ปรากฏการณ์ของสังคมที่กำลังคลั่งไคร้ไหลหลงสิ่งพึ่งพิงทางใจภายนอกดังกระแสคลั่งจตุคามฯในปัจจุบันนี้ สะท้อนบอกถึงภาวะจิตใจของคนในสังคมที่ขาดความมั่นคงภายใน รวมถึงขาดความสามารถที่จะยอมรับและกล้าเผชิญความผันผวนปรวนแปรของสิ่งต่างๆในชีวิต โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่คาดฝันด้านร้ายของชีวิต เช่น อุบัติเหตุ ภัยพิบัติต่างๆ การเจ็บไข้ได้ป่วยร้ายแรง การตกต่ำในหน้าที่การงาน การล้มละลายขาดทุนทางธุรกิจ การได้รับความยอมรับทางสังคมที่กำลังเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ และความเสื่อมสูญของอำนาจในมือ เป็นต้น
ยิ่งในสังคมที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมที่มีความซับซ้อนเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเต็มไปหมด เปราะบางต่อความผันผวนปรวนแปรได้ง่ายและแถมยังยากที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้อีก ก็ยิ่งทำให้คนในสังคมแสวงหาสิ่งพึ่งพิงทางใจภายนอกมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าสิ่งพึ่งพิงเหล่านั้นจะไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลว่ามันจะช่วยให้เราเอาชนะหรืออยู่กับการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นสุขได้อย่างไร
จริงๆแล้วกระแสคลั่งสิ่งพึ่งพิงภายนอกไม่ได้เพิ่งเกิดเฉพาะกับกระแสจตุคามฯเท่านั้น ก่อนหน้านี้เราก็เคยคลั่งกระแสเสด็จพ่อ ร.๕ ธรรมกาย พระพรหมเอราวัณ รวมไปถึงเครื่องรางของขลังจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังต่างๆ กระแสเหล่านี้อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านานไม่เคยห่างหายไปไหนเลย ที่น่าสังเกตก็คือ ในขณะที่สังคมในโลกสมัยใหม่มีเทคโนโลยีและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าเพียงใดสิ่งเหล่านี้กับเจริญงอกงามเป็นเงาตามตัว
หากจะดูกันให้ชัดกว่านี้คนในสังคมไม่ได้ใช้สิ่งพึ่งพิงทางใจภายนอกอย่างองค์จตุคามฯอย่างเดียวเพื่อตอกย้ำความมั่นคงมั่นใจที่จะเวียนว่ายอยู่ในโลกที่มีความผันผวนและเปราะบางสูง เราได้ใช้ข้อมูลความรู้ ดีกรีทางการศึกษา การสะสมความมั่งคั่งของทรัพย์สินเงินทอง ยศตำแหน่ง เทคโนโลยีสารพัด ฯลฯ เพื่อรับมืออย่างมั่นใจกับความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะสิ่งที่ไม่คาดฝันด้านร้ายของชีวิต เพราะเราต่างเชื่อว่า หากสะสมสิ่งเหล่านี้มากเท่าใดเราจะยิ่งมั่นคงปลอดภัย ชีวิตจะอยู่ในพื้นที่สุขสบายมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งอาจะมีส่วนจริงอยู่บ้างแต่ก็ไม่ทั้งหมด
จริงอยู่หากเรามีดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์ มีเงินฝากในบัญชีธนาคารมากมาย หรือมียศตำแหน่งสูง ชีวิตก็อาจจะเสี่ยงน้อยหน่อยที่จะขาดแคลนยากจน ยิ่งมีวัตถุมงคลไว้ครอบครองเต็มบ้านก็ยิ่งอุ่นใจ แต่หากเราลองสำรวจลงไปถึงก้นลึกของจิตใจแล้ว แม้ว่าเราจะมีสิ่งเหล่านี้อุ่นหนาฝาคั่งเพียงใด จิตใจเราจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัยแท้จริงหรือ ลึกๆแล้วกลับจะยิ่งทำให้รู้สึกไม่มั่นคงภายในซ่อนแฝงอยู่มาก เพราะเราจะเปราะบางหวั่นไหวได้ง่ายหากมีสถานการณ์ไม่คาดฝันหรือความผันผวนปรวนแปรเกิดขึ้น เช่น เพียงได้ยินข่าวการล้มเจ็บตายไปของคนใกล้ตัว ข่าวความรุนแรงหรืออาชญากรรม หุ้นตก ค่าเงินบาทแข็งตัว โรคติดต่อร้ายแรง การเมืองไร้เสถียรภาพ วิกฤติการณ์ทางธรรมชาติรวมถึงวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจโลก เราก็รู้สึกถึงความไม่มั่นคงปลอดภัยแล้ว เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้มันมีอยู่รอบตัวเราและพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันหลายครั้งก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า วัตถุมงคลหรือสิ่งพึ่งพิงทางใจภายนอกรวมถึงยศตำแหน่ง วุฒิการศึกษา บริษัทบริวาร และอำนาจ ก็ไม่สามารถปกป้องคุ้มครองให้เราหลุดรอดจากกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ยั่งยืนแท้จริงเลย
อีกแง่หนึ่งที่น่าใคร่ครวญก็คือ ยิ่งชีวิตเราเสพติดกับการดำรงอยู่อย่างมั่นคงปลอดภัยหรือติดอยู่ในพื้นที่สุขสบายมากและนานเท่าใด ความรู้สึกยึดติดความมั่นคงสุขสบายจะยิ่งทำให้ลดทอนความสามารถในการเผชิญหน้าหรือยอมรับความผันผวนปรวนแปรของชีวิต เราจะยิ่งขลาดกลัวการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆได้ง่าย จะวิ่งหนีความเป็นจริงของชีวิต เช่น วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนต่อความแก่ ความเจ็บ และความตาย เป็นต้น
ดังนั้นแม้เราจะทุ่มเทแสวงหาสิ่งพึ่งพิงทางใจภายนอกเพิ่มขึ้นเท่าใด มันก็เพียงช่วยให้เรารู้สึกมั่นคงอุ่นใจได้ชั่วคราว และภาวะความกลัว หวาดระแวงก็คืบคลานเข้ามาใหม่ เพราะจริงๆแล้วธรรมชาติหรือสรรพสิ่งมันตะโกนบอกเราตลอดเวลาว่า ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืนเลย แต่เราก็ไม่ได้ยิน ดังนั้นหากเราจะอยู่อย่างรู้สึกมั่นคงแท้จริง เราต้องกลับมาหาความมั่นคงภายในด้วยการฝึกฝนชีวิตจิตใจให้เข้าถึงความจริงของชีวิตและสรรพสิ่ง ซึ่งจะทำให้เรากล้าที่จะยอมรับและพร้อมที่จะเผชิญทุกสถานการณ์ของชีวิตได้อย่างแท้จริง ความสามารถในการยอมรับความผันผวนปรวนแปร ไว้วางใจต่อความไม่เที่ยงแท้แน่นอนต่างหากที่เป็นความมั่นคงอันแท้จริงและยั่งยืน ดังนั้นหากองค์จตุคามฯที่เราห้อยแขวนกันเกร่อในขณะนี้จะเป็นเครื่องย้ำยืนยันถึงความมั่นคงเป็นสุขภายนอกแล้วไซร้ จตุคามฯองค์แท้ก็น่าจะหมายถึง การมองเห็นความจริงของชีวิตและสรรพสิ่งตามที่มันเป็น ซึ่งเราทุกคนสามารประดิษฐานไว้ภายในตัวเราด้วยการฝึกฝนชีวิตจิตใจดังที่กล่าวมา |
ที่มา : คอลัมน์รายสัปดาห์ ลงตีพิมพ์ใน โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันเสาร์ เขียนโดย..ทีมงานพุทธิกา
|
ความคิดเห็น