เธอเท่านั้น...สุดที่รัก ตีพิมพ์กับ สนพ.สุวิมลกวี

ตอนที่ 4 : เธอเท่านั้น...สุดที่รัก 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 389
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    31 ส.ค. 54

เธอเท่านั้น...สุดที่รัก 3
 
 
          หลังจากร่างบอบบางของกีรณาหายลับไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันน่าอึดอัดแผ่กระจายเป็นวงกว้างระหว่างกีรติและมรุเดชที่ตอนนี้ต่างคนต่างยืนมองหน้ากันนิ่ง เงียบงันดั่งกับตกอยู่ในภวังค์ของตนเอง
 
            “นี่มัน...หมายความว่ายังไง?” มรุเดชเอ่ยออกมาเสียงแผ่วเบา ยังคงจดจำได้ดีถึงรสสัมผัสและความหอมหวานของริมฝีปากอิ่มก่อนหน้านี้ได้อย่างแม่นยำ แต่ภายในหัวสมองของเขากลับตีบตันยามได้เผชิญหน้าหญิงสาวที่เขาเฝ้าตามหาเธอนานนับเดือน
 
            “ฉันมีน้องสาวฝาแฝด” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยพลางยักไหล่อย่างไม่เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่หรือสำคัญอะไรเท่าไรนัก
 
            “ทำไมผมไม่เคยรู้?”
 
            “หึ!”พ่นลมหายใจออกทางจมูกก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “แล้วคุณเคยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวฉันบ้างล่ะคุณมรุเดช”
 
            “ผมรักที่คุณเป็นคุณ เท่านี้ยังไม่พออีกหรือไง” เขาเอ่ยด้วยแววตาคมกริบที่กีรติรู้ดีว่ามันมีอิทธิพลต่อเธอแค่ไหน ก็เพราะดวงตาเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น แน่วแน่ คู่นี้ไม่ใช่หรือไง ที่ส่งผลให้เธอถึงกับขนาดนอกใจภูมิทัศน์เพื่อมาคบหากับคนที่เป็นถึงเจ้านายของตนเอง
 
            “มันไม่สำคัญหรอก” เธอบอก
 
            “เพราะคุณกำลังจะแต่งงานหรือไง มันถึงได้ไม่สำคัญ”
 
            “อาจใช่และไม่ใช่” เจ้าหล่อนตอบก่อนเบี่ยงหน้าไปอีกทางด้วยมิอาจทนเห็นแววตาตัดพ้อของอีกฝ่ายได้อีกต่อไป มรุเดชเป็นชายหนุ่มที่มีอารมณ์รุนแรง เธอคิด รสจูบของเขาดุดันและชวนวาบหวามใจ สัมผัสและอ้อมกอดของเขาก็ทำให้เธอรู้สึกถึงความเร่าร้อนเหมือนตนกำลังตกอยู่ในกองเพลิงกองใหญ่ที่คอยแผดเผาและหลอมละลายหัวใจให้ตกอยู่ในห้วงเสน่หาของชายหนุ่มจนยากจะถอดถอนตัว
 
            “ผมไม่เข้าใจ” เขาว่า ก้าวเท้าเข้ามาหาหญิงสาวเพื่อยืนประจันหน้ากับเธอ “คุณลืมอ้อมกอดของผมได้หรือ ลืมจูบของเราได้หรือไง ถึงได้หนีหน้าหายออกไปจากชีวิตของผมไปเกือบเดือนแบบนี้”
 
            ถ้อยคำที่ช่วยตอกย้ำความคิดของเธอส่งผลให้กีรติถอนตัวออกห่างจากชายหนุ่มที่พยายามรำลึกความหลังอันแสนหวานระหว่างเธอและเขาอย่างรวดเร็ว เมื่อร่างสูงใหญ่ตรงหน้าเอื้อมมือมาหมายจะคว้าตัวเธอเข้าไปโอบกอด มันมากเกินไป เขามีแรงดึงดูดทางเพศมากเกินไป เธอไม่อาจคงความพิสุทธิ์เอาไว้ต่อไปได้หากยังคงคบกับเขาอยู่เช่นเดิม และแน่นอน เธอไม่อยากทำร้ายจิตใจของคนรักเก่าที่คบกันมาเนิ่นนานอย่างภูมิทัศน์ให้ต้องเจ็บช้ำใจ เลิกราแล้วถอยห่างออกมาจากผู้ชายแสนเย้ายวนใจคนนี้จะดีกว่า หากเธอไม่อยากเสียน้ำตาเมื่อผู้ชายแสนดีและล้ำค่าอย่างภูมิทัศน์หลุดลอย
 
            “อย่าพูดอะไรที่ชวนให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนั้น”เธอว่าด้วยน้ำเสียงกล่าวหาก่อนสะบัดฝ่ามือของชายหนุ่มออกจากการเกาะกุมข้อมือของเธอ “มันเป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆที่คน เคยรักกัน กระทำต่อกันเท่านั้นล่ะอย่าพูดเหมือนฉันเสียตัวให้คุณไปหน่อยเลย”
 
            “เก้า!
 
            ชายหนุ่มอุทาน จ้องมองหญิงสาวหน้าตางดงามตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา กีรติคนที่เขาเคยรู้จัก เธอนั้นทั้งฉลาดและน่ารักอ่อนหวาน ช่างออดอ้อน แต่ถึงกระนั้นเธอก็เป็นหญิงสาวที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงคนหนึ่งเลยทีเดียว แต่ก็ไม่เคยคิด ว่าเขาจะได้ยินประโยคบาดหูเช่นนี้จากริมฝีปากอิ่มสีสดของเธอ
 
            “ฉันจะไม่เอาเรื่องคุณที่จูบน้องสาวฉันเมื่อกี้ ต่อจากนี้ถือว่าระหว่างเราไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นก็แล้วกัน ลาก่อนค่ะ” เธอกล่าวก่อนหันหลังเดินไปตามทิศทางที่กีรณาเดินหายลับไปก่อนจะหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงทุ้มที่ตะโกนไล่หลังว่า
 
            “คุณเคยรักผมบ้างไหมเก้า” ชายหนุ่มเอ่ยถามขณะที่กีรติยังคงยืนหันหลังให้แล้วกล่าวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
 
            “มันคือความหลงค่ะคุณเดช ความรักสำหรับฉันมีให้ผู้ชายคนนั้น คนที่ฉันกำลังจะแต่งงานด้วยเพียงคนเดียว ซึ่งเขาไม่ใช่คุณ เพราะคุณเป็นคนที่ฉันไม่อาจคาดหวังอนาคตร่วมกันได้เลยเหมือนกับคำพูดของแม่คุณที่คอยตอกย้ำฉันเสมอมา...” ประโยคสุดท้าย เธอไม่ได้เอื้อนเอ่ยมันออกไป กีรติเลือกที่จะเก็บมันเอาไว้แล้วฝังลงไปให้ลึกสุดใจก่อนจะเดินจากชายหนุ่มไปอย่างที่ใจและสมองของเธอสั่งการ...
 
######################
  
            “ขับรถไหวเหรอ?” กีรติเอ่ยถามน้องสาวฝาแฝดที่ยังคงก้มหน้าซบลงบนพวงมาลัยรถยนต์นิ่งจนเธออดเป็นห่วงขึ้นมาไม่ได้ “ถ้าไม่ไหว เดี๋ยวเก้าขับรถให้กี้เอง มานั่งนี่เถอะ” กล่าวพร้อมทั้งดันไหล่ของน้องสาวฝาแฝดเบาๆก่อนที่ตนจะเปิดประตูรถข้ามไปอยู่ฝั่งเดียวกัน
 
            “ขอบใจนะเก้า” กีรณาเอ่ยพึมพำก่อนพาร่างของตนไปนั่งลงบนเบาะข้างๆคนขับด้วยท่าทางเหมือนคนใกล้หมดแรง
 
            “ไม่เป็นไร”เธอตอบ ก่อนค่อยๆเคลื่อนรถยนต์ออกจากลานจอดรถด้วยความเงียบงันไปตลอดการเดินทาง แต่ส่วนหนึ่งภายในหัวใจของกีรติรู้ดีว่า เธอไม่มีวันลืมช่วงเวลาดีๆระหว่างตนเองและมรุเดชอย่างที่ได้กล่าวกับชายหนุ่มออกไปแน่นอน
 
            “ผู้ชายคนนั้น...เขาเป็นใครเหรอ” กีรณาเอ่ยถามทำลายความเงียบงันหลังจากที่พยายามอยู่นานที่จะไม่เอ่ยถึงบางสิ่งที่เธอสงสัยและค้างคาใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพี่สาวและใครอีกคนที่ขโมยจูบแรกของเธอ
 
            “เจ้านายน่ะ” กีรติตอบสั้นๆอย่างไม่ใส่ใจ
 
            “เก้า! เก้าก็รู้ว่ากี้ไม่ได้ถามถึงเรื่องนั้น” แย้งด้วยน้ำเสียงแหลมสูง ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงตอบด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉย
  
            “แล้วกี้จะให้เก้าตอบว่ายังไง ก็เขาเป็นเจ้านายจริงนี่ๆ”
 
            “แล้วเจ้านายจำเป็นจะต้องจูบลูกน้องด้วยหรือไงเล่า!” ตวาดออกไปจนสุดเสียงอย่างเหลืออด ก่อนเม้มริมฝีปากแน่นเบือนหน้าหนีไปอีกทาง กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ผู้ชายคนนั้นเขารักตัวเองมากเลยนะเก้า นี่คือเหตุผลที่ตัวเองให้เค้าเอาการ์ดไปให้พี่มณใช่ไหม? แค่เพราะอยากหลบหน้า อยากหนีปัญหา...”
 
            “มันไม่ใช่อย่างที่กี้คิดหรอก” หล่อนยังคงปฏิเสธอย่างใจเย็น
 
            “แต่...”
 
            “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น” กล่าวดักคอน้องสาวฝาแฝด “เรื่องมันผ่านไปแล้วนะกี้ อย่าไปรื้อฟื้นถึงมันอีกเลย”
 
            “เพราะเก้ากำลังจะแต่งงานกับทัศน์ใช่ไหม มันถึงได้ไม่สำคัญ”
 
            “หึ” กีรติพ่นลมหายใจออกทางจมูกก่อนกล่าวด้วยน้ำสีหน้าที่ยากเกินจะคาดเดาว่า “กี้พูดเหมือนกับคุณเดชเลยนะ”
 
            “อย่าเปลี่ยนเรื่องไปหน่อยเลย” กีรณาเอ่ยขัดในขณะที่ดวงหน้าสวยหวานของพี่สาวยิ้มเศร้า กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
 
            “เก้าแค่รู้ว่า อะไรที่เหมาะสมและดีที่สุดสำหรับตัวเก้า ก็เท่านั้นเองล่ะนะ...”
 
            “ไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด” ยกมือขึ้นกอดอกก่อนเบือนหน้าหนี ณ เวลานี้เธอเริ่มรู้สึกว่าพี่สาวฝาแฝดของตนคล้ายคนแปลกหน้าเข้าไปทุกที ขนาดเธอกล่าวถามอะไรไปถึงเพียงนี้อีกฝ่ายก็เอาแต่ตอบไม่ตรงประเด็น ผิดกับที่แล้วๆมา
 
            “ก็ไม่ต้องเข้าใจ กี้เป็นแบบที่เป็นอยู่น่ะดีแล้ว อย่าให้มีคนที่เหมือนกับเก้าทุกกระเบียดนิ้วแม้กระทั่งนิสัยใจคอเลย น่าขนลุก”
 
            “เชอะ!
 
            “ถึงที่แล้วนะ จะลงไปชอปปิ้งด้วยกันหรือเปล่า” คนเป็นพี่เอ่ยถามน้องสาวที่ยังคงนั่งหน้าหงิกอยู่ในรถแม้กระทั่งเวลาที่ตนดับเครื่องยนต์ไปแล้วก็ตาม
 
            “ไปสิ เดี๋ยวขอเวลากี้เติมลิปแป๊ปนึง”
                         เธอเอ่ย เมื่อเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะแง่งอนใส่พี่สาวฝาแฝดของตนเอง มือบางหยิบเอาลิปสติกสีชมพูแท่งโปรดในกระเป๋า พร้อมทั้งคว้าเอากระจกส่องหน้าแบบพกพาขึ้นมากางแล้วก็ต้องชะงักมือที่ถือลิปสติกค้าง เมื่อภาพที่ปรากฏตรงหน้าเธอคือภาพของผู้หญิงผมยาวผิวขาวซึ่งมีริมฝีปากอิ่มบวมเจ่อสีแดงสด และมีรอยจุดแดงๆเหมือนผื่นเต็มรอบริมฝีปากจนเธอดูคล้ายกับคนที่เป็นโรคร้ายอะไรสักอย่าง จึงเผลอหลุดปากอุทานออกไปว่า “อี๋! ต้องเป็นเพราะหนวดของอีตาบ้านั่นแน่ๆเลย”ลนลานควานหาแป้งทาหน้าในกระเป๋า
  
            “ทำอะไรน่ะ” เอ่ยถามน้องสาวที่พยายามลงแป้งซ้ำๆบริเวณรอบริมฝีปากอย่างเอาเป็นเอาตาย
 
            “หายแดงยัง?” กีรณาไม่ตอบ แต่กลับหันหน้ามาหาอีกฝ่ายพร้อมทั้งใช้นิ้วชี้รอบริมฝีปากตัวเองประกอบท่าทางเพื่อเอ่ยถามพี่สาวฝาแฝดด้วยน้ำเสียงกังวล
 
            “ยัง...หน้ากี้ผื่นขึ้นนี่ ไปโดนอะไรมา” ถามออกไปแล้วแทบอยากกัดริมฝีปากของตัวเองเมื่อเห็นน้องสาวหน้าแดงแปร๊ด เม้มริมฝีปากแน่นก่อนเบือนหน้าหนีไปอีกทาง
 
            “แล้วจะทำยังไงดีล่ะ” เอ่ยถามอย่างจนปัญญาด้วยไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องไม่น่าจดจำขึ้นมาให้หมองใจ
 
            “เอานี่ไปใช้ดีไหม?” กีรติกล่าวพร้อมทั้งยื่นผ้าปิดปากลายหน้าแมวให้ ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังทำสีหน้าสะอิดสะเอียน
 
            “ให้ใช้ไอ้นี่เนี่ยนะ!” ร้องเสียงหลง ส่ายหน้าหวือ “ไม่เอาด้วยคนหรอก”
 
            “งั้นก็ลงไปทั้งอย่างนี้แหล่ะ เดี๋ยวก็หาย”
 
            “จริงเหรอ...” กีรณาเอ่ยถามเสียงอ่อย ปรือตามองพี่สาวฝาแฝดอย่างออดอ้อนจนดูเหมือนเด็กผู้หญิงตัวน้อยจอมขาดความมั่นใจ “ตัวเองบอกว่าเดี๋ยวมันก็หายจริงๆเหรอ”
 
            “จริงสิ แต่ก่อนตอนเราเล็กๆแล้วเวลาโดนคุณพ่อหอมแก้มเราก็เป็นแบบนี้จำได้ไหม เวลาที่ท่านลืมโกนหนวดไง” อีกฝ่ายกรอกตาขึ้นฟ้าพยายามคิดตามคำพูดของพี่สาวก่อนพยักหน้าอย่างยอมจำนนในเหตุผล เนื่องจากลองใช้เวลาไตร่ตรองเพียงครู่ ก็ได้รู้ว่าผิวพรรณที่ขาวผ่องของเธอและกีรตินั้นเป็นรอยแดงได้ง่ายเพียงใดและเป็นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จนใครๆต่างเรียกตนและพี่สาวว่า แม่ผิวบาง
  
            “นั่นสินะ...”กีรณาพึมพำก่อนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “งั้นก็ลงไปทั้งๆอย่างนี้เนี่ยแหล่ะ!” เจ้าหล่อนว่าจัดการโยนบรรดาเครื่องสำอางลงไปในกระเป๋าเหมือนเดิมแล้วกล่าวเสริมด้วยสีหน้าจริงจัง “ตัวเองก็ทนหน่อยนะที่ต้องเดินกับน้องสาวที่มีหน้าตาเหมือนติดโรคร้ายแบบเนี้ย”  
 
            “จะบ้าเหรอ” กีรติว่าก่อนหัวเราะคิกคัก นึกขำที่น้องสาวฝาแฝดของตนเองนั้นช่างประชดประชันเสียเหลือเกิน “กี้นี่น้า...เหลือเกินจริงๆเลย”
 
            “ก็ไม่มากไปกว่าปกติหรอก”เจ้าหล่อนเถียงในขณะที่พี่สาวฝาแฝดก็ทำได้แค่พยักหน้าอย่างยอมจำนน
 
            “งั้นก็ไปกันได้แล้วล่ะ”กีรติเร่งเร้า
  
            “อื้อ” ตอบรับด้วยรอยยิ้มสดใสเสียจนกีรติต้องแอบลอบถอนหายใจ อย่างน้อย...กีรณาก็ไม่เก็บเอาเรื่องของมรุเดชมาเป็นอารมณ์ เพราะตัวเธอยังคงไม่พร้อมที่จะเล่าเรื่องราวต่างๆให้น้องสาวฝาแฝดฟังอย่างเปิดใจได้เสียที
 
            “ว่าแต่กี้จะแวะร้านหนังสือก่อน หรือว่าไปดูเครื่องสำอางก่อนล่ะ” เอ่ยถามขณะที่ยังคงเดินตรงไปข้างหน้าอย่างมั่นใจผิดกับกีรณายามเห็นสายตาของผู้คนรอบด้านที่จ้องมองมายังเธอและพี่สาวฝาแฝดอย่างสนใจ แถมบางคนนั้นถึงขั้นชี้มือชี้ไม้มาที่เธอทั้งคู่เลยทีเดียว
 
            ก็รู้ล่ะ ว่ามันออกจะเป็นจุดสนใจไปซักหน่อยสำหรับฝาแฝดที่แต่งตัวเหมือนกัน แต่คนเราก็ไม่น่าจะเสียมารยาทถึงขนาดชี้มือมาแล้ววิจารณ์กันซึ่งๆหน้าขนาดนี้เลยนี่...เธอคิดอย่างฉุนๆจนไม่ได้ฟังสิ่งที่พี่สาวกำลังพูดกับตนเลยสักนิด
 
            “กี้” กีรติหยุดเดิน หันมาเอ่ยเรียกน้องสาวที่กำลังยืนจ้องหน้าคนอย่างเอาเป็นเอาตายจนอีกฝ่ายต้องรีบจูงมือเพื่อนสนิทแล้วเดินหายไปในทันที “ทำอะไรน่ะ?”
 
            “พวกนิสัยไม่ดี” หล่อนตอบหน้าง้ำ
 
            “หมายถึงใคร?”
 
            “ผู้หญิงสองคนเมื่อกี้นี้ไง เสียมารยาท! ชี้มือมาทางพวกเราแล้วก็ยืนวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่เกรงใจกันเลย”
 
            “เรื่องปกติน่ะ อย่าคิดมากเลยใครเค้าอยากมองอยากพูดอะไรก็เรื่องของเขาสิ ไม่เห็นจะต้องแคร์” คนเป็นพี่สาวเอ่ยอย่างใจเย็น ด้วยรู้ดีว่าฝาแฝดส่วนมากในวัยที่บรรลุนิติภาวะแล้วนั้นชอบแต่งกายหรือทำผมให้แตกต่างกันเพื่อง่ายแก่การจดจำสำหรับคนใกล้ตัว ส่วนเธอกับกีรณากลับแต่งกายเหมือนกันทุกอย่างเหมือนสมัยเด็กก็เลยกลายเป็นจุดสนใจจากผู้คนที่พบเห็นมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
 
            “ก็เค้าไม่ชอบนี่” กีรณาเอ่ยอย่างดื้อดึง
 
            “ก็ไม่ได้บอกให้ชอบ แค่บอกว่าไม่ต้องสนใจ”
 
            “แต่มันก็อดอายไม่ได้นี่นา” เอ่ยพลางก้มหน้ามองชุดเดรสสีชมพูสีหวานสดใสที่ตนและอีกฝ่ายสวมใส่อยู่ “สีชมพูหวานแหววทั้งคู่เลย ถึงมันจะสวยดีก็เถอะ”
 
            “แล้วจะเอายังไงล่ะ”กอดอก เอ่ยถามน้องสาวด้วยน้ำเสียงจริงจังจนกีรณายิ้มแหย
  
            “ซื้อชุดใหม่ให้เค้าเปลี่ยนก่อนเป็นไง แค่นี้ก็จบปัญหา”
 
            “เอามะเหงกไปกินเถอะ!” ว่าพลางยกกำปั้นขึ้นเคาะหัวน้องสาวจอมเจ้าเล่ห์ที่แลบลิ้นแผล่บก่อนหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจที่อีกฝ่ายไม่หลงกลตนเอง
 
            “แหม...เค้าคิดว่าตัวเองจะยอมซื้อชุดใหม่ให้เปลี่ยนเสียอีก”
 
            “ฝันไปเถอะ!” กีรติเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนแสร้งเชิดหน้าใส่อีกฝ่ายแล้วกล่าวเสริมว่า “กี้จะเอายังไงก็ว่ามาระหว่างไปร้านหนังสือก่อนหรือว่าไปดูเครื่องสำอางก่อนจะได้วางแผนถูก”
 
            “ขากลับค่อยแวะร้านหนังสือก็ได้ เพราะใกล้ทางออกพอดีจะได้ไม่ต้องถือให้เมื่อยมือระหว่างเดินไปเดินมา”
 
            “อืม...ตามนั้นก็แล้วกัน”ตอบรับก่อนเดินตรงไปยังบันไดเลื่อนที่เคลื่อนไปสู่ชั้นสองของตัวห้างสรรพสินค้าเพื่อพากีรณาไปซื้อหาเครื่องสำอางค์ตามที่อีกฝ่ายตั้งใจ
 
            “ว่าแต่...ตัวเองจะไม่บอกเค้าจริงๆเหรอเรื่องผู้ชายคนนั้นน่ะ” เธอเอ่ยถามพี่สาวระหว่างที่กำลังนั่งให้ Beauty Advisorลองผลิตภัณฑ์ใหม่ลงบนผิวหน้าก่อนแต่งแต้มด้วยเมคอัพคอลเลคชั่นใหม่ต้อนรับฤดูร้อนด้วยเฉดสีสดใสดูเป็นธรรมชาติซึ่งต้องตาต้องใจเธอเป็นที่สุด
 
            “อยากรู้ไปทำไม”เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยขณะที่นิ้วมือยังคงหยิบลิปสติกแต่ละสีขึ้นมาดูด้วยความสนใจ
 
            “ก็...” กีรณาลากเสียง ก่อนจะหุบริมฝีปากฉับยามตั้งคำถามกับตัวเองว่า นั่นสิ เธอจะอยากรู้เรื่องของผู้ชายคนนั้นไปทำไมกันแต่พอคิดถึงรสจุมพิตแสนดุดันก่อนแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานใบหน้าของเธอก็แดงซ่านขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้เลยจริงๆ
 
            “ก็...อะไร?”
  
            “ช่างมันเถอะ” เธอบอกปัด
 
            “แน้! แล้วเมื่อกี้ยังอยากรู้”
 
            “เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองไม่อยากบอก” เฉไฉ เมื่อรู้สึกว่าดวงหน้าตัวเองเริ่มร้อนผะผ่าวพิกล
  
            “แล้วกี้จะหน้าแดงทำไม”
 
            “เค้าเปล่านะ!” แย้งเสียงหลงก่อนเอ่ยเสริมว่า “เป็นเพราะบลัชออนต่างหาก”
 
            “แต่พี่ยังไม่ได้ลงบลัชออนให้น้องกี้เลยนะคะ” ลีลาวดี BA ประจำเคาน์เตอร์เครื่องสำอางค์เอ่ยขัดกีรณาด้วยรอยยิ้มอย่างคุ้นเคยกันดีเพราะสองพี่น้องคู่นี้มักจะแวะมาเยี่ยมเยือนและซื้อหาทั้ง เมคอัพ สกินแคร์ กับเธอเป็นประจำจนสนิทกันในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
 
            “คนปากแข็งน่ะค่ะพี่วดี อย่าไปสนใจเลย” กีรติกล่าวดักคอน้องสาวที่เอาแต่มองหน้าคนทั้งสองไปมาพลางทำตาโต
 
            “กี้เปล่าปากแข็งนะ!
 
            “แล้วจะหน้าแดงทำไม” กีรณาเอ่ยแย้งด้วยประโยคเดิมพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากอย่างคนรู้ทันจนกีรณาเริ่มจนมุม
 
            “เปล่าเสียหน่อย พี่วดีก็อีกคนไม่ต้องมองกี้อย่างนั้นเลยนะ” หล่อนว่าก่อนหันไปส่งค้อนให้บีเอคนสวยที่กำลังอมยิ้มแก้มตุ่ยขณะที่แต่งหน้าให้กับเธอ
 
            “พี่มองน้องกี้เพราะต้องลงบลัชออนให้ต่างหาก อย่าหาความให้พี่หน่อยเลย พี่ยังไม่อยากตกงานนะคะ” ลีลาวดีกล่าวติดตลก “เอาล่ะ ทีนี้ก็เถียงได้แล้วล่ะค่ะว่าหน้าแดงเพราะพี่ลงบลัชออนให้ ไม่มีใครใส่ความ” หล่อนว่าก่อนส่งกระจกให้ลูกค้าประจำตรงหน้าส่องดูเพื่อสำรวจความพึงพอใจ “ชอบไหมคะ?”
 
            “สวยดีนะกี้ เวลาเฝ้าร้านก็แต่งโทนสีนี้ได้ น่ารัก เป็นธรรมชาติดีด้วย” กีรติเอ่ยชมขณะที่กีรณายังคงหันซ้ายหันขวามองดวงหน้าของตนที่สะท้อนอยู่ในกระจกอย่างพึงพอใจไม่แพ้กัน
 
            “งั้นกี้เอาหมดนี่เลยค่ะ” กีรณากล่าวพลางชี้นิ้วเป็นวงกลมลงบนบรรดาเครื่องสำอางที่ลีลาวดีนำมาแต่งแต้มให้เธอ
 
            “ทั้งหมด 7,530 บาทค่ะ น้องกี้จะรับเป็นสกินแคร์ไปด้วยไหมคะ ตอนนี้เซรั่มที่น้องกี้กับน้องเก้าใช้อยู่มีโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ด้วยนะ”
 
            “งั้นก็จัดมาเลยค่ะ โปรดีๆอย่างนี้กี้ต้องรีบตุน” เจ้าหล่อนว่าก่อนหัวเราะคิกคักเมื่อพี่สาวตีเข้าที่ต้นแขนซ้ายอย่างมันเขี้ยว
 
“แล้วจะไปดูแบรนด์อื่นอีกหรือเปล่านี่” กีรณาเอ่ยถามน้องสาวระหว่างที่หยิบธนบัตรส่งให้พนักงานเพื่อจ่ายในส่วนของตนเอง
 
            “ก็ว่าจะไปซื้อออยกับสบู่ล้างหน้าล่ะนะ เพราะที่บ้านหมดแล้ว”
 
            “ตัวที่ใช้ประจำใช่ไหม?”
 
            “อื้อ ทำไมเหรอ?”พยักหน้าหงึกหงักก่อนส่งยิ้มหวานให้ลีลาวดีที่นำถุงกระดาษซึ่งบรรจุเครื่องสำอางและสกินแคร์อยู่ด้านในส่งให้เธอพร้อมเงินทอน
  
            “ว่าจะไปนวดหน้าน่ะสิ” กีรติตอบขณะที่เก็บกระเป๋าสตางค์ของตนลงไปในกระเป๋าสะพาย
 
            “อ้อ! เค้าลืมไปว่ามากับว่าที่เจ้าสาว” กีรณาเย้าอย่างได้ทีแต่กีรติกลับไม่สนใจ
  
            “แล้วจะทำด้วยกันไหมล่ะเดี๋ยวเค้าออกเงินให้”เอ่ยถามน้องสาวที่ยืนกอดอดนิ่งพลางกลอกตาขึ้นฟ้าด้วยท่าทางครุ่นคิดก่อนเอ่ยออกมาว่า
  
            “จะเหลือเรอะ”แลบลิ้นแผล่บกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสปนเสียงกลั้วหัวเราะว่า “ของฟรีใครไม่ทำก็บ้าแล้ว”
 
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
อ๊ายยย..ทำไมมีแต่คนว่าคุณเดชกันละนี่ เอาน่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ค่ะ แต่ก็นะ ดีใจจังที่เห็นคอมเมนต์แล้วมันรู้สึกคึกคัก มีกำลังใจเขียนนิยายขึ้นเยอะเลย
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

22 ความคิดเห็น