CLEMENCY

ตอนที่ 7 : พลองทดสอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 446
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 เม.ย. 49


วิลเลี่ยมใช้สองมือดึงด้ามพลองขึ้นมาจากฐานแก้ว  ลำแสงสีฟ้าใสที่ปลายพลองหายไป  กลายเป็นกระแสไฟฟ้าไหลเวียนทั่วร่างวิลเลี่ยมเขาถูกไฟฟ้าแรงสูงช๊อต!! 

ใบหน้าขาวราวเทพบุตรบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด  นัยน์ตาสีน้ำเงินเครียดเขม็ง  คิ้วขมวดเข้าหากัน  แต่สองมือยังกำด้ามพลองไว้แน่น  และไม่มีเสียงร้องออกมาสักแอะ 

ผ่านไป 2-3 นาทีเขาก็ยอมแพ้ปักพลองลงในฐานดังเดิม  เดินเซห่างออกไปที่กำแพงอีกด้าน  พิงกำแพงช่วยพยุงตัวไม่ให้ล้มลง  สองมือโอบกอดร่างตัวเองที่มีเหงื่อโทรมและสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่พักหนึ่ง  เมื่ออาการสั่นหยุดลงเขาก็หันมายิ้มพร้อมกับชูนิ้วโป้งบอกทุกคนว่าเขาโอเค

ขอผมลองด้วยครับเจมส์พูด  ดวงตาสีเทาฉายแววมุ่งมั่น 

โดยไม่รอคำตอบจากคุณยาย  เจมส์ก้าวไปที่ฐานวางพลอง (แต่คุณยายก็พยักหน้าอนุญาต)  จับพลองขึ้นมา  บรรยากาศอบอ้าวในห้องปิดทึบนี้หนาวยะเยือกขึ้นทันที  ทุกคนในห้องสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็น  ส่วนเจมส์ที่ยืนถือพลองอยู่กลางห้องเพียงแต่ทำหน้านิ่งเฉยดูเขาไม่เจ็บปวดทุกข์ร้อนใดๆ 

ทว่าสะเก็ดน้ำแข็งค่อยๆจับตัวไล่ขึ้นมาตั้งแต่ปลายเท้า  ลามขึ้นมาตามขาเรื่อยๆ  ทีแรกมันเกิดขึ้นอย่างช้าๆ  แต่เมื่อสะเก็ดน้ำแข็งลามขึ้นมาจนถึงเอวมันก็ลามขึ้นไปอย่างรวดเร็วทันทีทันใด! 

ในที่สุดเพียงสองนาทีร่างทั้งร่างของเจมส์ก็ถูกปกคลุมด้วยสะเก็ดน้ำแข็ง  กลายเป็นรูปน้ำแข็งสลักที่ทำออกมาได้อย่างประนีตบรรจงเป็นรูปร่างกับใบหน้าที่งดงามราวเทพบุตรของเจมส์!

วิลเลี่ยมที่ยืนดูอยู่อีกฟากของห้องส่ายหน้าช้าๆแล้วถอนใจ  เขาเดินตรงมาที่ร่างเจมส์ซึ่งยืนแข็งทื่ออยู่กลางห้อง  ดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์พันมือขวาของเขาไว้แล้วใช้มือนั้นดึงพลองออกมาจากมือเจมส์อย่างระมัดระวัง  และปักมันไว้ที่ฐานดังเดิม 

สะเก็ดน้ำแข็งที่เกาะทั่วร่างเจมส์แตกกระจายออกร่วงพรูลงพื้นละลายกลายเป็นน้ำนองอยู่บนพื้นห้อง  เจมส์ทำท่าจะเซล้มลง  วิลเลี่ยมช่วยจับเขาเอาไว้  และพยุงร่างที่สั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บให้ไปนั่งพักที่โซฟาโทรมๆใกล้ผุพังมุมห้อง

เมื่อไหร่นายจะรู้จักประมาณตนเองซักที! ความอดทนเป็นข้อดีมันก็ใช่  แต่คนเรามันก็ต้องรู้ด้วยว่าขีดจำกัดตัวเองอยู่ตรงไหน!” วิลเลี่ยมว่าเสียงดัง  แต่ถึงเขาจะโมโหก็ยังห่วงใยเจมส์มาก  เพราะขณะกำลังต่อว่าเขาก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าลูบแขนเจมส์  ช่วยแกะสะเก็ดน้ำแข็งที่เหลืออยู่ให้หลุดออกไป  ส่วนเจมส์ไม่ได้พูดอะไร  เขาเพียงแต่นั่งนิ่ง  ก้มหน้า  สำนึกผิด

หนูชาร์ลีนละจ๊ะ..ไม่อยากจับพลองทดสอบอีกครั้งเหรอ  จะได้เห็นว่าตัวเองก้าวหน้าไปมากแค่ไหนคุณยายหันไปพูดกับชาร์ลีนที่ยืนอยู่ข้างๆ

เอ่อ...มะ...ไม่ดีกว่าค่ะ  แค่ครั้งแรกก็...” ชาร์ลีนหยุดพูดแค่นั้น  กลืนน้ำลายลงคอ  สีหน้าและแววตาแสดงความขยาดกลัว

ถ้างั้น...ก็ถึงเวลาหนูแล้วจ๊ะ...ออโรร่า  คุณยายหันไปพูดอย่างอ่อนโยน

เอ่อ...เดี๋ยวค่ะคุณยาย  ไม่รู้พลังออโรร่าเป็นแบบไหน  ครั้งแรกแบบนี้ควบคุมพลังไม่ได้  หนูจะสร้างบาเรียกันความเสียหายให้ค่ะชาร์ลีนพูด  แล้วเดินนำไปยังโซฟามุมห้องที่วิลเลี่ยมกับเจมส์นั่งอยู่  คุณยายและออโรร่าเดินตามไป 

ออโรร่าจ๊ะ  เดินไปที่ฐานนั่นนะ  แต่อย่าเพิ่งจับมันขึ้นมาล่ะ  จนกว่าฉันจะให้สัญญาณชาร์ลีนสั่งออโรร่า  ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงหวาดหวั่น  ออโรร่าทำตาม

ชาร์ลีนหยิบพลองของเธอขึ้นมากดเปิดใช้งาน  ที่ปลายพลองปรากฎลำแสงสีเขียวใสยาว 2 ฟุต  ที่มีควันสีขาวคล้ายเมฆหมุนวนอยู่ภายใน เธอหมุนปุ่มสีเขียวตรงกลางตราดอกกุหลาบไปทางขวา  เกิดกระแสลมแรงพัดออกมา  จากนั้นเธอใช้สองมือกำพองชูขึ้นไปเหนือหัว...

ไซโคลนบาเรีย!” สิ้นเสียง  ลมแรงที่พัดไปทั่วห้องรวมตัวกันก่อตัวขึ้นเป็นวงพายุล้อมรอบเธอกับทุกคนเอาไว้เพื่อป้องกันอันตราย  แล้วเธอก็ปล่อยมือซ้ายจากพลอง  ชูนิ้วโป้ง  และขยิบตาให้สัญญาณ 

                 ออโรร่าหันไปที่ฐานวางพลอง  หลับตา  นึกกลัวความเจ็บปวดที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเองซึ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะออกมาในรูปแบบไหน  เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆหนึ่งครั้งเพื่อรวบรวมกำลังใจ  และเอื้อมมือขวาดึงด้ามพลองขึ้นมาจากฐาน  ขณะทุกสายตาในห้องจับจ้องความเป็นไปที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างลุ้นระทึก

แต่....มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น! 

ปลายพลองยังคงเป็นลำแสงสีฟ้าใสไม่เปลี่ยนแปลงไปเป็นพลังงานรูปแบบอื่น 

ออโรร่าค่อยๆลืมตาขึ้น  ในมือยังถือพลอง  หันมา  สีหน้าประหลาดใจเช่นเดียวกันกับทุกคน

...............................……………...................

คุณยายให้พลองทดสอบออโรร่าโดยไม่คิดเงิน  และบอกว่า ยายไม่เอาเงินหรอกจ๊ะ  แต่ขอให้หนูสัญญากับยายก็พอแล้วว่า...หนูจะทำแต่ในสิ่งที่ถูกต้อง  จะไม่นำเอาพลังอำนาจที่หนูมีไปใช้ในทางที่ผิด

ค่ะ  หนูสัญญา  ออโรร่ายิ้มรับพลองนั้นเอาไว้  แล้วทุกคนก็ออกจากร้านไป

ไม่มีคำพูดใดๆเลยหลุดออกมาจากปากวิลเลี่ยม  เจมส์  และชาร์ลีน  นับตั้งแต่ออโรร่าจับพลองทดสอบ  และทุกคนเดินออกมาจากร้าน  ตอนนี้ทั้งหมดได้แต่ยืนนิ่งเงียบอยู่หน้าร้านนานกว่าห้านาทีแล้ว 

ในที่สุดออโรร่าก็หมดความอดทน พวกเธอเป็นอะไรกัน  เธอพูดทำลายความเงียบที่อึดอัด

รู้รึเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้น  วิลเลี่ยมถาม  ตามองตรงไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย 

ออโรร่าไม่เข้าใจ  เธอส่ายหน้าหันหาวิลเลี่ยม  อะไรล่ะ  เธอถามกลับเสียงหงุดหงิด

พลองทดสอบ  เอ่อ...ตอนนี้ต้องเรียกมันว่า พลองบลูจีเวลซินะจ๊ะ  ด้ามจับทำมาจากบลูจีเวล  ซึ่งเป็นแร่ที่ชาวคลีเมนซีทุกคนไม่ว่าเผ่าพันธุ์ไหนไม่สามารถสัมผัสได้โดยตรง  เพราะถ้าหากสัมผัสมันโดยตรงก็จะเกิดผลกับร่างกายต่างกันไปตามพลังที่มีอยู่ของคนคนนั้นจ๊ะชาร์ลีน อธิบาย

แต่...เธอจับมันได้  โดยไม่เป็นอะไรเลย  วิลเลี่ยมพูดอย่างเหม่อลอย  น้ำเสียงบ่งบอกว่ายังไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ชาร์ลีนอธิบายต่อ คำทำนายตอนวิลเกิดก็บอกว่า  ผู้มาจากมิติอื่นจะ....” 

อะแฮ่ม...แฮ่ม...หยุดเลยนะ  อย่าพูดอะไรที่เกี่ยวกับฉัน  วิลเลี่ยมสะดุ้ง  หายจากอาการเหม่อลอย  หันมากระแอมเตือนสติชาร์ลีนทันที

เอ่อ...ก็ได้จ๊ะ  ฉันจะอธิบายให้ออโรร่าฟังโดยไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเธอจ๊ะวิล  งั้นเริ่มจาก...หุบเขาแห่งพระเจ้าเป็นแหล่งแร่บลูจีเวลแห่งเดียวในคลีเมนซี  และเพราะมันเต็มไปด้วยแร่บลูจีเวล  จึงไม่มีใครสามารถเข้าไปภายในหุบเขาได้  อย่างที่เธอเห็นตัวอย่างเจมส์กับวิลแล้วว่าขนาดเป็นแค่พลองด้ามเดียวยังทำความเจ็บปวดกับผู้สัมผัสมันได้มากมายขนาดนั้น   

จากความพิเศษของมัน  ชาวคลีเมนซีจึงถือว่าเป็นแร่ศักดิ์สิทธิ์  เมื่อนำมาใส่ในอาวุธที่สร้างด้วยพลังงานหลากหลายรูปแบบอย่างพลองแล้วผู้ที่ใช้จะสามารถพัฒนาพลังของตนเองได้อย่างมหัศจรรย์  และก็แตกต่างกันไปแต่ละคนด้วย  ชาร์ลีนอธิบาย

ชาวคลีเมนซีทุกคนมีพลองคนละหนึ่งอัน  ในแต่ละอันจะมีตราประจำตระกูลอยู่ด้วย  มันเป็นสิ่งแสดงถึงตัวตนของใครของมัน  พลังที่ปรากฎออกมาก็แตกต่างกันไปและขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของแต่ละคน   ถึงจะใช้พลองที่มีพลังงานเหมือนกัน  แต่การแสดงถึงพลังพิเศษของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป  ตัวอย่างเช่น  ฉันใช้พลองสายฟ้าของตัวเองสามารถแสดงพลังพิเศษทำให้มันเป็นแส้สายฟ้าได้  แต่หากใช้พลองสายฟ้าของคนอื่นจะไม่สามารถทำได้  ใช้ได้แค่การใช้งานพื้นฐานคือการปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมาแบบไร้การควบคุม  การชาร์จพลังงานไฟฟ้า  และการใช้เป็นพลองแสงเท่านั้น  วิลเลี่ยมช่วยอธิบาย

หากเราใช้พลองที่พลังไม่เหมาะสมกับตัวเรา  แม้เราจะฝึกฝนการใช้มันมากแค่ไหน  มันจะไม่สามารถพัฒนาเป็นพลังพิเศษเฉพาะตัวได้  จะใช้ได้แค่คุณสมบัติพื้นฐานเท่านั้นจ๊ะ  ชาร์ลีนเสริม 

การที่เราจะรู้ได้ว่าเราเหมาะกับพลังแบบไหน  ก็โดยการจับพลองทดสอบ  มันจะบอกได้ทันที  แต่ก็จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บจากพลังนั้น  ตอนแรกชาร์ลีนเลยไม่กล้าจับมัน  แล้วเอาพลองพลังน้ำไปใช้  ฝึกอยู่เกือบปีไม่ได้อะไรคืบหน้าเลย  วิลเลี่ยมพูดต่อ

ครั้งแรกทุกคนต้องโดนพลังจนเจ็บสาหัสทั้งนั้น  แล้วอายุแค่ 6 ขวบ  เป็นธรรมดาที่เธอจะกลัวเจมส์แก้ตัวแทนชาร์ลีน

ขอบใจจ๊ะเจมส์ชาร์ลีนพูดอายๆ

พวกเธอเริ่มใช้พลองกันตั้งแต่ 6 ขวบเลยเหรอ?” ออโรร่าถามเสียงตื่นเต้น

ใช่...เริ่มตอน ป.หนึ่ง  มีวิชาการใช้พลองโดยเฉพาะเลยล่ะ  สอนจนถึง ป.หก เลยวิลเลี่ยมพูด

แล้วตอนพวกเธอจับพลองทดสอบครั้งแรกเป็นไงบ้าง?” ออโรร่าซักอีก  ด้วยสีหน้าอาการสนใจยิ่ง

ฉันไม่มีอะไรมากหรอก  แค่โดนไฟช๊อตสลบไปวันเต็มๆเท่านั้นล่ะวิลเลี่ยมตอบเสียงเรียบ

แต่ถ้าพ่อไม่ช่วยสร้างบาเรียกันไว้  พวกเราข้างนอกคงโดนไฟช๊อตจนไหม้เกรียมไปด้วยเจมส์ต่อประโยค  คงเสียงกับสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม

วิลเลี่ยมตอกกลับทันควัน  ด้วยน้ำเสียงบ่งว่าเริ่มฉุน นายก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันหรอก  โดนน้ำแข็งเกาะหนาขนาดนั้น  กว่าจะขุดเอานายออกมาส่งโรงพยาบาลได้ก็เหนื่อยแทบแย่

นี่ล่ะจ๊ะเป็นสาเหตุที่ฉันไม่กล้าจับพลองทดสอบ เพราะเห็นทั้งสองคนเป็นแบบนั้นไงชาร์ลีนพูดเสียงค่อยจนแทบจะกระซิบกับออโรร่า

แล้วตอนเธอตัดสินใจจับพลองทดสอบเป็นไงบ้างออโรร่าถาม 

ชาร์ลีนทำท่าอึกอักไม่อยากตอบ  วิลเลี่ยมกับเจมส์มองหน้าชาร์ลีนที่ส่งสายตาวิงวอนบอกทั้งสองคนว่าอย่าเล่า  แต่ในที่สุดชาร์ลีนก็คิดว่าการปกปิดความลับของเธออาจทำให้ออโรร่ารู้สึกไม่ดีก็ได้  จึงพยักหน้าให้วิลเลี่ยมเป็นคนเล่า

หึ หึ อุ๊บ! เป็นข่าวหน้าหนึ่งเลยน่ะสิ  พลังลมของชาร์ลีนหอบเอาหลังคาร้านไปตกที่หน้าสภาประชาชน  ดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร  ท่านชาร์ลกับน้าโรวีน่าต้องออกเงินค่าซ่อมแซมหลังคาร้าน    ทำให้หลังคาร้านสีขาวที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองนี้ต้องเปลี่ยนเป็นหลังคาสีส้มตามกฎหมายตั้งแต่นั้นวิลเลี่ยมเล่าด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่พยายามกลั้นหัวเราะไว้สุดขีด

งั้นทำไมไม่เกิดอะไรกับฉันเลยล่ะ  หมายความว่าฉันใช้พลองไม่ได้เหรอออโรร่าถาม  น้ำเสียงแฝงความสิ้นหวัง   

เอาเถอะ...ไว้เดี๋ยวเราหาทางช่วยเธอเอง  ตอนนี้กลับบ้านกันดีกว่า  พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า  วิลเลี่ยมพูด  ออโรร่าทำท่าจะถามต่อ อย่าห่วงเลย  เราจะทำให้เธอใช้มันได้ก่อนเปิดเทอมแน่  วิลเลี่ยมตัดบท  ออโรร่าจึงไม่ได้ถามอะไรอีก

นั่น! แท็กซี่พรมบินมาพอดี...แท๊กซี่คะ!”  ชาร์ลีนโบกมือเรียกชายคนหนึ่งที่เดินผ่านมา  เขาสวมหมวกแก๊ป  ใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวและกางเกงขายาวสีเหลืองทั้งชุด  หอบม้วนพรมสีเหลืองผืนใหญ่อยู่ในแขนขวา  ชายคนนั้นหันมายิ้มรับชาร์ลีน  และเดินตรงเข้ามาหา

เชิญครับ  โชว์เฟอร์พรมบินพูด  พร้อมกับคลี่พรมกางออกบนพื้น

ทุกคนขึ้นไปนั่งเรียงกันที่ส่วนท้ายพรม  สองสาวนั่งพับเพียบตรงกลาง  สองหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่ริมประกบ  ทั้งหมดคาดเข็มขัดนิรภัยที่มีลักษณะเป็นสายหนังไว้ใช้รัดเป็นวงรอบเอวคล้ายเข็มขัด 

ไปไหนครับโชว์เฟอร์ถาม  เมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้ว

ตึกจอดรถเจมส์ตอบ

ครับผม!” โชว์เฟอร์ตอบรับแล้วขึ้นมานั่งขัดสมาธิข้างหน้า  คาดเข็มขัดนิรภัยและจับสายหนังที่เหมือนกับบังเหียนม้าขึ้นมาถือไว้  มือขวากดปุ่มสีเขียวด้านขวาสุดที่พื้นพรมข้างหน้าเขา 

พรมค่อยๆยกตัวลอยสูงขึ้นจากพื้นช้าๆ  จนสูงเลยหลังคาขึ้นไป  ชาร์ลีนหลับตาแน่น  สองมือเกร็งกำเข็มขัดนิรภัยของตัวเองไว้  เจมส์กับวิลเลี่ยมก็กำถุงของหลายสิบถุงในมือทั้งสองข้างแน่นขึ้น 

ส่วนออโรร่าซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสพาหนะแปลกประหลาดอย่างพรมบิน  หัวใจของเธอเต้นรัวเร็วด้วยความตื่นเต้น  เธอหันไปหันมารอบตัวเพื่อมองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างสนใจ  สังเกตเห็นว่าบริเวณใต้พรมตรงกลางกับมุมสี่ด้านมีไอพ่นเล็กๆคอยพยุงพรมให้ลอยตัวอยู่ 

จับให้แน่นนะครับโชว์เฟอร์พูด  พร้อมกับกดปุ่มสีฟ้าที่อยู่ถัดจากปุ่มสีเขียวบนพรม 

เกิดไอพ่นสามสายที่ท้ายพรม  ทำให้พรมพุ่งตรงไปข้างหน้าแต่ไม่เร็วมากนัก  ทุกคนกระตุกไปข้างหน้าเล็กน้อยตามแรงเคลื่อนของพรม 

ชาร์ลีนยิ่งเกร็งมือที่จับเข็มขัดแน่นขึ้นอีกแล้วซบหน้าลงบนไหล่ออโรร่า  แล้วโชว์เฟอร์ก็กระตุกบังเหียนบังคับพรมให้เลี้ยวไปด้านซ้าย  และกดปุ่มสีฟ้าอีกครั้ง  พรมพุ่งตรงไปข้างหน้าเร็วยิ่งกว่าเดิมหนึ่งเท่า  ผมและเสื้อผ้าของทุกคนปลิวลู่ไปด้านหลังตามแรงลม 

ชาร์ลีนกลัวตัวสั่นจนออโรร่ากับเจมส์ที่นั่งข้างๆรู้สึกได้  เจมส์จึงขยับเข้ามาชิดชาร์ลีนมากขึ้นเพื่อช่วยให้เธอรู้สึกว่าไม่โหวงเหวงจะได้คลายความกลัวลง 

เมื่อถึงอาคารที่จอดรถ  โชว์เฟอร์กดปุ่มสีแดงที่อยู่ด้านซ้ายถัดจากปุ่มสีฟ้า  พรมร่อนลงอย่างรวดเร็วจนน่าจะเรียกว่าร่วงหล่นแทนคำว่าร่อนลง  ขณะที่โชว์เฟอร์คอยบังคับบังเหียนไปซ้ายทีขวาทีหลบหลีกพรมบินโดยสารอื่นไปด้วย  พรมจึงร่อนลงอย่างฉวัดเฉวีนน่าหวาดเสียวยิ่งกว่านั่งรถไฟเหาะ (ในความรู้สึกของชาร์ลีน) ไปที่หน้าทางเข้าอาคารจอดรถ

กรี๊ดดดดดดดดด!!!”  ชาร์ลีนกรีดเสียงร้องดังลั่นตลอดทางที่พรมดิ่งลง  เธอหยุดเสียงร้องได้เมื่อพรมหยุดนิ่งแล้วบนพื้น  ซึ่งบริเวณนี้เป็นสนามหญ้ากว้างขนาดประมาณสนามฟุตบอล  มีแท๊กซี่พรมบินสีเหลืองมากมายร่อนลงมาส่งผู้โดยสาร 

สี่สิบมาซครับผมโชว์เฟอร์ดูจอมิเตอร์ที่อยู่เหนือปุ่มสีทั้งสาม  แล้วบอกราคาค่าโดยสาร

นี่ครับ  ไม่ต้องทอนวิลเลี่ยมส่งแบงค์ห้าสิบให้เป็นค่าโดยสาร  พร้อมกับปลดเข็มขัดนิรภัยลงจากพรมตามเจมส์ไป 

ออโรร่านึกเสียดายที่การโดยสารพรมบินถึงที่หมายเร็วไปหน่อยแต่ก็จำต้องลง  ส่วนชาร์ลีนนั้นตรงกันข้ามเธอรีบปลดเข็มขัดนิรภัยออกอย่างรวดเร็วและลงจากพรมไปทันทีที่พรมแตะพื้นดิน 

เมื่อโชว์เฟอร์รับค่าโดยสารและทุกคนลงไปหมดแล้วเขาก็ม้วนพรม  เดินจากไปยังทางเข้าย่านการค้าเพื่อหาลูกค้าอื่นต่อไป  

เป็นไรมากหรือเปล่าชาร์ลีน?” ออโรร่าถามอย่างเป็นห่วง  เพราะสังเกตเห็นชาร์ลีนหน้าซีดมากเหลือเกิน

ไม่...ฉันไม่เป็นไรจ๊ะ  แค่ไม่ค่อยชอบการนั่งพรมบินเท่าไหร่ชาร์ลีนตอบ  สีหน้าดีขึ้นเรื่อยๆเมื่อตอนนี้เท้าแตะอยู่บนพื้น  เลือดาดสีชมพูระเรื่อบนแก้มทั้งสองข้างค่อยๆกลับคืนมาอีกครั้ง...    

...............................…………...................

 

มาอัพก่อนกำหนดหนึ่งวันเพราะเปลี่ยนโปรแกรมต้องไปต่างจังหวัดตั้งแต่เช้ามืดพรุ่งนี้  กว่าจะกลับก็อีกหลายวันค่ะ

แค่ไปช้อปปิ้งยังมีเรื่องให้สนุกตื่นเต้นขนาดนี้

ตอนต่อไปพวกเขาจะไปที่ไหน  และมีเรื่องสนุกๆอะไรกันอีก  ติดตามนะคะ

อ่านสนุก  ช่วยกันโหวต  ช่วยกันโพสวิจารณ์ติชมหน่อยนะคะ  ขอบคุณค่ะ J

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1,454 ความคิดเห็น