ฤาสวรรค์สาป

ตอนที่ 9 : เหตุแห่งใจที่เปลี่ยนแปลง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 ก.ย. 57


เหตุแห่งใจที่เปลี่ยนแปลง

 

                เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างแผ่วเบาอัน เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของอายูมิยามจะเข้ามาหาเธอดังขึ้น หม่ามี้เอาใจใส่ลูกบุญธรรมอย่างเธอเสมอเสมือนเป็นบุตรสาวของตัวเอง

“หม่ามี้เข้าไปได้ไหมลูก”

กระแสเสียงของหญิงสาวนั้นอ่อนโยนยามเอ่ยกับบุตรสาวคนโตที่เธอรักและเอ็นดูประดุจบุตรในอุทร

“ประตูไม่ได้ล็อกค่ะหม่ามี้”

รมย์ชลีเอ่ยหลังจากที่ตนเป็นฝ่ายเดินออกมาเปิดประตูรับมารดาด้วยตนเอง

“หนูมีเรื่องอะไรที่อยากจะระบายกับหม่ามี้บ้างหรือเปล่า?”

อายูมิเปิดฉากการสนทนาตรงๆโดยไม่ยอมเสียเวลาอ้อมค้อม

“มิกิเล่าให้หม่ามี้ฟังแล้วใช่ไหมคะ?”

“ใช่จ้ะ”

เอ่ยรับด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน เมื่อบุตรสาวคนโตล้มตัวลงนอนบนตักเธออย่างประจบประแจง มือขาวผ่องลูบไล้เส้นผมยาวสลวยของเด็กสาวอย่างแผ่วเบาเสมือนปลอบประโลมคนที่อยู่ในอ้อมแขนให้ผ่อนคลาย

“ที่นี้ลูกสาวคนสวยจะบอกหม่ามี้ได้หรือยังเอ่ยว่าคุณครูคนใหม่เขาพูดอะไรกับน้องลีบ้าง”

นิ่งเงียบไปชั่วอึดใจก่อนตัดสินใจเอ่ยออกมาทีละคำอย่างยากเย็น

“ครูซาโยโกะบอกว่า น้องลีเป็นแค่เด็กที่คุณอาเก็บมาเลี้ยงอย่าได้คาดหวังหรือคิดอะไรให้มันมากนัก” หยุดพูดพลางเลื่อนมือขึ้นไปโอบกอดเอวคอดของมารดาบุญธรรมด้วยแขนทั้งสองข้าง “ของขวัญที่น้องลีฝากอาป๊าส่งไปให้คุณอา เธอบอกน้องลีว่าคุณอาเอาไปทิ้งลงถังขยะแล้วก็ไม่ต้องห่วงด้วยว่าคุณอาจะไม่มีคนคอยดูแล เพราะเธอจะคอยอยู่ข้างๆคุณอาทั้งวันทั้งคืน หากคุณอาต้องการเท่านี้แหละค่ะหม่ามี้”

“แน่ใจนะลูก ว่าหนูไม่ได้พยายามแปลงสารน์ให้มันดูดีขึ้นกว่าเดิม หรือบอกความจริงกับหม่ามี้ไม่หมด”

“โธ่! หม่ามี้ขา”หล่อนโอดครวญ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “เท่านี้จริงๆค่ะ ครูซาโยโกะบอกว่าที่เธอเตือน เพราะไม่อยากให้ลูกศิษย์เสียใจ”

“หึ!” อายูมิทำเสียงในลำคอด้วยทีท่าที่แสดงออกชัดถึงความไม่น่าเชื่อถือ“แล้วน้องลีก็เชื่อเขาน่ะเหรอลูก?”

“หนูขอสารภาพนะคะหม่ามี้ ว่าตอนแรกก็เชื่อเหมือนกัน หูมันอื้อตามันลายไปหมด แถมมีข่าวลือกันอีกว่าเธอเป็นคู่ดูตัวของคุณอา น้องลีเลยคิดว่าเธอไม่น่าจะโกหก”

“มันตอแหลน่ะสิ!

คุณนายจางบริภาษอย่างเผ็ดร้อน ในขณะที่รมย์ชลีปรับสีหน้าไม่ถูกจึงทำได้เพียงแค่ร้องท้วงในลำคอ

“ฮื้อ! หม่ามี้ก็ อย่าไปสนใจเลยนะคะน้องลีผิดเองแหละค่ะ ที่เรื่องแค่นี้ก็เก็บเอามาเป็นอารมณ์จนต้องโดดเรียน”

“น้องลีอาจจะผิดที่โดดเรียน แต่ฝ่ายนั้นทำไม่ถูกที่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน เพราะถึงยังไงน้องลีก็ถือว่าเป็นลูกศิษย์ หากเป็นคนที่มีจรรยาบรรณของความเป็นครูสักนิด เรื่องแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย ดังนั้นหม่ามี้คงปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านเลยไปไม่ได้ ในเมื่อแค่วันแรกของการเปิดเทอมเขายังกล้าทำกับน้องลีขนาดนี้แล้วต่อไปจะไม่กลั่นแกล้งกันหนักกว่านี้หรือ?”

“แต่น้องลีไม่อยากมีปัญหานี่คะ เธออาจเป็นคนรักของคุณอาก็ได้” เอ่ยทั้งที่ภายในใจรู้สึกเจ็บแปลบกับคำพูดของตนเอง

“ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ หม่ามี้นี่แหละที่จะจัดการยัยโฮโจและอีตาหย่งคังด้วยมือของหม่ามี้เอง!”อายูมิกล่าวเสียงเหี้ยม

                ภายในใจของรมย์ชลีตอนนี้จึงก่อเกิดความสงสัย ว่าคนใจดีอย่างหม่ามี้จะไปจัดการอาจารย์ซาโยโกะและคุณอาด้วยวิธีใดหนอ? เธอนึกไม่ออกเลยจริงๆ

                ขณะที่การสนทนาระหว่างสองคนแม่ลูกยังคงดำเนินไปเรื่อยๆนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับรถยนต์คันหรูสีดำของถังหย่งคังกำลังขับเคลื่อนเข้าสู่โรงจอดรถของครอบครัวจางพอดี ร่างสูงสง่าของบุคคลผู้เป็นหัวข้อแห่งการสนทนาก้าวเท้าลงจากรถ ในขณะที่จางเหวินซึ่งขับรถยนต์ยี่ห้อเดียวกันแต่คนละรุ่นแล่นเลียบเข้าสู่บริเวณบ้านด้วยความงุนงงไม่ต่างกัน

                ก็เขาลางานออกเดินทางมาบ้านก่อนอีกฝ่ายด้วยซ้ำ แล้วทำไมช่วงเวลาที่มาถึงมันถึงได้ต่างกันเพียงนี้?

                แม้ความสงสัยจะฉายชัดอยู่บนใบหน้าของจางเหวิน แต่คนหน้าตายอยู่เป็นนิจกลับไม่คิดที่จะเฉลยคำตอบให้กับคำถามใดๆ ชายหนุ่มเลือกที่จะเดินนำเข้าสู่ตัวบ้านแทนที่จะยอมเดินตามเจ้าบ้านไปอย่างที่ควรกระทำ ถึงจางเหวินจะเป็นคนสนิทและเป็นถึงเพื่อนตายแต่เขาก็ให้อีกฝ่ายรับรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่า ตนเองรีบเหยียบคันเร่งแข่งกับเวลาและพญายมเพื่อที่จะได้มาพบกับ รมย์ชลี

                “เทพบุตรลงมาจุติหรือไร?”

มิยูกิคิดขณะที่สายตาของตนปะทะเข้ากับร่างสูงสง่าของชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลา งดงามชวนเคลิ้มฝันด้วยสีหน้าตกตะลึง และปากที่มักจะขยับสนทนาอยู่เป็นนิจกลับอ้าค้างกลางอากาศ จึงเป็นสาเหตุให้เพื่อนๆไล่สายตาตามทิศทางที่เด็กสาวจ้องมอง

“หล่อโคตรๆ”

นั่นคือความคิดของยูคิเมะ ในขณะที่ฮิโรชิซึ่งเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในกลุ่มกลับมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แถมยังลืมตัวเผลอเอ่ยพึมพำออกมาจนสาวๆทั้งสองคนหันขวับส่งสายตาพิฆาตให้เขาทันที

“น่ากลัวชะมัด”

“ตรงไหนยะ! หล่อจะตายเอาอะไรมาน่ากลัว”

มิยูกิแหวใส่ในขณะที่ยูคิเมะพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยก่อนหันไปเอ่ยถามชายผู้ถือวิสาสะเข้ามาภายในบ้านของครอบครัวจางด้วยความสงสัย

“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามาหาใครเหรอคะ?”

“เจ้านายของอาป๊าเองลูก”

จางเหวินที่เดินตามเข้ามาทีหลังเอ่ยตอบแทน เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตนกำลังถูกเพื่อนสนิทของบุตรสาวซักถาม

“สวัสดีค่ะ/ครับ อาป๊า”

เด็กหนุ่มสาวทั้งสามผุดลุกขึ้นยืนก่อนก้มลงโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียงกัน

“มาถึงนานหรือยังลูก?”

เจ้าของบ้านเอ่ยถามอย่างใจดีและเมื่อได้รับคำตอบจากเด็กๆว่ามาถึงได้สักพักแล้วจึงเอ่ยถามหาบุตรสาวและภรรยา

“หม่ามี้กับน้องลีล่ะ ทำไมถึงทิ้งอาตงไว้กับพวกเรา”

“หม่ามี้ขึ้นไปคุยกับลีจังบนห้องค่ะ เลยฝากอาตงไว้กับพวกหนู”

มิยูกิตอบพร้อมๆกับความเข้าใจที่ฉายชัดในสมอง เมื่อชายคนที่ยืนข้างๆอาป๊าของรมย์ชลีนั้น หน้าตาเหมือนกับชายหนุ่มที่เธอเคยเห็นในล็อกเกตของรมย์ชลีเมื่อนานมาแล้วไม่มีผิดเพี้ยน

                แผนการต่างๆแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูขุมขนของร่างกาย เมื่อปฏิบัติการร้ายเพื่อทดสอบและพิสูจน์ใจชายหนุ่มผู้นี้ ที่กล้าทอดทิ้งให้เพื่อนของเธอรอคอยเขามาอย่างเนิ่นนาน

“วันนี้ที่โรงเรียนมีอาจารย์เข้าใหม่ค่ะอาป๊า” มิยูกิลองหยั่งเชิงพลางลอบสังเกตอาการของบุรุษที่ยังคงติดตรึงอยู่ภายในหัวใจของเพื่อนสนิท “เธอชื่อ โฮโจ ซาโยโกะ ค่ะ อาป๊าพอจะรู้จักไหมคะ?”

                นิ่งเงียบไร้ปฏิกิริยาใดๆ แถมยังมีสีหน้าเรียบเฉยคล้ายคนไม่สนใจอย่างไรอย่างนั้น ลีจังไปแอบปลื้มคนแบบนี้ได้ยังไงกันนะ

มิยูกิคิดพลางกวาดสายตาจ้องมองถังหย่งคังเขม็งอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่จางเหวินหันขวับไปยังทิศทางของเจ้านายตนเองในทันที

“เคยได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ทำไมหรือ?”

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะอาป๊า แต่เธอไปพูดอะไรกับลีจังก็ไม่รู้ พออาจารย์เดินออกจากห้องไปลีจังก็ร้องไห้น้ำตาไหลใหญ่เลย พูดแค่ว่าอยากกลับบ้านอย่างเดียว พวกหนูถามอะไรก็ไม่ตอบ พอมาถึงบ้านนะคะลีจังก็วิ่งขึ้นไปข้างบน หมกตัวอยู่แต่ในห้อง จนหม่ามี้ต้องขึ้นไปตามป่านนี้ยังไม่ลงมากันเลยค่ะ”

ฟ้องพลางทำตาโต โดยมีสองคนข้างหลังคอยพยักหน้ายืนยัน

                ดั่งฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดผึง ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเทาเหลือบเงินเคลื่อนกายอย่างว่องไวก้าวเท้าขึ้นบันไดมุ่งไปสู่ชั้นสองของตัวบ้านอย่างรวดเร็ว แม้พยายามอยู่ให้ห่างไกลรมย์ชลีมากเพียงใดแต่เหตุการณ์ทุกอย่างที่เป็นไปกำลังดูดกลืนให้เขาเข้าใกล้เธอมากขึ้นทุกที

                ดูอย่างผู้หญิงอย่างโฮโจ ซาโยโกะนั่นสิ เขาไม่เคยสนใจไม่เคยให้ความหวังใดๆแก่หล่อน มากไปกว่าคนรู้จักที่เป็นเพียงญาติของเพื่อนสนิทถึงหล่อนจะพยายามนำตัวเองให้เข้ามาเกี่ยวพันกับเขาก็ตาม ผู้ชายอย่างถังหย่งคังหากยังไม่ต้องการหญิงใด ต่อให้งามเลิศเพียงไหนก็หมดสิทธิ์เข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตเขา และตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นกำลังก้าวล้ำข้ามเส้นเข้ามามากเกินไป มาก จนเกินจะทน!

 

“ครูซาโยโกะบอกว่า น้องลีเป็นแค่เด็กที่คุณอาเก็บมาเลี้ยงอย่าได้คาดหวังหรือคิดอะไรให้มันมากนัก ของขวัญที่น้องลีฝากอาป๊าส่งไปให้คุณอา เธอบอกน้องลีว่าคุณอาเอาไปทิ้งลงถังขยะแล้วก็ไม่ต้องห่วงด้วยว่าคุณอาจะไม่มีคนคอยดูแล เพราะเธอจะคอยอยู่ข้างๆคุณอาทั้งวันทั้งคืน หากคุณอาต้องการเท่านี้แหละค่ะหม่ามี้”

เสียงหวานใสที่ดังลอดออกมาจากช่องประตูส่งผลให้ชายหนุ่มหยุดชะงัก มือที่ยื่นออกไปหมายสัมผัสลูกบิดหยุดค้างกลางอากาศ เมื่อถ้อยคำต่างๆที่แล่นเข้ากระทบโสตประสาทกำลังทำให้เขารู้สึกโกรธจนอยากฆ่าคนที่กล้ากล่าวอ้างเช่นนั้นให้ตายคามือ!

ไม่เคยคิดว่าการยอมให้ผู้หญิงอย่างโฮโจ ซาโยโกะเข้าพบถึงห้องทำงานเพียงสองครั้งจะก่อเกิดปัญหาตามมาถึงขนาดนี้ เห็นทีคราวนี้คงถึงเวลาที่จะต้องจัดการขั้นเด็ดขาดเสียที

“หนูขอสารภาพนะคะหม่ามี้ ว่าตอนแรกก็เชื่อเหมือนกัน หูมันอื้อตามันลายไปหมดแถมมีข่าวลือกันอีกว่าเธอเป็นคู่ดูตัวของคุณอาน้องลีเลยคิดว่าเธอไม่น่าจะโกหก  แต่น้องลีไม่อยากมีปัญหานี่คะ เธออาจเป็นคนรักของคุณอาก็ได้”

เสียงหวานใสเอ่ยออกมาอีกครั้ง  ในขณะที่คนแอบฟังแทบจะขาดใจ

“มันไม่ใช่อย่างนั้นรมย์ชลี อายังไม่มีใครและยังไม่คิด ที่จะรักใคร”

เสียงสะท้อนของชายหนุ่มดังก้องอยู่ในอก เมื่อจับกระแสเสียงแห่งความเศร้าหมองของเด็กสาวได้ แต่ใครเลยจะล่วงรู้ว่าภายในใจเขาเจ็บปวดเพียงใด บนเส้นทางชีวิตที่แลดูเหมือนยิ่งใหญ่จะต้องแลกมาด้วยอะไรและสูญเสียไปมากเท่าไรก็เกินกว่าที่คนธรรมดาอย่างรมย์ชลีจะคาดเดา

เธอไม่ควรจะยึดติดหรือผูกชีวิตไว้กับเขา

นั่นคือเสียงๆหนึ่งที่อยู่ภายในมโนสำนึก

รมย์ชลีอายุเพียง 15 ปีเท่านั้นยังเด็กเกินกว่าที่จะก้าวเข้ามาข้องเกี่ยวในโลกที่มืดมนเช่นเขา

แต่เธอกำลังถูกคุกคามโดยลูกหลานของผู้มีอิทธิพลนะและนายคือต้นเหตุ!’

อีกเสียงหนึ่งแย้งขึ้นจนความคิดของถังหย่งคังสลับกันไปมาระหว่างเปิดประตูบานนี้เข้าไปหาเธอ หรือเลือกที่จะเดินจากไปอย่างเช่นที่เคยทำมาตลอด 5 ปีเต็ม

                หากการคอยเฝ้ามองดูเธออยู่ไกลๆยังทำให้เธอพานพบกับภยันตราย ดังนั้นการพาตนเองหลีกหนีให้ไกลจากรมย์ชลีมันคงไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป ในเมื่อเธอเปรียบเสมือนแสงตะวันภายในดวงใจอันด้านชาของเขา แล้วจะผลักไสความต้องการของตนเองไปอีกทำไมเล่า เมื่อตอนนี้ดวงตะวันดวงน้อยกำลังต้องการการคุ้มครองภัยและคงไม่มีใครที่จะปกป้องเธอได้ดีไปกว่าตัวของเขาเอง!

รออาอีกสักนิดรมย์ชลี เมื่ออาพร้อม อาจะกลับมาดูแลเธอเองจะไม่มีใครมาทำร้ายน้องลีของอาได้ อาสาบาน

                ถังหย่งคังให้คำสัตย์ต่อเด็กสาวภายในใจก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่คิดที่จะเข้าไปเอ่ยทักทายหรือล่ำลา

ขอเวลาให้เขาอีกนิด เพียงนิดเดียวเท่านั้น แล้วเขาจะกลับมาทำตามคำสัญญาต่างๆที่เคยให้ไว้กับเธอ

“คุณอาจะไม่ทิ้งน้องลีไว้คนเดียวใช่ไหมคะ? น้องลีไม่อยากเป็นเด็กกำพร้า”

รมย์ชลีในวัยสิบขวบเอ่ยถามเขาด้วยน้ำตานองหน้าเมื่อต้องอาศัยอยู่กับผู้ที่มีศักดิ์เป็นป้าระหว่างที่เขากำลังดำเนินการให้จางเหวินรับรมย์ชลีเป็นบุตรบุญธรรมและเป็นธุระจัดการเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่เป็นของเธอ

“น้องลีไม่ใช่เด็กกำพร้า น้องลีจะมีอาอยู่ตรงนี้เสมอ” เขาเอ่ย พลางจับมือน้อยนั่นยกขึ้นวางทาบทับลงไปบนหน้าอกข้างซ้ายของเธอก่อนจะเลื่อนมาวางบนอกทางด้านซ้ายของเขาที่เต้นตุบๆตอบรับมือของเด็กน้อย

“และอา ก็จะมีน้องลีอยู่ตรงนี้เสมอเช่นกัน เพราะหัวใจของเราทั้งสองดวงต่างเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ฉะนั้น อาไม่มีวันทิ้งน้องลีไว้ที่นี่ไว้คนเดียวอย่างแน่นอน อาสัญญา”

เด็กน้อยร้องไห้โฮโผเข้าสวมกอดถังหย่งคังที่ทรุดกายนั่งอยู่ตรงหน้าเธอแน่น ภายใต้ร่มไม้ของต้นจามจุรีที่ออกดอกบานสะพรั่ง

“คุณอาสัญญาแล้วนะคะ น้องลีไม่อยากอยู่กับคุณป้า คุณป้าใจร้ายชอบด่าน้องลีแถมพี่นนท์ลูกชายคุณป้ายังชอบแกล้งน้องลี หาว่าน้องลีเป็นเด็กกำพร้าไม่มีใครอยากเลี้ยง นอกจากจะเอาไปขายเป็นอีตัวที่ญี่ปุ่น!

เด็กน้อยสะอึกสะอื้นกับถ้อยคำหยาบคายที่คอยทำร้ายจิตใจ ในขณะที่ภายในใจของถังหย่งคังนั้นลุกโหมไปด้วยไฟแห่งความโกรธแค้นที่บุตรชายวัย 17 ปีของสุวิชชากล้าเอ่ยวาจาดูถูกเธอรวมไปถึงตัวเขาเอง!

                ชายหนุ่มกำหมัดแน่น ดวงตาวาวโรจน์ รอก่อน รอให้สุวิชชาเซ็นต์ลงในเอกสารต่างๆเรื่องรับรมย์ชลีเป็นบุตรบุญธรรมให้เสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วเขาจะจัดการกับไอ้หนุ่มปากหมานั่นเอง!

“เราจะมีกันและกัน หากนั่นเพียงพอต่อน้องลี”

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกระชับวงแขนเพื่อโอบกอดเธอพลางยกมืออีกข้างขึ้นลูบศีรษะเด็กน้อยอย่างปลอบโยน

“ค่ะ เพียงแค่นั้นก็พอแล้ว”

“ดีมากค่ะคนเก่ง ต่อไปนี้อย่าเชื่อคำพูดใครมากไปกว่าอา เพราะอาจะมีแต่ความจริงให้น้องลีเสมอ ทุกๆอย่างจงฟังจากปากของอาเอง เข้าใจไหมคะ?”

“เข้าใจค่ะน้องลีจะไม่ใส่ใจคำพูดของพี่นนท์กะคุณป้าหรือว่าใครๆก็ตามที่พูดไม่ดี ต่อไปนี้น้องลีจะรอฟังจากปากคุณอาคนเดียวค่ะ”

เด็กหญิงรับคำ ซึ่งรางวัลที่ได้รับมีเพียงรอยยิ้มและปลายนิ้วที่เช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน

“อาเหวิน ”

ถังหย่งคังเอ่ยกับจางเหวินที่ยืนอยู่ด้านล่างกับพวกเพื่อนๆของรมย์ชลีที่ตะลึงงันในความรวดเร็วของชายหนุ่มรูปงามที่ก้าวขึ้นสู่ชั้นสองของตัวบ้านก่อนเดินกลับลงมาอีกครั้ง

“ครับ”

อีกฝ่ายรับคำอย่างรู้งานเมื่อตอนนี้ร่างสูงสง่ากำลังเดินหันหลังออกจากบ้านไป โดยไม่ลืมอุ้มบุตรชายตัวน้อยวัยหนึ่งขวบเดินตามหลังไปด้วย ปล่อยให้เด็กหนุ่มสาวทั้งสามมองตามอย่างสงสัยใคร่รู้

                ภายนอกตัวบ้านหลังจากที่ถังหย่งคังสั่งการจางเหวินให้เดินตามมา ชายหนุ่มกลับสาละวนกับการปลดล็อกแหวนกลที่ตัวเรือนเป็นหงส์และมังกรประดับไปด้วยทับทิมและเพชรเม็ดเล็กๆที่อยู่บนนิ้วมือของตนเอง

แม้ว่าโดยปกติแหวนกลที่สั่งทำนั้นจะสามารถถอดออกได้ก็จริงแต่ชิ้นส่วนทั้งสี่ชิ้นจะยังคงคล้องติดกันอยู่ไม่สามารถแยกชิ้นส่วนออกจากกันได้ เขาจึงสั่งช่างทำทองที่เมืองไทยให้ทำสลักเล็กๆไว้หนึ่งอันเพื่อปลดชิ้นส่วนของแหวนออกจากกัน ซึ่งมีเพียงผู้ที่เป็นเจ้าของและช่างผู้สร้างมันขึ้นมาเท่านั้นที่จะรู้ว่ามันต้องปลดออกอย่างไร

                ตัวเรือนหงส์และท้องวงถูกแยกออกจากตัวเรือนมังกร ก่อนที่ถังหย่งคังจะจับก้านที่ถูกแยกออกให้ประกอบกลับไปเป็นเหมือนเดิม กลายเป็นแหวนสองวงที่ยังคงรอเวลาที่จะได้กลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้งเหมือนเช่นเขาและรมย์ชลีในยามนี้ ที่รอเวลาเพื่อมาพบเจอกัน

“ฝากนี่ให้น้องลีด้วย”

เอ่ยพร้อมทั้งยื่นแหวนทองที่มีตัวเรือนเป็นหงส์รูปร่างงดงามที่ประดับไปด้วยเพชรเม็ดเล็กๆเป็นดวงตา และไล่ระดับเม็ดเล็กยิ่งกว่าล้อมรอบตัวเรือน ดูวิจิตรงดงามและสูงค่าเกินกว่าจางเหวินจะรับได้ จนชายหนุ่มอดไม่ไหว เอ่ยท้วงออกไปอย่างใจนึก

“มันมากเกินไปหรือเปล่าครับ สำหรับเด็กสาวอายุแค่ 15”

“ตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่เคยให้ของขวัญวันเกิดน้องลี ถือเสียว่าเป็นของขวัญรวมยอด 5 ปีจากฉันก็แล้วกัน”

“ครับ” รับมาอย่างเสียไม่ได้เมื่อไร้เหตุผลที่จะไปโต้แย้ง

“ส่วนเรื่องงาน วันนี้ฉันให้นายหยุดได้หนึ่งวัน ไปจัดการเรื่องในครอบครัวให้เรียบร้อยซะ วันหลังจะได้ไม่ต้องมีปัญหาให้หุนหันออกมาอย่างนี้อีก”

“แต่ใครจะคอยติดตามเจ้านายละครับ ผมว่า...”

จางเหวินเอ่ยค้านก่อนจะหุบริมฝีปากทันควันเมื่ออีกฝ่ายยกมือขึ้นเป็นเชิงบอกให้หยุด

“สองคนนั้นจะคอยดูแลฉันเอง แล้วพบกันพรุ่งนี้”

ให้คำตอบพร้อมบอกลาพลางพยักหน้าไปทางประตูที่ตอนนี้ปรากฎร่างของชายฉกรรจ์สองคนที่ยืนตัวตรงอยู่ข้างๆรถมอเตอร์ไซค์ MV Agusta ก่อนหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้จางเหวินที่ตอนนี้อุ้มบุตรชายตัวน้อยยืนมองรถยนต์คันหรูเคลื่อนออกจากโรงรถไปจนไกลลับตา ด้วยความรู้สึกที่ยากเกินจะบรรยาย


------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

                                     เปิดให้สั่งจองนิยายเรื่อง "ฤาสวรรค์สาป" แล้วนะคะ

รายละเอียดตามภาพ กรุณาอ่านให้ครบนะคะ   

ราคาปกติ 420- 
ราคาจองเหลือ 390บาท ส่งฟรีลงทะเบียน!!!

เปิดจองวันนี้ 4/9/2557 - 4/10/2557
จัดส่งไม่เกิน 24 ตุลาคม 2557

โอนเงินมาที่
ธ.ไทยพาณิชย์ 5432305678
สุวิมล ถาวร

แล้วเมล์รายละเอียด วันเวลาที่ทำรายการ+ชื่อที่อยู่
ทาง sweet_berryii@hotmail.com

*** พิมพ์ตามจำนวนยอดจองเท่านั้นค่ะ ***

หรือถ้าใครอดใจรอแบบรูปเล่มไม่ไหว แนะนำ E-book ตามลิงก์ด้านล่างนี้ค่ะ

http://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NToiMjY3MDEiO3M6NzoiYm9va19pZCI7czo1OiIxNjA2OSI7fQ

และที่นี่ค่ะ

http://www.hytexts.com/ebook/book/B003147



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

671 ความคิดเห็น

  1. #671 meaw-11 (@chayanisa08) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 กันยายน 2557 / 00:11
    สนุกค่ะ //ขอบคุณค่ะไรท์
    #671
    0
  2. #93 พี่หริ (@mangosteen) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2553 / 20:33
    จากใจน้องลี ถึงคุณอา.....

    เหม่อมองฟ้าเวลาเหงาเศร้าดวงจิต
    เขาจะคิดถึงเราไหมใจถามหา
    ฝากสายลมกระซิบย้ำคำสัญญา
    บอกจะมาแต่ทำไมไยจึงลืม




    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 15 มิถุนายน 2553 / 22:38
    #93
    0