numa
ดู Blog ทั้งหมด

... โอวาทพระอาจารย์...

เขียนโดย numa
... โอวาทพระอาจารย์...

ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ


คนเราเมื่อมีลาภก็เสื่อมลาภ
เมื่อมียศก็เสื่อมยศ
เมื่อมีสุขก็มีทุกข์
เมื่อมีสรรเสริญก็มีนินทา
เป็นของคู่กันมาเช่นนี้ จะไปถืออะไรกับปากมนุษย์
ถึงจะดีแสนดีก็มีที่ติ ถึงจะชั่วแสนชั่วมันก็ชม
นับประสาอะไร พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลิศดีกว่ามนุษย์และเทวดา
ยังมีมารผจญ ยังมีคนนินทาติเตียน
ปุถุชนอย่างเราจะหลุดพ้นจากโลกะธรรมดังกล่าวแล้วไม่ได้
ต้องคิดเสียว่าเขาจะติก็ช่าง จะชมก็ช่าง
เราไม่ได้ทำอะไรให้เขาเดือดเนื้อร้อนใจ
ก่อนที่เราจะทำอะไรเราคิดแล้วว่า
ไม่เดือดร้อนแก่ตัวเราแลคนอื่น เราจึงทำ
เขาจะนินทาว่าร้ายอย่างไรก็ช่างเขา
บุญเราทำกรรมเราไม่สร้าง
พยายามสงบกาย สงบวาจา สงบใจ
จะต้องไปกังวลกลัวใครติเตียนทำไม
ไม่เห็นมีประโยชน์ เปลืองความคิดเปล่าๆ




หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล
วัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี


ธรรมะมีอยู่ในกาย เพราะกายมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ท่านได้เสียสละ
เช่น ความสุขอันเป็นไปด้วยราชสมบัตินั้น
พระองค์ท่านผู้มีคนยกย่องสรรเสริญ คอยปฎิบัติวัฎฐาก
แล้วได้เสียสละมานอนกับดินกินกับหญ้า ใต้โคนต้นไม้
ถึงกับอดอาหาร เป็นต้น
การเสียสละเหล่านี้เพื่อประโยชน์อะไร
ก็เพื่อให้ได้ถึงซึ่งวิโมกขธรรม
คือ ธรรมะ เป็นเครื่องพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย
และเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ ก็ทรงนั่งสมาธิใต้ร่มไม้
อันเป็นสถานที่เงียบสงัด
และได้ทรงพิจารณาถึงความจริง
คือ อริยะสัจ 4 นี้ เป็นมูลเหตุอันเป็นเบื้องต้นของพระพุทธเจ้า




หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ
วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร


สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรไปทำความผูกพัน
เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้ทำความผูกพันและมั่นใจในสิ่งนั้น
กลับมาปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว
โดยไม่มีความสมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดเหนี่ยวเช่นกัน
อดีตควรปล่อยไว้ตามอดีต
อนาคตควรปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นที่สำเร็จเป็นประโยชน์ได้
เพราะอยู่ในฐานะที่ทำได้ไม่สุดวิสัย




หลวงปู่ดุลย์ อตุโล
วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์


แม้จะจบพระไตรปิฎกหมดแล้ว
จำพระธรรมได้มากมาย มีคนเคารพมาก
ทำการก่อสร้างวัตถุได้มากมาย
หรือสามารถอธิบายได้ถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ได้อย่างละเอียดแค่ไหนก็ตาม
ถ้ายังประมาทอยู่
ก็ยังว่าไม่ได้รสชาดของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของภายนอกเท่านั้น
เมื่อพูดถึงประโยชน์ก็ประโยชน์ภายนอก
คือ เป็นไปเพื่อสงเคราะห์สังคม เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น
เพื่ออนุชนรุ่นหลัง หรือเพื่อสัญญลักษณ์ของพระศาสนวัตถุ
ส่วนประโยชน์ของตนที่แท้นั้นก็คือ ความพ้นทุกข์
จะพ้นทุกข์ได้ก็ต่อเมื่อรู้จิตหนึ่ง
- จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
- ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
- จิตเห็นจิต เป็นมรรค
- ผลอันเกิดจากจิตที่เห็น เป็นนิโรธ




หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย


ใจ คือ ผู้ที่อยู่เฉยๆ และรู้ตัวว่าเฉย
ไม่คิด ไม่นึก อันนั้นแหละเรียกว่าใจ
จิต คือ ผู้ที่คิดนึก มันคิด มันนึก มันปรุง มันแต่ง
สัญญา อารมณ์ทั้งปวงหมด อันนั้นเรียกว่า จิต

เรื่องเรียนพระพุทธศาสนา ไม่ต้องเรียนอื่นไกล
เรียนเข้ามาหาใจเสียก่อนแล้วหมดเรื่อง
พระพุทธเจ้าทรงสอนสาวกทั้งหลาย ก็สอนถึงใจทั้งนั้น
ถึงที่สุดก็คือ ใจ เรียกว่า พระศาสดาสอนถึงที่สุดก็คือ ใจ เท่านั้น
แต่เรายังทำไม่ถึง เราจะต้องพยายามฝึกหัดอบรมใจของตนนี้
ให้มันถึงที่สุด มันจึงจะเข้าถึงที่สุดของพระพุทธศาสนา
หมดพุทธศาสนาได้ ผู้ใดทำใจให้เป็นกลาง
ผู้นั้นจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

ที่มา : บ้านจอมยุทธ.คอม...http://www.baanjomyut.com

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น