เธอเท่านั้น...สุดที่รัก ตีพิมพ์กับ สนพ.สุวิมลกวี

ตอนที่ 5 : เธอเท่านั้น...สุดที่รัก 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 361
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    31 ส.ค. 54

  



เธอเท่านั้น...สุดที่รัก 4
 
            แม้ปากจะบอกว่าไม่อยากรู้เรื่องของผู้ชายคนนั้น แต่สมองของเธอกลับดื้อรั้นจดจำรสสัมผัสจากริมฝีปากของเขาได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเป็นในรูปแบบของการผิดฝาผิดตัวก็ตาม ความหวามไหวแบบในนิยายที่ตนไม่เคยได้พบพานกลับตรงเข้าเล่นงานเธอจนไม่อาจสลัดภาพของชายหนุ่มหน้าโหดคนนั้นออกไปจากมโนภาพได้เลยเสียที
 
            แน่ล่ะ!ใครจะไปลืมคนแปลกหน้าที่มาจูบตัวเองกันเล่า นี่มันบ้าชัดๆกีรณาสรรหาเหตุผลมาสรุปกับตนเองจนพอใจ ก่อนผล็อยหลับไปด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะเท่าไรนัก เพราะมันยังคงสั่นระรัวทุกครั้งที่เธอหลับตา
 
          มรุเดช...ผู้ชายหน้าโหดแต่ก็หล่อเป็นบ้า กำลังคุกคามเธอในความฝันจนกระทั่งเช้าตรู่ของวันถัดมา เธอก็ยังคงรู้สึกอ่อนเพลียเกินกว่าจะลุกขึ้นมาเปิดร้าน Internet café แต่เช้า เพราะเมื่อคืน แทบไม่ได้นอน...
 
            “กี้!” เสียงเรียกพร้อมทั้งเสียงคนตบโต๊ะดังปัง ส่งผลให้ดวงตาของกีรณาหรี่ปรือขึ้นอย่างยากเย็นก่อนส่ายหัวไปมาเพื่อสลัดความง่วงแล้วยืดแขนขึ้นทั้งสองข้างก่อนหาวปากกว้างเสียจนเป็นรูปตัวโอ
 
            “อ้าว...ทัศน์เองเหรอ?” กล่าวก่อนแนบใบหน้าลงบนโต๊ะดังเดิมแล้วเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงอู้อี้ผ่านหมอนหนุนว่า “มาตั้งแต่เมื่อไรน่ะ”
 
            “เพิ่งมาถึงบ้านเมื่อคืน แต่เห็นว่าดึกแล้วเลยไม่ได้แวะมาหา” ภูมิทัศน์ตอบพลางทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับกีรณา ก่อนเอื้อมมือออกมาจับใบหน้าของหญิงสาวที่ยังคงพยักหน้าหงึกหงักซุกซบอยู่บนหมอนหนุนเหมือนเดิมทั้งๆที่ยังหลับตา
 
            “อ๋อย...กี้เจ็บนะ!” หล่อนโอดเมื่อโดนมือหนาจับใบหน้าของเธอหันซ้ายหันขวาจนรู้สึกว่าคอเคล็ดพิกล
 
            “ไปอดหลับอดนอนที่ไหนมาน่ะ เมื่อคืนปิดร้านดึกหรือไง”
 
            “ก็...มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยนะ” เธอตอบก่อนหลบสายตาของชายหนุ่มที่จ้องมองมาอย่างห่วงใย จนหัวใจของเธออดแกว่งไกวไปกับความเอาใจใส่ของเขาไม่ได้แล้วก็...ใครจะกล้าบอกกับคนที่ตนเองแอบชอบล่ะว่าคิดถึงเรื่องผู้ชาย...
  
            “อย่าหักโหมให้มากเกินไปล่ะ”
 
            “อือ”พยักหน้า รับคำแผ่วเบาก่อนจะเด้งตัวขึ้นนั่งตัวตรงแน่วอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายถามอย่างเอาอกเอาใจว่า
 
            “เอาโอวัลตินกับขนมปังจิ้มนมไหม? เดี๋ยวทัศน์ไปชงให้”
 
            “เอาสิ!” ตอบกลับอย่างกระตือรือร้น “นมข้นกระป๋องเก่าที่ทัศน์เจาะไว้ให้เมื่อคราวโน้นมันหมด กี้เลยไม่ได้ซื้อขนมปังตุนไว้เลย หิวจะแย่...”
 
            “อ่อ...งั้นก็แสดงว่ายังไม่ได้กินข้าวเช้า” ภูมิทัศน์เอ่ยอย่างรู้ทัน ขณะที่กีรณายิ้มร่าดวงตาเป็นประกาย กำลังขายคูปองจำกัดเวลาให้ลูกค้าประจำที่เข้ามาเล่นเกมส์ออนไลน์
  
            “แหม รู้ดี” กล่าวชมในขณะที่ภูมิทัศน์ยกมือขึ้นรับไหว้เด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่งที่เป็นลูกค้าประจำของกีรณาและสนิทสนมกับเขาพอสมควรเพราะเล่นเกมส์และอยู่กิลด์(Guild)เดียวกัน
 
            “สวัสดีครับพี่ทัศน์ ทำไมอาทิตย์ที่แล้วผมไม่เห็นพี่ออน(Online)เลยล่ะ”
 
            “ออกฝึกภาคสนามน่ะ มีอะไรหรือ?”
 
            “ว่าจะขอยืมดราก้อนพี่มาเก็บเลเวลอ่ะ เพราะตัวผมลงดันเจี้ยนคนเดียวไม่ไหวถ้าพี่กี้ไม่เข้าไปให้เวท” เด็กหนุ่มชี้แจงด้วยรอยยิ้ม ในขณะที่นายทหารหนุ่มพนักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนเอ่ยอย่างใจดีว่า
 
            “ก็เอาไปสิ พี่กี้เค้ารู้ไอดีกับพาสอยู่หรอก”
 
            “จริงเหรอครับ!
 
            “จริงสิ”
  
            “คิดค่ายืมสองร้อย” กีรณากล่าวแทรกจนเด็กหนุ่มทำหน้าเหลอหลาพลางร้องโอดครวญหาว่าเธอใจร้าย ในขณะที่ภูมิทัศน์หัวเราะร่า ส่งผลให้ดวงหน้าหล่อเหลาที่มีรอยหนวดเคราเขียวครึ้มเพราะเจ้าตัวเพิ่งโกนมาใหม่ๆดูน่ามองมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
 
            “เอาตามนั้นล่ะ ตามใจพี่กี้เค้า” เขากล่าวเพื่อตัดบทสนทนา “ส่วนกี้ เดี๋ยวทัศน์ชงโอวัลตินไว้ให้แล้วออกไปซื้อขนมปังกับแวะเอากับข้าวที่บ้านแม่มาให้ก็แล้วกัน โอเคไหม?”
 
            “โอเคเจ้าค่ะ” เธอตอบรับทันควันพลางยกมือขวาขึ้นมากางนิ้วทั้งห้าขึ้นแล้วน้ำนิ้วชี้มาจรดกับนิ้วโป้งไว้ เพื่อยืนยันว่าเธอตกลงตามนั้น
 
            “จอมขี้เกียจ!” ชายหนุ่มเย้าก่อนรีบวิ่งออกไปทางด้านหลังของร้านทันทีเพื่อตระเตรียมแก้วกับช้อนมาชงเครื่องดื่มให้กับเธอโดยมีลูกอมสองสามเม็ดที่โดนเขวี้ยงใส่ตามหลังเขามาโดยฝีมือของกีรณา
 
            “พี่ทัศน์ใจดีเนอะ” เด็กหนุ่มเอ่ยกับเจ้าของร้านเมื่อลับร่างสูงของนายทหารหนุ่ม
 
            “อืม” กีรณาตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ
  
            “นิสัยดีด้วย”
 
            “อืม”
  
            “หล่ออีกต่างหาก แถมยังเป็นนายร้อย วุ้ย!ใครได้ไปเป็นแฟนคงโชคดีน่าดูพี่กี้ว่าป่ะ”
 
            “นั่นสิ”
 
            “พี่กี้ก็ชอบเค้าใช่ม่ะ” เด็กหนุ่มเย้าทีเผลอ ยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อเห็นหญิงสาวยังคงง่วนอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์
 
            “อืม...” เธอตอบก่อนสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้ว่าตนกล่าวอะไรออกไปเพราะไอ้คนตรงข้ามมันตบมือตัวเองดังแปะแถมยังชี้หน้าล้อเลียนเธออีกต่างหาก “เฮ้ย!ไม่ใช่” หญิงสาวปฏิเสธเสียงแข็ง ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงยิ้มร่าอย่างรู้ทัน
 
            “นั่นไง! อย่ามา...อย่ามาโกหกเสียให้ยากเลย พูดออกมาเองแท้ๆ ”
 
            “จะบ้าเหรอ เป็นเพื่อนกัน คบกันได้ก็ต้องชอบกันสิ จะให้เกลียดขี้หน้ากันหรือไง พูดไม่คิด!” เธอขึ้นเสียงสู้เด็กหนุ่มหน้าทะเล้นที่เอาแต่ยืนกอดอกพลางส่ายหัวไปมาอย่างวางท่าจนน่าหมั่นไส้
 
            “เอาเถอะ...ผู้ร้ายปากแข็ง วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอารมณ์ดีจะยอมปล่อยตัวให้ลอยนวลเข้าสักวัน โอ้ย!” อุทานพลางลูบศีรษะป้อยก่อนหยิบเอาหวีพกส่วนตัวออกจากกางเกงยีนส์แล้วจัดการจัดแต่งทรงผมให้อยู่ทรงเช่นเดิม “ล้อแค่นี้ก็ต้องตบหัวด้วย ผมรู้แล้วล่ะว่าทำไมพี่กี้ถึงยังไม่เคยมีแฟน” ยิ้มเยาะ เลิกคิ้วข้างซ้ายขึ้นสูงแล้วรีบเดินหนีไปทันที เมื่อภูมิทัศน์ปรากฏตัวพร้อมด้วยถ้วยกาแฟที่อยู่ในมือ ในขณะที่กีรณายกมือขึ้นชี้หน้าเด็กหนุ่มพลางทำปากขมุบขมิบต่อว่าต่อขานแบบไม่ออกเสียงแต่ก็พออ่านจากริมฝีปากที่ขยับเขยื้อนได้ว่า
  
            ‘ปากหมา...
  
            กลิ่นเครื่องดื่มรสมอลต์ช็อกโกแลตหอมกรุ่นและขนมปังปิ้งซึ่งฉาบหน้าไว้ด้วยเนยและนม ส่งผลให้กีรณายิ้มหวานหยดย้อยใส่ภูมิทัศน์อย่างชอบใจ เมื่อชายหนุ่มได้ตระเตรียมของตรงหน้าไว้ให้เธอทานพร้อมทั้งเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจังระหว่างที่หยิบถุงดำใส่ขยะติดมือเพื่อนำออกไปทิ้งด้านนอกว่า
 
            “กี้กินรองท้องไปก่อนนะ เดี๋ยวทัศน์กลับไปเอากับข้าวที่บ้านแม่ใส่ปิ่นโตมาให้ จะได้ไม่ปวดท้องเพราะโรคกระเพาะอีก”
 
            “คร้าบบ...ผม” ตอบรับเสียงยานคางพลางยกมือขวาขึ้นทำท่าวันทยาหัตถ์ในขณะที่มือซ้ายหยิบขนมปังซึ่งชายหนุ่มหันแบ่งชิ้นไว้เอาเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยเสียจนแก้มตุ่ย
 
            “ตะกละ”เขาเย้าพลางหัวเราะขบขัน ยื่นมืออกไปเช็ดเศษขนมปังบริเวณมุมริมฝีปากของกีรณาโดยอัตโนมัติก่อนทั้งคู่จะหยุดชะงักไปเพียงเศษเสี้ยววินาทีท่ามกลางแววตาสับสนของกีรณา
 
            เขากำลังจะแต่งงานนั่นคือประโยคที่หญิงสาวคอยตอกย้ำกับตนเองทุกคืนวันไม่เว้นแม้กระทั่งช่วงเวลานี้ เวลา...ที่เหมือนเธอกำลังต้องมนต์สะกดจากดวงตาคู่นั้นและเธอจะต้องหยุดมัน หยุดความรู้สึกบ้าๆนั่นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปเพราะถึงอย่างไร ภูมิทัศน์ก็กำลังจะแต่งงานกับพี่สาวฝาแฝดของเธออยู่ดีและความเป็นจริงเพียงเท่านี้เธอจำต้องหยุดรอยไหววูบในดวงตาโดยการเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
  
            “ขอบคุณนะทัศน์”เอ่ยในขณะที่มือของภูมิทัศน์ชะงักค้างอยู่กลางอากาศเหตุเพราะหญิงสาวเบือนหน้าหนี
 
            “ไม่เป็นไร” เขากล่าว เก็บมือแนบข้างลำคออย่างเก้อๆพร้อมทั้งเอ่ยเสริมว่า “งั้น ทัศน์กลับไปบ้านก่อนนะ”
 
            “อื้อ”ตอบรับเพียงสั้นๆ ก้มหน้างุดด้วยไม่อยากสบสายตากับเขาไปมากเกินกว่านี้ ไม่อยากให้เขาได้เห็นผิวแก้มแดงซ่าน และหยาดน้ำตาที่มันเอ่อคลอจนเธอแทบอดกลั้นมันเอาไว้ไม่ไหว จึงทำได้แค่เพียงจัดของที่วางเกะกะอยู่บนโต๊ะอย่างไร้จุดหมาย เพราะมันคงดีกว่าปล่อยให้เค้าเห็นน้ำตาของเธอที่มันกำลังไหลลงมาอย่างแน่นอน
 
            “อยากได้อะไรเป็นพิเศษไหม?”
 
            “ไม่ ขอบใจนะ”
  
            ภูมิทัศน์พยักหน้าพลางทำเสียงในลำคอก่อนเดินออกจากร้านไปโดยมีสายตาของกีรณาคอยเฝ้ามองร่างสูงของเขาไปตลอดทางตัดใจเสียตั้งแต่วันนี้ยังดีกว่าปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันถลำลึกจนตนเองและคนอื่นๆต้องเจ็บปวดมากไปกว่าเดิม เธอคิด พลางปาดน้ำตาออกจากใบหน้าแล้วเพ่งสมาธิเพื่อเริ่มงานเป็นไปตามวิถีชีวิตประจำวันแบบเดิมๆ
  
            “ทัศน์ว่าเดี๋ยวนี้กี้ดูแปลกๆไปนะเก้า” ภูมิทัศน์เอ่ยกับคนรักระหว่างที่ขับรถยนต์พาหญิงสาวไปลองชุดแต่งงานด้วยกันแถวทองหล่อ
 
            “เก้าก็...ไม่เห็นเค้ามีอะไรผิดปกติไปนี่”
 
            “ไม่นา...” เขาแย้งพลางหักพวงมาลัยเลี้ยวขวาเพื่อเข้าสู่ลานจอดรถของห้องเสื้อวิวาห์ชื่อดัง “ดูเหม่อๆแปลกๆไงไม่รู้สิ ทัศน์ก็อธิบายไม่ถูก เหมือนมีเรื่องอะไรไม่สบายใจงั้นล่ะ”
 
            กีรติพยายามคิดตามคำพูดของคนรัก แล้วหวนนึกท่าทางที่ผิดแผกไปของกีรณาก่อนทำตาโตอย่างคนที่เพิ่งคิดเรื่องสำคัญออกแล้วบ่นพึมพำออกมาคนเดียวว่า
 
            “หรือจะเกี่ยวกับเรื่องของคุณเดช”
 
            “เมื่อกี้เก้าว่าอะไรนะ”
 
            “ปะ ปะ เปล่า ไม่มีอะไร”อึกอักปฏิเสธก่อนส่งยิ้มหวานให้แฟนหนุ่มพลางปลดเข็มขัดนิรภัยออกจากตัวล็อคแล้วก้าวเท้าลงจากรถด้วยท่าทางไร้พิรุธอย่างแนบเนียน
 
            “แปลกๆไปอีกคนนะเก้าเนี่ย”ภูมิทัศน์เอ่ยเย้า คว้าข้อมือบางของคนตัวเล็กกว่ามากุมไว้อย่างแสนรัก “ผมชักอยากเปลี่ยนกำหนดวัยแต่งงานของเราแล้วซี” เขาเอ่ยด้วยดวงตาเชื่อมหวานยามสบเข้ากับนัยน์ตากลมโตของหญิงสาว
 
            “ทำไมล่ะคะ อย่าบอกนะว่าจะเปลี่ยนใจไม่อยากแต่งกับเก้าแล้วน่ะ” เธอเอ่ยด้วยใบหน้าขึงขัง
 
            “โธ่ ทำไมคิดอย่างนั้น” เขาโอดครวญ “ผมแค่อยากเร่งวันเปลี่ยนให้เราเข้าหอกันวันพรุ่งนี้เลยต่างหาก”
 
            “คนบ้า!”กล่าวพร้อมทั้งทุบแผ่นอกหนาอย่างหมั่นไส้ “พูดผิดไปหรือเปล่าคะ เก้าให้แก้คำพูดได้อีกครั้งหนึ่งนะ”
 
            “เหมือนๆกันล่ะ เพราะมีจุดประสงค์เดียวกันคือ ผมมีสิทธิ์ได้กอดเก้าตลอดเวลาโดยไม่ต้องทนอยู่ห่างกันอย่างนี้อีกแล้ว”
 
            “ทะลึ่งมากเลย”หล่อนต่อว่าไม่จริงจังนัก
 
            “กับเก้าคนเดียวแหล่ะครับ” เขายอมรับพลางยิ้มหวานก่อนจูงมือหญิงสาวให้เดินเข้าไปในร้านพร้อมกันด้วยหัวใจอันเปี่ยมสุข
 
#############################
  
            ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความชื่นมื่น สุขล้ำของคู่บ่าวสาวอย่างภูมิทัศน์และกีรตินั้นมีสายตาอยู่คู่หนึ่งที่มองคนทั้งสองด้วยความสุขสมใจระคนโศกเศร้าในคราเดียวกัน และนั่นก็คงไม่พ้น “กีรณา”ซึ่งวันนี้แต่งกายด้วยเดรสสายเดี่ยวสีครีมยาวเหนือเข่าเพียงเล็กน้อยและแต่งเติมความเก๋ด้วยเข็มขัดโบว์สีแดงสดใต้ฐานทรวงจนเธอดูสวยหวานเหมือนนางฟ้า งดงามไม่แพ้กีรติดวงดาราของงานในวันนี้เลยทีเดียว
 
            “คุณควรเก็บอาการไว้บ้างเวลาที่มองเจ้าบ่าว” เสียงทุ้มนุ่มที่ดังอยู่เหนือศีรษะส่งผลให้หญิงสาวแหงนเงยใบหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนอย่างสงสัย และก็ต้องรีบก้าวถอยหลังในทันใด เมื่อเห็นว่าคนๆนั้นเป็นใครอย่างเต็มตา
 
            “คุณ!”หล่อนอุทาน “คุณมาที่นี่ได้ยังไง”
 
            “ผมมีการ์ดเชิญ” มรุเดชกล่าวพลางหยิบซองสีหวานขึ้นโชว์
 
            “อย่ามาสร้างความวุ่นวายในงานแต่งของพี่สาวฉันนะ” เธอกระซิบบอกเขาผ่านไรฟัน ก่อนหันไปส่งยิ้มหวานและยกมือขึ้นพนมไหว้ให้แขกผู้มาเยือนที่เริ่มทยอยเข้าสู่ห้องจัดเลี้ยง
 
            “นี่คุณคิดว่าผมลงทุนโกนหนวดเคราเพื่อมาป่วนงานพี่สาวคุณอย่างนั้นเหรอ” เขากล่าวพลางไล่สายตาไปตามชุดสูทสีเข้มที่ตนเองสวมใส่ ก่อนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า “ชุดสีนี้มันเหมาะที่จะไปยืนแทนตำแหน่งเจ้าบ่าวที่หน้างานอย่างนั้นหรือคุณ”
 
            “ใครจะไปรู้กับคุณล่ะ” หล่อนกล่าวอย่างปกป้องตนเอง
 
            “อย่างน้อยก็ตัวผมคนหนึ่งล่ะที่รู้” เขาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังพลางจ้องมองคู่บ่าวสาวที่ยืนต้อนรับแขกอยู่ตรงปากทางเข้าห้องจัดเลี้ยงที่ตกแต่งด้วยซุ้มดอกไม้สีสวยละลานตาแซมด้วยรูปภาพขนาดใหญ่ของคนทั้งสองในชุดแต่งงานที่ดูเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก
 
            “เฮ้ยเดช” เสียงทักทายของตระการดังแทรกการสนทนาพร้อมทั้งเดินตรงเข้ามาหาคนทั้งคู่โดยไม่ลืมจูงมือภรรยาของตนเองมาด้วย “ทำไมนายมาช้าจังวะ ปล่อยให้น้องกี้เค้ายืนฉายเดี่ยวอยู่ตั้งนาน ระวังจะโดนใครคาบไปกินนะโว้ย” ประโยคหลังเปลี่ยนเป็นกระซิบข้างใบหู ในขณะที่มรุเดชมีสีหน้างุนงง
 
            “หมายความว่าไงวะ” เอ่ยถามหลังจากยกมือขึ้นรับไว้จิตราที่กล่าวทักทายพร้อมทั้งก้มศีรษะลงสวัสดีอย่างงดงาม
 
            “อ้าว” อุทานอย่างขัดใจ กระซิบกระซาบให้ได้ยินกันเพียงสองคน “ก็ไหนนายบอกว่ากำลังคบอยู่กับเพื่อนเมียกันที่ร้องเพลงในงานแต่งงานกันไงวะ”
 
            “ก็ใช่”
 
            “แล้วทำไมต้องทำหน้างงด้วย”
 
            “กันสับสนนิดหน่อย” กล่าวพลางเหลือบมองไปทางเจ้าสาวของงานก่อนหลบสายตาเพื่อนสนิทที่จ้องหน้าชายหนุ่มนิ่งอย่างจับผิดและเพียงไม่กี่วินาทีตระการก็เข้าใจถึงความนัยที่เพื่อนพยายามหลบเลี่ยง
  
            “ไอ้!” อุทานเสียงหลง ตาโตก่อนส่งเสียงอึกอักในลำคอเมื่อมือหนาของมรุเดชยกขึ้นปิดปากเขาแล้วลากร่างสูงให้ถอยออกห่างจากสองสาว กีรณาและจิตราที่กำลังสนทนากันอย่างสนุกสนานโดยไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต
 
            “โอ้ย...กันจะบ้า นายทำไปได้ไงวะเดช” ตระการบ่นเมื่ออีกฝ่ายยอมเอามือออกจากริมฝีปาก “เก้ากับกี้ สองคนนี้เขาไม่มีอะไรเหมือนกันเลยนะเว้ย”
 
            “กันไม่รู้”เขาแก้ต่าง “ก็เคยเจอกันแค่ครั้งเดียวในงานแต่งนาย แล้วพอเจอกันอีกทีก็ที่ทำงาน พอกันโทรถาม นายก็บอกว่าเป็นเพื่อนสนิทของน้องเจี๊ยบ แล้วเก้าเค้าก็เป็นเพื่อนสนิทของน้องเจี๊ยบเหมือนกันนี่”
  
            “สันดาน!ตระการด่า
  
            “เออ” มรุเดชตอบรับอย่างไร้ซึ่งข้อแก้ตัว ก่อนเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงอุบอิบผิดผิดวิสัยไปจากทุกๆครั้งที่มักจะเอ่ยอะไรอย่างหนักแน่นว่า “จริงๆแล้ว...กัน...เอ่อ...กัน”
 
            “อะไรวะ?”เร่งเร้าด้วยอารมณ์ที่เริ่มขุ่น
  
            “ง่า...” อึกอักก่อนพูดติดกันอย่างรวดเร็วว่า “กันเพิ่งจะจูบคนนั้นไปเพราะนึกว่าเป็นเก้าน่ะ”
 
            “ห่าลง!” อุทานเสียงหลง เหลือบมองเพื่อนสนิทของภรรยาสลับกับจ้องมองใบหน้าของเพื่อนสนิทตนอย่างหนักใจ “เวรจริงๆเดชเอ้ย”
 
            “ช่าย...” เขากล่าว “เวรกรรมจริงๆ”
 
            “แล้วยังไงกันล่ะนี่ คนหนึ่งแกก็ต้องตา อีกคนหนึ่งแกก็ต้องใจหรือไง” คิ้วของชายหนุ่มขมวดมุ่นกับคำพูดของเพื่อนสนิท แม้ลึกๆภายในใจจะยอมรับว่าที่ตระการกล่าวออกมาจะถูกต้องไม่น้อย แต่ก็ใช่ว่าเขาจะอยากให้เรื่องพรรค์นี้มันเกิดขึ้น ยอมรับล่ะว่าตนนั้นต้องตาต้องใจกีรณาเมื่อครั้งที่ได้เจอเธอในงานแต่งงานของตระการ แต่เพราะความเข้าใจผิดแท้ๆ เมื่อเขาได้มาพบกีรติที่บริษัทจึงตัดสินใจรุกเธอทันทีอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด เพราะประทับใจในนิสัยหลายๆอย่างของเธอ เนื่องจากกีรติทำให้เขาได้พบว่าผู้หญิงสวยมีสมองยังมีอยู่จริง
 
            “อย่าพูดถึงมันเลย” มรุเดชกล่าวตัดบท “ยังไงคนที่กันเคย ระ...เอ่อ คบเธอก็แต่งงานไปแล้ว” เขาชะงักคำว่ารักไว้ที่ปลายลิ้น ไม่อยากทำลายกีรติด้วยคำพูดของตนหากใครเผอิญผ่านมาได้ยินเข้า
  
            “แล้วนายทำใจได้หรือ”
 
            “สำคัญด้วยหรือไงว่ากันทำใจได้หรือเปล่า”
 
            “สำคัญ ถ้านายรักเขาจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีการห้ามหรือขัดขวางกันบ้างล่ะ”
 
            “กันไม่ใช่คนประเภทนั้น นายก็รู้” มรุเดชกล่าวด้วยนัยน์ตาเจือแววเศร้า “แล้วกันก็พยายามแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าพยายามใส่ผิดคน ถ้าเธอรังเกียจกันถึงขนาดส่งให้น้องสาวแท้ๆของตัวเองมาเป็นทัพหน้า กันก็ไม่คิดที่จะตามตื้ออีกต่อไป นายก็น่าจะรู้ว่ากันไม่ชอบฝืนใจใครต่อให้ตัวเองจะรู้สึกหรือคิดยังไงก็ตาม”
 
            “พ่อพระ?” ตระการเอ่ยทีเล่นทีจริงแต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าพลางยิ้มบริเวณมุมปากเห็นเป็นเรื่องขบขัน
 
            “เปล่า...แค่ไม่อยากวิ่งไล่ตามใคร มันเหนื่อย”
 
            “หรือไม่ นายอาจจะไม่ได้รักเธอจริงๆก็ได้” ตระการตั้งข้อสังเกต “บางทีอาจจะเป็นเพียงแค่ความหลง”
 
            “เธอก็บอกกันอย่างนั้นเหมือนกัน” มรุเดชตอบก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงมารดาดังขึ้นจนแทรกการสนทนาระหว่างตนเองและตระการจากด้านหลัง และน้ำเสียงของนางนั้นก็ดังมากพอที่จะทำให้กีรณาและจิตราซึ่งอยู่ไม่ไกลได้ยินเช่นกันว่า
  
“นั่นมันผู้หญิงที่แม่ไปเจอในห้องทำงานของลูกนี่ ร้ายจริงๆเลยแม่คนนี้ กล้าจูบกับลูกชายฉันในห้องทำงานแล้วยังได้แต่งงานกับลูกชายคนเดียวของคุณวิไลวรรณเสียอีก”
 
            มรุเดชหันขวับเผชิญหน้ากับมารดาด้วยสีหน้าอึดอัดใจก่อนเอ่ยปรามมารดาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
 
            “มันไม่ใช่อย่างที่แม่คิดนะครับ”
 
            “วุ้ย! จะไม่ใช่อย่างที่แม่คิดได้ยังไงในเมื่อฉันเห็นเต็มสองตา ไม่ได้การล่ะแม่คงต้องไปเตือนคุณวิไลวรรณให้ดีๆว่าให้ระวังแม่คนนี้เอาไว้ถ้าไม่อยากให้ลูกชายเสียใจ!” นางกล่าวพร้อมทั้งตั้งท่าจะเดินตรงไปยังเจ้าภาพที่ยืนอยู่หน้างาน ในขณะที่ตระการ จิตราและมรุเดชยังคงยืนมองมารดาของชายหนุ่มอย่างตกตะลึง กีรณาจึงรีบคว้าต้นแขนของมรุเดชมากอดไว้แน่น แล้วก้าวเท้าออกมาข้างหน้าเพื่อดักทางมารดาของชายหนุ่มแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดังเกินความตั้งใจของตนเองว่า
 
            “ดิฉันนี่แหล่ะค่ะที่เป็นคนจูบกับคุณเดชในห้องทำงาน”
 
            และนั่นก็เป็นเสียงสุดท้ายที่เธอได้ยินเพราะทุกสรรพสิ่งรอบกายนั้นเงียบงันเสียจนกระทั่งคนอื่นๆที่อยู่บริเวณหน้างานต่างพากันจ้องมองเธอและมรุเดชเป็นสายตาเดียว โดยเฉพาะสายตาของบิดามารดาที่มองมา เป็นสายตาที่ราวกับจะประหัตประหารลูกสาวคนเล็กให้ตายคามือ หรือว่าเธอกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงกันละนี่กีรณาคิดอย่างเพลียใจ ในขณะที่มรุเดชยังคงยืนนิ่งงันอยู่ข้างกายอย่างคาดไม่ถึงว่าหญิงสาวจะหาทางออกด้วยวิธีสิ้นคิดแบบนี้ แม้ว่าผลจะออกมาดีที่สุดสำหรับกีรติก็ตาม และนั่นอาจจะเป็นของสิ่งสุดท้ายที่เขาจะให้เธอ ของขวัญวันแต่งงานเพื่อให้จากกันได้ด้วยดี
 
@@@@@@@@@@@@@@@@@
แวะมาอัพให้อ่านก่อนนอน ฝันดีนะคะทุกคน ^__^
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

22 ความคิดเห็น

  1. #13 น้องพริก (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2554 / 14:01
    อะฮ้า! ถือว่าตกกระไดพลอยโจน หรือปล่าวนี่่ ยังไม่รักไม่หวานกันเลย ผูกใจได้ยัง ถ้าผู้ใหญ่เจรจาตกลงมันจะสายไปนะ แอบรักว่าที่พี่เขยอยู่ตั้งนาน กับมรุเดชยังไม่มีคะแนนเลยและพึ่งรู้จักนะ แถบว่าที่แม่สามีโหดอ่ะ ถ้ารักกันก็ว่าไปอย่าง อย่าตกลงง่ายน้า
    #13
    0