CLEMENCY

ตอนที่ 54 : รับน้องคณะ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 311
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 ก.พ. 50



"ทุกปริศนาชี้ให้ไปหาคน" เจมส์ต่อประโยค

"ซึ่งก็ต้องเป็นพวกรุ่นพี่ที่รู้ที่ซ่อนธงแน่นอน" วิลเลี่ยมอธิบายต่อ

"คนตั้งเยอะแยะเราจะหาเจอเหรอจ๊ะ" ชาร์ลีนพูด  สีหน้ากังวล

"โอ๊ย! จะเครียดกันทำไมนักหนา  ยังไงเราก็ต้องเล่นทุกด่าน  เดี๋ยวก็หาเจอเองล่ะน่า" ออตโตโวยวาย  ยัดเศษกระดาษคำปริศนาต้นเหตุความเครียดลงกระเป๋ากางเกงอย่างไม่ใส่ใจ

"ฉันว่าหาให้ตายก็ไม่เจอหรอกธงน่ะ  ยังไงๆเราก็ต้องถูกบังคับให้ชิงธงเย็นนี้อยู่ดี" เมซีเน่ยัดกระดาษคำปริศนาลงในกระเป๋ากางเกงอีกคน

"ชิงธงเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดเลยนี่ฮะ  พวกเราปีหนึ่งเข้าใหม่  การที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นนิสิตคณะนี้อย่างสมบูรณ์ก็คือต้องได้สัมผัสธงนั้นเท่านั้น  การจะได้มาก็ต้องมีการแย่งชิงสู้รบกับรุ่นพี่ผู้ซึ่งครอบครองธงนั้นอยู่ก่อนแล้วเป็นธรรมดา" จินอธิบายความรู้ที่อ่านมาก่อนให้ทุกคนฟัง

"ฟังดูเหมือนทหารสู้รบแย่งชิงดินแดนกันอย่างนั้นล่ะ  ใครได้ธงของอีกฝ่ายไว้ครอบครองก็ถือว่าชนะ" ลูฟี่ระบายความคิดตามความเข้าใจออกมา

"น่าสนุกจังเลยนะ" ออโรร่าที่นิ่งฟังอยู่นาน  พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง  ตามจินตนาการความสนุกสนานที่นึกคิด  เรียกรอยยิ้มจากใบหน้าของทุกคนให้ปรากฏออกมา  ก่อนก้าวเดินสู่ด่านที่ต้องผจญ

ทันทีที่เริ่มด่านแรก  ทุกคนก็ไม่เหลือเค้าสภาพเดิมอีกต่อไป  ทั้งหัวหูใบหน้าเนื้อตัวเต็มไปด้วยแป้งผสมน้ำสารพัดสี  ทว่าไม่มีใครหงุดหงิดโกรธเคือง  ทุกใบหน้าที่เลอะเทอะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม  เสียงหัวเราะ  ความรู้สึกดีๆ จากด่านพิลึกพิลั่นที่เข้ารับการทดสอบ

เช่นกีฬาพิสดารแฝงสัปดน  ตีลูกมะเขือเปราะโดยใช้มะเขือยาวผูกไว้กับเอวหนุ่มๆ แกว่งตีลูกมะเขือกลิ้งลงหลุม  เรียกเสียงฮาจากทุกคน  และใบหน้าขวยเขินแดงก่ำของสาวๆ 

ปิดตาแต่งหน้าที่ทำให้หน้าเละมากกว่าสวย

ปิดตาลอดถ้ำที่มีเสียงพากย์จากรุ่นพี่  ถึงความวิบากของสถานที่ทั้งที่ไม่เป็นจริง

"เอ้า...ข้างหน้าน่ะ  มีรังมดแดงอยู่คลานต่ำๆนะ  พี่แขวนไว้...ถ้าไปถูกมันเข้าล่ะเป็นเรื่องแน่" เสียงรุ่นพี่สาวร้องบอกทาง

ด้วยดวงตาทั้งสองที่ถูกผูกผ้าปิดไว้มิดชิดไม่เห็นทาง  สิ้นเสียงพากย์บอกทาง  ทุกคนจึงรีบนอนราบไถลตัวเลื้อยไปแทนการคลานเข่าตั้งแต่แรก  แล้วก็ได้รับรู้ว่าพื้นทรายที่ปูเศษฟางแห้งกันเจ็บตั้งแต่แรกที่เริ่มคลานกันมา  แปรสภาพกลายเป็นแอ่งโคลนได้เลอะกันถ้วนหน้า

"าว...ข้างหน้าเป็นบ่อน้ำนะ...สูงเกือบถึงเข่าเลย...ลุกขึ้นเร็ว!" เสียงทุ้มจากรุ่นพี่หนุ่มร้องบอก

หลังเกลือกกลิ้งโคลนกันหยกๆ  หลายคนไม่คิดอยากเชื่อคำบอกทางนั้นอีกต่อไป  ยังคงคลานไปข้างหน้าไม่สนคำเตือน  แต่คราวนี้ข้างหน้าเป็นบ่อน้ำจริงๆ  พวกที่คลานไปหวโขกกับปากบ่อชั่วคราวที่ก่อขึ้นมาจากพลาสติกสำเร็จรูปเข้าอย่างจัง

ส่วนพวกที่ยอมเชื่อคำเตือน  บ้างก็ก้าวพ้นขอบบ่อ  บ้างก็สะดุดขอบบ่อไปบ้าง  แล้วทั้งหมดต้องลงไปย่ำอยู่ในบ่อที่เต็มไปด้วยเศษฟางกับสาหร่าย  และเพราะมองไม่เห็น  เมื่อร่างกายสัมผัสกับวัตถุที่เปียกแฉะ  เคลื่อนไหว  ไม่คุ้นเคย  สมองก็สั่งให้จินตนาการไปในทางที่เลวร้าย  ซ้ำยังมีคำพากย์กับการตีน้ำเป็นเทคนิคประกอบจากรุ่นพี่สมทบเข้าไปอีก

"ว๊าย! เร็วๆเข้า  ปลามันว่ายไปทางนั้นแล้ว  ไม่รีบเดี๋ยวมันก็ตอดเอาหรอก..."

"ตรงนั้นมีปูนะ  เร็ว! เดี๋ยวมันหนีบเอา..."

ทุกคนเร่งฝีเท้าหนีแทบไม่คิดชีวิต  ที่จริงจะปูหรือปลามันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก  แต่การที่ตามองไม่เห็น  ร่างกายสัมผัสวัตถุแปลกปลอม  เสียงเร่งเร้าจากรุ่นพี่  และเสียงหวีดร้องหวาดกลัวจากเพื่อนๆรอบตัว  ทำให้ทุกคนพากันกระเจิดกระเจิงตื่นตระหนก

ทว่าเมื่อสิ้นสุดด่านนี้และผ้าปิดตาถูกเปิดออก  เผยให้เห็นทางวิบากที่ผ่านมา  ก็พบว่ามันน่าขันสิ้นดี  ไม่ได้มีความน่ากลัวแต่อย่างใด  ไม่มีแม้แต่คานพาดเป็นถ้ำด้านบนที่เป็นเหตุให้ต้องก้มคลานกันตลอดทางด้วยซ้ำ

ถึงด่านกินทั้งหลายช่างสร้างสรรค์หาสิ่งน่าขยะแขยงมาให้ได้ลิ้มลอง  ไม่ว่าจะรูปลักษณ์หรือภาชนะที่ใส่ชวนให้เชื่อสนิทใจ  ทั้งอึสีเข้มในกระโถนที่ทำจากฟักทองต้มเละๆ  ผสมผงแกงจนสีเข้ม  ทั้งฉี่ในกระโถนที่ทำจากน้ำสับปะรด

"อร่อยมากเลยฮะ  ลองกินดูสิ  นี่ทำมาจากฟังทองน่ะฮะ" จินหันมาชวนเพื่อนๆ  พลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่เลอะเทอะคราบสีเหลืองเข้มเหนียวเหนอะ  และยื่นกระโถนที่เต็มไปด้วยของเหลวสีเหลืองเข้มนั่นส่งให้เพื่อนๆ

ชาร์ลีนกับเมซีเน่เพียงแรกเห็นก็เอามืออุดปาก  ปิดจมูกไว้ตลอดเวลากลั้นความรู้สึกพะอืดพะอม

วิลเลี่ยมกับออตโตกลืนน้ำลายลงคอ  สีหน้าบ่งบอกว่าแหยงสุดขีด  โบกมือปฏิเสธไม่ขอชิม

ออโรร่ายิ้มแหยๆ ถึงจะเก่งกล้าแค่ไหน  แต่งานนี้เธอก็เป็นอีกคนที่โบกมือขอบาย

เจมส์ปั้นหน้าเฉยชาเคร่งขรึม  แต่เขาก็เป็นอีกคนที่ส่ายหน้าปฏิเสธ

ส่วนลูฟี่จริงใจที่สุด  อาเจียนข้าวเช้าออกมาจนหมดไส้หมดพุง

ทั้งด่านกลั่นแกล้งกีฬาเฮฮาที่เหลือก็สร้างความสนุกสนาน  เสียงหัวเราะ  และเพิ่มความเลอะเทอะอีกมากมาย

กระทั่งลูฟี่ได้พบกับบุคคลในคำปริศนา  รุ่นพี่สาวปีสองผิวขาว  ร่างอ้วนใหญ่  ผมฟูหยิกหยอย  ผู้มีสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีตลอดเวลา  จนตาเล็กหยีนั้นเห็นเป็นเพียงขีดเส้น  เธอเข้ามาทักลูฟี่ก่อนด้วยซ้ำ  ด้วยอารมณ์ดีใจถลาเข้ากอดลูฟี่ที่ร่างเล็กกว่ามากจนเขาแทบหายใจไม่ออก

แล้วทุกคนก็ได้รู้ว่าปริศนาคำใบ้ที่ได้รับนั้นไม่ได้บ่งบอกถึงบุคคลซึ่งรู้ที่ซ่อนธงแต่อย่างใด  ทว่าเป็นคำใบ้ถึงลักษณะ 'พี่สาย' ของแต่ละคน  โดยพี่ปีสองหนึ่งคนจะมีน้องในสายหลายคน  เนื่องจากนิสิตปีหนึ่งมีจำนวนมากกว่าปีสองเป็นเท่าตัว

'พี่สาย' จะเป็นผู้ดูแลให้คำปรึกษาด้านการเรียน  รวมถึงให้หยิบยืมหนังสือ ช่วยเหลือในด้านต่างๆตลอดการศึกษาในโอเอซิส  อันเป็นประเพณีที่อบอุ่นสืบทอดมาช้านาน  และด้วยความผูกพันที่เคยมีต่อกัน  รุ่นพี่รุ่นน้องที่จบการศึกษาออกไปทำงานแล้วก็จะยังคงช่วยเหลือเกื้อกูลกันต่อไป

เมื่อพบพี่ปีสองแล้ว  ก็เป็นธรรมเนียมที่จะต้องทำความรู้จักกับพี่ปีสาม  และสี่ในสายตามมาด้วย  บวกกับความสนุกสนานเฮฮาในแต่ละด่านที่ผ่านไปจึงไม่มีใครใส่ใจในการที่จะตามหาธงอีกเลย

แล้วเมื่อเวลาเที่ยงตรงมาถึง  ทุกคนนั่งพักทานอาหารเที่ยงกันในชุดที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน  ธงสีแดงผืนใหญ่ที่ปักตัวอักษรสีเขียวเป็นชื่อ 'คณะการบริหารและการปกครอง' บนด้ามเหล็กยาวเมตรครึ่งก็ถูกอันเชิญไปปักไว้ในทะเล  รอเวลากิจกรรมชิงธงที่จะมีขึ้นในเย็นนี้

หลังอิ่มหนำกับมื้อเที่ยงอย่างง่ายๆด้วยข้าวผัดทะเลกับต้มยำทะเลรวมมิตร  ส่วนพวกกินมังสะวิรัติเช่นจินก็เป็นต้มจืดสาหร่ายกับข้าวผัดเจทรงเครื่อง  ทุกคนก็กลับเข้าร่วมผจญด่านเลอะกันอย่างต่อเนื่องสนุกสนาน  ใครที่ยังหาพี่สายไม่พบก็เร่งมือตามหากันเต็มที่

ออโรร่าได้พี่สายปีสองเป็นสาวมนุษย์แมวเปอร์เซียขนสีขาว  พี่ปีสามเป็นหนุ่มผิวดำหน้าเด็กร่างอ้วนใจดี  ทว่าเธอได้พี่สายปีสี่เป็นสาวหน้าดุ  ผิวขาว  ผมซอยสีแดง  ร่างสูง  บุคลิกเคร่งขรึมยิ้มยาก  จนอดคิดไม่ได้ว่ารุ่นพี่อาจไม่ชอบใจในตัวเธอ

แต่เมื่อบังเอิญ 'แอนนิต้า  มารี' สาวเปียชมพู  ที่ตอนนี้ตั้งตัวเป็นอริกับออโรร่าด้วยข้อหาที่เธอแย่งตำแหน่งผู้ช่วยเจมส์แสดงกลไป  แล้วตอนนี้ก็เป็นตัวตั้งตัวตี  ตั้งชมรม 'คนเกลียดออโรร่า' ขึ้นมา  ได้พี่สายปีสี่คนเดียวกันกับเธอ  และหารุ่นพี่พบพร้อมกัน

รุ่นพี่ปีสี่ผู้มีใบหน้าเคร่งยิ้มยากคนนั้นก็พูดไกล่เกลี่ยให้ทั้งคู่ปรองดองกัน  แม้จะไม่สามารถเลิกล้มชมรมคนเกลียดออโรร่าได้  แต่ก็ทำให้แอนนิต้า ยอมลดทิฐิจับมือกันกับออโรร่าในฐานะเพื่อนร่วมคณะ  และมีพี่สายปีสี่คนเดียวกัน

ห้าสิบด่านผ่านพ้นไป  พร้อมด้วยความสนุกสนานเฮฮา  สามัคคีปรองดอง  ตามมาด้วยร่างกายที่เหนื่อยล้า  เสื้อผ้าที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน  ก็ได้เวลา 'ชิงธง'

ด้ามธงที่สูงกว่าเมตรครึ่ง  ซึ่งถูกปักลงทะเลไว้ในน้ำสูงเพียงสองนิ้วตอนเที่ยง  เมื่อถึงตอนเย็นน้ำทะเลสูงขึ้น  ก็เหลือให้เห็นด้ามกับธงสีแดงที่พัดปลิวไสวตามแรงลม  โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเพียงครึ่งเมตรเท่านั้น

"ปีหนึ่งทุกท่าน...นี่เป็นกิจกรรมสุดท้ายของวันนี้แล้ว  แต่เป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุด  พวกคุณมีเวลาหนึ่งชั่วโมง  ทำยังไงก็ได้ให้ได้ธงผืนนั้นมา  แล้วนำกลับมายังฝั่ง  ข้อห้ามมีเพียงอย่างเดียวคือห้ามบิน...เริ่มได้!"

                         สิ้นเสียงประกาศจาก 'ลาก้า' มนุษย์เสือสาวปีสี่  ประธานคณะการบริหารและการปกครอง  ปีหนึ่งทั้งหมดที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปทั้งตัวจากด่านที่ผ่านมาทั้งวันก็กระโจนลงทะเลพร้อมกัน  น้ำทะเลสีฟ้าครามถูกย้อมเป็นสีโคลนชั่วขณะหนึ่งด้วยผลจากสีสันนานาที่ถูกชะล้างออกมาจากเสื้อผ้าและร่างกายมนุษย์นับร้อย

รุ่นพี่ทุกชั้นปีที่กะประมาณแล้วจำนวนพอๆกับปีหนึ่ง  ลงไปรอตั้งรับอยู่แล้วในทะเล  และพิธี 'ชิงธง' ก็เริ่มขึ้น

ไม่ใช่การต่อสู้แย่งชิงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย  แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกันฉันท์ภราดร  ยื้อยุดหวงห้ามพอเป็นพิธี  ปรากฎเป็นการเล่นน้ำทะเลร่วมกันของนิสิตร่วมคณะอย่างสนุกสนาน 

เมื่อใกล้หมดเวลาที่กำหนด  รุ่นพี่ก็เริ่มผ่อนแนวตั้งรับ  ปล่อยให้ปีหนึ่งหนุ่มร่างอ้วน  ผิวขาว  ผมเกรียนสีน้ำตาลแกมทอง  เป็นผู้พิชิตผืนธงสีแดง  แล้วโยนส่งต่อให้เพื่อนๆเป็นทอดๆจนกลับถึงฝั่ง  ท่ามกลางสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเปรมปรีจากทั้งรุ่นพี่  และรุ่นน้อง

...............................……………...................

"จอร์จ  ชูก้า  ปีหนึ่งคนแรกที่พิชิตผืนธงแดงสัญลักษณ์แห่งคณะการบริหารและการปกคอรงของเรา!" 'ลาก้า' ประธานคณะ  มนุษย์เสือสาว  ประกาศผ่านไมค์เสียงดังก้อง  ผายมือไปยังหนุ่มร่างอ้วนผมสีน้ำตาลแกมทองที่เดินขึ้นบันไดข้างเวทีขึ้นมาอย่างช้าๆ  ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกึ่งเขินอาย

นิสิตทั้งหมดที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว  และอิ่มหนำเสร็จสรรพจากอาหารมื้อค่ำในห้องโถงใหญ่  เบื้องล่างเวทียกพื้นสูง  ปรบมือเป่าปากร้องรับเสียงสนั่น

"จะกล่าวอะไรหน่อยมั้ยจ๊ะ" ลาก้าเอ่ยถามรุ่นน้องอย่างอ่อนโยน  พลางยื่นไมค์ส่งให้

จอร์จรับไมค์มาด้วยมืออันสั่นเทา "อะ...เอ่อ...ผะ...ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง  เพราะงั้นผมจะขอพูดตามความรู้สึกในใจของผม...ผมดีใจและรู้สึกภูมิใจมากที่ได้เป็นนิสิตคณะนี้  และรุ่นพี่ก็ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น  กิจกรรมทั้งหลายที่พวกพี่ๆจัดให้  ทำให้ผมได้สนุก  ได้รู้จักเพื่อนๆมากขึ้น  ผมดีใจมากครับ  ขอบคุณครับพี่ๆ"

สิ้นเสียงกล่าวที่เรียบง่าย  ทว่ามาจากใจผู้พูด  ซึ่งปลื้มปิติจนน้ำตาคลอ  เสียงปรบมือกรีดร้องรับก็ดังกึกก้องอีกครั้งอย่างเนิ่นนาน  หลายคนทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง  รวมทั้งจิน  ชาร์ลีน  และลูฟี่  พลอยตื้นตันน้ำตาคลอไปด้วย

แล้วลาก้าก็ยกมือให้สัญญาณ  ให้ทุกคนเงียบเสียงลง

"บัดนี้มาถึงพิธีอันศักดิ์สิทธิ์และสำคัญ  ขอเชิญตัวแทนชั้นปีขึ้นมาบนเวที" ลาก้าประกาศด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  ทว่าก้องกังวานเปี่ยมมนต์ขลัง

ทุกคนในห้องโถงต่างลุกขึ้นยืนอย่างสงบนิ่ง

ตัวแทนปีสอง  สาม  และสี่เดินขึ้นเวที  มายืนรวมล้อมรอบธงคณะที่ปักไว้ในแท่นกลางเวที  ระหว่างลาก้ากับจอร์จผู้ซึ่งได้รับเกียรติเป็นตัวแทนปีหนึ่งไปโดยปริยาย

ลาก้ายกธงขึ้นจากแท่น "นับแต่นี้เป็นต้นไปนิสิตปีหนึ่งทั้งหลายในที่นี้…" ลาก้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม  ตัวแทนชั้นปีทั้งสามล้อมเข้ามาใกล้จับด้ามธงไว้มั่น "…คือนิสิตคณะการบริหารและการปกครอง"

ด้ามเหล็กยาวเมตรครึ่งที่หนาหนัก  ประดับด้วยธงผืนสำคัญสีแดงสด  ปักอักษรชื่อคณะด้วยด้ายมันวาวสีเขียวเด่น  ถูกยื่นส่งไปเบื้องหน้า  รุ่นพี่แหวกทางให้ตัวแทนปีหนึ่งร่างอ้วนยื่นมือสัมผัสด้ามธง  ท่ามกลางเสียงปรบมือดังสนั่นกับความรู้สึกอบอุ่นตื้นตันใจ

...............................……………...................

รุ่นพี่มีเกือบพัน...โห้ย! จะไหวมั้ยเนี่ย...ลูฟี่บ่นอุบอิบกับหัวข้อกิจกรรมวันนี้  ที่ให้นิสิตปีหนึ่งทุกคนล่าลายเซ็นรุ่นพี่ทั้งหมด

คิดในทางกลับกันนะ  รุ่นพี่คนนึงก็ต้องแจกลายเซ็นพวกเราปีหนึ่งทั้งหมดเกือบพันคนเหมือนกัน...รู้อย่างนี้ก็เลิกบ่นได้แล้วย่ะ!” เมซีเน่เท้าเอว  ตีหน้าเคร่งดุลูฟี่

กิจกรรมนี้สำคัญมากนะฮะ  ทำให้รุ่นพี่รุ่นน้องได้รู้จักกันยิ่งขึ้นไงฮะ จินอธิบาย  พลางรับสมุดปกอ่อนที่ชาร์ลีนไปรับมา  และกำลังแจกเพื่อนในกลุ่ม

เทียบกับเมื่อวาน  วันนี้สบายกว่าเยอะ ออตโตพูด  รับสมุดมา  แล้วช่วยแจกจ่ายปากกาให้ทุกคน

ใช่จ้ะ...สบายๆ  บ่ายๆก็คงเสร็จแล้วล่ะชาร์ลีนพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  รับปากกาจากออตโตแลกกับสมุดที่แจกไป

ไม่มีอะไรตื่นเต้นเลย วิลเลี่ยมพูด  นัยน์ตาสีน้ำเงินหรี่ปรือ  มือท้าวคาง  ท่าทีเบื่อหน่าย

ที่นี่ไม่ใช่สวนสนุก เจมส์ว่าด้วยสีหน้ายิ้มๆ  จงใจแซวมากกว่าดุจริงจัง  รับสมุดกับปากกาสองชุดเผื่อวิลเลี่ยมด้วย

รุ่นพี่คงไม่ทำให้เราเบื่อหรอก ออโรร่าออกความเห็น  นัยน์ตาสีน้ำตาลเป็นประกาย  ใบหน้าสดใสระบายด้วยรอยยิ้ม  ตื่นเต้นกับทุกกิจกรรมที่เข้าร่วมอย่างยินดี

เป็นจริงดังออโรร่าพูด  รุ่นพี่แต่ละคนหาวิธีทำให้การล่าลายเซ็นเป็นไปอย่างไม่ธรรมดา  ไม่มีทางเบื่อ

บางคนตั้งคำถามทายปริศนา  ตอบถูกให้ลายเซ็น  ตอบผิดถูกเปลี่ยนคำถามใหม่จนกว่าจะตอบถูกถึงได้ลายเซ็น  ส่วนใหญ่เป็นปัญหาอะไรเอ่ยง่ายๆ 

รุ่นพี่หนุ่มบางคนก็สรรคำถามที่ออกจะสัปดนสองแง่สองง่าม  ทำให้น้องปีหนึ่งสาวๆที่ถูกถาม  และคิดลึกถึงกับหน้าแดงเขินอาย  แต่คำถามเหล่านี้ถูกทางถูกใจออตโตที่สุด

รุ่นพี่บางคนก็ให้เต้นให้ดู  บางคนให้ร้องเพลง  บางคนให้ทายชื่อตัวเอง  บางคนใช้ให้บริการ  เช่นใช้ให้นวดบ้าง  ใช้ไปซื้อของ  ใช้ให้หยิบโน่นนี่ให้  ใช้ให้เสิร์ฟอาหาร  และน้ำเมื่อได้เวลาพักเที่ยงพอดี

บางคนถูกใช้ให้ไปหาของแปลกๆมาให้  บางทีรุ่นพี่กำลังตามหาเพื่อนก็ให้ช่วยหาเพื่อนให้ก็มี

ตลอดทั้งวันรอบรีสอร์ทที่พักจึงคราคร่ำไปด้วยผู้คน  ทั้งนิสิตปีหนึ่งที่เดินเข้าออกห้องพักเพื่อล่าลายเซ็นรุ่นพี่ส่วนหนึ่งที่รออยู่ในห้อง  พี่ๆบางคนที่ไม่สนใจจะรอในห้อง  ฉวยโอกาสนี้เป็นเวลาส่วนตัวเตร็ดเตร่ไปทั่ว  ทำให้น้องปีหนึ่งต้องติดตามไปขอลายเซ็น

จนหมดเวลากำหนด  ได้เวลาอาหารเย็น  ปีหนึ่งก็ได้ลายเซ็นรุ่นพี่เกือบครบเป็นส่วนใหญ่  ส่วนรุ่นพี่ก็เมื่อยมือที่ต้องแจกลายเซ็นมาทั้งวัน

กิจกรรมในห้องโถงใหญ่ค่ำคืนนี้เป็นไปอย่างกันเอง  และเรียบง่าย  ไฟนีออนที่สว่างเจิดจ้าดับลง  แทนที่ด้วยแสงเทียนสีเหลืองนวลตาในมือรุ่นพี่  ดุจแสงนำทางกลางห้องที่มืดมิด  คลอด้วยเสียงเพลงคณะที่เปิดเบาๆ

น้องปีหนึ่งแยกย้ายจากกลุ่มเพื่อน  มุ่งสู่รุ่นพี่ที่ต่างเอ่ยคำอวยพร  กล่าวยินดีต้อนรับ  พลางผูกข้อมือด้วยด้ายสีขาวเส้นแล้วเส้นเล่าจากรุ่นพี่คนแล้วคนเล่า  ให้ความรู้สึกอบอุ่นปิติยินดีอิ่มเอมใจ  ความผูกพันในฐานะพี่น้องร่วมคณะทวีเพิ่มพูน

ด้ายบางเส้นบนข้อมือหลายคนมีสีสันสวยสดแปลกตา  มาจาก พี่สายที่ผูกพันคอยค้ำจุน

เมื่อแสงไฟนีออนสว่างไสวขึ้นอีกครา  อันเป็นเวลาสิ้นสุดพิธี  ถึงคราวต้องแยกย้ายกลับที่พัก  ความปลื้มปิติอิ่มเอมในใจก็ทำให้หลายๆคนยากที่จะหลับใหลลงในคืนนี้...

...............................……………...................

ฮ้าววววววว...ทำไมเราต้องตื่นแต่เช้าตรู่มาเดินท่อมๆแบบนี้เนี่ย... ลูฟี่หาว  พลางบ่นพึมพำไม่หยุดปาก  ขณะเดิมตามเพื่อนๆไปบนหาดทรายขาวละเอียด

นายนี่ไม่มีความโรแมนติกเอาซะเลยนะ  หัดเบิ่งตามองไปรอบๆบ้างสิ  โน่น...ดูโน่น...พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นน่ะ....แหกตาดูบ้างซิยะ เมซีเน่ตอกกลับ  ด้วยยังหงุดหงิดไม่หายจากการที่ต้องออกแรงลากลูฟี่ลงจากเตียงก่อนหน้านี้

นั่นซิฮะ...มาเที่ยวพักค้างแรมที่ทะเลทั้งทีก็ต้องไม่พลาดดูพระอาทิตย์ขึ้นลงในทะเล จินสนับสนุนอย่างแข็งขัน  เขาเป็นคนเสนอโปรแกรมนี้ขึ้นมาเมื่อคืน  ก่อนที่สามสาวจะแยกกลับไปห้องนอน 

ลูฟี่ทำท่าจะบ่นอีก  แต่เมื่อเส้นขอบฟ้ากลางทะเลเริ่มทอแสงเรืองรอง  เขาก็หุบปากเงียบแล้วจ้องมองอย่างสงบนิ่ง  เช่นเดียวกับทุกคนที่หันไปชื่นชมธรรมชาติอันงดงามดั่งต้องมนตร์

แสงสุริยาสีทองฉายวาบกลางมหาสมุทร  ขับไล่ความมืดมัวที่ยังหลงเหลือให้ค่อยๆจางหาย  แทนที่ด้วยแสงสีอำพันอันอบอุ่น  และกระจ่างสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ

เสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งอันเป็นเสียงธรรมชาติหนึ่งเดียวที่ได้ยลยินเมื่อย่ำรุ่ง  ถูกแต่งเติมเพิ่มความไพเราะด้วยเสียงนกน้อยขับขานที่พร้อมใจกันบินออกจากรังหาอาหารเมื่อตะวันโผล่พ้นขึ้นสู่ฟ้า

หาดทรายขาวที่เป็นเงาหม่นมัว  และผืนมหาสมุทรอันกว้างใหญ่เวิ้งว้างยามมืดทะมึน  กลับกลายระยิบระยับงดงามเมื่อต้องแสงสุริยาเจิดจ้า

ทั้งแปดคนยืนมองความงดงามตามธรรมชาติที่แปรเปลี่ยนให้เห็นทีละเล็กละน้อย  เนิ่นนานเพียงใดมิรู้เบื่อ  จนกระทั่งเสียงท้องร้องของสมาชิกหนึ่งในนั้นดังขึ้นทำลายความสุนทรีย์ทั้งหมดลง

โครกกกกกกกกกก!” เสียงท้องร้องเพราะความหิวดังมาจากออตโต  ทุกคนหันมองเขาเป็นตาเดียว  เขาจึงก้มหัวยิ้มเจื่อนขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่

ได้เวลาอาหารเช้าแล้วล่ะจ้ะ...เรากลับกันเถอะนะ ชาร์ลีนยิ้มตอบออตโต  แล้วหันไปชวนทุกคนกลับ  เพราะเธอเองก็เริ่มหิวเหมือนกัน

ฉันเอาแซนวิชมาเผื่อทุกคนแล้ว ออโรร่าบอก  เปิดกระเป๋าเป้ใบเล็กที่สะพายติดตัวมา  ภายในอัดแน่นด้วยแซนวิช  และเครื่องดื่มชนิดกล่อง

นี่หมายความว่าเธอเตรียมมาพร้อมเพื่อจะชวนเราเดินกันต่องั้นซิ เมซีเน่ออกความเห็นอย่างรู้ทัน  พลางช่วยแจกแซนวิชและเครื่องดื่มให้คนอื่นๆ

ไหนๆก็ออกมาถึงนี่แล้ว  แวะไปดูปะรำพิธีอภิเษกของฮาเวิร์ดหน่อยก็ดี วิลเลี่ยมก็เป็นอีกคนที่รู้ดีว่าออโรร่าคิดอย่างไร  เขารับแซนวิชของตัวเองมา  และรับเผื่อเจมส์ด้วย

วันนี้อิสระ...เราจะทำอะไรก็ได้อยู่แล้ว เจมส์เสริม  รับกล่องเครื่องดื่มของตัวเองและวิลเลี่ยมมาเสียบหลอด  แล้วส่งโกโก้เย็นยี่ห้อเฮอร์เรียตให้วิลเลี่ยม

ง่ำ  ง่ำ  ก็ดีฮะ  ง่ำ  อืม... จินสนับสนุนทั้งที่แซนวิชเต็มปาก

แล้วลูฟี่กับออตโตล่ะจ๊ะว่ายงไง ชาร์ลีนหันไปถามเพื่อนทั้งสองที่กำลงสวาปามแซนวิชด้วยความหิวโหย

ทั้งคู่พยักหน้าตอบพร้อมกัน

เอา~ไอ~อ้อ~ไอ้ (เอาไงก็ได้) ออตโตส่งเสียงตอบยืนยันทั้งที่อาหารเต็มปาก อ๊อก!” ทำให้แซนวิชติดคอ  ชาร์ลีนต้องรีบส่งขวดน้ำเปล่าในมือที่ถือติดมาให้ดื่ม

ใครใช้ให้นายพูดทั้งที่อาหารเต็มปากล่ะ เมซีเน่ดุ  แต่อดส่งสายตาทอดมองอย่างเป็นห่วงไม่ได้

เมื่ออาหารเช้าอย่างง่ายถูกจัดการจนเสร็จสิ้น  ทั้งหมดก็เคลื่อนขบวนเดินลัดเลาะเลียบไปตามชายหาด  ซึ่งทอดยาวอยู่เบื้องล่างหน้าผาชัน  แม้หนทางจะค่อนข้างไกล  แต่การได้เดินทอดน่องพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานก็ทำให้ถึงที่หมายเร็วกว่าที่คิด

เลี้ยวมุมผาตรงนั้นก็ถึงแล้วใช่มั้ยฮะ จินถามเสียงอ่อย  พลางปาดเหงื่อที่อาบขนบนใบหน้าจนชุ่มโชก  ด้วยร่างกายที่มีขนหนาปกคลุม  เมื่อต้องเดินกลางแดด  แม้เป็นแดดอ่อนยามเช้าเป็นเวลานาน  ทำให้เขาเหงื่อออกมากและร้อนกว่าคนอื่น

หวังว่าคงมีที่ร่มๆให้นั่งพักนะ ลูฟี่ตั้งความหวัง  เขาก็เป็นอีกคนที่ร่างกายเต็มไปด้วยขนหนาสีขาว  ซึ่งขณะนี้ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ

ขอโทษนะ...ฉันไม่ทันนึกว่าจะทำให้เธอสองคนต้องเหนื่อยขนาดนี้ ออโรร่าเอ่ย  สีหน้าสำนึกผิด

ขอโทษทำไมไม่ใช่ความผิดเธอซะหน่อย ลูฟี่ว่า

ใช่ฮะ...อย่าใส่ใจเลย จินสนับสนุน  พลางส่งยิ้มให้  ทำให้ออโรร่ารู้สึกดีขึ้นมาก

เดี๋ยวเราก็ได้นั่งพักสบายๆกันแล้วล่ะจ้ะ...อีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว  และเราจะได้ขอน้ำจากพวกช่างก่อสร้างมาดื่มแก้กระหาย ชาร์ลีนพูด  แล้วยิ้มให้กำลังใจทั้งตัวเอง  และคนอื่น

ถ้ามีข้าวให้กินด้วยจะดีมาก ออตโตออกความเห็นเสียงแหบแห้ง  แซนวิชอันเดียวที่เพิ่งกินไปเมื่อเกือบชั่วโมงที่ผ่านมา  ถูกย่อยไปหมดแล้ว  ท้องของเขาเริ่มร้องโครกครากเพรียกหาอาหารให้ตกมาถึงท้องอีกครั้ง

ถ้านายกล้าหน้าด้านขอข้าวเขากินก็เชิญเถอะ...แต่ถึงตอนนั้นช่วยจำไว้ด้วยนะ  ว่าฉันไม่รู้จักนาย เมซีเน่ว่า  น้ำเสียงทีเล่นทีจริง  แล้วหันไปตะโกนแขวะพี่น้องเฮอร์เรียตที่เดินนำอยู่ด้านหน้า  ทั้งยังถกกันลำพังสองคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  ไม่สนใจร่วมวงสนทนากับเพื่อนๆ

เฮ้!...นายสองคนน่ะหัดเดินรอเพื่อนฝูงบ้างซิ เมซีเน่ตะโกน

รอเพื่อนบ้างซิ...บ้างซิ... ออตโตแกล้งหยอก  ตะโกนตามเลียนเสียงเมซีเน่ให้เหมือนเสียงสะท้อน

คนอื่นๆ หัวเราะขำกับมุขง่ายๆเข้าสถานการณ์ของออตโต

วิลเลี่ยมกับเจมส์หยุดเดิน หันมาพร้อมกัน  เมื่อถึงมุมหักเลี้ยวของหน้าผาพอดี

เดินชักช้ากันอยู่ได้  กว่าจะถึงกว่าจะกลับเที่ยงกันพอดี วิลเลี่ยมหันมาตะโกนตอบด้วยประโยคแฝงนัยกระตุ้นให้เร่งรีบ  ทว่าไม่ได้ผล  เพื่อนทั้งหกยังคงค่อยๆก้าวเดินอย่างไม่ใส่ใจ

เจมส์เห็นดังนั้นจึงไม่อยากรั้งรอต่อ  บ่ายหน้านำเลี้ยวลับมุมไปก่อน...แล้วก็ต้องตระหนกสุดขีดกับสิ่งที่เกิดขึ้น!!

ระวัง!” เจมส์ตะโกนก้อง...

...............................……………...................

                        
                        
ครบ 100% แล้วนะคะตอนนี้
                         ทิ้งท้ายประโยคตื่นเต้นไว้ให้ลุ้นกันอีกต่างหาก  ตอนหน้ามีบู๊เล็กน้อยให้ได้มันส์กันค่ะ
                         สอบปลายภาคใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว  มาสู้ด้วยกันนะคะ  ทั้งรายงาน  และการอ่านหนังสือเตรียมสอบ

                         อย่าลืมส่งคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ 
                         ไม่เม้นท์ไม่อัพต่อจริงๆนะ


 

B T b

1,454 ความคิดเห็น