เธอเท่านั้น...สุดที่รัก ตีพิมพ์กับ สนพ.สุวิมลกวี

ตอนที่ 6 : เธอเท่านั้น...สุดที่รัก 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 325
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    30 ส.ค. 55

 

 

 


เธอเท่านั้น...สุดที่รัก 5


            “เธอเป็นคนรักของผมเองครับ”

ชายหนุ่มรับสมอ้างพลางวาดวงแขนโอบรัดไหล่บางเข้าหาตัวเพื่อยืนยันความหนักแน่น ในขณะที่มารดาของเธอก้าวฉับๆตรงมากระชากต้นแขนของบุตรสาวคนเล็กออกจากอ้อมกอดของชายหนุ่มแปลกหน้าทันที

            “งามหน้าไหมล่ะลูกสาวฉัน อยู่ดีไม่ว่าดีดันมาประกาศกลางงานแต่งงานพี่สาวว่าตัวเองจูบกับผู้ชาย”

คุณสุกัลยาเอ็ดลูกสาวโดยการกระซิบชิดริมใบหู

            “แม่จ๋า มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันจริงๆนะ”กีรณาโอดลูบต้นแขนที่เป็นรอยแดงป้อยๆพลางกระซิบบอกกับมารดาว่า “คุณแม่ของคุณมรุเดชเขาเข้าใจผิดว่าคนที่คบกับลูกชายเขาเป็นพี่เก้า กี้เลยต้องแก้ไขความเข้าใจของท่านให้มันถูกต้องเท่านั้นเอง ไม่งั้นงานแต่งงานของพี่เก้าต้องล้มไม่เป็นท่าแน่ๆเลย” เอ่ยพลางพยักเพยิดหน้าให้มารดามองคุณวิชุดาที่มีท่าทางกระฟัดกระเฟียดขัดใจอย่างเห็นได้ชัด

            “หัดสั่งสอนลูกของเธอเสียบ้างนะ ว่าอย่าได้ไปให้ท่าผู้ชายถึงห้องทำงานเพราะผู้หญิงง่ายๆพรรค์นั้นไม่มีใครหน้าไหนมันจริงจังด้วยหรอก เลิกยุ่งเกี่ยวกับลูกชายฉันเสียที”

 คุณวิชุดาเอ่ยกับคุณสุกัลยาด้วยวาจาเผ็ดร้อนเสียจนผู้มาใหม่ตวาดก้องเมื่อเห็นท่าทางคุกคามจากหญิงวัยกลางคนร่างท้วมที่แต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงินเข้มกำลังย่างสามขุมเข้าหาบุตรสาวและภรรยาของตนเอง

            “มีเรื่องอะไรกัน”

เสียงทรงอำนาจของเจ้าบ้านกฤตลักษณ์ดังขึ้นตามด้วยร่างของคู่บ่าวสาวและบิดามารดาของภูมิทัศน์ที่ก้าวมายืนเคียงข้างกีรณาอย่างปกป้อง

            “นั่นสิคะคุณวิชุดา ทำไมจะต้องต่อว่าหลานสาวดิฉันกันขนาดนั้นด้วย”

คุณวิไลวรรณที่ได้ยินคำกล่าวหาเต็มสองหูเอ่ยถามอย่างไม่ชอบใจนักในขณะที่กีรณาลอบสบตากับพี่สาวอย่างปรึกษาเพราะไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี

            “ผมต้องขอโทษแทนคุณแม่จริงๆนะครับ”

ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมทั้งยกมือขึ้นพนมแล้วก้มหัวไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ทุกคนตรงหน้าด้วยท่าทางสุภาพนอบน้อม

            “เก็บคำขอโทษไว้เถอะพ่อหนุ่ม เพราะถ้าลูกสาวฉันไม่ดีจริงก็คงต้องลงโทษกันไป”คุณพสุธาเอ่ยพลางเหลือบตามองบุตรสาวคนเล็กที่หน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด “แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ชอบให้ใครมาเอะอะโวยวายในงานมงคลของบ้านผมอยู่ดี เพราะมันแสดงถึงว่าคนๆนั้นไร้ซึ่งมารยาท ซึ่งผมก็จนใจอย่างที่เขาว่าไว้ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม่แก่ดัดยาก”

            “คุณพ่อคะ”

กีรณาเรียกบิดาเสียงแผ่วแล้วก็ได้รับเพียงนัยน์ตาคมเฉียบจ้องมองมาที่สื่อความหมายได้ว่า อย่ายุ่ง!’

            ฝ่ายมรุเดชหลังจากได้เห็นดวงหน้าหวานสลดลงเขาจึงเกิดความรู้สึกสงสารหญิงสาวจับใจ แม้เธอจะเป็นคนเริ่มต้นเรื่องวุ่นวาย แต่ก็ไม่ควรได้รับผลตอบแทนเช่นนี้ หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆชายหนุ่มคิดอย่างอ่อนใจ

            “อย่าดุเธอเลยครับ” เขาเอ่ยกับเจ้าบ้านกฤตลักษณ์อีกครั้งด้วยน้ำเสียงทอดอ่อนกว่าที่เคยเป็น

            “คุณไม่มีสิทธิที่จะก้าวก่าย” คุณธวัชชัยเอ่ยกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

            “ใจเย็นๆนะคะพี่ธง” คุณวิไลวรรณเอ่ยเตือนเจ้าบ้านกฤตลักษณ์ ก่อนหันไปกล่าวเสริมกับชายหนุ่มว่า “หลานสาวน้าเสียหายนะคะคุณเดช เรื่องนี้คุณจะรับผิดชอบยังไง”

            “ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรหรอกค่ะคุณน้าวิไล จริงๆนะคะมันไม่ได้มีอะไรเกินเลยเลยจริงๆ”

 กีรณารีบกล่าวกับมารดาของภูมิทัศน์ที่เอ็นดูเธอเหมือนบุตรสาวคนหนึ่งของบ้านก็ไม่ปานด้วยน้ำเสียงร้อนรนยามเห็นใบหน้าบึ้งตึงของคุณวิชุดาที่จ้องมองมา แล้วก็ต้องแอบยอมรับนิดนึงว่า เธอกลัวหญิงวัยกลางคนตรงหน้านี้เหลือเกิน

            “เงียบๆไปเลยยัยกี้”ผู้มีศักดิ์เป็นน้าเอ็ด ก่อนหันไปเอ่ยถามมรุเดชพลางจ้องมองหน้าคุณจามรบิดาของชายหนุ่มด้วยสายตาจริงจังแกมท้าทายว่า “วิไลหวังว่าคนของอนพัชรจะมีคำตอบที่ดีๆให้แก่พวกเรานะคะ”

            มรุเดชขยับตัวอย่างอึดอัดพลางเหลือบสายตามองบิดาที่ยืนนิ่งอย่างหนักใจ และก่อนที่คุณวิชุดามารดาของเขาจะเอ่ยคำพูดอะไรที่มันอาจฟังบาดหูออกไป คุณจามรผู้เป็นถึงหัวหน้าตระกูลอนพัชรก็กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังว่า

            “คืนนี้หลังจากจบงาน ผมและครอบครัวจะรอเจรจาทาบทามหนู...”เขาเอ่ยก่อนหยุดเว้นชั่วขณะพลางผายมือมาทางกีรณาที่เอยตอบไปอย่างงงๆว่า

            “กีรณาค่ะ”

            “หนูกีรณา เพื่อมาเป็นสะใภ้ของบ้านอย่างแน่นอน”

###############

            วิญญาณเธอกำลังจะออกจากร่าง! กีรณาคิดขณะที่ล้มตัวลงนอนบนที่นอนหนานุ่มปูด้วยผ้าซาตินสีฟ้าเข้มอย่างอ่อนเพลียและสับสนงุนงงเกินจะกล่าวหลังจากผ่านพ้นพิธีส่งตัวคู่บ่าวสาวก็มาถึงคราวของตนเองที่จะต้องออกมายืนรอด้านนอกบริเวณสวนหย่อมของบ้านกับมรุเดชในขณะที่บรรดาผู้ใหญ่กำลังเจรจากันอยู่ภายในห้องรับแขก

            “ฉันต้องขอโทษคุณด้วยนะ”

หญิงสาวเอ่ยกับชายหนุ่มเป็นครั้งแรกหลังจากปล่อยให้ความเงียบงันอยู่เป็นเพื่อนเธอและเขาอยู่นาน

            “ผมก็เช่นกัน” มรุเดชเอ่ยหลังจากหันหลังกลับมามองหญิงสาวอยู่ชั่วอึดใจแล้วนิ่งเงียบไปเหมือนเดิม

            “คุณไม่จำเป็นจะต้องรับผิดชอบอะไรฉันก็ได้นี่” เธอกล่าว “มันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด แล้วอีกอย่าง ระหว่างเรามันก็เคยมีเรื่องแบบนั้น เอ่อ...ฉันหมายถึง จูบ...แค่ครั้งเดียว” กีรณาเอ่ยอย่างช้าๆพลางทำคอหดหลังจากเอ่ยประโยคนั้นจบแล้วได้รับสายตาคมดุของชายหนุ่มที่จ้องมองมาอย่างตำหนิ

            “อ้อ”

เขาทำเสียงรับรู้ในลำคอ ซึ่งเป็นน้ำเสียงที่เธอฟังแล้วรู้สึกว่ามันช่างบาดหูสิ้นดี แล้วก็ชวนให้รู้สึกหน้าแดงอย่างไรก็ไม่รู้ซี รู้สึกเหมือน...เธอเป็นเพียงผู้หญิงใจง่ายที่จะจูบใครก็ได้เพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆอย่างนั้นล่ะนะ

            “นั่นล่ะ คุณก็เข้าไปพูดกับคุณพ่อคุณแม่ของคุณสิ” เธอคะยั้นคะยออีกครั้ง

            “จะให้ผมไปพูดกับพวกท่านว่าอย่างไร” เขาถาม

            “ก็...” เอ่ยค้างอย่างจนคำตอบ แล้วก็ได้แต่บ่นพึมพำคนเดียวว่า “ฉันไม่น่าเจอคุณเลยจริงๆ เสียจูบแรกเพราะโดนเข้าใจผิด คราวนี้ยังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เพราะแก้ไขความเข้าใจแม่คุณอีกต่างหาก”

            มรุเดชยิ้ม แต่เป็นเพียงรอยกดลึกบริเวณมุมปากที่อีกฝ่ายจะไม่มีวันได้เห็น อย่างน้อยในส่วนลึกเขาก็ต้องยอมรับว่าต้องตาต้องใจสาวร่างบางข้างๆนี่ไม่เบา นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้จุมพิตกับเธอแม้จะเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายเป็นกีรติก็ตาม แต่ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาพึงใจ เพราะเธอนั้นช่างแตกต่างกับพี่สาวฝาแฝดอยู่มากทีเดียว

            “ผมเป็นคนได้จูบแรกของคุณอย่างนั้นหรือ”

ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงเฝ้าแต่พึมพำกับตนเองอยู่หลายประโยค

            “ก็ใช่น่ะสิ ไม่น่าถาม” เธอบ่น ตอบรับชายหนุ่มไปโดยไม่รู้ตัว

            “ถ้าอย่างนั้น ผมก็สมควรรับผิดชอบชีวิตคุณแล้ว”

            “อือ”

พยักหน้ารับด้วยสีหน้าครุ่นคิดก่อนแหงนเงยใบหน้าขึ้นมองชายหนุ่มอย่างตกตะลึงคาดไม่ถึงกับคำพูดต่อมาของเขาที่ดังเข้ากระทบโสตประสาทของเธอว่า

            “แต่งงานกันเถอะ”

            “อี๋!ผู้ชายบ้า ใจง่ายที่สุดเลย”

หญิงสาวก่นด่าชายหนุ่มที่อยู่ในภวังค์ความคิดของตนพลางยกหมอนขึ้นทุบกับที่นอนอยู่หลายครั้งเพื่อระบายอารมณ์ที่เธอเองก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่ารู้สึกกับคนๆนั้นเช่นไร แต่ก็ต้องยอมรับว่าข้อเสนอและแนวทางแก้ไขที่เขาชี้ให้เธอเห็นนั้นก็น่าสนใจอยู่ในที

            “คุณพูดบ้าอะไรน่ะ”

เธอแหวใส่ เพราะคาดไม่ถึงว่าจะได้รับคำขอแต่งงานแบบห้วนห้าวท่ามกลางบรรยากาศมืดมิดใต้แสงดาวและเหล่ายุงที่มาชุมนุมเยี่ยงนี้

            “ก็ขอคุณแต่งงาน”

เขาตอบราวกับว่าเป็นเรื่องที่สามารถตัดสินใจได้ง่ายดาย ในขณะที่อีกฝ่ายจ้องมองเขาแบบไม่อยากเชื่อสายตา

            “คุณต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆเลย ทำไมฉันกับคุณต้องทำอะไรบ้าๆแบบนั้นด้วย” หล่อนกล่าว

            “อาจจะ” เขาตอบ

            “ใช่ อาจจะ”เธอเห็นด้วย

            “แต่มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรา”

มรุเดชชี้แจงพลางยื่นมือออกไปทัดปอยผมเหน็บเข้าริมใบหูให้หญิงสาวอย่างเผลอไผล กีรณาเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้สวยเฉี่ยวเหมือนคนรักเก่าของเขา...กีรติ แต่อย่างใด แต่เธอมีสิ่งหนึ่งที่น่าหลงใหลซึ่งอีกฝ่ายไม่มี ความไร้เดียงสาไร้ซึ่งการเสแสร้ง

            “ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรา” เธอทวนคำ “คุณหมายความว่ายังไง?”

            “คุณแอบชอบเจ้าบ่าวอยู่ไม่ใช่หรือ”มรุเดชไม่ตอบแต่เป็นฝ่ายเลือกที่จะตั้งคำถาม

            “มะ...ไม่ใช่กงการอะไรของคุณนี่”

กีรณาตอบอึกอักอย่างไม่ชอบใจนัก เพราะเธอเองก็ไม่สามารถปฏิเสธเขาได้เต็มปากเช่นกันว่ามิได้แอบหลงรักภูมิทัศน์ซึ่งตอนนี้ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นพี่เขยของเธออย่างเต็มตัว

            “แล้วคุณตัดใจจากเขาได้หรือยัง ผมหวังว่าคงไม่คิดที่จะอยู่กันแบบเราสามคนผัวเมียหรอกนะ”

            “หยาบคาย! หล่อนว่า “ฉันรักพวกเขาทั้งสองคนเหมือนกัน ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะทำอะไรที่สิ้นคิดและเป็นการทำลายครอบครัวตัวเองอย่างนั้น”

            “แล้วคุณตัดใจจากเขาได้หรือยัง” เขาถามย้ำ “ไม่คิดว่าสายตาคุณมันจะฟ้องความในใจออกไปหน่อยหรือว่าคุณคิดกับอีกฝ่ายยังไง”

            “ไม่ ไม่มีใครรู้” เธอปฏิเสธรัวเร็ว “ไม่มีใครรู้มาเป็นสิบปีแล้ว แม้กระทั่งตัวทัศน์เองหรือว่าพี่เก้าคุณอย่าหาความให้ฉันหน่อยเลย”

            “ผมมีทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจ คุณอยากฟังไหม?” เขาเอ่ยชวนเปลี่ยนเรื่อง

            “พูดมาสิ ถ้ามันไม่บาดหูฉันเกินไปก็จะฟัง” หล่อนรวน

            “ไม่มีอะไรมากมายหรอก แค่วิธีการง่ายๆเพื่อลืมคนรักเก่า”

            “อย่าบอกฉันนะว่าให้มีคนใหม่” เธอดักคอ ในขณะที่มรุเดชเลิกคิ้วขึ้นสูงเพียงหนึ่งข้าง “ใช่จริงๆด้วย มุขเก่ามากเลยรู้ไหมคุณ”

            “แต่มันก็มักจะได้ผลดีไม่ใช่หรือ”

            “ฉันไม่ปฏิเสธหรอกนะ แต่เพราะฉันยังไม่เคยมีคนรักแล้วจะไปมีคนใหม่ได้ยังไง”

เธอกล่าว เริ่มรู้สึกแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงสามารถสนทนากับเขาได้อย่างสบายใจถึงเพียงนี้

            “ผมถึงได้ชวนคุณแต่งงานไง”

เขากล่าวก่อนถอดเสื้อตัวนอกออกคลุมไหล่ให้หญิงสาวยามสายลมพัดมาต้องผิวกายจนเห็นอีกฝ่ายห่อไหล่ด้วยความหนาวเย็น

            “เพราะคุณก็จะได้ใช้ฉันเพื่อลืมพี่เก้างั้นสิ ใช่ไหม?”

หญิงสาวเอ่ยเสียงหยัน เริ่มรู้สึกเจ็บแปลบในอกพิกลถึงสาเหตุที่พอเดาได้ว่าทำไมเขาถึงชวนเธอแต่งงาน เป็นการชวน...ไม่ใช่การขออย่างที่ชายหนุ่มทั่วไปจะเอ่ยปากถามหญิงสาวคนรักของตนเลยสักนิด มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสมเพชเวทนาตนเองเสียจริงๆ

            “อาจใช่ และไม่ใช่” เขาตอบคลุมเครือ

            “คุณคิดผิดรู้ไหม ที่มาเลือกคนที่หน้าตาเหมือนกับคนที่คุณรัก มีแต่จะเจ็บปวดและลืมได้ยากอีกต่างหาก”

เธอเตือนสติเขาอย่างหวังดี และอย่างยอมรับ เธอกำลังเตือนสติตนเองด้วยเช่นกันว่าอย่าได้เผลอไปเป็นตัวแทนให้ใครถ้าไม่อยากเสียใจไปมากกว่าเดิม

            “ไม่หรอกคุณไม่เหมือน”

            เขาเอ่ยแย้งพลางก้าวเท้าเข้าประชิดร่างบางที่กระชับเสื้อสูทของเขาเข้ากับตัวแน่นอย่างประหม่า

            “จมูกคุณเชิด และดูรั้นกว่าเก้า” เอ่ยพลางไล้ปลายนิ้วมือลงบนจมูกของหญิงสาว “ริมฝีปากคุณ...”

            มรุเดชกล่าวค้างไว้เพียงเท่านั้นขณะที่นิ้วมือเลื่อนลงมาลูบไล้ริมฝีปากอิ่มของอีกฝ่ายอย่างเผลอไผล ในขณะที่ลมหายใจของกีรณาขาดห้วงไม่เป็นท่ายามเหลือบสายตาขึ้นสบกับเนตรคมคู่นั้น

            “จะบอกว่าฉันไม่สวยเท่าพี่เก้าก็พูดมาเถอะ ฉันรับได้”

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ กล่าวแก้เก้อ ขณะที่ค่อยๆถอยห่างออกจากอุ้งมือของชายหนุ่มอย่างนุ่มนวล เชื่องช้าไม่ให้เป็นที่สังเกตได้ง่ายนัก ว่าเขามีอิทธิพลต่อร่างกายและหัวใจดวงน้อยๆของเธอเพียงไร ใช่ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงใจแข็งที่สามารถต้านทานเสน่ห์ของคนตรงหน้าได้ดีนักนี่

            หล่อก็เท่านั้น ตัวสูงก็เท่านี้ ไรเคราเขียวครึ้มเพราะเจ้าตัวเพิ่งโกนออกแล้วก็ดี แถมลูกกะตาสีดำที่คมยังกะคมมีดเช่นนี้ หากใครได้อยู่ใกล้เขาในระยะประชิดเแล้วหัวใจไม่หวั่นไหว ไม่เต้นระรัว ก็ให้มันรู้ไป เธอยอมคารวะคนๆนั้นสามจบเลยทีเดียว มีเสน่ห์แล้วก็หล่อเป็นบ้า!’ นี่คือคำนิยายของบุรุษตรงหน้าในความคิดของเธอเลยล่ะ

            “ใครบอกว่าคุณไม่สวย”

มรุเดชเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยตามแบบฉบับ หัวคิ้วของชายหนุ่มกดลึกตามอารมณ์ที่คนใกล้ตัวเท่านั้นจะรู้ว่ามันเริ่มกรุ่นขนาดไหน

            “ไม่ต้องมีใครบอกหรอก ฉันรู้ตัวเองดี”

 เจ้าหล่อนตอบพลางเชิดหน้าราวกับท้าทายให้เขาตอกย้ำปมด้อยที่อยู่ในใจเธออย่างกล้าหาญ แต่อีกฝ่ายทำแค่เพียงส่ายหน้าก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิมว่า

            “ผู้หญิงสวย...สวยผุดผาดสะดุดตา เปรียบดั่งดวงดาราอันสดใส แต่สิ่งหนึ่งที่งดงามเหนือกว่าใคร คงไม่พ้นดวงจันทราในหทัย ของคนมอง”

            “เจ้าบทเจ้ากลอนมากเลย” หล่อนเย้า “แต่มันไม่ค่อยเข้าสัมผัสกันสักเท่าไรนะ” กล่าวพลางหัวเราะคิกคัก ในขณะที่ชายหนุ่มยิ้มเขิน บ่นอุบอิบ

            “ครั้งสุดท้ายที่ผมต้องแต่งกลอนคือสมัยเรียนภาษาไทยอยู่ชั้นประถม” เขาทำหน้ายุ่งจ้องมองหญิงสาวที่ยังคงมองหน้าเขาอย่างล้อเลียน

            ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ และเมื่อปรับสีหน้าให้เป็นปกติตามเดิมจึงเอ่ยกับหญิงสาวตรงหน้าด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

            “กีรณา ถึงคุณจะ ไม่สวย เหมือนเก้า” เขากล่าวเน้นในขณะที่หญิงสาวเริ่มหน้าบึ้ง “แต่คุณก็เป็นคนที่ น่ารัก... ผมคิดว่าคำๆนี้คงพอจะนิยามความเป็นตัวคุณในเชิงลึกได้กระมัง”

            มรุเดชเอ่ยทิ้งค้างไว้เพียงเท่านั้น ก่อนเดินหันหลังจากหญิงสาวเข้าสู่ตัวบ้านไป ทิ้งไว้แค่เพียงรอยอุ่นไอของอะไรบางอย่างที่ทำให้กีรณารู้สึกร้อนวาบไปทั่วทั้งใบหน้าเลยทีเดียว

            “น่ารัก แต่ก็ไม่เห็นมีใครมาหลงรักฉันสักคน”

หญิงสาวบ่นพึมพำขณะที่พลิกตะแคงหน้าอยู่บนที่นอน แล้ววาดขากอดหมอนข้างอย่างเคยชิน ตั้งแต่เกิด จนผ่านมาถึง 28 หนาว เธอก็ยังคงต้องนอนหง่าวอยู่คนเดียว กีรณาคิดแล้วหลับตาลงอย่างอ่อนเพลียเนื่องจากต้องวิ่งวุ่นช่วยงานแต่งงานของพี่สาวมาทั้งวัน...

####################

            เสียงนาฬิกาปลุกแผดร้องดังลั่นยามเข็มยาวและเข็มสั้นชี้ไปยังตำแหน่งที่โดนกลไกกำหนดไว้ เสียงหวีดแหลมส่งผลให้กีรณางัวเงียตื่นขึ้นในทันใดก่อนใช้ฝ่ามือกดปุ่มให้มันเงียบสงบดังเดิม ร่างบางซุกตัวอยู่ในผ้าห่มหนาพลางลากส่วนหนึ่งของผ้าขึ้นคลุมศีรษะแล้วออกแรงรัดหมอนข้างที่ตนนอนกอดก่ายไว้ให้แน่นขึ้นกว่าเดิม ยามตกลงใจแล้วว่าวันนี้ตนจะปิดร้าน Internet café สักหนึ่งวัน เพื่อนอนหลับพักผ่อนเอาแรง

            แต่ก็ดูเหมือนสิ่งต่างๆรอบข้างจะไม่เป็นใจเท่าไร เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงเคาะประตูเป็นจังหวะหนักแน่นเพียงสามสี่ครั้งต่อด้วยเสียงเรียกของบิดาที่กีรณาพอจะจับใจความได้ว่าให้รีบตื่นไปอาบน้ำแต่งตัวและลงไปพบท่านข้างล่างภายใน 15 นาที

            ร่างบางขยับตัวภายใต้ผ้าห่มหนาอย่างเกียจคร้านก่อนเดินไปเปิดประตูห้องนอนออกแล้วพบกับบิดาที่ยืนทำหน้าจริงจังแถมยังแต่งกายด้วยเสื้อโปโลกางเกงขายาวผิดไปกับทุกครั้งที่ท่านมักจะใส่เพียงเสื้อยืดเก่าๆกับกางเกงขาสั้นเพื่อสะดวกในการดูแลตกแต่งสวนหย่อมภายในบริเวณรอบๆบ้าน อันเป็นงานอดิเรกที่ท่าเจ้าของบ้านกฤตลักษณ์นั้นหลงใหลยิ่งนัก

            “พ่อจะไปไหน”

หล่อนเอ่ยถามอย่างงุนงงหลังจากกวาดสายตาไปทั่วร่างของบิดาในขณะที่มือทั้งสองข้างของเธอนั้นยังคงกอดหมอนติดไว้กับลำตัว ริมฝีปากอ้าออกกว้างเพื่อสูดลมลึกๆเข้าปากแล้วระบายลมออกมาเพราะยังคงรู้สึกง่วงนอน

            “ไปอาบน้ำ”

พสุธาไล่บุตรสาว พลางมองอย่างตำหนิที่เห็นอีกฝ่ายยกมือขึ้นเกาพุงแกรกๆ ไม่สมกับเป็นสุภาพสตรี

            “โธ่พ่อ!” หล่อนครางพร้อมโอดใส่บิดาด้วยน้ำเสียงงัวเงียว่า “หนูง่วงนอนนะ ขอนอนตื่นสายสักวันไม่ได้เหรอ”

            “ถ้าไม่อยากให้พ่อกับแม่อับอายขายขี้หน้าคนอื่นไปมากกว่านี้ ก็รีบไปอาบน้ำแต่งตัวซะ เข้าใจไหม!

            “เข้าใจค่ะ”

กีรณาพยักหน้าหงึกหงักก่อนจะรีบวิ่งเข้าห้องน้ำตัวปลิวเมื่อโดนบิดาดุด้วยน้ำเสียงเข้มงวดซึ่งนานๆครั้งเธอถึงจะได้ยินมันเสียที และด้วยน้ำเสียงบวกกับอารมณ์คุกรุ่นของบิดาเช่นนี้ก็ไม่ใช่อะไรหรือใครจะมาท้าทายถ้ายังไม่อยากตายอย่างทรมาน ไม่ใช่ว่าท่านโหดร้ายทารุณกับลูกๆหรอกนะ แต่ว่ารสสัมผัสของก้านมะยมที่กระทบผิวมันก็เล่นเอาเจ็บแสบไปถึงทรวงเลยทีเดียวถึงมันจะผ่านมานานหลายปีเพราะตอนนี้เธอเองก็โตเกินกว่าจะโดนไม้เรียวแล้วก็เถอะนะ หญิงสาวคิดขณะที่อาบน้ำชำระร่างกายด้วยความว่องไวผิดกับทุกครั้งที่ผ่านๆมา

            ใช้เวลา 15 นาทีไม่ขาดไม่เกินร่างสมส่วนของกีรณาก็ก้าวเข้ามาภายในห้องรับแขกของบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สดชื่นขึ้นทันใดเมื่อได้ชำระร่างกายด้วยสายน้ำเย็นๆ แต่รอยยิ้มอันเบิกบานของบุตรสาวคนเล็กของบ้านกฤตลักษณ์ก็ไม่สามารถคงอยู่ได้เนิ่นนาน เมื่อกีรณาประจักษ์แล้วว่าคำพูดของบิดานั้นมีความหมายว่าเช่นไร

            ‘ถ้าไม่อยากให้พ่อกับแม่อับอายขายขี้หน้าก็คงหมายถึงผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งสองที่เล่นเอารอยยิ้มของเธอเหือดหายไปภายในพริบตาเลยทีเดียว

            “เอ่อ...”

กีรณาส่งเสียงในลำคอด้วยไม่รู้จะกล่าวถามบิดามารดายังไงเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทนอกจากการกระพริบตาปริบๆมองผู้มาเยือนด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกนัก จะอายก็ไม่ใช่ กระดากใจก็ไม่เชิง เพราะสายตาของคนหน้าเข้มที่มองมามันชวนให้ความคิดของเธอปั่นป่วนยังไงพิกล

            “อ้าวกี้ สวัสดีคุณลุงกับพี่เค้าก่อนสิลูก”

เสียงหวานๆของมารดาที่เอ่ยเรียกส่งผลให้ยิ้มสาวยิ้มอย่างฝืดเฝื่อนพลางยกมือขึ้นประนมแล้วก้มศีรษะลงไหว้ผู้มาเยือนทั้งสองอย่างสวยงาม ก่อนเดินไปหามารดาที่ตบฝ่ามือลงบนโซฟาตัวข้างๆกันเป็นสัญญาณให้เธอนั่งลง

            “ไหว้พระเถอะลูก”

คุณจามรเอ่ยขณะที่ยกมือขึ้นรับไหว้ นึกเอ็นดูหญิงสาวตรงหน้าขึ้นมาทันใด เมื่อเห็นท่าทางกลัวจนตัวลีบเล็กและอาการหลบสายตาบุตรชายของท่านอย่างหวาดๆ

            กีรณายิ้มรับ ไม่ตอบกลับว่าอะไรในขณะที่คุณพสุธาผู้เป็นบิดากำลังมองบุตรสาวคนเล็กด้วยความสุขใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายสงบเสงี่ยมสมเป็นกุลสตรีมากกว่าปกติเลยทีเดียว

            “เอาเป็นว่า ตกลงตามที่เราคุยกันไว้เมื่อสักครู่นะครับ ทางผมจะได้ไปจัดการตระเตรียมอะไรให้มันเรียบร้อย”

บิดาของมรุเดชเอ่ยในขณะที่กีรณากระพริบตาปริบๆเสมองหน้าบิดาและมารดาสลับกันไปเห็นเพียงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจของท่านทั้งสองคน

            “ตกลงตามนั้นเลยค่ะ ทางดิฉันจะได้ตระเตรียมอะไรให้พร้อมเช่นกัน” คุณสุกัลยาเอ่ยรับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

            “เรื่องอะไรเหรอคะแม่” หญิงสาวเอ่ยถามมารดาโดยการเอียงหน้าไปหาท่านเพียงเล็กน้อยทั้งๆที่ยังคงฉีกยิ้ม

            “ก็เรื่องงานแต่งงานของเราเองน่ะสิ”

คุณสุกัลยาเอ่ยตอบในขณะที่ยังคงหัวเราะคิกคักอย่างวางท่าโดยการใช้มือป้องปากตอบบุตรสาวในกิริยาใกล้เคียงกันเพื่อไม่ให้โดนจับใจความได้ว่าตนกำลังสนทนาอะไรกันอยู่

แต่...

            “อย่าเสียมารยาท”

เสียงทุ้มทรงอำนาจของคุณพสุธาเอ่ยแทรกขึ้นริมใบหูของสองแม่ลูกส่งผลให้กีรณาสะดุ้งโหยง ก่อนทำตัวสงบเสงี่ยมราวกับคนที่กำลังมาเยี่ยมไข้ญาติที่อยู่ในอากาสาหัส

            “ถ้าเช่นนั้น พวกผมคงต้องขอตัวลากลับก่อน”

คุณจามรเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ซึ่งฝ่ายเจ้าบ้านเองก็ต่างกล่าวรับคำและลุกขึ้นเพื่อส่งแขกผู้มาเยือน ในขณะที่กีรณาและมรุเดชเดินรั้งท้ายผู้ใหญ่ทั้งสามคนโดยตั้งใจ

            “ฉันไปตกลงแต่งงานกับคุณตั้งแต่เมื่อไร”

หล่อนกล่าวอย่างไม่พอใจในขณะที่อีกฝ่ายทำแค่เพียงหันหน้ามาสบตาเธอ

            “นั่นสินะ”

 เขาเอ่ย หลังจากนิ่งเงียบไปอยู่นาน ซึ่งมันทำให้กีรณารู้สึกฉุนขาด เมื่ออีกฝ่ายยังคงทำเหมือนการแต่งงานนี้ช่างง่ายดายเหมือนไปจ่ายตลาดที่ไม่ต้องคิดมากอะไร

            “นี่คุณ!”หล่อนแหวอย่างเหลืออด อ้าปากค้างเพราะจะว่าเขาต่อ หากอีกฝ่ายไม่เอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน

            “ปีนี้คุณอายุเท่าไร”

            “นะ...นี่คุณลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันเป็นฝาแฝดกับพี่เก้าน่ะ” เธอบ่ายเบี่ยง รู้สึกไม่ดีทุกครั้งที่คนถามเรื่องอายุ

            มรุเดชพยักหน้ารับคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ไม่นานก็พึมพำคำพูดออกมาว่า

            “28 แล้วสินะ”

            “แล้วมันมีปัญหาอะไรกับอายุฉันล่ะ”

เจ้าหล่อนรวน ในขณะที่อีกฝ่ายหยุดเดินแล้วจ้องหน้าเธออย่างกับจะมองให้มันทะลุไปถึงหัวใจก่อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองว่า

            “ผมเองก็ไม่มีใคร อายุเท่านี้ยังไงวันหนึ่งก็ต้องแต่งงานอยู่แล้ว” สูดลมหายใจเข้าลึกขณะที่วางมือขวาลงบนไหล่บางของหญิงสาวอย่างเห็นใจพลางกล่าวสืบต่อไปว่า “คุณเองก็คงไม่อยากขึ้นคานสินะ” กีรณาอ้าปากค้าง ในขณะที่มรุเดชยังคงพยักหน้าอย่างเห็นอกเห็นใจ “แต่งงานกับผมนั่นล่ะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณแล้ว”

            กล่าวเพียงเท่านั้นชายหนุ่มก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงร่างที่ยังคงยืนนิ่งคล้ายคนไร้วิญญาณเพราะรู้สึกว่ากายละเอียดกำลังหาทางกลับร่างเธอไม่เจอ โดยหญิงสาวไม่มีทางรู้เลยว่าหน้าตาเหลอหลาตกตะลึงนั้นส่งผลให้ชายหนุ่มต้องพยายามกลั้นหัวเราะไว้แค่ไหน ยามเดินออกมาให้ไกลสายตาเธอ...

@@@@@@@@@@@@@@

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

22 ความคิดเห็น

  1. #14 กรุ๊ป (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2554 / 11:48
    อ่านอยู่น๊า สนุกสุดๆเลย กำลังอินนัค่าพี่บิว
    #14
    0