บุปผาพ่ายรัก / (สนพ.ไลต์ ออฟ เลิฟ วางแผง 20 มิ.ย.61)

ตอนที่ 42 : ตอนพิเศษ2 ขออภัย..หลิงฉีไม่อาจแต่งกับท่านได้แล้ว(END)(รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,161
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 560 ครั้ง
    9 มิ.ย. 61


ตอนพิเศษ 2

ขออภัยหลิงฉีไม่อาจแต่งกับท่านได้แล้ว

 

          แคว้นไป๋ประกอบไปด้วยสี่เมือง แรกเริ่มนั้นมีเพียงแค่สาม แต่เพิ่มมาภายหลังจากการยึดครองมาจากแคว้นเว่ย นั่นคือเมืองซานซี เมืองที่การค้าเจริญไม่แพ้เมืองจ้าวด้วยติดกับทะเลและเป็นเมืองท่าที่สำคัญสามารถให้ต่างแคว้นมาทำการค้าเช่นเดียวกัน และยิ่งมีชินอ๋องผู้มีความสามารถรอบด้านปกครองเมือง มีชินหวางเฟยสานสัมพันธ์กับชาวต่างแคว้นได้เป็นอย่างดี ร่วมด้วยขุนนางติดตามมากฝีมือ เมืองซานซีจึงยิ่งเจริญเหนือเมืองต่างๆ

          นอกจากจะเจริญทางด้านการค้า ยังมีสถานศึกษาขนาดใหญ่ บริเวณกว้างขวางแบ่งแยกตามเกณฑ์อายุ ไม่แบ่งแยกชนชั้น ที่สำคัญ... ไม่จำกัดเพียงนักศึกษาที่เป็นบุรุษเหมือนสถานศึกษาแห่งอื่น หากสตรีก็สามารถเข้าเรียนยังสถานศึกษาแห่งนี้ได้ โดยต้องมีเกณฑ์อายุตั้งแต่สิบปีขึ้นไป เรียนทั้งหมดห้าปีจึงจะครบหลักสูตร ภายในนอกจากมีอาคารเรียนมากมายแล้ว ยังมีโรงครัวขนาดใหญ่ มีที่พักสำหรับนักศึกษาแยกชายหญิงที่เดินทางมาจากต่างเมือง ทั้งหมดนี้เป็นดำริของชินหวางเฟยโดยมีชินอ๋องผู้เป็นพระสวามีคอยอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ทั้งจัดหาที่ตั้งและคณะอาจารย์มาอยู่ประจำ

          สถานศึกษาแห่งนี้ก่อตั้งมาได้เก้าปีแล้ว ตอนที่สถานศึกษาแห่งนี้ก่อตั้งแล้วเสร็จ หลิงฉีในตอนนั้นเพิ่งจะหกขวบ ตอนนี้เขาเรียนเป็นปีสุดท้าย และด้วยเป็นถึงบุตรชายผู้ก่อตั้งสถานศึกษา แม้ที่แห่งนี้จะไม่แบ่งชนชั้น แต่ทุกคนต่างล้วนยำเกรงเขาและน้องๆ อยู่พอสมควร การเป็นบุตรของชินอ๋องนั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่วีรกรรมต่างๆ ทั้งเคยยกพวกปิดโรงเรียนเพราะมีเรื่องกับรุ่นพี่ ทั้งคอยจัดการกับบุรุษที่มาเกี้ยวน้องสาวโดยมีทิม บุตรชายของท่านน้าเบนจามินซึ่งเป็นสหายสนิทและมาพำนักอยู่ที่วังของเขาด้วยคอยเป็นคู่หู รวมถึงการเรียนที่อยู่ในระดับดีเยี่ยม เก่งกาจไปหมดทุกอย่าง จนได้รับตำแหน่งหัวหน้านักศึกษา ทำให้นักศึกษาทั้งหมดทั้งชื่นชมทั้งยำเกรง

          “หลิงฉี นี่ขนมที่ท่านชอบ ข้าขอให้แม่ครัวทำ ข้าแบ่งมาให้ท่าน” เด็กสาวร่างบางใบหน้ามันเยิ้มถลาออกมาดักหน้ากลุ่มบุรุษที่กำลังสนทนากันอย่างออกรส และกำลังเดินตัดลานกว้างเพื่อเดินเข้าอาคารเรียนเอาไว้ ก่อนจะยื่นห่อขนมที่บรรจุอยู่ในห่อผ้าอย่างสะอาดสะอ้านไปตรงหน้าบุรุษที่รูปลักษณ์โดดเด่นกว่าคนในกลุ่ม

          สหายที่ติดตามมาด้วยยิ้มออกมาเมื่อเห็นเช่นนั้น ทิมเดินเข้ามากอดคอสหายสูงศักดิ์เอาไว้ แล้วยื่นมือออกไปรับแทน เพราะรู้ดีว่าสหายของเขาต้องปฏิเสธเช่นทุกครั้ง เดี๋ยวเป็นได้ร้องไห้กลับไปแน่ หญิงสาวตรงหน้าเป็นสหายสนิทของคู่หมั้นของเขา เขาไม่อยากโดนนางขุ่นเคืองที่ไม่ช่วยเหลือและทำให้สหายรักของนางต้องเสียใจ แต่หญิงสาวก็ชักมือกลับแล้วยื่นไปทางบุรุษที่เป็นเป้าหมายอีกครั้ง

          “เอากลับไปเถอะ ข้าเบื่อเต็มทีแล้ว ที่วังของข้าทำให้กินออกจะบ่อย” หลิงฉีเอ่ยออกมาช้าๆ สีหน้าไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ ก่อนจะปัดมือของสหายที่ยึดไหล่และพยายามสะกิดให้รับยิกๆ อย่างรู้สึกรำคาญ

          “กัวลู่เหม่ยข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่าให้เลิกเอาอะไรมาให้บุรุษใจร้ายใจดำผู้นี้เสียที มิเห็นหรือว่ามันช่างเปล่าประโยชน์” หญิงสาวใบหน้างดงามเดินเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง แต่กระนั้นก็ไม่อาจทำให้ความงามของนางลดน้อยลง ยิ่งเดินเข้ามายืนเคียงข้างกับหญิงสาวที่นางร้องเรียกชื่อเมื่อกี้ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจน

          “หลิงจู... บุรุษใจร้ายใจดำที่เจ้ากล่าวถึงนั้น อย่าลืมว่าเป็นพี่ชายของเจ้า” หลิงฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น ตำหนิคำพูดของน้องสาวฝาแฝดของเขา

          “ขออภัยเจ้าค่ะ แต่หลิงฉี เหตุใดท่านจึงเย็นชานัก สหายข้าชื่นชมท่านมาก จึงได้สรรหาสิ่งที่ท่านชื่นชอบมาให้ นางตั้งใจนำมันมาให้ ท่านจะรับน้ำใจของนางไม่ได้เลยหรือ” หลิงจูเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาลง เพราะเรียกเพียงชื่อมาตั้งแต่วัยเยาว์จึงทำให้ติดเรียกพี่ชายเพียงแค่ชื่อ ทั้งตัวพี่ชายเองก็ไม่ได้ถือสานางจึงเรียกเช่นนั้นมาตลอด สีหน้ารู้สึกผิดที่ก้าวร้าวพี่ชายในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนขอความเห็นใจ ส่งมือบางเรียวเล็กไปจับที่ข้อมือของสหายรักที่มีท่าทางว่าใกล้จะร่ำไห้อีกไม่นาน ยื่นห่อขนมจ่อไปตรงหน้าพี่ชายอีกครั้ง

          “ตั้งใจเช่นนั้นหรือ เห็นทีจะไม่ใช่” หลิงฉีเหลือบมองห่อขนมตรงหน้า เลื่อนมองตามแขนของคนถือ ก่อนจะหยุดจ้องใบหน้าของหญิงสาวที่เขารู้จักตั้งแต่วัยเยาว์ กัวลู่เหม่ย... เด็กสาวที่เขาเคยไล่หอมแก้มตอนวัยเยาว์ ไม่คิดว่าเติบโตมาจะกลายเป็นหญิงอัปลักษณ์ไปได้เช่นนี้ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดจะหงุดหงิดเล็กน้อยแล้วเดินผละออกไปทันที

          หลิงจูมองตามหลังพี่ชายไปอย่างขัดเคือง หันกลับมองสหายรักอย่างเห็นใจ มือขาวผ่องเลื่อนตบแผ่นหลังของหญิงสาวที่ตอนนี้ทนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เพื่อปลอบประโลม ลู่เหม่ยนั้นเหมือนหญิงสาวหลายคนในสถานศึกษาที่ปลาบปลื้มและชื่นชมพี่ชายของนาง แต่นางรู้ดีว่าสหายรักตรงหน้าไม่ใช่แค่ชื่นชอบ แต่หลงรักหัวหน้านักศึกษาผู้นั้นไปจนหมดใจแล้ว คนอื่นๆ ที่เมื่อโดนพี่ชายของนางปฏิเสธไปไม่กี่ครั้งก็หยุด แต่สหายรักของนางกับไม่เคยคิดย่อท้อสักนิด

          “เอาห่อขนมนั่นมานี่เถอะ ข้าจะเอามันไปให้หลิงฉีเอง... เจ้าพานางไปเข้าเรียนเถอะ” ทิมเดินเข้ามาหาหญิงสาวทั้งสอง เอ่ยอาสาอย่างหวังดี เมื่อเห็นว่าคู่หมั้นใกล้จะร่ำไห้ตามสหายไปอีกคนแล้ว

          “ขอบใจมากทิม” หลิงจูยิ้มเต็มใบหน้าอย่างยินดี รีบดึงห่อขนมจากมือของสหายส่งไปทางชายหนุ่ม ทิมเห็นเช่นนั้นก็ลูบศีรษะของนางอย่างเอ็นดูกับท่าทางกระตือรือร้นนั่น ก่อนจะรีบเดินตามกลุ่มของตนไป

          “ข้าบอกแล้วว่าไม่เอา เจ้ากินมันเองเถอะ หรือไม่ก็ทิ้งมันไป” หลิงฉีเอ่ยขึ้นมาเมื่อสหายต่างแคว้นของเขายื่นห่อขนมที่เขาจำได้ว่าเป็นของกัวลู่เหม่ยที่ให้เขาก่อนหน้านี้

          “ท่านชื่นชอบขนมหวาน นางอุตส่าห์ตั้งใจนำมาให้ ท่านเองก็รู้จักนางดีไม่ใช่หรือ” สหายอีกคนซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์แคว้นจิ้งเอ่ยขึ้นมาอย่างข้องใจ สหายของตนคนนี้ชื่นชอบขนมหวานทุกชนิด เห็นว่ามารดานั้นทำขนมอร่อยมากจึงได้ชื่นชอบขนมมาตั้งแต่วัยเยาว์ หากเป็นคนไม่รู้จักจึงไม่รับนั่นไม่แปลก แต่นี่เป็นสหายสนิทของน้องสาวและเป็นแขกประจำของวังเสิ่นหยางกง การที่เอ่ยปฏิเสธจะรับของที่ตนโปรดปรานจากคนรู้จักนั่นจึงเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง

          “นางให้แม่ครัวของนางทำ สาวใช้เป็นคนจัดหีบห่อ นางมีหน้าที่แค่ยื่นมันให้ข้า นั่นหรือคือความตั้งใจที่พวกท่านว่า” หลิงฉีเอ่ยออกมาอย่างรำคาญ ที่สหายของเขายังไม่จบเรื่องกัวลู่เหม่ย ยิ่งพูดถึงยิ่งทำให้พานคิดไปถึงใบหน้าอัปลักษณ์ของนาง ชายหนุ่มส่ายหน้า... ช่างห่างไกลกับความงามอ่อนหวานของเสด็จน้าฮองเฮาของเขายิ่งนัก

          สิ่งที่หลิงฉีเอ่ย ทำให้สหายของเขาลอบมองหน้ากัน ได้รู้เหตุผลเสียที คงเป็นเพราะทุกทีพวกเขาไม่เคยเซ้าซี้เอ่ยเรื่องของกัวลู่เหม่ยเหมือนเช่นวันนี้ คงจะรำคาญใจจึงได้ยอมพูดสิ่งที่ไม่พอใจออกมา

++++++++++

          อีกแล้วหรือ เจ้าเด็กอวดดีนั่น ทำสตรีเสียน้ำตาอีกแล้ว นิสัยหยิ่งยโส มั่นใจในตนนั่นไม่รู้ว่าได้จากผู้ใดมา” ชินหวางเฟยวัยสามสิบเอ็ดซึ่งมีใบหน้าดั่งสาวแรกรุ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด บุตรชายคนโตของนางเฉลียวฉลาดเก่งกาจไปเสียทุกอย่าง ยิ่งเป็นบุตรชายของชินอ๋องที่คนในแคว้นไป๋ล้วนเคารพยำเกรงด้วยแล้ว บุตรคนนี้จึงแทบไม่มีข้อด้อย จึงทำให้ไม่เกรงกลัวผู้ใด มั่นใจในตัวเองจนน่ากลัว ช่างเหมือนพระสวามีของนางไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่ความดุดันและเงียบขรึมนั้นส่งต่อไปให้บุตรคนที่สามแทนแล้ว ไม่เช่นนั้นคงจะถอดแบบผู้เป็นบิดามาทุกกระเบียด

          หลิงฉีที่กำลังเดินเข้าตำหนักพร้อมกับน้องชายและทิม ชะงักฝีเท้าเมื่อได้ยินเสียงค่อนข้างไม่พอใจของผู้เป็นมารดา และถ้าฟังไม่ผิด เห็นทีแฝดน้องของเขาที่กลับมาก่อนคงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับสหายของนางให้มารดาฟังหมดแล้ว

          “เสี่ยวตง ทิม บอกท่านแม่ว่าข้าไม่ค่อยสบาย ขอตัวไปพักก่อน” ว่าจบก็ผละออกไปอย่างรวดเร็ว

          “ว่าเช่นไร เลี่ยงมาทางนี้ มิใช่ว่าไปทำสิ่งใดให้แม่เจ้าโกรธหรอกหรือ” ในขณะที่เดินหนีไปอีกทางก็โดนดักหน้าโดยบุรุษร่างบางเสียก่อน น้ำเสียงทุ้มแหบเอ่ยขึ้นอย่างหยอกเย้า ท่าทางลับๆ ล่อๆ เหมือนหนีสิ่งใดมา และตอนนี้เป็นช่วงที่นักศึกษาเลิกเรียน ชายหนุ่มตรงหน้าควรอยู่สนทนาที่ห้องโถงใหญ่ แต่ที่เดินเลี่ยงมาเช่นนี้คงมีสาเหตุเดียวว่าไปทำสิ่งใดผิดมา แต่คนโดนถามกลับแสดงสีหน้าดีใจเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใคร

          “คารวะท่านทั้งสอง พี่อวี่ถง... ท่านน้ารั่วถงมาด้วยกันหรือไม่ขอรับ” หลิงฉีถามหาน้าชายคนโปรด เพราะคนตรงหน้าซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายเดินทางไปเมืองหลวงและเพิ่งกลับมา

          น้าชายคนเล็กของเขานั้นเป็นคนที่ใช้ชีวิตได้คุ้มค่าที่สุด ตั้งแต่เด็กหากที่ใดมีท่านน้าเป็นต้องมีหลานชายคนโตอยู่เคียงข้าง ไม่เล่นมวยปล้ำ ตีไก่ ออกเรือลากปลา หรือแม้กระทั่งจับตั๊กแตนมาตีกัน การละเล่นแปลกๆ ที่ไม่รู้ว่าท่านน้าไปเรียนรู้มาจากที่ใด แล้วก็ไม่มีใครคิดห้ามด้วยมีท่านแม่และท่านยายคอยตามใจ ตอนนี้ท่านน้าเป็นชายหนุ่มที่ออกเรือนไปกับบุตรสาวของคหบดีสหายของท่านตาไปแล้ว กว่าจะยอมตบแต่งกับสตรีก็ยื้อจนสุดชีวิตเพราะอยากใช้ชีวิตเป็นชายหนุ่มที่ไม่มีพันธะเชยชมสตรีในหอนางโลมของตนอย่างไม่รู้สึกผิด จนผู้เป็นพี่สาวคนโตทนไม่ไหวกับการใช้ชีวิตลอยไปลอยมาแม้จะรับผิดชอบการงานได้ดีทุกอย่าง แต่เรื่องสตรีนั้นช่างน่าหวาดหวั่นเกรงว่าจะไปทำใครท้องเข้า จึงสรรหาหญิงสาวมาให้ดูตัว และก็ช่างโชคดีที่ท่านน้าเกิดสนใจถึงขนาดปีนกำแพงแอบดูคู่ของตนบ่อยๆ และหลงใหลน้าสะใภ้เอามากๆ

          อวี่ถงและเผิงกวนเก็บตัวเงียบที่ตำหนักฤดูร้อนถึงสี่ปี จึงได้พากันออกเดินทางมาหาชินอ๋องที่เมืองซานซี ชินอ๋องที่รู้เรื่องทุกอย่างอยู่แล้วจากจดหมายของฮ่องเต้ที่ฝากฝังและเขียนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาอย่างละเอียด เผิงกวนได้ถูกทดสอบฝีมือและชายหนุ่มก็มีฝีมือเยี่ยมยอดจนชินอ๋องเอ่ยปากชมและบรรจุเข้าเป็นทหารในกองทัพภายใต้บังคับของพระองค์ ส่วนหลานชายคนรองที่เห็นว่าชื่นชอบการออกแบบผลิตภัณฑ์และเสื้อผ้าก็ให้เป็นชินหวางเฟยจัดการ ตึกขนาดใหญ่มีช่างตัดเย็บฝีมือดีหลายคน อวี่ถงเป็นคนลงทุนลงแรงทั้งหมด เพียงแค่บอกถึงสิ่งที่ต้องการ วันต่อมาแบบชุดเหล่านั้นจะถูกวาดมาให้โดยช่างออกแบบที่ถูกเรียกว่าช่างอวี่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีคนมาใช้บริการมากมายเพราะแบบนั้นงดงามร่วมสมัย และที่สำคัญ... ร้านนี้มีชื่อชินหวางเฟยผู้โด่งดังเป็นเจ้าของกิจการ โดยเป็นอวี่ถงเองที่ขอร้องพระองค์ให้ช่วยออกหน้า

          ร้านตัดเสื้อเปิดทำการได้เพียงหนึ่งปีก็เป็นที่รู้จัก มีคนมาใช้บริการมากมาย พร้อมกับที่ชินอ๋องก็ยอมรับในความเป็นตัวตนของหลานชายได้มากขึ้น โดยชินหวางเฟยคอยสายสัมพันธ์ มีเพียงคนในตำหนักเท่านั้นที่รู้ถึงเบื้องหลังของอวี่ถง และทั้งหมดรู้หน้าที่ว่าควรเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ไม่นานรั่วถงที่เรียนจบแล้วและติดตามผู้เป็นบิดามาเรียนรู้เรื่องการค้าของแต่ละเมืองก็เดินทางมายังเมืองซานซี และได้พบกับสหายที่ยังคงสนิทกันเหมือนครั้งเก่าก่อน ด้วยอดีตองค์ชายเขียนจดหมายไปขอโทษและระบายเรื่องราวต่างให้ฟังอย่างละเอียด และใช้จดหมายติดต่อกันมาตลอด ทั้งยังเคยไปเยี่ยมที่ตำหนักฤดูร้อนอยู่ครั้งหนึ่ง

          รั่วถงและอวี่ถงหารือเรื่องกิจการที่พวกเขาสนใจและนำมันไปปรึกษากับคหบดีจางและชินหวางเฟย คหบดีจางนั้นแม้จะไม่ค่อยคุ้นเคยกับสถานเริงรมย์ หอนางโลมที่เป็นของบุตรชายและสหายของบุตรชายเท่าใดนัก แต่ก็ยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่โดยการทุ่มตั๋วเงินให้อย่างมหาศาล ส่วนชินหวางเฟยให้คำแนะนำที่ทำให้คนที่รวมนั่งฟังได้แต่ชื่นชมในใจกับความคิดของนางอีกครั้ง

          หอนางโลมชั้นสูง คัดเลือกเฉพาะหญิงสาวที่หน้าตางดงามมีความสามารถ ร้องเพลง เล่นดนตรี หรือร่ายรำ อะไรก็ได้ แต่ต้องมีความสามารถเฉพาะตัว หากไม่ยินดีทอดกายก็ไม่บังคับ บริการด้วยสุราชั้นยอด ที่นั่งสะดวกสบาย การแสดงเปลี่ยนใหม่ทุกห้าวัน ก่อตั้งที่เมืองหลวงเป็นแห่งแรก อวี่ถงอยู่ในฐานะหุ้นส่วนของรั่วถง ด้วยไม่ค่อยมีใครเคยเห็นหน้าชายหนุ่มมาก่อน อวี่ถงจึงปรากฏกายเป็นเจ้าของกิจการโดยไม่ต้องกังวลหรือกลัวว่าคนจะนึกรังเกียจเท่าใดนัก กิจการล้มลุกคลุกคลานอยู่ช่วงหนึ่งด้วยคนในครอบครัวยังไม่เคยมีประสบการณ์ ทั้งกิจการเช่นนี้จะใช้ชื่อชินหวางเฟยทำให้พระองค์เสียพระเกียรติไม่ได้ แต่ด้วยไม่ย่อท้อและหมั่นหาการแสดงใหม่และประโคมข่าวลือถึงสตรีที่งดงามไม่เว้นแม่แต่สตรีซึ่งเป็นสาวใช้คอยรินเหล้า ทำให้หอนางโลมแห่งนี้เริ่มมีชื่อเสียง จนมีแห่งที่สองและสามตามมา คนในกองทัพเริ่มระแคะระคายรู้ว่าเผิงกวนเป็นชายหนุ่มตัดแขนเสื้อกับอดีตองค์ชายรอง ทั้งหมดซึ่งเป็นชายชาตรีมีเพียงไม่กี่คนที่ยอมรับเรื่องนี้ได้ แต่ส่วนมากก็ตั้งป้อมรังเกียจ ชายหนุ่มที่ไม่อยากเห็นคนในกองทัพต้องวุ่นวายใจ จึงตัดสินใจทูลต่อชินอ๋องขอลาออกจากราชการ พระองค์ไม่ได้ทัดทานด้วยรู้เรื่องราวในกรมกองดี เผิงกวนจึงทำหน้าที่อารักขาและคอยช่วยเหลือดูแลหอนางโลมนับจากนั้น

          คหบดีจางถอนตัวออกมาเมื่อบุตรชายคนเล็กแสดงความสามารถในการจัดการบัญชีการค้าได้อย่างดีเยี่ยมไม่มีที่ติ หลังจากที่เรียนรู้งานเพียงหนึ่งปี กิจการของครอบครัวทั้งหมดถูกส่งต่อให้รั่วถง เขาชราลงมาก จะให้เดินทางไกลไปดูแลกิจการย่อมไม่ไหว ตอนนี้ได้แต่ช่วยฮูหยินของตนดูแลหลานชายหญิง บุตรชายบุตรสาวของฟางอี้และจื่ออิง สะใภ้ที่ปรนนิบัติบิดามารดาของสามีอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจนได้รับความรักไม่ต่างจากบุตรจริงๆ ไม่ก็เข้าเฝ้าบุตรสาวคนรอง ฮองเฮาที่ราษฎรรักใคร่เพื่อชื่นชมองค์ชายองค์หญิงน้อย ไม่ก็พากันท่องเที่ยวไปทั่ว รวมถึงเมืองซานซี อยู่หยอกล้อกับอ๋องน้อยท่านหญิงน้อยไปเรื่อยๆ มีความสุขในบั้นปลายชีวิต

          “เสี่ยวฉี!” ยังไม่ทันจะได้ฟังคำตอบเรื่องน้าชาย เสียงที่หลิงฉีกำลังหลบหนีก็เอ่ยเรียกออกมาอย่างฉุนเฉียว ทำให้ชายหนุ่มที่อยู่ในภวังค์ความคิดสะดุ้งสุดตัว ค่อยๆ หันไปทางต้นเสียงพร้อมด้วยสีหน้าเจื่อนๆ อวี่ถงและเผิงกวนหัวเราะออกมาอย่างขบขัน คาดไว้มิผิด ท่าทางลุกลี้ลุกลนนั่นเป็นเพราะหลบเลี่ยงผู้เป็นมารดามานี่เอง

++++++++++

          การมาสถานศึกษาในเช้านี้ช่างน่าอึดอัด หลังจากที่สองวันก่อนโดนท่านแม่บิดหูและตำหนิจนหูชาไปทั้งคืน หลิงฉีนึกเคืองน้องสาวฝาแฝดของเขาจนไม่อยากจะสนทนาด้วย จึงนั่งเงียบไปตลอดทาง พลอยทำให้คนในรถม้าที่เหลือขยับตัวอย่างอึดอัด

          “พี่ใหญ่ขอรับ ข้าไม่ค่อยเข้าใจที่ท่านอาจารย์จิ้งสอนเลย เมื่อคืนท่านเข้านอนเร็วนัก ข้าไม่กล้ารบกวน” จื่อเหาที่เพิ่งอยู่ชั้นปีที่สองเอ่ยถามพี่ชายอย่างระแวดระวัง แต่ตนโดนพี่ชายคนรองสะกิดให้ตนเอ่ยอะไรก็ได้เพื่อทำให้บรรยากาศในรถม้าดีขึ้น ตนจึงต้องยกเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งอันที่จริงเขาได้ถามทิมจนเข้าใจไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

          “ไม่ใช่ว่าเจ้าถามทิมไปแล้วหรอกหรือ” จื่อเหาหันมองเพ่ยตงอย่างจนปัญญา พี่ใหญ่ฉลาดจะตาย ทุกครั้งที่พี่ใหญ่ไม่ว่าง ตนมักจะไปถามทิมหรือไม่ก็พี่รองเสมอ ส่วนพี่สาวนั้นตนไม่ค่อยอยากไปรบกวนเพราะนางมักจะเพิ่มบทเรียนนอกเหนือจากที่ตนถามให้เสมอ

          ทั้งหมดเงียบไปอีกครั้ง หลิงจูเหลือบมองพี่ชายแต่ก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่ในแววตากลับเป็นประกายเมื่อนึกถึงเรื่องสนุกที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ทิมมองใบหน้าหญิงสาวซึ่งเป็นคู่หมั้นอย่างสงสัย

          เมื่อถึงที่หมายทุกคนก็ทยอยกันลง ซึ่งการมาของรถม้าจากวังเสิ่นหยางกงเรียกสายตาของทุกคนให้หันไปมอง เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่เคยชินไปเสียแล้ว บุรุษและสตรีรูปงามเป็นบุตรของผู้ก่อตั้งสถานที่แห่งนี้ ทั้งยังชาติตระกูลที่เกี่ยวดองเป็นถึงเชื้อพระวงศ์นั้น เช่นไรก็ยังน่าสนใจแม้ว่าจะเห็นกันมาหลายปี หลิงฉีเหลียวมองไปทั่วบริเวณคล้ายกับมองหาสิ่งใด แต่ก็เก็บอาการไว้เมื่อน้องสาวกำลังจะเดินผ่าน

          “นางไม่มาให้เห็นหรอกเจ้าค่ะ” เอ่ยจบหลิงจูเดินจากไปด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ มือหนึ่งจับจูงจื่อเหาที่พยายามแกะมือออกจากการเกาะกุมแน่นหนานั่น น่าอายยิ่งนัก เขาโตแล้วนะ เหตุใดพี่สาวยังมาจูงมือไปส่งที่ห้องเรียนกันเป็นเด็กๆ ไปได้

          หลิงฉีอึ้งไปเล็กน้อยที่น้องสาวจับสังเกตตนได้ ก่อนจะตีสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ว่านางหมายถึงสิ่งใด แล้วเดินแยกไปอีกทางพร้อมกับทิมสหายของตน แต่กระนั้นสายตายังคอยกระหวัดมองหาคนที่หายหน้าไปแล้วสองวันตลอดทาง อาจเป็นความเคยชินที่กัวลู่เหม่ยมักเดินมาตอแยและนำขนมมาให้ตลอดหลายปีที่ศึกษาที่นี่ เมื่อนางหายไปจึงได้มองหา ไม่ได้สนใจและเป็นห่วงนางสักนิด หลิงฉีโต้แย้งความคิดตัวเองในใจ ก่อนจะสะบัดศีรษะคล้ายไล่ความคิดถึงหญิงสาวนั้นออกไป ทิมลอบขบขันกับท่าทางของสหาย พลางนึกไปถึงเรื่องราวที่ได้สนทนากันในวันที่หลิงฉีหลบหนีมารดาอ้างว่าไม่สบายนั่น เขาเองก็ได้บอกเรื่องสำคัญที่สหายสนิทหลุดปากออกมาให้ทุกคนฟัง

          แม้จะไม่เคยรับสิ่งของจนทำให้กัวลู่เหม่ยเสียน้ำตาไปทุกครั้ง แต่ก็ไม่เคยเอ่ยปากต่อว่าเช่นสตรีคนอื่นๆ ที่เคยเข้าหา ใจคนเรานั้นจะเป็นไปได้หรือที่โดนคนที่เคยไล่หอมตั้งแต่เด็กมาตอแยทุกวันแล้วไม่นึกใจอ่อนบ้าง แต่ก็นั่นละ ชินหวางเฟยนั้นทำขนมให้บุตรชายกินเองมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งเอ่ยตลอดว่าขนมที่คนตั้งใจทำให้ย่อมอร่อยและมีคุณค่าเสมอจนบุตรชายจำฝังใจ แล้วยังมีอ้ายฮองเฮาที่งดงามอ่อนหวานประทับอกประทับใจมาตั้งแต่วัยเยาว์นั่นอีก กัวลู่เหมยจึงเป็นคนคุ้นเคยที่ยังไม่ค่อยถูกใจ หญิงสาวได้รับความสนใจจากหลิงฉีมานานแล้ว แต่เรื่องขนมที่ไม่ได้ทำเอง ทั้งใบหน้าที่ไม่ค่อยดูแลนั่น ตุ่มหนองและมันเยิ้มบนใบหน้ากลบความน่าเอ็นดูของนางไปจนสิ้น

          เข้าวันที่หกที่กัวลู่เหมยไม่มาให้เห็น แม้กระทั่งเดินสวนกับกลุ่มของน้องสาว หญิงสาวคนนั้นก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้น เขาเป็นหัวหน้านักศึกษาสามารถรู้ข้อมูลของนักเรียน นางไม่ได้ลาหยุดใดๆ อาการที่ขุ่นเคืองน้องสาวก็หายสนิทกลับมาพูดคุยกันเหมือนเดิม แต่เหมือนว่านางและทิมจะมองเขาแปลกๆ และคอยลอบยิ้มเวลามองหน้าเขาอยู่เสมอ แต่พอจ้องกลับไปทั้งสองกลับแสดงสีหน้าเป็นปกติ

          “ทิม เจ้าเป็นสหายของข้า มีเรื่องใดที่เจ้าปิดบังไว้และข้าต้องรู้หรือไม่” คำถามของหลิงฉีเรียกสายตาจากสหายในกลุ่มให้มองชายหนุ่มผมสีคาราเมลอย่างสนใจเช่นกัน แต่คนโดนถามกลับตีหน้าใสซื่อ ส่ายหน้าอย่างเดียวจนคนถามถอนหายใจออกมาอย่างนึกรำคาญที่คนตรงหน้าแสดงท่าทางมีพิรุธ แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันแปลกเช่นไร

          “นั่นไม่ใช่กลุ่มของน้องสาวท่านหรอกหรือ เหตุใดช่วงนี้ข้าจึงเห็นพวกนางบ่อยนัก” สหายในกลุ่มเอ่ยขึ้นมา ท่านหญิงหลิงจูเรียนคนละห้อง ทั้งตารางสอนก็ไม่เหมือนกัน จึงมักจะเรียนคนละอาคารเรียนเสมอ แต่ช่วงนี้ดูเหมือนจะเดินสวนกันหรือมักจะมีเหตุการณ์ให้พบปะอยู่บ่อยๆ

          “อันที่จริงข้ารู้สึกแปลกๆ ในกลุ่มของนางขาดกัวลู่เหมย แต่กลับมีหญิงสาวอีกคนมาแทน...เฮ้ย!”

          “อะไรของท่านกัน

          “นั่นๆ มิใช่กัวลู่เหมยหรือ

          กลุ่มของหลิงฉีหันไปทางกลุ่มของหลิงจูเป็นตาเดียว หลังจากพินิจพิเคราะห์กันอยู่นานต่างมีสีหน้าประหลาดใจ ยกเว้นทิมที่รู้เรื่องมาตลอดจึงอมยิ้มไม่พูดไม่จา หลิงฉีไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าหญิงสาวในชุดของสำนึกศึกษาพอดีตัว ผมเผ้าถูกตกแต่งเข้าที่เข้าทาง ใบหน้าที่แต่เดิมหม่นหมองเพราะมีใบหน้ามันหายไป กลับดูสดใสขึ้น ตุ่มหนองที่ปรากฏบนใบหน้าเริ่มเลือนหายและถูกกลบด้วยแป้งทาใบหน้าจนแทบมองไม่เห็น ริมฝีปากแดงระเรื่อนั่นช่างน่ามองและดูงดงามไม่ต่างจากหลิงจูน้องสาวของเขา ยังไม่ทันหายตื่นตะลึง กลุ่มของกัวลู่เหมยก็เดินเข้ามาถึงโต๊ะที่พวกเขานั่งทบทวนตำราอยู่

          “นี่เป็นขนมที่ข้าทำเอง ข้าฝึกอยู่นานหลายวันจนมันดูดีได้เท่านี้ ท่านช่วยรับมันไปได้หรือไม่เจ้าคะ” ห่อขนมที่ดูสวยงามแต่ปมนั้นบิดเบี้ยวถูกยื่นมาตรงหน้าหลิงฉี ลู่เหมยก้มหน้าไม่กล้าสบตาคนตรงหน้าด้วยรู้สึกประหม่าเมื่อเห็นสายตาของชายหนุ่มที่ยังคงจดจ้องนางค้างอยู่

          “...” หลีงฉีเหลือบมองนิ้วมือของเด็กสาวที่ผ้าพันเอาไว้ บางนิ้วยังมีรอยแดงโผล่ออกมาให้เห็น พลันใจก็อ่อนยวบลงจนเผลอยื่นมือออกไปรับห่อผ้านั้นมาอย่างไม่รู้ตัว

          “ข้าดีใจยิ่งนัก ที่ท่านยอมรับของจากข้า” กัวลู่เหมยยิ้มกว้างเต็มใบหน้า สีหน้าแสดงออกว่าดีใจอย่างปิดไม่มิด รอยยิ้มเปิดเผยจริงใจทำให้คนมองตาพร่า ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยยอมรับจึงไม่เคยได้เห็นลักยิ้มข้างแก้มของนาง เคยเห็นแต่ใบหน้าเศร้าหมองและนัยน์ตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำใสๆ ที่น่ารำคาญเท่านั้น แต่เสียงกระแอมดังขัดคนที่เอาแต่จ้องหญิงที่เพิ่งมาเผยความงามได้สติจนแก้มขึ้นสี

          “เอ่อ...ข้าต้องเข้าเรียน” ว่าจบหลิงฉีก็ลุกขึ้นไปทันที

          หลิงจูขำออกมาเสียงดัง แต่ก็ไม่ลืมยกมือปิดปากเอาไว้อย่างกุลสตรีที่ถูกฝึกมา นางทันเห็นคนวางท่านั้นหน้าแดงจนเสียอาการแค่ไหน เสียงหัวเราะสดใสนั่นทำให้ทุกคนพลอยหัวเราะตาม ทิมโยกศีรษะคู่หมั้นเล็กน้อยก่อนจะชักชวนสหายคนอื่นๆ เดินตามคนเสียอาการไป

++++++++++

          นี่จะเรียกว่าขนมได้อยู่หรือ” หนึ่งในสหายมองขนมในห่อด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว เกือบเดือนแล้วที่หลิงฉีได้ขนมหน้าตาประหลาดจากกัวลู่เหมยมา ภายในนั้นเป็นขนมหมาฮัว แต่ที่ต้องเป็นเกลียวกลับเป็นแป้งที่ปั้นเป็นเส้นแล้วขมวดเป็นก้อนๆ โรยด้วยน้ำผึ้งและงานั้นช่างดูไม่น่ากินนสักนิด แต่สหายของเขากับกินมันอย่างเอร็ดอร่อย และพวกเขาไม่คิดที่จะลองชิมมันอีกครั้งแน่ๆ เพราะเคยได้ลองชิมขนมหน้าตาประหลาดในครั้งแรกก็ขยาดขนมไปเสียหลายวัน เพราะมันทั้งขมทั้งหวานเลี่ยนจนกินต่อไม่ลง

          “อือ หมาฮัวเช่นไรเล่า” หลิงฉีกินมันต่อด้วยสีหน้าปกติ มันไม่อร่อยแต่ก็พอกินได้ ยิ่งเมื่อนึกถึงคนที่ตั้งใจทำมาให้ก็ยิ่งกินมันอย่างมีความสุข

          “ท่านทนกินไปได้อย่างไรกัน” คำถามของสหายไม่มีคำตอบ รสชาติของขนมไม่ได้แย่เท่าครั้งแรก แล้วดูเหมือนว่าฝีมือของนางจะพัฒนาขึ้นทุกครั้งที่ทำมาให้

          ไม่ใช่จะรับเพียงขนมจากกัวลู่เหมยเท่านั้น ในตอนที่หลิงจูมาขอให้ช่วยทบทวนตำราให้ ด้วยหลิงจูและกัวลู่เหมยเรียนอยู่ในระดับพอใช้ ไม่ได้เก่งเช่นกลุ่มของหลิงฉี ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธ ทั้งยังเดินมาสอนถึงที่นั่งประจำกลุ่มของหญิงสาวซึ่งอยู่ไกลกับที่นั่งของชายหนุ่มอีกด้วย

          “จริงสิ กัวลู่เหมย ห้องครัวของเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง

          “ท่านแม่ให้ย้ายไปอีกเรือนชั่วคราว พรุ่งนี้ก็ซ่อมเสร็จแล้วละ” ลู่เหมยเอ่ยตอบสหายรัก บัดนี้ใบหน้าไร้ตุ่มสิวไม่ต้องผลัดแป้งแข็งผลิตภัณฑ์ใหม่ของร้านหอมหมื่นลี้ปกปิดอีกแล้ว เดิมหญิงสาวมีใบหน้างดงามแต่ดูอัปลักษณ์เพราะมีตุ่มหนองและใบหน้ามันเยิ้ม เมื่อปราศจากสิ่งบดบังความงามเหล่านั้น หญิงสาวจึงจัดว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองคนหนึ่ง

          “แค่ทอดขนมเจ้าแทบจะเผาเรือนครัว แล้วทีนี้จะทำเช่นไร หยุดทำขนมให้พี่ชายข้าไปวันสองวันคงไม่เป็นไรหรอก” หลิงจูเอ่ยอย่างขบขันกับวีรกรรมของสหาย

          “ข้าทำให้เจ้าลำบากหรือ หากเป็นเช่นนั้นเจ้า...” หลิงฉีที่เดินมาพร้อมทิมเพื่อมาทบทวนตำราให้น้องสาวกับกัวลู่เหมย และอยู่รอน้องชายอีกสองคนเลิกเรียน เอ่ยถามแต่ยังพูดไม่จบ

          “ไม่นะข้าไม่ลำบาก ข้าอยากทำให้ท่าน ได้โปรดอย่าห้ามข้า” ลู่เหม่ยเอ่ยขึ้นมาอย่างตื่นตระหนก กลัวว่าชายหนุ่มจะห้ามให้นางทำขนมมาให้อีก กว่าคนตรงหน้าจะยอมรับขนมจากนางต้องรอถึงสี่ปี

          “แล้วใครห้ามเจ้าเล่า...นี่แน่ะ ข้าจะบอกว่าเช่นนั้นรอให้ครัวของเจ้าซ่อมเสร็จค่อยทำมาให้ข้า ส่วนวันที่ไม่มีขนมของเจ้า ข้าจะไม่รับขนมจากใครดีหรือไม่” หลิงฉีเอ่ยขึ้นมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พอใจที่หญิงสาวเอาใจเขา ก่อนจะเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ นางตรงที่ว่าง แล้วดีดหน้าผากนางเบาๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จนหญิงสาวเอียงอาย หลังๆ มานี้ชายหนุ่มมักพูดกับนางด้วยน้ำเสียงเช่นนี้

          ตั้งแต่เห็นความตั้งใจของนางเมื่อเดือนก่อน เขาก็ใจอ่อนลงไปมากกว่าครึ่ง ยิ่งนางงามขึ้นเขาก็ยิ่งถูกใจ อันที่จริงเขาคงชอบนางตั้งแต่ไล่หอมแก้มนางนั่นแล้ว การที่เขาไม่ใช้คำว่ากล่าวนางแรงๆ เหมือนสตรีอื่น นั่นคงเพราะเขาชอบพอนางอยู่บ้าง แต่เมื่อเติบใหญ่รู้ความมากขึ้น เหตุผลในการชอบใครถูกดึงเข้ามาพิจารณา เขาชอบสตรีทำขนมเก่งเช่นท่านแม่ และต้องตั้งใจทำมันให้เขา แต่ลู่เหมยกลับให้แม่ครัวทำมันแทนมาตลอดตั้งแต่ปีแรก เขาไม่เคยบอกใครว่าเขาไม่ชอบแบบนั้นและต้องการแบบไหน เพราะหากบอกไปเป็นได้มีคนตั้งหน้าตั้งตาทำแล้วนำมันมาให้เขา และเขาก็ต้องยอมรับขนมเหล่านั้น เขาชอบสตรีเลอโฉมงดงามอ่อนหวานเช่นเสด็จน้าฮองเฮา แต่ลู่เหมยอ่อนหวานอย่างเดียว นั่นจึงทำให้เขาบ่ายเบียงนางมาตลอด

          “หากพวกท่านจะไม่ลืม ว่ายังมีข้ากับหลิงจูนั่งอยู่ด้วย” ทิมเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าระอา อดที่จะสัพยอกคนทั้งคู่ที่ทำเหมือนนั่งกันอยู่สองคนไม่ได้

          “หลิงฉี ท่านเห็นแก่ตัวนี่ ท่านมีแต่ได้ นางเป็นฝ่ายทุ่มเทให้ท่านฝ่ายเดียว ทั้งทำขนม ทั้งดูแลตัวเอง นางทำทั้งหมดนี้เพื่อท่าน พอนางไม่งาม ท่านก็เมินเฉย แต่เมื่อนางงามขึ้น ท่านก็เปลี่ยนไปเป็นอีกอย่าง นางนิสัยดีกิริยาก็อ่อนหวาน และที่สำคัญ... นางปักใจรักท่านคนเดียวมาตลอด ข้อเสียอย่างเดียวคือนางเพียงทำอาหารคาวหวานไม่เป็นเท่านั้น ท่านไม่ใช่คนดีที่คู่ควรกับสหายของข้าเลยสักนิด” หลิงจูพูดอย่างอัดอั้น แม้ชายหนุ่มจะเป็นพี่ชายของนาง แต่ตลอดมานางอยู่ข้างกายกัวลู่เหมยมาตลอด จึงรู้ดีว่าสหายของนางต้องเสียใจกับการโดนปฏิเสธจากหลิงฉีมากแค่ไหน แล้วพี่ชายของนางก็ไม่ได้สนใจ จนมาตอนนี้ที่สหายนางงดงามขึ้นมา มันน่าหงุดหงิดนัก

          “ไม่ใช่เลยหลิงจู ข้าต่างหากที่ไม่คู่ควร หลิงฉีเป็นถึงบุตรชายคนโตของชินอ๋อง มีศักดิ์สัตติวงศ์ตั้งแต่เกิด เขาเฉลียวฉลาด เก่งกาจรอบด้าน สตรีมากมายล้วนหมายปอง ส่วนข้าหากไม่ใช่ลูกของขุนนางใหญ่ก็ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง หลิงฉีไม่ได้เห็นแก่ตัวเพราะเขาไม่ได้เรียกร้องให้ข้าทำให้ ข้าเต็มใจทำทุกอย่างเอง และที่ข้าหันมาดูแลตัวเองตามคำแนะนำของชินหวางเฟย มันก็ดีต่อตัวข้าเองด้วยไม่ใช่หรือ” ลู่เหมยเอ่ยกับสหายน้ำเสียงแผ่วเบาระคนออดอ้อน ไม่ให้หลิงจูเข้าใจชายหนุ่มที่ตนมีใจให้ผิดไป

          แววตาและน้ำเสียงออดอ้อนของสหายที่ส่งมาทำให้หลิงจูใจอ่อนอย่างง่ายดาย แต่เมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของพี่ชายที่กำลังยักคิ้วหนึ่งข้าง ริมฝีปากมุมหนึ่งยกขึ้นอย่างลำพอง ก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ ต้องส่งค้อนไปให้เสียหนึ่งที ก่อนจะนิ่งไปเหมือนนึกสิ่งใดได้ก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างเจ้าเล่ห์

          “เอาเถอะๆ ข้าจะไม่ค้านเจ้า แต่หลิงฉี ที่ท่านมาใยดีสหายของข้า ไม่ใช่ว่าเกิดชอบนางขึ้นมาแล้วหรือ” หลิงจูเอ่ยออกมาอย่างนึกสนุก อยากแกล้งพี่ชายให้เขินอายจนเสียอาการเหมือนวันแรกที่รู้ว่ากัวลู่เหมยเปลี่ยนไป

          “ข้าชอบสตรีงดงามอ่อนหวาน ชอบคนใส่ใจทำขนมมาให้ และนางก็เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ” คำตอบของหลิงฉีแม้จะไม่ได้บอกชอบโดยตรง แต่ทั้งหมดก็คือคำตอบว่าชอบ ทำให้คนที่ได้ยินต่างชะงักค้างด้วยความตกใจ ส่วนหญิงสาวที่โดนเอ่ยถึงนั้นก้มหน้างุด ใบหน้าแดงก่ำ มือที่กำแน่นอยู่บนหน้าตักบิดเนื้อผ้าอย่างทำตัวไม่ถูก ภายในอกเต้นกระหน่ำจนกลัวว่าจะดังออกมาจนคนตรงหน้าได้ยิน

          “เช่นนั้นท่านจะบอกว่า หากมีหญิงงามมาทำขนมให้ท่านด้วยความตั้งใจอีก ท่านก็จะชอบสตรีคนนั้นด้วยอย่างนั้นหรือ” ทิมเอ่ยถามอย่างข้องใจ และคำถามนี้ก็ทำให้กัวลู่เหมยที่กำลังเขินถึงกับชะงักเงยหน้าขึ้นมามองหลิงฉี เช่นเดียวกับหลิงจูที่มองพี่ชายอย่างคาดคั้น

          “มีผู้ใดไม่ชอบหญิงงามทำขนมเก่งบ้าง หากมีสตรีเช่นนั้นข้างกายแล้วจะคิดไปมองหญิงอื่นอีกทำไมเล่า เจ้าก็รู้ว่าข้าถูกใจคนยากนัก สตรีรูปงามเข้ามาทำความคุ้นเคยก็มีหลายคนที่ข้าปฏิเสธไป” หลิงฉีเอ่ยตอบสหาย แต่สายตาทอดมองไปยังกัวลู่เหมยตลอดเวลา

          หลังจากวันที่คล้ายจะยอมรับว่าชอบกัวลู่เหมย หลิงฉีก็แสดงตัวชัดเจนว่าหญิงสาวเป็นคนที่เขาสนใจ ตอนเช้าหากฝ่ายใดมาถึงก่อน เป็นต้องรออีกฝ่ายเพื่อเดินเข้าด้านในพร้อมกัน ที่นั่งพักประจำของทั้งสองกลุ่มถูกยุบเข้ารวมกัน สตรีเกือบครึ่งต่างโอดครวญที่หลิงฉีชายหนุ่มในกลุ่มชายหน้าตาดีมีคนรักไปแล้วอีกหนึ่ง หลังจากที่ทิมหมั้นหมายกับท่านหญิงหลิงจูไปเมื่อปีก่อน ยังดีที่ยังเหลือเชื้อพระวงศ์สหายในกลุ่มหลิงฉีอีกตั้งสามคน แต่ก็นั่นละ ทุกคนก็ได้แต่อิจฉา แต่ก็ดีใจกับกัวลู่เหมยอย่างเต็มใจ นางสมควรได้รับผลของการเฝ้ารออย่างไม่ย้อท้อนั้นแล้ว

++++++++++

          หัตถ์ขาวคลี่กระดาษที่พับกันสองทบในมือออกช้าๆ จดหมายจากเมืองซานซีถูกส่งมาพร้อมข้าวของบรรณาการ เป็นฮ่องเต้ที่นำมันมามอบให้แก่นางในตอนที่พระองค์เลิกจากราชกิจแล้ว พระเนตรกลมโตที่สุกสกาวเลื่อนอ่านข้อความอย่างตั้งพระทัย ยิ่งอ่านพระโอษฐ์ยิ่งยกขึ้น ก่อนจะยิ้มกว้างเต็มพระพักตร์จนในที่สุดก็สรวลออกมาอย่างขบขัน

 

ถึงเสด็จน้าอันเป็นที่รัก

          พระองค์สบายดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ ท่านพ่อท่านแม่รวมถึงน้องๆ นั้นสบายดี แต่กระหม่อมนั้นไม่อาจสบายใจได้เลย หลิงฉีมอบใจให้เสด็จน้ามาตลอด แต่ตอนนี้หัวใจของหลานกำลังหวั่นไหวให้หญิงสาวคนหนึ่ง นางงามน้อยกว่าพระองค์ แต่อ่อนหวานไม่ต่างกัน ทั้งยังทำขนมที่ไม่มีใครกล้ากินแต่หลานกลับชื่นชอบมันมาให้หลานกินทุกวัน ตอนนี้หลานศึกษาจบแล้ว ท่านแม่ไปสู่ขอนางให้หลานแล้วเรียบร้อย และหลานต้องขอพระราชทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ ที่หลิงฉีต้องกราบทูลว่าไม่อาจแต่งงานกับท่านได้แล้ว (เสด็จพี่ฮ่องเต้คงเบาพระทัยที่จะไม่ต้องโดนแย่งความรัก)

          รักและเคารพทั้งสองพระองค์พ่ะย่ะค่ะ

หลิงฉี

          หญิงที่หลานจะสมรสด้วยเป็นเด็กหญิงที่หลานไล่หอมตั้งแต่วัยเยาว์

 

          “มีอะไรทำให้น้องขบขันหรือ” ฮ่องเต้เอ่ยถามฮองเฮาของพระองค์ หลังจากที่ผลัดชุดนอนมานั่งซ้อนหลังนางบนแท่นบรรทม

          “หลานชายคนโตของน้องจะสมรสแล้วเพคะ” อ้ายฮองเฮาตอบคำถาม ก่อนจะยื่นจดหมายให้ฮ่องเต้ที่มองมาอย่างสงสัยให้ทอดพระเนตรเอง

          “ฮาๆๆ เจ้าเด็กคนนี้ อีกฉบับที่เป็นของชินหวางเฟย คงเป็นจดหมายเชิญเราใช่หรือไม่” หลังจากที่กวาดสายพระเนตรอ่านจนจบก็สรวลออกมาไม่ต่างจากกระต่ายน้อยของพระองค์ ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะข้างเตียงที่มีจดหมายอีกฉบับที่ถูกเปิดอ่านไปก่อนหน้าแล้ว อ้ายฮองเฮาพยักหน้าทั้งสองส่งยิ้มให้กันอย่างมีความสุข

 

จบบริบูรณ์



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 560 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

907 ความคิดเห็น

  1. #866 Kungbible (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 14:00
    ขอบคุณค่ะ
    รอสนับสนุนเป็นเล่มอยู่นะคะ
    #866
    1
  2. #864 monprapai (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 13:24
    ฮองเฮาถูกยกเลิกสัญญาแต่งงาน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
    #864
    1
  3. #863 paemly (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 13:04
    ชอบบบบบ
    #863
    1
  4. #862 ismartwiko2016 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 10:43
    สนุกมากค่ะ ขอบคุณไรท์ค่ะ
    #862
    1
  5. #861 PUIpui6939 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 09:33
    ขอบคุณค่ะที่เขียนนิยายดีๆให้อ่านค่ะ
    #861
    1
  6. #858 Kookikuk (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 00:56
    รอเปย์ใน e-book และรอเรื่องต่อไปอยู่นะคะ :)
    #858
    1
  7. #839 Kungbible (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 20:56
    อ้าว แล้วถ้าเกิดมีผู้หญิงอื่นที่ทั้งสวย ทั้งอ่อนหวาน ทั้งทำขนมเก่ง และเอาใจเก่งมาเข้าหา หลิงฉีจะรักคนใหม่ แล้วจะทิ้งกัวลู่เหมยไหม?
    หรือจะเอาทั้ง 2 คนคะ
    #839
    0
  8. #835 lolay_l (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 19:16
    สวยแล้วลูกกก
    #835
    0
  9. #834 My_omyim (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 17:20
    ค้างงง
    #834
    0
  10. #833 Femeela (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 16:54
    เย่ รออีบุ๊คคคค
    #833
    0
  11. #832 ThanapornBianco (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 17:51
    หลิงฉีนางก็บอกอยู่ไงว่า “ขนมที่ท่านชอบข้าขอให้แม่ครัวแล้ว เลยแบ่งมาให้ท่าน”
    เล่นตัวหลายเดี่ยวนางสวยขึ้นมาแล้วจะหนาว 🙄
    #832
    0
  12. #831 กางเกง (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 10:41

    แสดงว่าหลิงฉีเองก็อยากรับขนมนั้น แต่ลู่เหมยไม่ได้ทำเอง ถ้าทำเองละก็กินไปแล้ว

    #831
    0
  13. #830 monprapai (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 10:32
    ไม่เอาลู่เหมย นางหลอกลวงไม่จริงใจ ชิ หาหญิงใหม่ให้หลิงฉี
    #830
    0
  14. #829 Notebook12 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 01:37
    ถ้านางขี้เหร่ก้อไม่คู่ควรกับหลิงฉีนะ
    #829
    0
  15. #828 Kookikuk (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 / 14:41
    ใช่หลิงฉีเคยบอกว่าอยากแต่งกับอาฮองเฮารึเปล่าเอ่ย 555
    #828
    2
    • #828-1 องค์มณี(จากตอนที่ 42)
      1 มิถุนายน 2561 / 01:17
      เก่งมากกกกกก..
      #828-1
    • #828-2 Kookikuk(จากตอนที่ 42)
      1 มิถุนายน 2561 / 02:53
      เย้ ๆๆๆๆๆ :) รออุดหนุน E-book อยู่นะคะ
      #828-2
  16. #827 กางเกง (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 / 09:11

    หรือผู้หญิงเขาไม่อาจแต่งกับหลิงฉีได้แล้ว

    #827
    1
    • #827-1 องค์มณี(จากตอนที่ 42)
      31 พฤษภาคม 2561 / 10:39
      ใช่มั๊ยน้า
      #827-1
  17. #826 แว่นใส (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 / 08:36

    อยากรู้ ทำไมหลิงฉีแต่งไม่ได้ เป็นชายไม่ใช่เหรอ

    #826
    1
    • #826-1 องค์มณี(จากตอนที่ 42)
      31 พฤษภาคม 2561 / 10:38
      หลิงฉีเป็นชายแท้แน่นอนจ้า ไรท์คอนเฟิร์ม ชื่อตอนมันมีสาเหตุค่ะ..^^
      #826-1
  18. #796 nanthiyayoo (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 23:48
    ให้เขาสมหวังกัน ได้ไหมคะ ชอบ
    #796
    1
    • #796-1 องค์มณี(จากตอนที่ 42)
      17 พฤษภาคม 2561 / 00:31
      รอนะค่ะ จบแฮปปี้แน่นอน
      #796-1
  19. #792 1661507 (จากตอนที่ 42)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 22:20
    รออ่านค่ะ แต่ไม่อยากให้จบเศร้าเลยค่ะ
    #792
    2
    • #792-1 องค์มณี(จากตอนที่ 42)
      17 พฤษภาคม 2561 / 00:29
      ไม่เศร้าค่ะ จบแฮปปี้แน่นอน
      #792-1
    • #792-2 1661507(จากตอนที่ 42)
      23 พฤษภาคม 2561 / 23:32
      ขอบคุณค่ะ ถูกใจมากค่ะ
      #792-2