ฤาสวรรค์สาป

ตอนที่ 4 : ชีวิตใหม่ที่แตกต่าง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 ก.ย. 57



ชีวิตใหม่ที่แตกต่าง

 

 2 เดือนต่อมา

“คุณอาขา...น้องลีขออยู่ที่นี่ไม่ต้องไปญี่ปุ่นได้ไหมคะ”

เด็กน้อยเอ่ยออดอ้อนกับผู้ปกครองคนใหม่ของตน หลังจากบิดามารดาเสียเธอก็มีเพียงอาหย่งคังและอาจางเหวินเป็นผู้ดูแล ในขณะที่คุณป้าสุวิชชาไม่เคยเข้ามายุ่งวุ่นวายหรือถามข่าวคราวจากเธอเลย แถมคุณอายังบอกอีกว่า เธอต้องย้ายโรงเรียนไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นเพราะคุณอาใกล้ถึงกำหนดกลับเต็มที

Moshimo hitotsu dake” ถังหย่งคังไม่ตอบแต่กลับรั้งร่างเล็กๆขึ้นนั่งบนตักก่อนร้องเพลงประกอบการ์ตูนที่เด็กหญิงชอบดู Tatta hitotsu dake Kanaerareru nara Nani o inoru kana…แปลให้อาฟังหน่อยซิ

สิ้นเสียงทุ้มนุ่มที่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำของบทเพลงออกมาอย่างไพเราะ เด็กหญิงจึงไม่รีรอที่จะแปลความหมายให้คุณอาฟังทันทีด้วยไม่อาจรู้เท่าทันเล่ห์ของชายผู้มีสมยานามว่าเป็นถึงพญามังกรแห่งถัง

Moshimo hitotsu dake หากความปรารถนามีได้เพียงข้อเดียว Tatta hitotsu dake และไม่สามารถมีมากกว่านั้นได้  Kanaerareru nara ความปรารถนาเดียวที่จะกลายเป็นความจริง Nani o inoru kana อะไรที่ฉันควรจะปรารถนา...เป็นไงคะคุณอาน้องลีร้องด้วยแปลด้วย สบายมาก”

“งั้นก็ไปอยู่ญี่ปุ่นได้”

เขาเอ่ยตอบด้วยใบหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉยเมื่อดวงหน้าหวานส่งยิ้มแป้นแล้นให้แก่เขา

“ทำไมละคะ? น้องลียังพูดภาษาญี่ปุ่นไม่เก่งเลยนะ” เด็กน้อยท้วง

“ก็พูดเก่งแปลเก่งแล้วไงคะ เมื่อกี้น้องลียังทั้งร้องทั้งแปลให้คุณอาฟังอยู่เลย”

เพียงเท่านั้นรอยยิ้มที่ฉีกกว้างจนเกือบถึงใบหูก็หุบฉับ ที่เธอแปลได้ร้องได้ก็เป็นเพราะเพลงนี้มันมาจากการ์ตูนที่เธอชอบนี่ แค่พิมพ์ข้อความลงไปบนกุเกิ้ลทั้งเนื้อหาและคำแปลก็ปรากฏลงตรงหน้าเธอและมันก็ไม่ยากเลยที่จะจดแล้วเอามาจำ

เธอเสียท่าให้คุณอาจับทางได้อีกแล้ว

“โชกักโก?” เขาเอ่ยขึ้นมาลอยๆ

“ชั้นประถม”

รมย์ชลีตอบทันควันพลางหันไปส่งค้อนให้คุณอา

“งั้นก็จบ ไปหาอาเหวินได้แล้วไป อาจะทำงาน”

เด็กหญิงพยักหน้ารับ จำยอมลงจากตักคุณอาอย่างว่าง่ายก่อนเดินออกจากห้องทำงานไปหาอาเหวินที่ยืนรออยู่หน้าประตู

                รมย์ชลีที่เดินออกมาจากห้องทำงานของถังหย่งคังด้วยสีหน้าบึ้งตึง ปากยื่น คิ้วขมวด ริมฝีปากจิ้มลิ้มขมุบขมิบบ่นพึมพำนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้จางเหวินผู้ซึ่งคอยดูแลคุณหนูลีมาตลอด 2 เดือนจับความรู้สึกของเด็กน้อยได้เป็นอย่างดี  คำถามที่เอ่ยออกไปจึงแฝงแววขบขันอย่างปิดเอาไว้ไม่มิด

“ไม่สำเร็จล่ะซิ”

“โอ้โห!” รมย์ชลีอุทานตาโต “อาจางเหวินรู้ได้ยังไงคะ น้องลียังไม่ทันเล่าให้ฟังเลย”

“ก็ปากยื่น คิ้วขมวดซะขนาดนี้ใครไม่รู้ก็แปลกล่ะ”

ตอบพลางยื่นนิ้วชี้ไปจิ้มระหว่างหัวคิ้วของเด็กหญิงซ้ำๆกันสามหนอย่างมันเขี้ยว

“อาจางเหวินขา...”

มาอีกแล้วมุขนี้ จางเหวินคิดอย่างเหนื่อยหน่ายเพราะตัวเขาเองเป็นต้องแพ้ลูกอ้อนของเด็กน้อยหน้าตาน่ารักคนนี้ร่ำไป

“จะเอาอะไรก็ว่ามา ไม่ต้องมาทำเสียงเล็กเสียงน้อยแบบนั้นอาขนลุก!

รมย์ชลีหน้ามุ่ยเบื่อชะมัดพวกคนชอบรู้ทัน

“คุณอาน่ะ! น้องลีแค่อยากไปกินไอ...ว้าย!

พูดยังไม่ทันจบรมย์ชลีกลับถูกฝ่ามือของจางเหวินรั้งร่างของเธอไปยืนหลบทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ไหล่เล็กๆของเด็กหญิงถูกคนสนิทของหย่งคังบีบแน่นเสียจนเธอเริ่มรู้สึกได้ถึงความประหม่าและเกรงกลัว แต่คำถามคือ กลัวอะไร? หรือ กลัวใคร?

                เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไรเธอไม่อาจรู้ แต่ยิ่งเสียงฝีเท้าเข้าใกล้เท่าไร ฝ่ามือของอาจางเหวินก็เกร็งแน่นขึ้นเท่านั้น เด็กหญิงพยายามเบี่ยงตัวเพื่อลอบมองบรรดาผู้มาเยือนแล้วเธอก็ได้เห็นภาพชายผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับอาหย่งคังแต่ดูงดงามน้อยกว่า น่ากลัวมากกว่า แถมยังเจาะหูเป็นแนวยาวทั้งสองข้างอีกด้วย เป็นผู้ชายพิลึกที่ใส่สูทสีขาวแต่ไม่ยอมใส่เสื้อเชิ้ตข้างใน แถมยังห้อยสร้อยคอแปลกๆ

ทำไมคนติดตามอีกสองคนที่เดินตามหลังมาไม่ตักเตือนเจ้านายบ้างนะ ดูเถื่อนสิ้นดีสู้อาจางเหวินของเธอก็ไม่ได้เลย ดูดีกว่ากันตั้งเยอะ!

“คอนนิจิวะ ทาคามุระซัง โอเกงกิเดซึคะ”

(สวัสดียามบ่ายครับทาคามุระซัง สบายดีไหมครับ?)

จางเหวินเอ่ยทักทายพร้อมทั้งก้มลงโค้งคำนับโดยสองมือนั้นแนบไว้ที่หน้าขาและเป็นเวลานั้นเองที่ทาคามุระ เรียวอิจิได้เห็นโฉมหน้าของเด็กหญิงที่ผู้คนต่างล่ำลือกันว่าถังหย่งคังรับเธอมาเลี้ยงดู

“เด็กนั่นรึที่หย่งคังรับมาเลี้ยง”

ทาคามุระ เรียวอิจิไม่ตอบ ทว่าเขากลับตั้งคำถามกับจางเหวินแทน

“มิได้ครับ เด็กคนนี้ผมเป็นคนรับเลี้ยงดูเธอและรับเป็นบุตรบุญธรรมเอง ตอบแทนที่ครอบครัวของเธอเคยช่วยชีวิตนายท่านไว้ครับ”

จางเหวินตอบเป็นภาษาญี่ปุ่นชัดถ้อยชัดคำอีกทั้งยังสบตาทายาทแห่งกลุ่มอิเคงามิ ได้อย่างไม่กลัวเกรง สำหรับเขาแล้วตอนนี้จะหวั่นเกรงก็แต่ ความปลอดภัยของเด็กน้อยที่อยู่ในความดูแลของเขาตามคำสั่งของเจ้านายเท่านั้น

“งั้นรึ”

เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจเท่าไรนัก พลางหันไปส่งยิ้มให้เด็กหญิงที่เกาะชายเสื้อของจางเหวินแน่นจนน่าขบขัน

“สวัสดี ฉันชื่อเรียวอิจิ ยินดีที่ได้รู้จักแม่หนูน้อย”

ทาคามุระเอ่ยพลางเอื้อมมืออกมาหมายจะสัมผัสแก้มขาวใสอมชมพูนั่น หากจางเหวินไม่ขัดขวางด้วยการผลักแม่ตุ๊กตาตัวน้อยให้พ้นร่างของตนเองเสียก่อน ดังนั้นคำพูดที่เอ่ยออกมามันจึงกราดเกรี้ยวยิ่งนัก

“แกกล้าขัดขวางฉันหรือจางเหวิน  แค่จับหน้าเด็กแค่นี้ถึงขนาดที่แกต้องตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับฉันเลยรึ!

“มิได้ครับ คนเป็นพ่อย่อมหวงบุตรสาวเป็นธรรมดา หวังว่าท่านคงเข้าใจ”

จางเหวินยังคงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ในขณะที่ใบหน้าของอีกฝ่ายเริ่มฉายแววอาฆาต เขาเป็นถึงทายาทของกลุ่มอิเคงามิแต่ชายหนุ่มตรงหน้าเขาเป็นเพียงแค่คนสนิทของถังหย่งคังเท่านั้น มันชักจะเหิมเกริมเกินไปเสียแล้ว!

“อาป๊า...”

รมย์ชลีเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เด็กน้อยพอจับใจความได้ว่าอาจางเหวินแทนตัวเองว่าโอโต้ซัง(แปลว่า พ่อ)และใช้คำว่า มุซึเมะ(แปลว่า ลูกสาว) เธอจึงเคลื่อนกายเข้าหาผู้เลี้ยงดูและเรียกเขาด้วยสรรพนามที่ชายหนุ่มมักพร่ำสอนให้เธอเรียกเขาทุกครั้งตั้งแต่มีโอกาสได้ดูแล

“พ่อของน้องลีไปดีแล้ว หากน้องลีลำบากใจที่จะเรียกใครว่าพ่ออีกคน ขอให้เรียกอาว่า อาป๊า ก็แล้วกัน”

                อาวุธสีดำเมื่อมลักษณะเหมือนดาวห้าแฉกมีรูตรงกลางและบริเวณขอบด้านนอกจะมีความคมทั้งห้าด้านที่เขาเรียกกันว่าชูริเคน(ดาวกระจาย)ปล่อยออกจากมือชายหนุ่มชุดดำคนหนึ่งทางด้านหลังทาคามุระพุ่งเข้าใส่โจมตีคนสนิทของถังหย่งคังอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว  รมย์ชลีกรีดร้องเสียงดังลั่นออกมาอย่างลืมตัว  ตากลมโตของหนูน้อยปิดสนิท

นี่เธอกำลังจะสูญเสียผู้คนที่เธอรักอีกแล้วใช่ไหม?

โดยหารู้ไม่ว่าการปาชูริเคนนั้น ก็เปรียบเสมือนการหยอกล้ออีกฝ่ายเล่นเท่านั้นเอง เป็นการหยอกล้อที่ออกจะอันตรายไปสักนิดเมื่อมันไม่ใช่พลาสติก แต่เป็นของมีคม

                อีกด้านของประตูไม้สักแกะสลักเป็นลวดลายลายของหงส์และมังกรอย่างงดงามนั้น เสียงกรีดร้องของเด็กน้อยได้เล็ดลอดเข้าไปภายในห้องสูท ส่งผลให้มือหนาที่กำลังขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษเอกสารหยุดชะงักในทันใด ปากกาด้ามทองถูกปล่อยทิ้งอย่างไม่ใยดีแต่กลับแทนที่ด้วยอาวุธสังหารแบบออโตเมติกที่บรรจุลูกกระสุนปืนขนาด .45 นิ้วเต็มแม๊กซ์

                การเคลื่อนไหวของเขาว่องไวขัดกับรูปร่างสูงโปร่งถึง 188 เซนติเมตร แต่ถึงกระนั้นความห่วงใยมันก็มีอำนาจเหนือความปลอดภัยของตนเอง ชายหนุ่มเปิดประตูออกพร้อมทั้งตวัดลำกล้องไปทางผู้มาเยือนแต่ยังไม่ทันที่จะได้เหนี่ยวไกเสียงทุ้มของจางเหวินก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ช้าก่อนครับ!

“คุณอา!

สองเสียงเอ่ยออกมาพร้อมกัน ฝ่ายแรกหลังจากตั้งตัวได้แล้วจึงยกมือข้างขวาที่รับชูริเคนขึ้นให้เจ้านายดู ส่วนฝ่ายหลังนั้นวิ่งเข้ากอดเขาอย่างหวาดกลัว และไม่ยอมลืมตาขึ้นดูอะไรทั้งสิ้น

“น้องลี ป๊าไม่เป็นอะไรแล้วนะลูกลืมตาขึ้นได้แล้วค่ะคนเก่ง”

จางเหวินเอ่ยปลอบบุตรบุญธรรมพร้อมทั้งรั้งร่างน้อยๆนั่นเข้าสู่อ้อมแขนแต่มือของเด็กหญิงยังคงยื้อชายเสื้อสูทของถังหย่งคังแน่นอย่างหวั่นกลัว

“ลืมตาเสียเถอะ”

ถังหย่งคังเอ่ยกับเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งการสัมผัส ไร้ซึ่งการปลอบใจ แต่มันก็สามารถทำให้เด็กน้อยปฏิบัติตามด้วยดีอย่างว่าง่าย ตากลมโตกระพริบปริบๆพลางมองไปที่จางเหวินอย่างงุนงงเมื่อเห็นเขายังคงปลอดภัยดีก่อนจะร้องไห้โฮกอดคอชายหนุ่มไว้แน่นอย่างคนขวัญเสีย

“ไม่คิดจะทักทายญาติพี่น้องบ้างเลยหรือหย่งคัง”

เป็นทาคามุระ เรียวอิจิที่เอ่ยแทรกเสียงร้องสะอึกสะอื้นของเด็กน้อย

“นั่นคือการทักทายของนายอย่างนั้นหรือเรียวอิจิ”

ถังหย่งคังไม่ตอบแต่กลับปรายสายตาไปยังจางเหวินที่กำลังอุ้มเด็กน้อยตัวลอยขึ้นจากพื้น

“คุณอา ผู้ชายคนนั้นรังแกอาป๊าเลือดไหลด้วย”

                รมย์ชลีฟ้อง พลางชี้มือไปยังชายชุดดำที่ยืนอยู่ด้านหลังทาคามุระและกำลังส่งยิ้มยียวนกวนประสาทมาให้เธอกับคนที่เธอเรียกเอาว่าอาป๊า

ก่อนที่เธอจะส่งสายตาพิฆาตออกไปพร้อมทั้งเอ่ยอย่างนักเลงโตฉบับตัวกะเปี๊ยกว่า

“น้องลีจะตื้บมัน!!

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เปิดให้สั่งจองนิยายเรื่อง "ฤาสวรรค์สาป" แล้วนะคะ
รายละเอียดตามภาพ กรุณาอ่านให้ครบนะคะ   

ราคาปกติ 420- 
ราคาจองเหลือ 390- บาท ส่งฟรีลงทะเบียน!!!

เปิดจองวันนี้ 4/9/2557 - 4/10/2557
จัดส่งไม่เกิน 24 ตุลาคม 2557

โอนเงินมาที่
ธ.ไทยพาณิชย์ 5432305678
สุวิมล ถาวร

แล้วเมล์รายละเอียด วันเวลาที่ทำรายการ+ชื่อที่อยู่
ทาง sweet_berryii@hotmail.com

*** พิมพ์ตามจำนวนยอดจองเท่านั้นค่ะ ***
ส่วนนิยาย จะลงให้เรื่อยๆจนกว่าจะปิดจองค่า ^^ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้อ่านเนอะ

671 ความคิดเห็น