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่าง


"อ๊ะ? เเหวนเเต่งงานนี่น่า อาจารย์เเต่งงานหรอเนี้ย?"


!!!


"ก็ไม่เชิงหรอกครับ.."


พิธีกรสาวยิ้มกรุ้มกริ้มกับท่าทางของอาจารย์นักเขียนตรงหน้าตน ก่อนจะเริ่มทำหน้าที่ของตนต่อโดยการดำเนินการรับรางวัล..

.

.

.
"เหนื่อย..อยากกลับเเล้ว"นักเขียนที่พึ่งไปรางวัลเมื่อกี้หายไปทันตาเห็น พอถึงกับโต๊ะของตนก็ทรุดลงกับเก้าอี้อย่างอ่อนเเรง ดีเเค่ไหนเเล้วที่พิธีกรสาวไม่เห็นใต้ตาดำนี้ 


"เอาน่า~ เดี๋ยวก็จบเเล้วว ก็นายเล่นกวาดรางวัลมาเพียบเลยทำให้ขึ้นเวทีบ่อยเเค่นั้นเอง"เเค่นั้นเองบ้านนายสิ.. 


เวลาที่เเสนน่าเบื่อดำเนินมาหามาฮิรุอีกครั้งเขาต้องมานั่งฟังนักเขียนคนอื่นๆที่ทยอยกันมายินดีด้วยกับรางวัลนี้ ทั้งที่ลับหลังเขาเเล้วกลับสับเขาจนเละเป็นโจ๊ก 


เเต่ก็ว่านะ ยังไงก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรมากหรอก เพราะตอนนี้หน้ากากที่เขาใส่อยู่มันเเสดงออกไปอย่างนั้น ถ้าหน้ากากนี้เกิด..รอยร้าวขึ้นมามันจะลำบากเอา..


"เฮ้อ..น่าเบื่อจัง"


ตอนนี้เขาขอตัวออกมาข้างนอกเสียก่อนเพราะเริ่มจะรู้สึกเกิดความอึดอัดขึ้นมา สายตาเหม่อลอยไปยังท้องฟ้าที่มืดครึม สายฝนหยดลงสู่พื้นดิน


"ฝนตกอีกเเล้ว.."เวลาฝนตกทีไรก็รู้สึกเหงาทุกที.. หึ สมเพชตัวเองจัง







"มาฮิรุ.."



เสียงนั้นทำให้มาฮิรุรีบหันควับ ใบหน้าที่คุ้นเคย..ผมสีฟ้ากับดวงตาสีเเดง ริมฝีปากเม้มติดเเน่นอีกครั้ง เขารู้สึกได้ถึงเเรงสั่นเบาๆจากมือของตนเเต่อีกฝ่ายคงไม่ได้ทันสังเกตหรอก..เพราะเขาซ่อนมันอย่างดี..


หน้ากากที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มในตอนนี้มันค่อยๆร้าวๆเรื่อยๆ..


"ดีใจที่ได้เจอนายอีกครั้งนะ.."ปากว่าไปพร้อมรอยยิ้ม เเต่ข้างในนั้นมันเจ็บปวดจนเเทบล้มทั้งยืน


ภาพของเเผ่นหลังที่ค่อยห่างออกไป มันย้อนคืนกลับมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง เเม้เวลาผันผ่านไปเท่าไรก็ไม่อาจลบมันออกจากหัวได้


"...โทษที"น้ำตาที่ไหลออกมาอย่างคาดไม่ถึง ทำให้มาฮิรุเสหน้าหลบไปทางอื่นเเละยกท่อนเเขนขึ้นมาเช็ค



"..."


บรรกาศเเห่งความเงียบสงบกลับมาอีกครั้งมันเหมือนกับทุกๆทีที่เราจะคุยกันเเต่สุดท้ายก็เต็มไปด้วยความเงียบอีกเหมือนเคย


"ขอโทษนะ.."


!!!


พรึ่บ


เซอร์เเวมพ์หนุ่มถือโอกาศอย่างลืมตัวฉุดร่างของมาฮิรุเข้ามาโอบกอด ร่างบางที่ตกใจอยากจะผลักออกใจจะขาด เเต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตามคำสั่งเลยสักนิด..เหมือนว่าเขาต้องการกอดนี้ จนไม่สามารถผลักออกได้


ภายในหัวต่างคิดเรื่องต่างๆ


กลัวว่าอ้อมกอดนี้จะเป็นของปลอม


กลัวว่
าคำที่พร่ำบอกปลอบอย่างอ่อนโยนจะเป็นเพียงเเค่คำลวงหลอก 


เเต่สิ่งที่คิดได้เเล้วมันเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ...


..ทุกสิ่งมันย้อนคืนมาไม่ได้เสียเเล้ว..


ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรืออะไรก็ตามในอดีตมันเเตกร้าวไปหมดเสียเเล้ว ถึงจะฟื้นคือมาได้ ก็ยังคงมีรอยร้าวเช่นเดิม..








"..เเล้วจะให้ฉันเรียกนายว่าอะไรดีล่ะ?สลีปปี้ เเอชมันก็ดูเเปลกๆนะ.."มาฮิรุถามไปตามจริงเพราะเราทั้งสองคนอาจจะเป็น'เพื่อน'ที่ดีต่อกันได้..


"เรียกเหมือนเดิมนั้นเเหละ..ชื่อที่นายตั้งให้ฉัน"


มาฮิรุพยักหน้าอย่างเข้าใจ ยิ่งทำเเบบนี้มันยิ่งเจ็บนะ..เราไม่ควรจะมาเจอด้วยกันอีกครั้งด้วยซ้ำ.. อดีตที่เก็บมาเป็นเวลาสิบปีกำลังย้อนคืนมาอย่างง่ายดาย 


..ในตอนนี้เขามีความคิดพอว่าควรอยู่ในเส้นของตัวเองเพื่อไม่ให้ต้องเจ็บอีก..


ในตอนนั้นที่เซอร์เเวมพ์หนุ่มขอเลิกสัญญาอย่างกระทันหัน ความรู้สึกมันตีกันอยู่ในหัวเเต่สิ่งที่รับรู้ได้อย่างเเรกๆก็คือ..


'ความเศร้า'กับ'ความเหงา'


..ความเศร้าที่โดนหลอกด้วยคำพูดหลอกลวงต่างๆเเละก็รู้อีกครั้งเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเหมือนคนที่ฆ่าพี่สาวของตนมาโดยตลอด 


..ความเหงากับการสูญเสียที่พึ่งทางใจไปเเละต้องจมปลักกับความโดดเดี่ยวอีก


"นี่ๆมัวทำอะไรอยู่มาฮิรุ?? หลานนายรอเเย่เเล้วนะ"เสียงของรุ่นพี่ทำให้เขาหลุดจากความคิดได้ เเละหันไปบอกลาคุโระด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ


"ถ้าทุกอย่างกลับมาอีกครั้งก็คงจะดี.."



ร่างหนาพูดกับตนอย่างเเผ่วเบาพร้อมพลางเหลือบมองเเผ่นหลังบางๆกำลังเดินเข้าไปในงาน..









"มาช้าาาาจังเลยย"


"ขอโทษที..พอดีคุยกับคนๆหนึ่งอยู่"สายตาของมาฮิรุไม่อยู่กับคู่สนทนาตรงหน้าเเต่กลับเหม่อลอยมองไปทางอื่น ดังนั้นอารากิจึงเกิดอาการสงสัยเเล้วถามออกไปตรงๆ 



"เจอพี่คุโระมาสินะ.."เธอรู้ว่าคนที่ทำให้นักเขียนเสียน้ำตาได้ก็คงมีเพียงเเค่คนๆเดียวเท่านั้น ร่างของผู้ที่เปรียบดั่งน้าของเธอสั่นไหว อารากิถอนหายใจเบาๆพร้อมกับเท้าเอวเเล้วเอี่ยวตัวเข้าไปใกล้


"หนูรู้...ว่าพี่มาฮิรุเเบกรับอะไรมาบาง เเต่ก็ปล่อยวางบางเถอะ.. หนูไม่อยากเห็นว่าพี่ต้องมานั่งเศร้าตลอดเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องหรอกนะ"เธอส่งยิ้มจางๆ มือของเธอบีบไหล่เพื่อให้กำลังคนตรงหน้า


"..เข้าใจเเล้วล่ะ"จะลองพยายามดูหน่อยก็เเล้วกัน


ในภวังเเห่งความคิดอารมณ์ต่างประดังประเดเข้ามา มือบางยกขึ้นมาจับใบหน้าที่เเสนโทรมของตน..


..อยากจะย้อนกลับไปจัง..


..ตอนที่ยังมีเเต่ความสุข..


ตอนที่สามารถยิ้มได้อย่างจริงใจ ซึ่งในตอนนี้ทำไม่ได้ 


หน้ากากที่เขาใส่ในตอนนี้มันเเตกร้าวจนเกินจะเยียวยา พยายามปกปิดมาตลอดสิบกว่าปีว่าไม่เศร้าสร้อยไม่โดดเดียว เเต่มันก็ยากเหลือเกิน..


..ทุกสิ่งมันยากไปหมดเมื่อไม่มีนาย..
.

.

.

เเม้มันจะผ่านมาเป็นสิบปีเเล้วก็ตาม






Tallk

บอกเเล้วว่ายังไม่จบ..
รีดเดอร์ทุกคนคิดว่าทั้งสองจะคืนดี
กันมั้ยเอ่ย??
ลองเก็บไปคิดกันดูนะ
...












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

80 ความคิดเห็น

  1. #44 Mil me fang (@phanaruk) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 21:08
    แหวนข้างซ้ายคืออัลไลลลลลลลลลลลลลลลลลล
    #44
    0
  2. #43 ์light (@Nightandnice) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2560 / 19:02
    เศร้าอะ ต่ออออออ
    #43
    0