[SF/OS] Something about chanbaek

ตอนที่ 1 : He is SNASH | chanbaek

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,908
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 363 ครั้ง
    21 พ.ค. 59




 “...ว่ากันว่านางฟ้าองค์หนึ่งเคยสาปเจ้าชายเอาไว้  ให้เห็นแต่เจ้าหญิงแสนสวยอยู่ในสายตา...”



      



            ถ้ามีใครสักคนเกลียดคนแคระทั้งเจ็ดกับสโนไวท์มากๆ แบคฮยอนคงเป็นใครคนนั้น

ร่างบางกระแทกก้นหนักๆที่ถูกถ่วงด้วยชุดน้ำหนักร่วมสิบกิโลกรัมลงบนเก้าอี้ หัวคนแคระแก้มแดงหน้าถูกถอดวางไว้ข้างตัว แก้มขาวขึ้นสีแดงจัด เส้นผมสีน้ำตาลเปียกชุ่มด้วยเหงื่อ นัยน์ตาสีเดียวกับเส้นผมหรี่ลงพร้อมปิดทุกเมื่อ

“ย่าห์! เจ้าคนแคระมารับแขก!
            เสียงตะโกนของป้าเจ้าของร้าน ทำร่างบางสะดุ้งโหยง เด็กหนุ่มถอนหายใจ คว้าหัวคนแคระสับปะรังเคขึ้นมาสวมไว้ตามเดิม ค่อยๆยันกายลุกจากเก้าอี้อย่างยากลำบาก 

            ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้แบคฮยอนต้องหาเงิน เขาต้องสวมชุดคนแคระเตี้ยล่ำ แก้มแดง เดินแจกลูกโป่งในสวนสนุก เป็นลูกจ้างในร้านขนม ที่มีเจ้าของร้านเป็นมนุษย์ป้าแก่ๆที่ชอบคอสเพลย์เป็นสโนไวท์

เสียงกระดิ่งกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง พร้อมกับเด็กกลุ่มหนึ่งที่เปิดประตูเข้ามาในร้าน พวกเขาใส่ชุดนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ ที่ต่อให้ทำงานพิเศษทั้งชาติแบคฮยอนก็ไม่มีวันได้เรียนโรงเรียนแบบนั้น

เด็กนักเรียนชายสามหญิงสามเลือกนั่งโต๊ะด้านในสุด แบ่งฝั่งตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ มันเป็นการเดทชนิดสามคู่ ที่น่าตลก ก็ยัยผู้หญิงสามคนนั่น เอาแต่มองผู้ชายคนเดียวกันน่ะสิ :l

ผู้ชายคนที่ดูโดดเด่นที่สุดในสามคน เขาย้อมผมสีเทา ติดจิวสีเงินสามอันที่หูข้างซ้าย และถึงแม้จะทำหน้าเฉยๆ แต่เขาก็ยังหล่อกว่าอีกสองคนที่พยามเก๊กแทบตาย

หมอนั่นเสยผมที่ตกลงมาปรกหน้าผาก แบคฮยอนเห็นพวกผู้หญิงฝั่งตรงข้ามพากันสูดหายใจลึก พวกเธอคงจะเป็นลมจริงๆ ถ้านายผมเทาเงยหน้าขึ้นมาสบตาพวกเธอตรงๆ

เขาเท่ห์อะไรเบอร์นั้นนะ

แบคฮยอนในชุดคนแคระเตี้ยล่ำ เดินเตาะแตะ ไปวางเมนูขนมแสนแฟนตาซี ที่เหมาะกับการเดทแบบไสยๆ (อย่างที่ป้าสโนไวท์บอก)ลงบนโต๊ะเสียงดังป้าบใหญ่ ควักเอากระดาษออกมาจากเอี๊ยมเตรียมจดรายการ

“รับอะไรดีครับ”

ทุกคนบนโต๊ะหันมามองคนแคระร่างเตี้ยเป็นตาเดียว
ตอนเด็กพ่อแม่ไม่ให้ดูการ์ตูนดิสนีย์เหรอ

“เดี๋ยวคิดออกแล้วจะสั่ง”

ผู้หญิงคนหนึ่งบอกแบบนั้น แล้วเธอก็เอาแต่มองนายหัวเทา แบคฮยอนก็เลยหันหลังกลับ

“เฮ้ เจ้าเตี้ย J

ผู้ชายที่ไม่ได้สูงมากนักหรอก ตะโกนขึ้นมา พอแบคฮยอนหันกลับไป เจ้านั่นก็ยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิ แบคฮยอนก้มลงมองตัวเอง หมอนั่นที่ไม่ได้สูงไปกว่าเขายิ้มออกมา แล้วพวกผู้หญิงก็เริ่มหัวเราะ

 “ต้องเตี้ยแค่ไหนวะ ถึงจะใส่ชุดนั่นได้”

คนบางคนชอบทำให้ตัวเองสูงขึ้น โดยการเหยียบคนอื่นให้ต่ำลง

“ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

แบคฮยอนหันหลังกลับ หน้าของเจ้าสแนชคนแคระอารมณ์ดี ที่เอาแต่ยิ้มตลอดเวลา คงดูโง่เง่าพิลิกในสายตาเด็กประสาทพวกนั้น เจ้าคนที่ด่าผมดูสนุกมากขึ้น เมื่อพวกผู้หญิงเริ่มหันมาสนใจเขา ทีแรกแบคฮยอนก็ว่าจะสงสารปล่อยลูกหมาทีแต่เห่าไปวันๆไป แต่เพราะมันไม่ยอมเลิกกวน และเขาก็ไม่ใช่สแนชที่ยิ้มได้แบบนั้น

“เมื่อกี้นายว่าฉันเตี้ยใช่มะ”

“ใช่”

“นายรู้เหรอว่าฉันสูงกี่เซนต์”

“ไม่-_-

“ฉันสูง 174.5 เซนติเมตร หนัก 68 กิโลกรัม คำนวณเป็นบีเอ็มไอได้เท่ากับคนน้ำหนักปกติ นายเอาอะไรมาตัดสินว่าฉันเตี้ยกันฮะ”

“เพราะนายเป็นคนแคระที่น่าสมเพชไงล่ะ”

“ฉันจะน่าสมเพชหรือไม่น่าสมเพชนายจะมามีสิทธิ์ตัดสินได้ยังไง”

แบคฮยอนถอดหัวคนแคระออกมา แก้มที่แดงตัดกับผิวขาวน้ำนมเวลาที่เจ้าตัวอยู่ในอารมณ์โกรธยิ่งแดงก่ำเข้าไปใหญ่ หัวคนแคระถูกเขวี้ยงลงกลางโต๊ะ แบคฮยอนพยามแล้วที่จะไม่แสดงด้านแย่ๆออกมา เขาอดทนมาทั้งวัน แต่ก็นั่นแหละ ในสายตาเรียวเล็กที่หรี่ลงคือแจกันทรงสูงที่ใส่กุหลาบประดับโต๊ะ ที่ไม่ได้เปลี่ยนมานานแรมปี แบคฮยอนคว้าแจกันใส่น้ำขึ้นมา ผู้หญิงในโต๊ะนั้นรั้งแขนเขาไว้ น้ำในแจกันจึงเปลี่ยนทิศมันสาดกระเซ็นลงบนเส้นผมสีเทาๆเข้าเต็มๆ 

ซ่า...

และในตอนนั้น...

ก็เป็นครั้งแรกที่สายตาเจ้าชายได้มองที่ใครสักคนที่ไม่ใช่เจ้าหญิง
            แต่เป็นคนแคระที่ทำหน้าบูดแล้วก็ยัง...

.

.
.

ป้าสโนไวท์มาถึงตัวเจ้าคนแคระขี้โมโห แบคฮยอนโดนลากออกไปหลังร้าน และแน่ล่ะเขาถูกไล่ออก โดยไม่ได้รับค่าจ้างสักสลึงเดียว 














ห้องแต่งตัว


ไฮโอ่ ไฮโอ ไฮโอ่ ไฮโอ ไฮโอเฮ้โอ~

“ร้องให้พร้อมเพรียงกันกว่านี้ครับน้อง”


ภายในห้องแต่งตัวที่เขียนว่าเข้าได้เฉพาะคนแคระเท่านั้น มีชายหนุ่มที่สูงเกินร้อยเจ็ดสิบห้าสามคน และร้อยเจ็บสิบสี่จุดห้าอีกสอง ส่วนที่เหลือก็ยืนยันเสียงแข็งว่าเลยร้อยเจ็ดสิบเซนต์แน่ๆ นั่งกระจายกันตามมุมห้อง ในมือถือเนื้อเพลงที่ตัวเองต้องร้องตามบทคนแคระทั้งเจ็ด


“ฉันจะฆ่าไอ้รุ่นพี่นั่นหลังซ้อมรอบนี้เสร็จ”

คยองซูหันมากระซิบกับผม ตอนที่เรากำลังฝึกนั่งร้องเพลงประจำชาติคนแคระในห้องแต่งตัว ผมถอนหายใจ ก่อนจะขึ้นเสียงสูงในท่อนของสแนชคนแคระแก้มแดง ที่ผมต้องรับเล่น นี่ก็ผ่านมาเดือนเศษแล้ว หลังจากผมถูกไล่ออกจากร้านยัยเจ๊สโนไวท์หลังก่อเรื่องในวันนั้น

ผมบอกตัวเอง ให้ตายยังไงก็จะไม่ยอมสวมชุดคนแคระหน้าโง่นี่อีกเป็นอันขาด

จนผมขึ้นมหาลัย พี่รหัสของผมก็มาเล่าให้ฟังว่า คณะเรามีธรรมเนียมที่น้องปีหนึ่งจะต้องแสดงละครเรื่องคนแคระทั้งเจ็ดกับสโนไวท์ น้องแต่ละคนจะได้รับบทบาทตามต้นสายรหัสของตัวเอง

และพี่ต้นสายผม...เป็นสแนช คนแระรูปร่างเตี้ยล่ำ ที่มีแก้มแดงเป็นเอกลักษณ์

ผมจะไม่โทษพรหมลิขิต เพราะนี่มันเป็นวิบากกรรม L



“ไหนใครเป็นสแนชครับ”

ผมก้มลงมองป้ายชื่อที่เขียนตัวเบ้อเริ่มว่า SNASH ที่อยู่บนคอตัวเอง ก่อนจับมันพลิกกลับด้านไม่ให้เห็นตัวอักษร กลอกตามองรุ่นพี่จุนมยอน ผู้กำกับละครเวทีที่เดินเข้ามาในห้องแต่งตัวด้วยหน้าตาไม่น่าไว้ใจโคตรๆ

พี่เขากวาดสายตามองพวกคนแคระที่สูงไม่เกินร้อยแปดสิบเซนต์ทีละคน และตอนที่สายตาเขาสบกับผม ผมก็รีบก้มหน้าลง

“เพราะปีที่แล้วคนแคระรุ่นพี่เขาบอกว่ารู้สึกน้อยใจ ที่บทบาทของเขาน้อยกว่าเจ้าหญิงและเจ้าชาย หรือแม้แต่ต้นไม้ที่ยืนอยู่หลังเวที ปีนี้พี่จึงอยากมอบโอกาสให้กับคนแคระที่ใจดีที่สุด ได้ไปดูแลเจ้าชาย”

ผมเห็นคนอื่นเบะปาก กรอกตามองฝ้าเพดานตอนที่พี่ผู้กำกับพูดจบ ร้องเพลงไฮโฮ่ เต้นสามช่า แบกศพสโนไวท์ที่ตายแล้วต้องขึ้นอืดแน่ๆ เพราะพวกเราหลังแทบหักตอนต้องยกเธอขึ้น ผมไม่อยากเชื่อจริงๆว่าจะมีคนน้อยใจแบบที่พี่จุนมยอนพูด

            มันเป็นแผนหาขี้ข้าเจ้าชายชัดๆ

            ผมไม่มีทางยกมือแน่ L

 


“แบคฮยอนเป็นสแนชครับ”


คยองซูชี้นิ้วมาที่ผม พร้อมกับตะโกนเสียงดัง มันสะกิดผมยิกๆให้ยกมือขึ้น และตอนที่ผมหันไปแยกเขี้ยวใส่ไอ้เพื่อนทรยศที่นั่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พี่จุนมยอนก็ปรี่เข้ามาดึงผมให้ลุกจากที่นั่ง


“ไปหาเจ้าชายกัน แบคฮยอน J


หากมีใครสักคนเกลียดนิทานเรื่องคนแคระทั้งเจ็ดกับสโนไวท์มากๆ ผมคงเป็นใครคนนั้นที่เกลียดทั้งคนแคระ และเจ้าชาย











 “ชานยอลหมอนี่คือสแนช ขี้ข้า เอ้ย ผู้ดูแลคนใหม่ของนาย”


คนที่ชื่อชานยอลวางกีต้าร์ลงกับตัก เขาเงยหน้าขึ้นตอนที่พี่จุนมยอนพูดเสร็จ


“งะ...ไง”


หลังจากพี่จุนมยอนบังคับขู่เข็ญและปลอบโยนต่างๆนานา เขายกเหตุผลทำนองว่าถ้าผมไม่รับงานนี้จะเกิดหายนะกระทบต่อวงการละคร แบบที่คนแคระตัวเล็กๆอย่างผมไม่มีทางรับไหว สุดท้ายผมเลยใจอ่อน

แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าตัวเองโคตรพลาด

“นายคือสแนชเหรอ J

ชานยอลลุกขึ้นยืน เขายื่นมือมาตรงหน้าเพื่อทักทายแบบตะวันตก ผมพยักหน้า ก่อนยืนมือกลับไปแตะกับเขา แล้วตอนที่สายตาของผมบังเอิญเงยขึ้นสบกับตากลมนั่นพอดี

ผมก็รีบหลุบตาลง

เหตุผลข้อเดียว เขาคือนายหัวเทา!

ถึงตอนนี้ผมเขาจะไม่เทาแต่เปลี่ยนเป็นสีดำแทนแล้ว และที่หูนั่นจะไม่มีจิว แต่ดวงตา องศาการกดยิ้มที่มุมปาก หรือแม้แต่ท่อนแขนแข็งแรงที่ยืนมาจับกับมือผม ก็ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนก่อน


            ฟันผมกระทบกันกึกๆ ตอนส่งยิ้มกลับไป

 “อื้อ จะเรียกสแนชหรือแบคฮยอนก็ได้”

วันนั้นมันวุ่นวายมาก เขาคงจำผมไม่ได้หรอกมั้ง


ชานยอลฉีกยิ้ม ตอนที่มือของเรายังจับอยู่ด้วยกัน และหัวใจของผมก็เริ่มเต้นระรัว เหมือนตอนที่ใส่ชุดคนแคระเต้นระบำครั้งแรก

“ใครๆก็บอกว่าสแนชเป็นคนแคระที่ใจดีที่สุดในกลุ่ม แต่เรื่องตลกคืออะไรรู้มั้ย”

“...” ผมรู้สึกฝืดคอ ในตอนนี้แม้แต่น้ำลายก็กลืนไม่ลง

“เดือนก่อนเข้ามหาลัย ฉันไปเที่ยวกับเพื่อน แล้วฉันก็ถูกคนแคระหน้าตาเหมือนนาย ฉันหมายถึงหมอนั่นเป็นสแนชเหมือนนาย สาดน้ำในแจกันใส่หน้า ฉันต้องกลับไปเรียนทั้งที่ตัวเปียก อยู่แบบนั้นทั้งวัน ตั้งแต่วันนั้นฉันเลิกเข้าร้านฟรุ้งฟริ้ง ขยะแขยงการ์ตูนดิสนีย์ แต่รู้มั้ยเจ้านั่นก็ยังตามมาหลอกหลอนฉันอยู่ ไอ้คนแคระมหันตภัยนั่น”

พอชานยอลพูดจบหมอนั่นก็หัวเราะ เขาหัวเราะแบบที่ผมมองแล้วก็ได้แต่ลอบกลืนน้ำลาย

 “หมอนั่นคงเป็นอะไรที่โคตรเลวร้ายสำหรับนาย”

“แน่สิ ถ้าฉันเจอหมอนั่นเมื่อไรจะขย้ำให้เละเป็นโจ๊ก”

“น...นายจำเขาไม่ได้เหรอ”

“ตอนนั้นฉันหลับตา และหมอนั่นก็หายตัวไป ตอนฉันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง”

ผมถอนหายใจ รู้สึกขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ชานยอลหลับตาพอดี

“อย่างเดียวที่ฉันจำได้คือหมอนั่นมีแก้มแดงๆ แดงเหมือนแก้มของนายเลย J

ผมรีบยกมือขึ้นมาปิดสองแก้ม ก้าวถอยหลังขณะที่ชานยอลก้มหน้าลงมาใกล้ๆ จนสายตาพวกเราอยู่ในระดับเดียวกัน 

“นายอาจสับสนระหว่างเขากับสแนช”

“นั่นสิเจ้าสแนชนั่นก็มีแก้มแดงๆเหมือนกัน” ชานยอลพยักหน้าเห็นด้วย เขาทำหน้าครุ่นคิด แล้วเขาก็หันกลับมามองหน้าผมอีกครั้ง ในแววตาของเขามีภาพใบหน้าของผม

“แต่เราไม่เคยเจอกันมาก่อนจริงๆเหรอแบคฮยอน”

L ให้ตายสิ












 

“นายจะไปไหนเหรอ”

ผมขมวดคิ้ว หันกลับไปมองก็เห็นเจ้าชายของพี่จุนมยอนยืนเต๊ะท่าอยู่ตรงกรอบประตู ส่วนผมกำลังปีนออกทางหน้าต่าง ห้องของชมรมละครอยู่ชั้นสอง มันไม่สูงมาก หากจะหลบหนี

วันนี้เข้าสู่วันที่ห้าแล้ว ที่ผมรับบทเป็นคนแคระ พ่วงตำแหน่งขี้ข้าเจ้าชาย ผมต้องเทียวไปเทียวมาระหว่างห้องซ้อมคนแคระกับห้องซ้อมของเจ้าชาย เป็นเจเนอรัลเบ๊แล้วแต่ชานยอลจะสั่ง แต่เขาไม่ค่อยมีเวลายุ่งกับผมมากหรอก เพราะเจ้าชายต้องซ้อมบทกับเจ้าหญิงตลอดเวลา พอถึงเวลาพักเจ้าหญิงของเขาก็อาสาเทคแคร์ให้ทุกอย่าง

ขี้ข้าอย่างแบคฮยอนก็สบายไป J

ไอ้คยองซูส่งข้อความมาบอกว่า พวกคนแคระจะเปลี่ยนห้องซ้อมเป็นที่ชาบูนางใน เปลี่ยนห้องซ้อมบ้าอะไรไปร้านบุฟเฟ่ต์ แต่นั่นล่ะ ผมก็รีบกลับมาเก็บของ แล้วก็โดดออกทางประจำ

“ไม่ใช่เรื่องของนาย”

“พี่จุนมยอนคร้าบ”

“ย่าห์! ปาร์คชานยอล ฉันขอโทษ ย๊า ฉันจะไปกินชาบูชาบูโอเคมั้ย”

“แต่นายเป็นคนดูแลเจ้าชายไม่ใช่เหรอ พี่จุนมยอนจะว่ายังไงนะ ถ้ารู้ว่านายแอบหนีไป”

“พี่จุนมยอนจะไม่รู้ถ้านายไม่เอาไปฟ้อง”

“ฉันไม่ชอบโกหกด้วยสิ”

“ปาร์คชานยอลคนหล่อนายต้องการให้ฉันทำอะไร”

“พักนี้ฉันต้องซ้อมละครดึก กลับบ้านคนเดียวมันอันตรายนะว่ามั้ย”

“บอกมาเซ่! ว่านายต้องการให้ฉันทำอะไร”

“ไปส่งฉันที่บ้านจนกว่าจะแสดงละครจบ”

ผมอ้าปากค้าง ส่วนชานยอลมองมาทางผมเหมือนจะถามว่ามีปัญหาอะไรรึไง

“นายเป็นคนดังไม่ใช่เหรอ ไปบอกแฟนคลับนายสิ พวกสาวๆต้องตกลงทันทีแน่ๆที่นายขอให้ไปส่งบ้าน”

“แต่ฉันไม่ได้ชอบสาวๆพวกนั้นนี่”

“แล้วนายชอบฉันรึไง”

พอผมโพล่งออกไป ชานยอลก็กดยิ้มตรงมุมแก้ม เขาเอียงคอมองผม สายตาของเขามันมีอิทธิพลบางอย่างต่อจังหวะการเต้นของหัวใจ

“จะให้ฉันตอบจริงๆเหรอแบคฮยอน”

ตอนนี้ผมเข้าใจเลย ว่าทำไมสาวๆถึงเอาแต่กรี๊ดหมอนี่











ผมไม่รู้ว่า เพราะผมถามไปแบบนั้น แบคฮยอนเลยไม่ยอมหันมามองหน้าผมตลอดทางที่เรากลับบ้านด้วยกัน หรือเพราะเขาโกรธผมกันแน่ ที่ทำให้เขาอดไปกินชาบูกับเพื่อน


แล้วเราก็เถียงกันตอนที่ผมพาเขามาขึ้นรถ แบคฮยอนบอกว่าแบบนี้มันก็เหมือนให้ผมไปส่งแทนที่เขาจะไปส่งผมน่ะสิ ผมก็เลยตีมึนไปว่า กลับรถผมมันสะดวกกว่า ขืนให้นายไปส่งคงต้องยืนโหนรถเมล์เมื่อยตายพอดี สุดท้ายเขาเลยจนด้วยคำพูด ยอมขึ้นรถมากับผมดีๆ


“อยากกินอะไรมั้ย” ผมหันไปถาม ขณะที่ขับรถ สายตาก็กวาดมองหาร้านอาหารหรูๆสักร้าน


แบคฮยอนคิดว่าผมจำเขาไม่ได้


เขาไม่รู้หรอกว่าใจผมเต้นแรงชิบหายตอนพี่ซูโฮพาเขาเข้ามา ผมจำตาที่ตกเป็นขีดเวลาเขาโมโหได้แม่น แบคฮยอนสูงแค่ไหล่ผม และแก้มเขาจะขึ้นสีแดงเวลาที่อากาศร้อนจัด 


เขาก็คือสแนชคนที่สาดน้ำใส่ผม


ความลับก็คือ...


ผมตามหาเขามาตลอด



 “ไม่หิวเหรอ”


เพราะเขาเป็นสแนชตัวเดียวในโลกที่ผมจะให้อภัย


“ไม่หิว” ท้องแบคฮยอนร้องดังโครก หมอนั่นหลับตาปี๋ อิงหัวแนบกระจกรถ “เมื่อกี้เสียงลำไส้เคลื่อนตัวน่ะ”


เจ้าคนปากแข็งนี่น่าจับ...ปากสั่งสอนชะมัด


“ฉันว่าไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า”

“นายเลี้ยงป้ะ”

“ยอมเลี้ยงลูกหมาสักตัวก็ได้”

“ย่าห์!

แบคฮยอนหันมาขู่ เขาแยกเขี้ยวเหมือนลูกหมาที่ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้น

“จอดตรงนั้นเลย”

แบคฮยอนชี้ร้านสะดวกซื้อข้างทาง ผมขมวดคิ้ว ที่ผมจะพาเขาไปกินคือร้านอาหารแพงๆในห้าง ไม่ใช่ร้านกิ๊กก๊อกอะไรแบบนี้นะ แต่ดูจากหน้าโมโหหิวของคนไม่หิวแล้ว

โอเค... ผมไม่สู้


“นายรอในรถแปบเดียว เดี๋ยวฉันมา”

“ไปด้วยกันสิ”

“นั่งเฉยๆน่าเจ้าชาย”


แบคฮยอนหายตัวเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ แปบเดียวก็กลับออกมาพร้อมถุงหิ้วในมือข้างซ้าย มือข้างขวาถือน้ำอัดลมเอาไว้ หมอนี่เป็นเด็กติดน้ำอัดลมเหรอเนี่ย


“ฉันซื้อข้าวปั้นมาฝากนายชอบรสไหนมีไข่กุ้ง แซลมอนย่างเกลือ ไข่แซลมอนก็มีนะ”

“...”

“อะไร..อย่าบอกว่าไม่เคยกิน”

“...”

“มันอร่อยนะ”

“...”


แบคฮยอนไม่พูดเปล่า เขาหยิบข้าวปั้นออกมาจากถุง แกะห่อพลาสติกให้ผมดูอย่างเชี่ยวชาญ ที่ว่าเชี่ยวชาญก็เพราะไอ้ห่อนั่นมันดูไม่น่าออกมาจากก้อนข้าวปั้นได้เลย


เขายื่นข้าวปั้นห่อหนึ่งให้ผม ให้ผมเดามันต้องเป็นอันที่เขาไม่ชอบที่สุดแน่ๆ แบคฮยอนลงมือกินและพยักเพยิดให้ผมรีบแกะ ผมฉีกห่อพลาสติกออก และสาหร่ายก็หลุดติดมือมาด้วย -_-


“พาโบย่า! เอามานี่ เดี๋ยวพี่แบคจะแสดงให้ดู”


แบคฮยอนยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หัวเขาอยู่ตรงหน้าอกผม เขาคงไม่ได้ยินเสียงเต้นตรงนั้นใช่มั้ย มันโครมครามจนผมแทบบ้า แล้วตอนที่เขาเอามือตัวเองมากุมมือผมไว้ หัวใจผมก็หยุดเต้น...-_-

แต่ผมยังไม่ตาย ผมไม่ตายหรอก แค่เกือบน่ะ


แบคฮยอนแกะไปก็บ่นไป หูผมอื้อไปหมด ในตาของผมคือริมฝีปากสีแดงที่บ่นจ้อไม่หยุด ผมไม่รู้ว่าเขาบ่นอะไร ผมก็เลยยิ้มเหมือนคนขาดสติ


เขาคิดว่าผมกวนตีน


แบคฮยอนยัดข้าวปั้นที่แกะเสร็จแล้วเข้าปากผม เขายิ้มเผล่อย่างพอใจในผลงาน


อกข้างซ้ายของผมสั่นสะเทือนเป็นครั้งที่สาม...สี่...ห้า...


ให้ตายสิ เจ้าคนแคระนี่ ไม่อยากไปถึงบ้านโดยสวัสดิภาพใช่มั้ย!















ชานยอลนั่งอ่านบทในมือ สลับกับซ้อมพูดตามไป เขาจะต้องจำบททั้งหมดให้ได้เพื่อที่ถึงเวลาแสดงจริงแล้ว เขาจะได้สามารถแสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขณะที่เขาใกล้จะหลับคาบทนั้นเอง จู่ๆไอโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นเตือนข้อความเข้า

โอเซฮุน ที่ได้รับบทแม่มดเพราะตัวขาวสุดในชั้นปี ชะเง้อคอมองอย่างสงสัย แต่มือใหญ่ของเจ้าชายขี้หวงก็คว้าโทรศัพท์ไปก่อนจะได้เห็นว่าใครส่งข้อความมา


 

คุณได้รับข้อความจาก
Byun_B
: วันนี้นายเลิกกี่โมงเนี่ย

 


คุณได้ส่งข้อความ

Real_pcy : ประมาณทุ่มนึงมั้ง ต้องต่อบทกับเซฮุนอีกตอนนึง รอหน่อยนะ

 


ข้อนิ้วยาวรัวข้อความตอบกลับอย่างรวดเร็ว ทำเอาคนไม่อยากเสือกก็ได้ มองเพื่อนรักที่รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยมอย่างแปลกใจ เซฮุนไม่เคยเห็นเพื่อนเขาสนใจเวลาสาวๆทักแชทมา

 


คุณได้รับข้อความจาก
Byun_B
: ._. อื้อ

 


คุณได้ส่งข้อความ

Real_pcy : นายเลิกเรียนแล้วเหรอ

 


คุณได้รับข้อความจาก
Byun_B
: ใกล้แล้วล่ะ


 

คุณได้ส่งข้อความ

Real_pcy : เรียนเสร็จแล้ว แวะไปซื้อข้าวปั้นให้หน่อยสิ เอามาสามห่อ


 

คุณได้รับข้อความจาก
Byun_B
: เอาไข่แซลมอนกับไข่กุ้งมั้ย

 


คุณได้ส่งข้อความ

Real_pcy :  เลือกอันที่นายชอบอะ

 



ชานยอลหัวเราะกับข้อความสุดท้ายที่เจ้าคนที่ชอบพูดว่า เจ้าชายมีอะไรสแนชรับใช้ไหมขอรับ ส่งกลับมา เขาเดาว่าหมอนั่นต้องกำลังยิ้มไม่หุบและท้องร้องจ๊อกๆแน่



“ใครวะมึง”

“ยุ่ง”

“แน่ะ อย่างงี้แสดงว่าคนที่คุยด้วยต้องไม่ธรรมดา”

“อือ”

“อือนี่แปลว่าอะไร”

“ก็ไม่ธรรมดาไง J

“อะโหวววว”



เซฮุนสูดปาก งานนี้เขาต้องแหกไอ้คุณชายให้ได้ คนรับบทแม่มดตัวขาวทิ้งบทในมือทันที รีบส่งข้อความลับหาเพื่อนอีกคนในกลุ่มที่รับบทคนคุมงานกรรมกรอะไรสักอย่าง รู้แต่ว่ามันโดด และตอนนี้คงไปแอบหลับที่ไหนสักแห่ง


เสียงเคาะประตูห้องซ้อมดังขึ้น ขณะที่เซฮุนกำลังง่วนอยู่กับการรอให้จงอินบอกเบาะแส ว่าช่วงนี้คุณชายปาร์ค กำลังคบหาดูใจอยู่กับใคร ซึ่งพวกเขากำลังสงสัยเจ้าหญิงคนที่มันแสดงละครด้วยกัน


“ข้าวปั้นมาส่งแล้วคร้าบทั่นเจ้าชายกับทั่นแม่มด” แบคฮยอนจงใจกระแทกเสียง อย่างน้อยให้ปาร์คชานยอลรู้สึกผิดสักนิด


ก็โรงอาหารมันตั้งไกล แทนที่เลิกเรียนแล้วแบคฮยอนจะตรงดิ่งมาห้องชมรมเลย หมอนี่ดันใช้ให้ไปซื้อข้าวปั้นให้อีก


คนเป็นขี้ข้าก็ก้มหน้ารับกรรมไป -_-


ชานยอลรื้อถุงข้าวปั้นที่มีหลากหลายไส้รวมอยู่ในนั้นขึ้นมาดู เขาหยิบไส้ไข่กุ้งกับไข่แซลมอนขึ้นมา แบคฮยอนกลืนน้ำลายอึก แอบคลำท้องตัวเองป้อยๆ ตาเรียวนี่ตกเป็นหมาหงอย


จะมาน้ำลายหกตรงนี้ไม่ได้นะเหวย


“นายชอบไส้อะไร ไข่กุ้งหรือไข่แซลมอน”


“ไม่เป็นไรนายกินเหอะ” ขืนพี่จุนมยอนจับได้ว่าเขาแอบกินอาหารที่ใช้เงินพี่จุนมยอนซื้อมาให้เป็นสวัสดิการเฉพาะสำหรับเจ้าชาย แบคฮยอนต้องคอขาดแน่ๆ แค่หลบหนีจากการเป็นขี้ข้า แบคฮยอนยังทำไมได้เลย


“ยังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ วันนี้ซ้อมดึกนะ”


ชานยอลรู้อยู่แล้วล่ะว่าพอเลิกเรียน แบคฮยอนก็ตรงมาซ้อมทันที บางวันเขาแอบได้ยินเสียงท้องเจ้าหมอนี่ร้องด้วย ก็ไม่รู้ทำไมถึงตั้งใจดูแลคนอื่น แต่ไม่ยอมดูแลตัวเองให้ดี


“ใช่ๆ อีกไม่กี่วันก็จะแสดงแล้ว พี่จุนมยอนไม่ยอมปล่อยตัวไอ้ชานยอลกลับบ้านกับนายง่ายๆแน่ เชื่อไอ้ชานยอลมันเหอะ” เซฮุนที่เริ่มถอดใจกับการแกะรอยตามหาคนในแชทของเพื่อน หันมาบอกแบคฮยอน ช่วยสำทับคำพูดเพื่อนอีกที


“เลือกเร็ว ดูหน้าก็รู้แล้วว่าหิว”


“ไม่หิวสักหน่อย” แบคฮยอนปากแข็ง “แต่ฉันชอบกินไข่แซลมอนที่สุด”


“ไข่แซลมอนเหรอ”



ชานยอลยิ้มกว้าง ตอนที่เขาค่อยๆแกะพลาสติกดึงมันออกมา แล้วยื่นมันให้คนที่ไม่หิวสักหน่อย แต่น้ำลายสอได้กิน


แบคฮยอนตาพราวเป็นประกายระยับ เห็นของโปรดหน่อยเป็นไม่ได้ รีบจัดยัดเข้าปากอย่างกับกลัวใครจะมาแย่ง ที่เหลืออีกตั้งสองอันนั่นชานยอลก็ตั้งใจให้เป็นของเจ้าตัวทั้งหมดนั่นแหละ



“แกไปฝึกแกะห่อไอ้นั่นตั้งแต่เมื่อไร” เซฮุนนั่งมองอยู่นาน เขาคิดว่าเพื่อนรักต้องแกะไม่สำเร็จแน่ๆ และเขาก็จะสมน้ำหน้ามัน

“ไม่เสือกดิ”

“ให้คนนั้นใช่มะ” เซฮุนหรี่ตา มองเพื่อนรักอย่างจับผิด แต่ชานยอลยังคงยิ้มสบาย

“แล้วมึงจะทำไม”

“บอกมานะว่าใคร เจ้าหญิงคนนั้นของแกใช่มั้ย”

“..หึ”



เซฮุนกระโดดลงจากโซฟา จ้องหน้าเพื่อนอย่างคาดคั้น ก็ไม่ได้ไม่ชอบยัยคนนั้นหรอกนะ แต่เคยมั้ยเห็นหน้าใครแล้วไม่ถูกชะตา ก็เลยไม่อยากให้มาอยู่ใกล้ๆเพื่อน แต่ถ้าเพื่อนจะรักเซฮุนก็คงห้ามไม่ได้



 “บอกมานะว่าใครกำลังปั่นหัวแก”



ชานยอลยิ้มจาง ไม่ได้ตอบเซฮุนด้วยคำพูด 



เขาตอบด้วยสายตาที่เซฮุนไม่ทันสังเกตเห็น ...

สายตาที่สะท้อนภาพคนตัวเล็กที่กำลังเคี้ยวตุ้ยตุ้ย

ชานยอลก็ไม่รู้ทำไม ทำไมเจ้าคนแคระถึงได้น่ารักเรี่ยราด จนน่าจับมาฟัดให้หายหมั่นเขี้ยวสักทีสองที











โทรศัพท์แบคฮยอนแบตหมดก่อนขึ้นซ้อมใหญ่ คยองซูสมน้ำหน้าเขาที่ชอบแอบเอามาเล่นเป็นพักๆ จะให้เขาทำไงล่ะ ต้องโทษชานยอลนั่นแหละ ที่ส่งข้อความมาบ่นนู่นนี่ให้เขาฟัง ปกติถ้าแบคฮยอนไม่มีซ้อมเขาก็จะไปนั่งเป็นเพื่อนชานยอล แต่เพราะต้องเตรียมซ้อมใหญ่เขาเลยต้องซ้อมร้องเพลงกับพวกคนแคระทั้งเจ็ด

หลังจากพยามซ้อมอย่างหนัก คนแคระทั้งเจ็ดก็เริ่มร้องได้พร้อมเพรียงกันมากขึ้น แบคฮยอนมั่นใจว่ามันจะต้องออกมาดี แม้พี่จุนมยอนจะไม่ได้ใส่ใจพวกคนแคระทั้งเจ็ดมากนักก็เถอะ

แบคฮยอนเหลือบมองนาฬิกา จำได้ว่าชานยอลบอกจะเลิกซ้อมตอนประมาณหนึ่งทุ่ม เขาเพิ่งซ้อมของตัวเองเสร็จ คิดว่าเจ้าชายคงใกล้เวลาเลิกแล้วเหมือนกัน

 


“อ้าวแบคฮยอน ชานยอลไม่ได้บอกเหรอว่าให้กลับไปก่อน”


แบคฮยอนส่ายหน้า เขายืนงงไปสักพัก เมื่อมาถึงห้องซ้อมและไม่พบว่ามีใครอยู่ในนั้น ดีว่ามินจีเดินมาปิดห้องพอดี


“เขาเลิกซ้อมกันแล้วเหรอ”


“เปล่าหรอก แต่พี่จุนให้เจ้าชายกับเจ้าหญิงไปซ้อมกันสองต่อสองในห้องส่วนตัวน่ะ เห็นว่าไม่อยากให้เขินๆเวลาเล่นด้วยกัน”


คำพูดนั้นทำคนตัวเล็กวาบที่หัวใจ แบคฮยอนยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเอง

ทำไมต้องรู้สึกเจ็บด้วยนะ


“เดี๋ยวพอซ้อมเสร็จเจ้าชายก็คงต้องไปส่งเจ้าหญิงกลับวัง หรือสองคนอาจอยู่ต่อถึงพรุ่งนี้เลย ฮิๆ”


“ถ้างั้นฉันกลับก่อนนะ”


“ให้ฉันไปบอกชานยอลให้มั้ย”


“ไม่...ไม่ต้องหรอก”


            แบคฮยอนหันหลังเดินออกมา เขาควรดีใจสิที่วันนี้ไม่ต้องเป็นขี้ข้าให้ใคร แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น หัวใจที่มันเต้นหน่วงๆนี่ไง ที่มันกำลังฟ้องความรู้สึกเขา


            เป็นแบบนี้มันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่เหรอ


          เจ้าหญิงก็ต้องคู่กับเจ้าชาย


            เพราะสายตายตาของเจ้าชายน่ะมีไว้เพื่อมองแค่เจ้าหญิงเท่านั้นแหละ


            ส่วนคนแคระอย่างเขาก็ควรกลับไปอยู่ในที่ของตัวเอง 





















ท้องฟ้าสีเทาหม่น พายุฝนเทกระหน่ำกระทบบานหน้าต่างกระจกที่ถูกปิดผนึกจากภายใน เพียลมหายใจอุ่นที่กระทบกับความเย็นภายนอก บานกระจกก็ก่อเกิดไอฝ้า ชานยอลถอนหายใจยาวเหยียด หลังจากการซ้อมละครเวทีอันยาวนานจบลง


“ชานยอลจะกลับเลยเหรอ”


ยอนแดจับชายเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้ ถามเจ้าชายของเธอด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง เมื่อเห็นชานยอลรีบลุกขึ้นเก็บของใส่กระเป๋า สายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว ต่อให้มีร่มก็เถอะขืนออกไปท่ามกลางพายุแบบนี้คงได้เปียกไปทั้งตว


“อือ”

“รอให้ฝนซาๆก่อนดีมั้ย แล้วกลับพร้อมกัน ฉันเอาร่มมานะ” เธอหยิบร่มสีชมพูสดใสขึ้นมาจากกระเป๋า ยอนแดเม้มปากจนเป็นเส้นตรง


ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนกล้าปฏิเสธเธอ  


ชานยอลมองออกไปนอกหน้าต่าง ฟ้ามืดลงทุกที เขาไม่สามารถติดต่อใครบางคนที่นัดกันไว้แต่เมื่อเย็นได้ ในใจเขาตอนนี้นึกถึงแต่คนตัวเล็ก ที่ไม่รู้ว่าป่านนี้จะไปนั่งรอเขาอยู่ที่ไหน

อากาศชื้นแบบนี้คงหนาวน่าดู


“ชานยอลได้ยินที่ฉันพูดมั้ย”


แรงกระตุกเบาๆที่เสื้อ ทำให้ชานยอลหันกลับมา “เธอว่าไงนะ”


เจ้าหญิงมุ่ยปาก ตั้งแต่ที่ซ้อมเมื่อกี้แล้วที่เจ้าชายของเธอทำท่าเหมือนอยากกลับซะเต็มประดา ไม่รู้ว่าคิดถึงใครนักหนา


“ฉันบอกว่า ถ้านายรีบกลับก็กลับด้วยกันก็ได้ ฉันมีร่ม”


“ฉันก็เอาร่มมา” ชานยอลว่า หยิบร่มสีเหลืองที่อยู่ในกระเป๋าขึ้นมา “รอให้ฝนซาแล้วเธอค่อยกลับดีกว่า เดี๋ยวจะไม่สบายนะ”


เขาพูดยิ้มๆ แล้วชานยอลก็หมุนตัววิ่งออกจากห้องไป ทิ้งเจ้าหญิงที่พร้อมจะลุกขึ้นทันทีที่เขาตกลงให้ไปด้วยไว้ข้างหลัง ปล่อยให้เธอนั่งบ่นอุบ


“กลัวฉันเป็นหวัดหรือกลัวจะไปเป็นกอขอคอกันแน่ยะ”















ชานยอลไม่เจอแบคฮยอนที่ห้องซ้อมของเจ้าชาย ห้องคนแคระก็ไม่มี แล้วตอนที่เขากำลังวิ่งวุ่นหาไปทั่วนั้นมินจีก็เดินมาบอกว่า แบคฮยอนกลับไปก่อนตั้งนานแล้ว ชานยอลไม่กล้าสบถต่อหน้าเธอ แต่พอลับหลัง เขาก็เตะป้าบเข้าที่กำแพง


วันนี้ชานยอลไม่ได้เอารถมา พอได้ลองข้าวปั้นฉบับแบคฮยอนแล้ว ชานยอลก็เลยวางแผนขึ้นรถเมล์กลับบ้านพร้อมแบคฮยอนดูบ้าง แต่แผนก็ดันมาพังไม่เป็นท่า


คนตัวสูงพาร่มสีเหลืองขนาดพอดีตัว เลาะผ่านทางเดินตรงไปออกรั้วประตูโรงเรียน ดึกขนาดนี้แล้ว ชานยอลคิดว่าเขาจะโบกแท็กซี่สักคันกลับบ้าน


โครม!

“เหวออออ”


ตอนนั้นเอง ฟ้าผ่าลงมาโครมเบ้อเร่อ ชานยอลสะดุ้งเกือบทำร่มหลุดมือ เขาไม่ได้กลัวเสียงฟ้าผ่า แต่ตกใจเสียงอุทานของใครบางคนที่ยืนถัดเขาออกไป ตรงป้ายรถเมล์


ชานยอลเงยหน้ามอง ใต้หลังคาที่บังลมฝนไม่มิดร่างเล็กของใครบางคนกำลังยืนตัวสั่นอยู่ตรงนั้น



รอยยิ้มที่หาได้ยากปรากฎบนหน้าชายหนุ่ม มีคนเคยบอกเขาว่า ถ้าคนสองคนรักกัน แล้วคนหนึ่งซ่อนความรักไว้


อีกคนจะหามันเจอ




ชานยอลว่า...ตอนนี้ เขาเจอแล้ว 



ชายหนุ่มหุบร่มในมือยัดมันลงกระเป๋า ก่อนจะถอดเสื้อสูทขึ้นมาคลุมหัว เขาวิ่งผ่านสายฝนเข้าไปหลบใต้หลังคาเดียวกับคนตัวเล็กอย่างรวดเร็ว


เขาชอบนะ เวลาที่พรหมลิขิตเริ่มทำงานของมันอย่างช้าๆ


 “ชานยอล...”

เสียงอุทานเบาหวิวของแบคฮยอน คล้ายไม่เชื่อสายตา

“...”


แล้วตอนที่แบคฮยอนยังคงยืนกระพริบตาปริบๆ ร่างสูงของคนตัวโตกว่าก็ขยับเข้ามาใกล้ ชานยอลก้าวเข้าไปยืนซ้อนด้านหลังของคนตัวเล็ก ใช้สูทที่ถอดออกมากันน้ำฝนให้ตัวเอง กางคลุมตัวแบคฮยอนเอาไว้กั้นน้ำฝนที่สาดกระเซ็นเข้ามา


ในตอนนี้ มันเลยกลายเป็นว่าทั้งสองคนต้องยืนเบียดกัน ภายใต้เสื้อตัวเดียว


 “เมื่อเย็นทำไมไม่รอ”

“....”

“รู้มั้ยฉันวิ่งตามหานายให้วุ่น”


น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือด้วยแววตำหนิ ทำหัวใจดวงเล็กที่เต้นหน่วงมาตลอด กลับกลายเป็นเต้นถี่เร็ว



“ฉันนึกว่าชานยอล อยากลับกับเจ้าหญิงมากกว่า”

“....”

“...ก็เลยกลับมาก่อน”

“....”

“...”


“หึงเหรอ” ลมหายใจร้อนรินรดข้างแก้ม แบคฮยอนรู้สึกวาบตรงหัวใจ เมื่อรู้ว่าใบหน้าของเจ้าของเสียงทุ้มวางอยู่บนไหล่ของเขา

“บ้าดิ” ตะโกนกลบความร้อนผ่าวที่สองข้างแก้ม  

 “เขินรึไง”

“ไม่...ไม่ได้เขิน”

ขาที่สั้นกว่าของอีกคนขยับก้าวขึ้นไปข้างหน้า

 “แล้วทำไมต้องขยับไปไกลขนาดนั้น”

พอคนขาสั้นก้าวหนี คนขายาวกว่าก็ก้าวตามไปประชิด

“แล้วนายจะเข้ามาใกล้ฉันทำไมเล่า”

“ก็นายน่ะชอบหนีฉันไปอยู่เรื่อย”

“แล้วเคยหนีไปไหนรอดมั้ยล่ะ”

“ไม่รอด และจะไม่ปล่อยให้รอดด้วย เตรียมใจไว้ได้เลย บยอน แบคฮยอน”























 

วันนี้ที่มหาวิทยาลัยมีงาน ทุกคนตื่นเต้นกับงานแสดงละครประจำปีของคณะนิเทศ ในทวิตเตอร์แท็กทีมเจ้าชาย ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากมีคนแอบปล่อยรูปคู่ของชานยอลกับยอนแด ที่นั่งซ้อมบทด้วยกันสองต่อสองออกมา

 คนลือกันไปต่างๆนานา มีคนบอกว่าเธอเห็นเหตุการณ์ตอนซ้อมละครกันเสร็จ ชานยอลกับยอนแดก็หายตัวไป แต่คนเล่าไม่ได้บอกว่าที่ทั้งสองคนหายตัวไปคือหายไปพร้อมกัน หรือจริงๆแล้วต่างคนต่างไป แม้แฟนคลับเจ้าชายจะอยากให้เป็นอย่างหลัง แต่ก็มีคนงัดภาพคู่ขึ้นมาเป็นหลักฐานว่า ชานยอลขับรถออกไปโดยมียอนแดนั่งเบาะข้างๆคนขับ

แต่พอมีคนถามว่าที่จริงวันนั้นชานยอลไม่ได้เอารถมาไม่ใช่เหรอ คนเล่าก็จัดแจงเปลี่ยนหน้าแอคเคาท์ในทวิตเตอร์กลายเป็นรูปไข่ หายตัวไปอย่างเงียบๆทันที

อย่างไรก็ตาม เมื่อชานยอลกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน แบบที่เจ้าตัวยังนอนหลับอุตุไม่รู้เรื่องด้วย ความซวยทั้งหมดก็ตกมาอยู่ที่เซฮุน แฟนคลับของไอ้เจ้าชายโทรหาเซฮุนทั้งคืน จนเขาแทบไม่ได้หลับได้นอน ขณะที่เซฮุนนอนประสาทแดกเพราะยังติดต่อเพื่อนไมได้สักที ชานยอลก็โทรเข้ามาในตอนเช้าของวันถัดมา


“ตัวนายยังร้อนๆอยู่เลย จะแสดงไหวเหรอ”


เซฮุนปรับกระจกมองหลังให้มันทำมุมสะท้อนภาพด้านหลังอย่างพอดิบพอดี ร่างขาวหรี่ตามองเพื่อนรักที่โทรเรียกเขามารับตั้งแต่เช้าที่บ้านที่ไม่ใช่บ้านมัน เซฮุนก็คิดไว้แล้วแหละว่าเป็นบ้านยัยยอนแดแน่ แต่ที่ไหนได้...

 


 เขาล่ะอยากถ่ายภาพไอ้ชานยอลตอนนี้ลงแอคหลุมแล้วติดแท็กให้มันรู้แล้วรู้รอด

พวกแฟนคลับเอ๋ย ตัวจริงของเจ้าชายน่ะ

เจ้าสแนชนั่นไงจะใครล่ะ


“เนี่ยเมื่อคืนบอกให้กินยา ก็ดื้อ”

“ยามันขม ._.

เซฮุนพยักหน้ากับตัวเอง อยู่ด้วยกันทั้งคืนสินะ


“ถ้าไม่กินยาฉันจะไม่ให้นายขึ้นไปแสดงจริงๆด้วย”

“พี่จุนมยอนไม่ยอมหรอก”

ชานยอลดึงแก้มคนไม่สบายแล้วยังพูดมาก ท่าทางเวลาแบคฮยอนทำหางตาตกมันโคตรหน้าแกล้ง คนตัวสูงกว่าก้มลงไปหาร่างบาง แกล้งให้หน้าผากสัมผัสกัน แล้วกระซิบเสียงทุ้ม

“ฉันก็ไม่ยอมเหมือนกัน”


เซฮุนแอบมองแบคฮยอนที่หน้าเหวอไปแล้ว เจ้านั่นแก้เขินด้วยการเคาะกำปั้นลงบนหน้าผากคนตัวสูงหนึ่งป๊อก ก่อนจะหันหน้าหนีไอ้คนร้ายกาจ แต่แทนที่ชานยอลมันจะอาย ไอ้บ้านั่นกลับขยับเข้าไปเบียดแบคฮยอน บังคับให้คนที่กำลังไม่สบายเอาหัวอิงกับหน้าอกตัวเอง

อบอุ่นกว่านี้ก็ชานยอลชุบแป้งทอดแล้วครับ

เซฮุนจะไม่พูดว่ามันฟินแค่ไหน แต่เขามั่นใจ

ถ้าแฟนคลับไอ้ชานมาเห็น...

ต้องเปิดแฟนไซต์บ้านคู่ให้คู่นี้แน่  


“ถ้าเป็นลมกลางเวทีขึ้นมา ฉันจะแบกนายขึ้นหลัง แล้วพาไปส่งห้องพยาบาลให้อายกันไปข้าง”

“ฉันตัวหนัก ชานยอลแบกไม่ไหวหรอก”

“แบกไม่ไหวก็ลากเอา”

“โหววววววววว-o-” แบคฮยอนลากเสียงยาว

“ใจร้ายว่ะ”

เซฮุนพยักหน้าเห็นด้วยกับแบคฮยอน แต่แทนที่จะได้ฝ่ามืออุ่นมาลูบผมเบาๆอย่างเอ็นดูแบบแบคฮยอน ชานยอลกลับหันมาด่าเขาแทน

“เสือกไร ขับรถไปครับ”



















“ไอ้แบคเมื่อวานแกเจอชานยอลรึเปล่า” แบคฮยอนสะดุ้ง ไม่นึกว่าจู่ๆคยองซูเพื่อนรักจะถามคำถามนี้ขึ้นมา ขณะที่พวกเขากำลังเตรียมตัวอยู่หลังเวที รอขึ้นแสดงตามคิว

“เจอ เอ้ย ไม่เจอ!” ปากบางเม้มเข้าหากัน แบคฮยอนไม่ชอบโกหก เพราะเขาโกหกไม่เก่ง คยองซูรู้เรื่องนี้ดีที่สุด เพื่อนตัวเล็กหรี่ตามองเจ้าคนที่หลบตาเขาอย่างมีพิรุธ แก้มที่ขาวตลอดเวลาทาด้วยบลัชออนสีชมพูในตอนนี้ยิ่งเป็นสีชมพูจัด

แบคฮยอนก้มลงมองตัวเอง ที่อยู่ในชุดคนแคระ เงยหน้ามองคยองซูที่เอาแต่มองตรงมา “มองอะไรเล่า”

คยองซูแสยะยิ้ม “เมื่อวานแฟนคลับของเจ้าชายตามตัวเจ้าชายกันแทบพลิกแผ่นดิน พวกนั้นบอกเจ้าชายไม่ได้กลับบ้าน คำถามคือเขาหายไปอยู่กับใคร”


“แล้ว..แล้วฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ”


ตาเล็กส่ายลอกแลก เขาไม่ได้ตั้งใจโกหกคยองซู แต่ก็ไม่รู้ทำไม ถึงไม่บอก จริงๆมันก็แค่เมื่อวานชานยอลกับเขานั่งรถเมล์กลับพร้อมกัน ฝนตกหนักจนพวกเขาเปียกไปทั้งตัว แบคฮยอนก็เลยชวนชานยอลค้างที่บ้าน ทีแรกแบคฮยอนก็แค่คิดว่าเขาชวนเพื่อนนอนค้างที่บ้านไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ใช่ มันจะไม่มีอะไรมากเลย ถ้าเมื่อคืนแบคฮยอนไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพราะไข้ขึ้นกลางดึก แล้วชานยอลที่นอนอยู่ข้างๆก็ดึงเขาเข้าไปกอดเอาไว้ ค่อยๆกระซิบปลอดบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น จนเขาผล็อยหลับไป  

เรื่องแบบนั้น แบคฮยอนจะกล้าเล่าให้เพื่อนรักฟังได้ยังไงกัน TT^TT


“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”


“เฮ้! พวกคนแคระเตรียมตัวขึ้นเวที”



การปรากฎตัวของกลุ่มคนแคระไม่ได้สร้างเสียงกรี๊ดเท่าตอนเจ้าชายปรากฎตัว แต่มีอยู่คนนึงที่ยิ้มกว้างกว่าใคร ตอนที่เขาได้เห็นสแนชของเขาปรากฎตัว เจ้าชายที่เอาแต่ส่งสายตาให้เจ้าคนแคระตัวเล็กแทนที่จะเป็นเจ้าหญิงที่เขาต้องจุมพิต


‘Who are you?’


เจ้าชายถามเสียงทุ้ม ตามบทคนแคระตัวหนึ่งจะสั่งเพื่อนยืนเข้าแถว คนแคระทุกตัววิ่งมายืนเรียงคิว เมื่อถูกเรียกชื่อก็จะแสดงท่าทางประจำตัวออกมา คยองซูโคตรจะชอบเวลาที่ต้องยิ้มเหี้ยมเกรียม เมื่อเขาถูกแนะนำตัวว่าเป็นคนแคระเลือดเย็นที่พร้อมเป็นฆาตกรโรคจิตตลอดเวลา


 และคนแคระตัวสุดท้ายก็ถูกขานชื่อ


‘and he is snash’


แบคฮยอนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกโป่งที่สูบลมเข้าไปจนเต็ม ตอนที่เจ้าชายมองมาที่เขา และกดยิ้มลงบนริมฝีปาก ยิ้มที่มีค่ามากกว่าแค่ทักทายกัน หัวใจแบคฮยอนเต้นแรงกว่าทุกที


และมันก็เต้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อชานยอลพูดกับเขาโดยไม่ออกเสียง


‘Yeah, suddenly I found you’ (ในที่สุดฉันก็เจอนาย)

















เจ้าของร่างคนแคระเตี้ยล่ำ พาตัวเองลัดเลาะมาตามทางเดินที่คดเคี้ยวออกจากหอประชุมที่ใช้เป็นโรงละคร สวนทางกับผู้คนมากมายที่เพิ่งออกมาจากโรงละครหลังการแสดงจบลง มีคนบอกว่าละครรอบนี้มีคนแย่งกันซื้อบัตรจนมัน sold out ตั้งแต่ 6 นาทีแรกที่เปิดขาย พี่จุนมยอนยิ้มหน้าบาน และสัญญาว่าจะเลี้ยงเนื้อย่างนักแสดงทุกคน

ร่างเล็กทิ้งตัวลงพิงหลังกับกำแพง เขาเลือกหลบผู้คนที่วุ่นวายมาหาที่งีบหลับเงียบๆ วันนี้สแนชตัวเล็กทำงานหนักมาทั้งวัน มันไม่ดีเลยสำหรับคนป่วยที่ไข้ขึ้นตั้งแต่เมื่อคืน



“จับได้แล้ว”


เสียงทุ้มต่ำที่มาพร้อมฝ่ามืออุ่นจัด ทำให้แบคฮยอนลืมตาขึ้น ตาเรียวเบิกโต เมื่อใบหน้าของคนที่ไม่อยากเห็นที่สุดในตอนนี้ ปรากฎในกรอบสายตา


“ชานยอลจำฉันได้ตั้งแต่ตอนไหน”

“นายนี่ชอบให้เจ้าชายต้องตามหาอยู่เรื่อย”

“ไม่โกรธได้มั้ย วันนั้นแบคไม่ได้ตั้งใจ”

“เจ้าคนแคระขี้ดื้อ”

“ฟังที่ฉันพูดบ้างซี่”

“ชู่ว”


ชานยอลใช้นิ้วมือปิดปากเขาไว้ คนตัวสูงก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกชนกัน มือหนาข้างหนึ่งประคองใบหน้าเล็กให้เงยขึ้นเห็น แววตาสีดำสนิทที่มีภาพของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลอยู่ในนั้น


มันคงอยู่ในนั้น ตั้งแต่วันแรก ที่ได้พบกัน จนถึงวันนี้



 “นายถามฉันใช่มั้ยว่าจำได้ตั้งแต่ตอนไหน นายสูง 174.5 เซนติเมตร หนัก 68 กิโลกรัมและนายไม่ชอบให้ใครมาเรียกว่าเจ้าเตี้ย”


ชานยอลอมยิ้มเมื่อแก้มที่แดงด้วยบลัชออนขึ้นสีแดงกว่าเก่า แบคฮยอนน่ะเหมาะสมจะเป็นสแนชที่สุด เจ้าคนแคระขี้อาย ที่อ่านง่ายชะมัด


 

“ฉันชอบนายตั้งแต่วันนั้น”

“...”

“และมันมากขึ้นทุกๆวันที่ได้อยู่ใกล้นาย”

“...”

“ฉันชอบนายจริงๆนะแบคฮยอน”

 


มือหนาเลื่อนลงมาประคองใบหน้าเล็ก ระยะห่างของใบหน้าที่ลดลงแปรผกผันกับจังหวะการเต้นของหัวใจของแบคฮยอนที่เต้นถี่เร็วขึ้นทุกที

ชานยอลเองก็ไม่ต่างกัน


“ให้กูดูด้วยดิวะ”

“ชู่ว อย่าเบียด”

“เฮ้ยยย!

 

แบคฮยอนผลักร่างสูงออกทันที ตาเรียวเบิกกว้างเมื่อหันไปเห็นว่าตรงมุมตึกมีคนค่อยๆคลานโผล่ออกมาทีละคน คนแรกที่ยักไหล่ทำหน้าง่วงแบบไม่แคร์เวิลด์เป็นจงอิน คนที่สองที่หัวเราะเหอะๆยืนทำหน้าแดงแปร๊ดเป็นเซฮุน ส่วนคนสุดท้ายที่จงอินต้องดึงไว้ไม่ให้พุ่งเข้ามาบีบคอชานยอลคือเพื่อนรักเขาเองเจ้าคยองซู


ชานยอลยกมือขึ้นลูบหน้า อุตส่าห์แกล้งทำเป็นไม่เห็นพวกแม่งแล้วเชียว


ร่างสูงหันไปมองริมฝีปากสีชมพูอย่างนึกเสียดาย แล้วในตอนที่เจ้าชายนึกขึ้นมาได้ว่าช่างมันเถอะ เขาก็ก้มลงจุ๊บเบาๆที่ริมฝีปากบาง ที่กำลังจะเอ่ยแก้ตัวกับเพื่อนสนิทว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด


ภาพแบคฮยอนที่หลับตาปี๋ ริมฝีปากนิ่มหยุ่น และแก้มแบคฮยอนที่ทั้งหอมทั้งน่าฟัด ทำให้ชานยอลไม่อยากจะหยุด แม้เพื่อนของพวกเขาจะยืนอยู่ตรงนั้น


“ฉันรักนายนะ”


เจ้าของริมฝีปากหนาที่บอกกับตัวเองว่าขอแค่จุ๊บแบคฮยอนเบาๆทีเดียวแล้วเขาจะปล่อยไป เลื่อนปลายนิ้วไล้แก้มเนียน แบคฮยอนพยามผลักเขาออกแต่อย่าหวังเลยว่าชานยอลจะสนใจ ริมฝีปากหวานถูกเจ้าของริมฝีปากหนาปิดทับ ชานยอลฝังลมหายใจอบอุ่นจรดลึก ย้ำรอย ตราตรึงถึงห้องที่ลึกที่สุดของหัวใจ


ต่อจากวินาทีนี้ ถึงคยองซูจะฆ่าเขาด้วยเถาวัลย์ที่เจ้าตัวถือมา

...ชานยอลก็ยอม










H A P P Y E N D I N G

 














TALK

- อยากแต่งฟิคแนวนี้มานานมากกก จริงๆคืออยากอ่านแบบที่เคะใส่ชุดมาสคอต แล้วเมะเป็นคนคูลๆ ทีนี้หาอ่านไม่ได้ -_- ลอค้นหาในเด็กดีแล้วมันเป็นพันเรื่องอะแก ลองค้นในกูเกิลก็ขึ้นมาเป็นอะไรไม่รู้ เข้าใจฟิวอยากอ่านฟิคฟินสักเรื่อง แต่ไม่ตรงสเปคปะ เลยแต่งอ่านเองเลย 55555 

- ถ้า (วงเล็บว่าถ้า เราเองก็ไม่มั่นใจ) มีคนตามเรา จะรู้ว่าเราเปิดเรื่องแล้วลบทิ้งหลายเรื่องมาก ขอโทษจริงๆนะคะ เราหวังว่าชอทฟิคยี่สิบหน้าถ้วนจะพอชดเชย ที่เราผิดกับทุกคนมาตลอด T^T อภัยให้ไอนะยูว รักยูวซำเหมอ

ถ้าใครหลงเข้ามาอ่านแล้วชอบก็ถือว่าผ่านมาเจอเรื่องดีๆในชีวิตเนอะ ก็ฝากเรื่องดีๆเป็นคอมเมนต์ไว้ให้ไรต์เป็นกำลังใจก็ได้เนอะ เรารออ่านซำเหมอ และสวัสดีคุณคอมเมนต์ที่หนึ่ง สอง ห้า หก เจ็ด นะคะ ดีใจที่ชอบบบ >3< 

สุดท้ายเกือบลืมเลย เรื่องนี้ขอใช้ #ficsomecb นะจ๊ะ

ไว้เจอกันนะทุกคน







© themy butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 363 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,345 ความคิดเห็น

  1. #1330 PARKSELOR (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 / 20:06
    ดีมากเลยค่ะ น่ารักมาก 😭💛
    #1,330
    0
  2. #1328 EakKaJit (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 20:45
    น่ารักที่สุดดดดดดดดด
    #1,328
    0
  3. #1199 taki6104 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2562 / 06:49
    ชอบแนวนี้มากๆพี่ชานละมุนน
    #1,199
    0
  4. #1162 mmookhom (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 00:56
    น่ารักที่สุดดด
    #1,162
    0
  5. #1060 CB-614 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 22:20
    น่ารักกก
    #1,060
    0
  6. #1051 kif ^_^ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 08:20
    น่ารักที่สุดเลยฮือออออ
    #1,051
    0
  7. #1048 mmmr2545 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 เมษายน 2562 / 01:23
    น่ารักกกกก
    #1,048
    0
  8. #1014 praw-apinya (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 10:35
    แงงงดีมากเลย
    #1,014
    0
  9. #758 mospuito04 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:21

    น่ารักกกกกกก~
    #758
    0
  10. #757 mospuito04 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:20

    น่ารักมากกกกกกกๆๆๆๆๆๆ
    #757
    0
  11. #737 Me_onyourmind (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:03
    แสนจาเขินน กี้ดดด น้องแก้มแดงกะพี่คนคูล นับถือใจไรท์มากๆ อยากอ่านฟิคแต่ไม่ตรงสเปคเลยแต่งเองเลย ใจค่ดได้555555555
    #737
    0
  12. #647 Darkmate (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:11
    น่ารักมากๆๆๆๆชอบมากกกก
    #647
    0
  13. #614 cuttt (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 10:27
    น่ารักจัง
    #614
    0
  14. #553 Luviiaf (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 23:33
    น่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #553
    0
  15. #552 sunshinyi19 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 22:40

    คือน่ารักมากๆเลยยงุ้ยยย
    #552
    0
  16. #451 ไก่สด (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 18:10
    น่าร้ากกกกกกกกก
    #451
    0
  17. #387 CoffeeMate (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2561 / 10:54
    แงงงงงงงงง เป็นฟิคที่ดีจังเลยค่ะ พล้อตน่ารักมากกกกกกกกก เราคุ้นๆนามปากกาคุณไรต์จังเลยค่ะ เหมือนเคยแต่งคู่อื่นด้วยใช่ป่าว
    #387
    0
  18. #368 stamcheeva (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 22:15
    พล็อตก็น่ารักกก พี่ชานคูลมากไ
    #368
    0
  19. #367 stamcheeva (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2561 / 22:14
    อบอุ่นมากแงงง นึกภาพน้องแบคตาตี๋แก้มแดงในหัวแล้วอยากฟัดแบบชานยอลมากๆ
    #367
    0
  20. #266 Thanutchayapa_k (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2561 / 13:48
    มันดีมากๆเลยค่ะ
    #266
    0
  21. #265 Downstairupstair (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2561 / 08:05
    อ๋อยยยยยยย สแนชน่ารักกกกก อยากอ่านภาคต่อมากเลยค่ะ
    #265
    0
  22. #209 yaarn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2561 / 20:11
    ฮือออชอบมากๆเลยค่ะ😭
    #209
    0
  23. #195 p_yeoldollar (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 / 15:01
    น่ารักมากเลยยยยย ข้าวปั้นสื่อรักนะ อิอิ
    #195
    0
  24. #188 yayeff (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มีนาคม 2561 / 00:59
    ตามหาเหมือนไรต์เลย 555 ขอบคุณที่ช่วยตอบโจทย์คร้าาา อิอิ
    #188
    0
  25. #183 ซีบี บีซี (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2560 / 23:50
    งื้อออออ น่ารัก
    #183
    0