เธอเท่านั้น...สุดที่รัก ตีพิมพ์กับ สนพ.สุวิมลกวี

ตอนที่ 9 : เธอเท่านั้น...สุดที่รัก 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 239
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 ส.ค. 55


 
 

 

 

เธอเท่านั้น...สุดที่รัก 7

            จริงๆแล้วการออกเดทครั้งแรกในรอบ 28 ปีของเธอมันก็ไม่ได้เลวร้ายหรือยากลำบากอย่างที่เคยนึกหวั่นอะไรเลยนะ มันก็เหมือนกับการที่ได้ออกมาเที่ยวกับเพื่อนๆนั่นล่ะ ต่างกันตรงที่ว่าการเดท มันคือการนัดพบกันระหว่างหญิงชายแบบสองต่อสองเท่านั้นเอง ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆก็เป็นอะไรที่ธรรมดามากๆ แค่ไปดูหนัง กินข้าว ช๊อปปิ้ง สูตรสำเร็จที่ใครหลายๆคนก็คงใช้กัน

            แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เธอเริ่มรู้สึกไหวหวั่นและรับรู้ถึงข้อแตกต่างระหว่างเที่ยวสนุกสนานร่าเริงกับเพื่อนสาว กับการมาเที่ยวกับชายหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่หมั้นนั้นคงไม่พ้น รอยอุ่นวาบจากริมฝีปากหยักสวยได้รูปคู่นั้นบนหน้าผากของตนที่ชายหนุ่มฝากทิ้งไว้ให้หัวใจของเธอสั่นไหว เต้นระรัว เสียจนป่านนี้ก็ยังไม่อาจสามารถข่มตาหลับได้ลง เหมือนมีเสียงกลองอยู่ภายในอกประกอบกับเสียงที่พร่ำพูดชื่อของชายหนุ่มอยู่ในหัวร่ำไป มรุเดช มรุเดช มรุเดช...

            นี่คุณกำลังทำอะไรกับหัวใจของฉันกันนี่?

หลายชั่วโมงก่อนหน้านี้

            “กลับบ้านกันเถอะ”

 กีรณาเอ่ยกับชายหนุ่มระหว่างที่เดินเล่นอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำแล้วตนเองเริ่มรู้สึกได้ว่า สิ่งของที่ตนหอบหิ้วอยู่เต็มสองมือนั้น มันช่างหนักเหลือเกิน และคนข้างๆเธอก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะช่วยถือเสียด้วยสิ

            “อยากกลับแล้วหรือ?” เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้ามุ่ยคล้ายๆไม่พอใจอะไรซักอย่าง

            “จริงๆแล้วก็ยังไม่อยากกลับหรอก” เจ้าหล่อนกล่าว “แต่ฉันเมื่อยแล้วนี่นา จะให้คุณเดินกลับไปที่รถเป็นเพื่อนกันเพื่อเอาของไปเก็บแล้วเดินมาใหม่อีกรอบก็ไม่ได้ใช่ม้า อีกอย่าง คุณเองก็เดินเป็นเพื่อนฉันนานแล้วด้วยอาจจะนึกเบื่อแล้วก็ได้ งั้นเราก็กลับบ้านกันเถอะ”

            “อะไรทำให้คุณคิดอย่างนั้น”

            “ก็แต่ก่อนเวลาฉันมากับทัศน์ เค้าก็ไม่ยอมเดินด้วยนานๆนี่นา ถ้ากลับไปที่รถเมื่อไรแสดงว่านั่นหมายถึงต้องกลับบ้านหมดสิทธิ์ซื้อของต่อ แล้วฉันก็เกรงใจคุณด้วยแหล่ะ”

            หญิงสาวอธิบายตามตรงและเพราะมัวแต่ก้มลงแบ่งถุงสลับมือทั้งสองข้างจึงไม่ทันได้มีโอกาสเห็นว่าดวงตาของอีกฝ่ายหรี่ลงอย่างไม่พอใจ พร้อมทั้งยื่นมือออกมาฉวยสิ่งของต่างๆจากมือของหญิงสาวไปถือเอาไว้ทั้งหมดเสียเอง

            “ผมไม่ใช่คนแบบนั้น”

            มรุเดชกล่าวเสียงเข้มเสียจนกีรณาแปลกใจเมื่ออีกฝ่ายคว้าข้อมือของตนไปเกาะกุมแล้วออกแรงฉุดรั้งให้เธอเดินไปพร้อมๆกัน

            “ฉันขอโทษ”

หล่อนกล่าวเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ยอมรับล่ะว่าเวลาเขาตีหน้าขรึมอย่างนั้นเขาก็ดูน่ากลัวอย่างร้ายกาจพอๆกับความหล่อที่มีเลยทีเดียว

            “เรื่องอะไร”

 สวนกลับด้วยน้ำเสียงห้วนห้าว เพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะเข้าใจถึงภายในความรู้สึกนึกคิดของเขาในขณะนี้

            “มะ...ไม่รู้สิ” เอ่ยตะกุกตะกักพลางหลบสายตาคมดุที่จ้องมองมาคล้ายตนเป็นเด็กที่กำลังทำผิด “ก็คุณดูไม่พอใจแล้วฉันก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองทำผิดอะไร แต่ถึงอย่างนั้น...เอ่อ”

            “ผมไม่ชอบการเปรียบเทียบ”

            ชายหนุ่มเอ่ยสวนขึ้นมาทันควันด้วยไม่อาจทนให้อีกฝ่ายเอ่ยจนจบได้อีกต่อไป เพราะถึงอย่างไร การที่เขาจะคาดหวังให้กีรณาเข้าใจอารมณ์ของผู้ชาย(อย่างเขา) ในเวลาเพียงไม่นาน ก็ออกจะเป็นการคาดหวังมากเกินไปจนถึงขั้นไร้สติปัญญาเลยทีเดียว เพราะกีรณาไม่ใช่กีรติ นี่เป็นสิ่งที่เขาพยายามท่องจำให้ขึ้นใจ ว่าฝาแฝดคู่นี้นอกจากดวงหน้าที่เหมือนกันอย่างกับแกะแล้ว นิสัยใจคอก็ต่างกันราวฟ้ากับเหวลึก!(แน่นอน กีรณาเป็นก้นหุบเหวอย่างไม่ต้องสงสัย)

            “เปรียบเทียบ?”

กล่าวทวนอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก ในขณะที่มรุเดชยังคงเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามระงับอารมณ์ที่มันคุกรุ่นอย่างสุดความสามารถ

            “ไม่ใช่เรื่องฉลาดที่จะเอาคู่หมั้นของตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้ชายคนอื่น”

            “ฉันไม่ได้ตั้งใจนี่”

            “ผมก็หวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะคุณก็คงไม่ชอบใจเท่าไรใช่ไหมหากอยู่ดีๆผมจะพูดเปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างคุณกับเก้าขึ้นมา”

            กีรณาหน้าตึง เริ่มไม่พอใจขึ้นมาตะหงิดๆเมื่ออีกฝ่ายกล่าวจี้ใจ แหงล่ะ เธอไม่ชอบให้ใครมาเปรียบเทียบเธอกับพี่สาวฝาแฝดตั้งแต่เริ่มโตเป็นสาวแล้วล่ะ ยิ่งกับเขา คนที่เคยคบกับกีรติแล้วตอนนี้กลับมาเป็นคู่หมั้นของเธอ เธอยิ่งไม่อยากฟัง

            “ผมถึงได้บอกว่าไม่ใช่เรื่องฉลาดไง” กล่าวย้ำเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบงันไปอย่างยอมจำนน

            “เดี๋ยวนะ” ยกมือขึ้นแตะต้นแขนของชายหนุ่มเพื่อให้หยุดเดิน “นี่คุณกำลังด่าว่าฉันโง่หรือไง”

            “ผมพูดแบบนั้นหรือ?”

            “อย่ามาทำไขสือนะ!” หล่อนแหว “ก็เมื่อกี้คุณพูดอยู่หยกๆว่าฉันไม่ฉลาดน่ะ”

            “...”

มรุเดชจ้องหญิงสาวนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่นัยน์ตานั้นเป็นประกายระยิบระยับ จนกีรณาชักรู้สึกแปลกๆ ยามอีกฝ่ายเอาแต่สบตาหล่อนนิ่งไม่พูดไม่จาจนตนเองต้องเบี่ยงหน้าหนีไปอีกทาง เพราะไม่อาจทนสบเนตรคมคู่นั้นได้นานไปกว่านี้อีกแล้ว

            “ช่างมันเถอะ”

กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ในขณะที่มุมปากของอีกฝ่ายกดลึกยามเห็นดวงหน้าของหญิงสาวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่าชม

            “ถอดใจง่ายจัง” เย้าอย่างอารมณ์ดีผิดกับกีรณาที่หันมาส่งค้อนให้เขาวงโต

            “ฉันเรียนรู้แล้วล่ะว่าเถียงกับคนอย่างคุณไปก็ไม่มีวันเอาชนะได้หรอก”

            ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆพลางยกมือขึ้นมากุมริมฝีปากอย่างเห็นด้วย โดยหารู้ไม่ว่าท่าทางแบบนั้นส่งผลให้หญิงสาวเริ่มรู้สึกหมั่นไส้เขามากกว่าเดิมแค่ไหน ไอ้ความมั่นใจในบ้าๆที่เขามี บางทีเธอเองก็นึกอยากจะกระโดดบีบคอคนตัวโตตรงหน้านี้เหมือนกัน เพราะนัยน์ตาของเขามันเหมือนกับบอกความนัยว่า

            ข้ารู้เท่าทันเจ้าทุกอย่าง อย่าได้บังอาจมาเทียบชั้นกับข้าเลย โฮ่ๆๆ

ต้องทำเสียงเลียนแบบภาพยนตร์จีนกำลังภายในด้วยนะ!!

            “อย่ามองเหมือนผมทำอะไรผิดสิ”

            “มองแบบไหน”กล่าวด้วยน้ำเสียงพาลๆ “ไม่ให้ฉันมองหน้าคู่หมั้นตัวเอง แล้วจะให้ฉันไปมองหน้าใคร”

            “อยากให้ผมจูบคุณกลางห้างไหม?”

            คำถามที่เอ่ยออกมากลางคันเล่นเอาหญิงสาวตะลึงงัน สะดุดเท้าตนเองจนล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น ก่อนกระพริบตาปริบๆค่อยๆเงยดวงหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยืนค้ำศีรษะ ซึ่งแน่นอนล่ะตอนนี้สายตาที่เขามองมาทางเธอมันจริงจังมากๆเลย จริงจังจนหัวใจเธอเริ่มไม่รักดีเพราะมันเต้นระรัวเสียเธอกลัวว่ามันจะทะลุออกมาจากอก เพียงเพราะคำพูดพล่อยๆของคนหน้าตาดีแถมมีรอยหนวดเขียวครึ้มชวนหวิวๆในหัวใจเท่านั้นเอง...

            “หยะ...อย่าพูดอะไรที่มันชวนให้น่าตกใจแบบนี้สิ”

            เธอกล่าวตะกุกตะกักก่อนหลบสายตาเขาด้วยการทำเป็นมองเมินมือหนาที่ยื่นออกมาให้ความช่วยเหลือ โดยหารู้ไม่ว่าเสื้อยืดเข้ารูปพอดีตัวคอกว้างที่ตนเองสวมใส่นั้นมันเผยให้เห็นถึงเนินอกอวบอิ่มน่าสัมผัส ซึ่งเย้ายวนแค่ไหนยามเจ้าตัวเท้ามือทั้งสองข้างลงกับพื้นแล้วทรงตัวลุกขึ้นยืนเช่นเดิม

            “ให้ตายเถอะกีรณา”

ชามหนุ่มคำรามในลำคอ พลางก้มลงรื้อสิ่งของในถุงชอปปิ้งของหญิงสาวก่อนหยิบเอาผ้าพันคอผืนใหญ่ที่อีกฝ่ายเพิ่งซื้อมาส่งให้ด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่ออกจะมึนตึง

            “คุณจะรื้อของออกมาทำไมน่ะ”

            “พันมันไว้ซะ” มรุเดชไม่ตอบแต่กลับออกคำสั่งกับเธอที่ยื่นมือออกไปรับผ้าพันคอผืนใหม่มาถือไว้อย่างงงๆ

            “ฉันไม่หนาว” หล่อนบอก “แล้ว...”

            “ถ้าไม่อยากให้ผมปล้ำคุณตรงนี้ก็พันมันไว้ซะ!

            แนวกรามของชายหนุ่มบดจนเป็นสันนูน นัยน์ตาสีนิลขลับดูเข้มขึ้นจนหญิงสาวนึกหวั่นกลัว ลนลานคลี่ผ้าพันคอผืนโตออกแล้วพันมันไว้กับไหล่บางในทันที

            แต่ก็ดูเหมือนคนตัวโตจะยังไม่ค่อยพอใจ เพราะครานี้เขากำลังขยับเข้ามาใกล้ตัวเธอจนกีรณาได้กลิ่นกายผสมโคโลจน์อ่อนๆยามอีกฝ่ายก้มหน้าลงจนชิดแล้วจัดการผูกชายผ้าทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งตรวจตราจนเป็นที่แน่ใจแล้วว่า จะไม่มีใครได้มีโอกาสเห็นความนวลเนียนของเนินอกอิ่มอีก

            “บางครั้งคุณก็ทำให้ผมประสาท...” บ่นพึมพำพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

            “คะ?”

            “อย่าเอาผ้าผืนนี้ออกจนกว่าจะถึงบ้านได้ไหม”

เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง เมื่อรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยินสิ่งที่ตนกล่าว

            “ทำไมล่ะคะ”

เพราะผมจะสบายใจกว่าถ้าไม่มีคนมาคอยมองหน้าอกคุณ!’ แน่ล่ะเขาอยากตอบออกไปเช่นนั้น แต่ก็ทำได้แค่ ...

“อากาศมันเย็น ผมไม่อยากให้คุณไม่สบาย”

            ดวงหน้าหวานยิ้มกริ่มมองคนตรงหน้าด้วยความซึ้งใจที่ห่วงใยสุขภาพของเธอ “จริงๆฉันก็รู้สึกว่ามันหนาวๆอยู่เหมือนกัน พอเราออกจากโรงหนังฉันเลยซื้อมันมา แต่ก็ไม่กล้าหยิบขึ้นมาคลุมต่อหน้าคนขายน่ะ...ขอบคุณมากนะคะ”

            “ไปเถอะ”

กล่าวพร้อมทั้งฉุดรั้งมือหญิงสาวให้ออกเดินไปพร้อมกัน ซึ่งกีรณาเองก็ยินยอมเดินตามชายหนุ่มไปแต่โดยดีพร้อมรอยยิ้มกริ่ม แถมครานี้ยังแอบเหลือบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาทุกครั้งที่อีกฝ่ายเผลอไผล และเหนือสิ่งอื่นใด ณ ช่องหนึ่งของหัวใจ กีรณายอมรับอย่างจำนนแล้วว่า ทฤษฎีพื้นๆบ้าๆที่เขาเคยกล่าวอ้างมา มันก็ได้ผลดีเหมือนกัน...

            และดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเธอในการแอบมองชาวบ้านนานนัก เพราะวินาทีต่อมา ชายหนุ่มก็หันหน้ามาประสานสายตาจนหญิงสาวทำอะไรต่อไปไม่ถูก นอกจากพยายามสรรหาคำพูดเพื่อแก้สถานการณ์น่าอับอายเมื่อโดนอีกฝ่ายจับได้ว่าตนกำลังแอบมอง

            แต่ก็เท่านั้นแหล่ะ เพราะตอนนี้สมองที่เคยแล่นปรูดปราดของเธอกลับว่างเปล่า ริมฝีปากเผยอค้างเสียจนน่าขันเนื่องจากไม่มีคำพูดหรือเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหรือลำคอ ในขณะที่ชายหนุ่มจ้องมองเธออย่างรอคอย

            “อยากพูดอะไรหรือเปล่า”

เขาเอ่ยถามเมื่อปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำทั้งสองคนนานจนเกินไปและอีกฝ่ายก็ไม่มีท่าทีที่จะพยายามหุบริมฝีปากลง

            “คือ...”

กีรณาเอ่ย อย่างคนที่ ณ เวลานี้สติไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยซักเท่าไรนัก ดวงหน้าหวานซับสีระเรื่อ ขณะที่ตากลมโตกลอกขึ้นฟ้าทำท่าครุ่นคิดกลบเกลื่อนก่อนจะโพล่งออกมาว่า “ฉันอยากซื้อเสื้อผ้าไปฝากคุณพ่อ”

            “ครับ” พยักหน้ารับอย่างเขาใจ “แล้ว?”

            “กะ...ก็ ไม่แล้วไง ฉันแค่อยากถามคุณว่าช่วยไปเลือกเป็นเพื่อนกันหน่อยได้ไหม เพราะถ้ากะขนาดจากสายตา ตัวคุณกับคุณพ่อฉันก็สูงพอๆกัน แต่ท่านเตี้ยกว่าแล้วก็ตัวเล็กกว่านิดนึงเท่านั้นเอง ได้หรือเปล่าคะ?”

ประโยคสุดท้ายเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มนิ่งเงียบอยู่นาน ซึ่งจริงๆแล้วก็คงเป็นเพราะเขารอฟังเธอนั่นล่ะว่าพูดจบหรือยัง

            “ได้สิ” มรุเดชตอบ “แต่ผมเลือกซื้อเสื้อผ้าไม่ค่อยเก่งเท่าไร อันไหนผมใส่ได้ ผมก็ซื้ออันนั้น”

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันแค่อยากให้คุณช่วยลองชุดให้เท่านั้นเอง”

            “ครับ”

            “แต่ว่า...ร้านที่ฉันจะไปซื้อไม่ได้อยู่ที่ห้างนี้น่ะสิคะ”

เอ่ยเสริมอย่างเกรงใจ เมื่อตนเองดันพลั้งปากบอกเขาว่าอยากซื้อเสื้อผ้าให้บิดาและอีกฝ่ายก็ไม่ได้สงสัยอะไร กีรณาจึงคิดว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว อย่างนั้นสู้ซื้อเสื้อผ้าดีๆจากร้านเจ้าประจำไปฝากบิดาดีกว่า

            “ถ้าไม่ไกลจนถึงขนาดต้องขับรถออกจากภาคกลางหรือว่าต้องไปพักค้างคืนที่ไหน ผมก็ไม่มีปัญหาในการขับรถพาคุณไปไหนหรอกครับ” ชายหนุ่มกล่าวติดตลกพร้อมด้วยรอยยิ้มขบขัน ซึ่งการที่เขาทำแบบนั้นมันยิ่งส่งผลให้ดวงหน้าหล่อเหลามีเสน่ห์และน่ามองกว่าเดิมเป็นเท่าตัว “คุณแค่บอกชื่อร้านกับทางที่จะไปให้ผมก็พอ”

            “ร้านคุณอัญชนาน่ะค่ะ”

            “ร้านนั้นผมรู้จัก” เขากล่าวก่อนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “เราคงต้องรีบแล้วล่ะ ถ้าคุณอยากไปให้ทันก่อนร้านปิด”

            “ค่ะๆ” ตอบรับก่อนเร่งฝีเท้าตามชายหนุ่มไปอย่างรวดเร็วไม่มีเกี่ยงงอน

            รถยนต์สีดำคันหรูแล่นเลียบเข้าจอดบริเวณหน้าบ้านกฤตลักษณ์ ในขณะที่กีรณามองชายหนุ่มที่นั่งข้างกายอย่างลังเลใจว่าจะทำเช่นไรกับเขาดีระหว่างเชิญให้เข้าไปในบ้านพร้อมกันหรือบอกลากันแค่ตรงนี้เพราะตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาบ่งบอกชัดว่าเวลานี้มันดึกเกินกว่าที่คนในบ้านจะรอต้อนรับเขาและเธอ

            “ขอบคุณมากนะคะ” หล่อนกล่าว ในขณะที่ชายหนุ่มพยักหน้ารับเพียงนิดด้วยรอยยิ้มบริเวณมุมปาก

            “ครับ”

            “ฉัน...ฉันให้” กีรณากล่าว พลางกำถุงกระดาษในมือแน่นก่อนยื่นส่งให้ชายหนุ่ม ซึ่งมีสีหน้าแปลกใจแต่ก็รับมันไปถือไว้แต่โดยดี

เขาเป็นคู่หมั้น เขาเป็นคู่หมั้น เขาเป็นคู่หมั้น

กีรณาพยายามท่องมันให้ขึ้นใจ เพื่อรวบรวมความกล้าและเป็นข้อแก้ต่างให้กับตนเองว่าสิ่งที่ตนทำในขณะนี้  มันเป็นเพียงการกระทำของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่หมั้นคู่หมายควรกระทำให้แก่กันเท่านั้นเอง เท่านั้นเองจริงๆ

            “ฉันคิดว่ามันคงเหมาะกับคุณ” หล่อนกล่าวเสริมรวดเร็ว ก่อนพลักประตูรถแล้วออกไปยืนด้านนอก “ขอบคุณมากนะคะสำหรับวันนี้”

            ตั้งท่าจะเดินหนีเข้าบ้านแต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อชายหนุ่มส่งเสียงเรียกไว้

            “กีรณา”

            “คะ?”

 หันหลับมาเผชิญหน้ากับร่างสูงที่ก้าวเท้าออกจากตัวรถแล้วมายืนประชิดตัวเธอเสียจนอดรู้สึกประหม่าไม่ได้ แถมนัยน์ตาสีนิลชวนให้ต้องมนต์คู่นั้นก็ตรึงสายตาเธอเอาไว้จนไม่อาจบ่ายดวงหน้าหนีได้เลย

            “คุณซื้อมาตอนไหน” เอ่ยถามเพราะจำได้ว่าวันนี้ตนเองอยู่กับหญิงสาวแทบตลอดเวลา

            “ฉะ...ฉัน ซื้อมาตอนที่คุณเดินไปเข้าห้องน้ำที่ร้านคุณอัญ” เอ่ยตอบ แต่เมื่อเห็นสายตาคาดคั้นแปลกๆเธอก็อดโพล่งคำพูดออกมาทั้งหมดที่ตนคิดไว้ไม่ได้  “ก็วันนี้คุณพาฉันไปโน่นนี่มาทั้งวัน แถมยังไม่บ่นหรือทำท่าหงุดหงิดอะไรใส่ฉันอีกต่างหาก แน่นอนล่ะ บางครั้งสายตาคุณก็บ่งบอกว่ากำลังเอือมระอาฉันบ้าง แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรเลยไม่ได้ใส่ใจ แต่ยังไงการที่ซื้ออะไรตอบแทนคุณบ้างมันก็เป็นเรื่องที่ดีและควรกระทำไม่ใช่เหรอคะ”

            แหงนเงยใบหน้าขึ้นเพราะรู้สึกได้ว่าลมหายใจสะดุดยามอีกฝ่ายค่อยๆก้มดวงหน้าลงมา แล้วประทับจุมพิตลงบนหน้าผากของเธออย่างช้าๆนิ่งนาน ก่อนถอยตัวออกห่างเพียงนิดจนดวงหน้าหล่อเหลาของเขาอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอแค่เพียงคืบเดียวแล้วกล่าวคำพูดถัดมาด้วยน้ำเสียงทุ่มนุ่มแต่กลับสั่นคลอนหัวใจเธออย่างรุนแรงว่า

            “เพียงเท่านี้ก็พอ...”

            กีรณานิ่งอึ้ง สมองสับสน งุนงงไปหมดว่าเขาหมายถึงอะไร

 เพียงเท่านี้ก็พอ…’

 เขาหมายถึงเสื้อผ้าที่เธอซื้อให้ใช่ไหม แล้วรอยอุ่นวาบบนหน้าผากของเธอล่ะมันหมายความว่าอย่างไร?

เพียงเท่านี้ก็พอ... เพียงเท่านี้ก็พอ... เพียงเท่านี้ก็พอ... อะไรที่เขาบอกว่าพอ เธอไม่ค่อยแน่ใจเลยจริงๆ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 �/����   “คะ?”

 

 หันหลับมาเผชิญหน้ากับร่างสูงที่ก้าวเท้าออกจากตัวรถแล้วมายืนประชิดตัวเธอเสียจนอดรู้สึกประหม่าไม่ได้ แถมนัยน์ตาสีนิลชวนให้ต้องมนต์คู่นั้นก็ตรึงสายตาเธอเอาไว้จนไม่อาจบ่ายดวงหน้าหนีได้เลย

                “คุณซื้อมาตอนไหน” เอ่ยถามเพราะจำได้ว่าวันนี้ตนเองอยู่กับหญิงสาวแทบตลอดเวลา

                “ฉะ...ฉัน ซื้อมาตอนที่คุณเดินไปเข้าห้องน้ำที่ร้านคุณอัญ” เอ่ยตอบ แต่เมื่อเห็นสายตาคาดคั้นแปลกๆเธอก็อดโพล่งคำพูดออกมาทั้งหมดที่ตนคิดไว้ไม่ได้  “ก็วันนี้คุณพาฉันไปโน่นนี่มาทั้งวัน แถมยังไม่บ่นหรือทำท่าหงุดหงิดอะไรใส่ฉันอีกต่างหาก แน่นอนล่ะ บางครั้งสายตาคุณก็บ่งบอกว่ากำลังเอือมระอาฉันบ้าง แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรเลยไม่ได้ใส่ใจ แต่ยังไงการที่ซื้ออะไรตอบแทนคุณบ้างมันก็เป็นเรื่องที่ดีและควรกระทำไม่ใช่เหรอคะ”

                แหงนเงยใบหน้าขึ้นเพราะรู้สึกได้ว่าลมหายใจสะดุดยามอีกฝ่ายค่อยๆก้มดวงหน้าลงมา แล้วประทับจุมพิตลงบนหน้าผากของเธออย่างช้าๆนิ่งนาน ก่อนถอยตัวออกห่างเพียงนิดจนดวงหน้าหล่อเหลาของเขาอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอแค่เพียงคืบเดียวแล้วกล่าวคำพูดถัดมาด้วยน้ำเสียงทุ่มนุ่มแต่กลับสั่นคลอนหัวใจเธออย่างรุนแรงว่า

                “เพียงเท่านี้ก็พอ...”

                กีรณานิ่งอึ้ง สมองสับสน งุนงงไปหมดว่าเขาหมายถึงอะไร

 เพียงเท่านี้ก็พอ…’

 เขาหมายถึงเสื้อผ้าที่เธอซื้อให้ใช่ไหม แล้วรอยอุ่นวาบบนหน้าผากของเธอล่ะมันหมายความว่าอย่างไร?

เพียงเท่านี้ก็พอ... เพียงเท่านี้ก็พอ... เพียงเท่านี้ก็พอ... อะไรที่เขาบอกว่าพอ เธอไม่ค่อยแน่ใจเลยจริงๆ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

22 ความคิดเห็น