nrintip(Whitepingeon)
ดู Blog ทั้งหมด

Diary of love 216(Whitepingeon)

เขียนโดย nrintip(Whitepingeon)



                 "   เอาน้ำหวานเย็น ๆ  ให้อ่ะ  แล้วก็

ไปนอนซ๊า !  ...บางที  ต้องวางเฉยกับบางเรื่องราว

ใจคนต้องใช้เวลา  ให้โอกาส    กาลเวลาจะนำพา

เรื่องราวไปในแนวทางของมันเอง   


    ดูแลหัวใจตัวเองนะค่ะ   บางเรื่องไม่จำต้องคิด 

ต้องให้เวลาใช้กลไกของธรรมชาติดำเนินไป 

" วางเฉย "   ....เอาชีวิต ความคิด กาลเวลาทำสิ่งที่มีประโยชน์   เพื่อพัฒนาระดับจิตตัวเองชีวิตหนึ่ง
ให้สูงขึ้น   " อย่าประมาทในการใช้ชีวิต  " ไม่เผลอ
ไปตามอารมณ์เร้า  เเล้วเราก็จะเดินอย่างเบา ๆ ใจสบาย   นอนนะ  ...พรุ่งนี้จะมาเล่าให้ฟัง




01.18

************************



            ...แล้วก็เวียนมาอีกรอบ เช้านี้ก็ปรกติเหมือนเดิม   กาแฟแก้วนึง  ทำงานเสร็จมานั่งพิมพ์
คิดเหมือนกันนะค่ะว่า " วันวันนึง เราทำอะไรบ้าง  อยากทำอะไร  แล้วก็คิดต่อว่า แล้วทำรึยัง ! "  


ปรากฏว่า   " แค่คิดก็คือทบทวน  แต่จริงแล้วทำอะไร ขณะปัจจุบัน  นี่คือทำจริง ๆ  เหมือนตอนนี้ 
รู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกใครบางคน  มันก็จริงนะ  ความรู้สึกไม่ได้เลื่อนลอย   ทำ พิมพ์มันลงไป   ...แค่นี้ ปัจจุบัน  "   อันนี้อีกเรื่อง


เดี๋ยวพิมพ์เสร็จ ทำอะไรต่อหล่ะ  " งานที่มีไง  ทำแน่นอน   มาพิมพ์ไว้ก็คือปัจจุบัน  แต่ ! อนาคตอีกไม่กี่นาที  มันต้องเกิด  เกิดสิ  เพราะมันเป็น " วิถีชีวิต "   มันต่อเนื่องกับปัจจุบันนี่นา  "


       ...ว่าแล้ว  ก็ได้แต่ทำในสิ่งที่มันเป็นไปได้คือ " พิมพ์ความรู้สึกนี้   ออกไปสู่คนดีของฉัน  ให้ทุกคน   ทำอะไรดีดี  เพื่อดำเนินชีวิตอย่างราบรื่น  สบายใจ  " ...คิดถึงเด็กน้อยสามคนจังเลยเน๊าะ  ป่านนี้โตแล้วสินะ    หน้านี้มีสาหร่ายรึยังนะ   แล้วเด็กคนใหนโจ๋ ๆ  มาเจอกันหน่อยใหม๊ !    ใครนะที่พูดว่าอยากเจอหน้า   หุ หุ  "




******************************


                 "  ชีวิตหน่ะนะ  มีค่าหมดหล่ะ  แต่หน้าที่ของหนึ่งชีวิต คือ ดูแลลมหายใจ  ไม่อย่างนั้น   จะเหลือไว้เดินต่อไปได้ยังไง   ...ดูแลตัวเองก่อน ให้เเข็งแกร่ง  ถึงจะดูแลเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นได้   "



... หน้านี้ ตอนแรกว่าจะเขียนเรื่องนึง  แต่ว่า กระทันหัน   ต้องเปลี่ยนมาเขียนตรงนี้ก่อน 
ภาษาไทยนะ  เขียนไม่ถูกทั้งหมดหรอก 
เป็นคนพิการ 
" ดูสิ เนี่ย  นิ้วมือยังไม่เท่ากันเลย "  แห่ะ !




"   ธรรมชาติรอบตัว  เป็นส่วนหนึ่ง เป็นส่วนประกอบของกันและกัน   แต่ว่า  ไม่สามารถนำทุกสิ่งมาใช้ได้ทั้งหมดหรอก    บางอย่างก็ต้องรอการสังเคราะห์   กว่าจะได้ก็ต้องโดยอ้อม

บางสิ่งก็ใช้ได้เลยทันที   " สติ จะเป็นตัวกระตุ้นเตือนในทันที  ให้เลือกรับก่อน-หลัง  หรือก็วาง  "  



               ....ตอนนี้ สาย ๆ  ของวันนี้  อากาศหลังฝนตกเมื่อคืน  เย็นสบายดี   สายฝนได้ชะล้างมลพิษพอได้บ้าง   ก็ยังดีได้หายใจโล่ง ๆ สบาย ๆ  สดชื่นอีกวัน   ...ผู้คนยุคนี้  ที่นี่  ดูหงอยเหงา  ก็เพราะช่วงหลังน้ำท่วมมานี้หล่ะ  อะไรก็เปลี่ยนไป
" ชีวิต  จะอยู่สงบได้  ก็ด้วย  จิตใจที่สงบ "




       "  ที่นี่ หากใจเราวุ่นวาย  เรื่องราวรอบข้าง จากผู้คน      แต่ละคนมากหลายเลยเชียวหล่ะ   แต่ว่า  ใจเราสงบ   สิ่งรอบข้างก็ไม่ได้เข้ามากระทบใจอะไรหรอก    เพียงรับรู้  เเล้วก็ปล่อย  วาง  
...ก็เลยเหมือนคนไม่มีอะไร  ก็เเหงหล่ะ  
         " ดูจิตตัว เฝ้ามองลมหายใจ ไม่เอาจิตออกนอกกาย    มันก็เลยไม่ขุ่นมัว " ผู้คนสับสนวุ่นวายทางความคิด  การกระทำก็สับสนไปด้วย   เพียงเพราะว่า " ใจเขาไม่สบาย   มันเป็นการดำเนินไปตามควร  ของการกระทำที่  อารมณ์เป็นนาย    ...แต่ว่า  ก็ไม่ได้ตามอารมณ์ใครเค้าหรอก   
" รู้เท่าทันอารมณ์ ตัว "




           "  มีอยู่ครั้งนึง  ตัวเองออกมาจากม.ราม ฯ
วันนั้นเขาเดินประท้วงกัน   ข้างบนตึกอาจารย์ก็พูดว่า ถ้าไม่ติดสอนจะไปเดินด้วย   ( ก็คือ ต่างคน ต่างคิด แต่ก็อยู่ร่วมกันได้ อันนี้แค่พื้น ๆ นะ  ที่เหลือไว้ดูต่อไป  ...ทำไมเขียนแบบนี้หล่ะ  ก็เขียนไว้ว่า " ปัจจุบันเป็นอย่างนี้ คาดการณ์ไม่ประมาทไว้  แต่ไม่ระแวง เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้  หากอารมณ์ร่วมนั้นมันได้ถูกยั่วยุ  หรือกระตุ้น  ยิ่งมีเหล่า ก๊ก  ยิ่งเหมือนเพิ่มพลังเชื้อไฟให้กระพือ   ...แต่ว่า  สำหรับจิตที่สว่างแล้ว   ไม่อ่อนไหว  "

...วันนั้นเดินออกมาก็ฝ่าผู้คนข้างถนน ท้องถนนก็เต็ม  บนสะพานลอยก็เเน่น  เราจะกลับบ้านทำไง  ใส่ชุดกระโปรงเหลืองม่วงอีก  เด่นหน่ะเหลือง   เขาก็มองมาที่เราคนเดียว เป็นตาเดียว ส่วนเรานะรึ
          "  เดินอย่างสบาย ๆ  ใจว่างเปล่า  มุ่งมั่น  ไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งเร้าใด ๆ เห็นหน่ะเห็น     เห็นทุกคน  เห็นอารมณ์ความรู้สึกขณะนั้น   ที่เขามองมาที่เรา   แต่

         สตินั่นหล่ะ  ไม่เอาจิตออกนอกนั่นหล่ะ  
เลยไม่ประมาท มองเห็นกล้องวีดีโอ        กล้องถ่ายทำ ฯ  (คิดว่าไม่เป็นไร เป็นไรก็มีหลักฐาน)   ตัวเองคิดว่า  " เราต้องรีบกลับ  ต้องคิดว่า
ทำยังไงได้บ้าง คิดเร็ว รู้ไว   ก็ฝ่าผู้คนเดินเฉ้ย
ข้ามสะพานที่มีสีแดงเต็มไปหมด มีมดตัวน้อย ๆ 
ออกเหลือง ๆ แซมดอกม่วงเล็ก ๆ    เรียกเเท็กซี่ 
ก็ไม่รับสักคัน   มีน้าคนนึงบอก " ป่ะ เดี๋ยวจะพาหาช่องทางลัดไป  "  คำพูดจากความจริงใจ  เหมือนรู้สถานการณ์ดี  น้าเขาบอกว่า  ไม่มีใครเขารับและพาไปหรอก   (ทำไม !  อันนี้คงไม่ต้องเขียน 
คนขับกลัวไว้ก่อน  ส่วนน้าเขาบอกเขาเป็นกลาง )



"  ฉันมองเห็นสถานการณ์ที่  หากเราไม่รอบคอบ  เราก็จะเจอหนักแน่   พอเราเดินผ่านไป  เหมือนอยู่ในวงล้อมไฟอารมณ์  ทั้งเสียง ทั้งไฟที่เผาใจตัวเองแล้ว  ยังสามารถเผาผู้อื่นได้    แต่ ! น้ำ แม้จะน้อย  แต่ก็คงสถานะเดิม  มันไม่ร้อน  มันดับไฟไม่ได้เพราะน้อย  แต่มันก็ไม่ทำลายดวงจิตนี้    ...พอเราผ่านสถานการณ์มา ใช้เวลาสักนิด เมื่อผ่านมาแล้ว   แผลที่ใจไม่มี  รอยไฟอารมณ์มากระทบใหม  ไม่มี  ความขุ่นมัวจากผลอารมณ์คนเป็นพัน  ไม่ได้เข้ามาเลยแม้แต่น้อย   ก็คุยกับน้ามาเรื่อย ๆ  ดูทางใหม่ที่เป็นช่วงทางลัด  แต่ปลอดภัย 
          ...ยังมีผู้คนสองข้างทาง   ที่ดำเนินชีวิตเป็นปรกติ  ...เมื่อเราเพียงออกมาจากจุดใดจุดนึง   เราก็จะเห็นโลกชีวิต  ที่เดินไปตามวัฏจักร  
อย่างเป็นไป  ตามแนวทาง    ที่ควรจะเป็น  "





         "  ฉัน เป็นนักเดินทาง  โลกกว้างมากเลย   ทุกอย่างเยอะแยะ     เต็มไปหมด   แต่หัวของฉันไม่เครียด  ไม่หนัก  ใจมันก็ร่าเริงเบิกบาน  ที่ที่มีเรื่องราว  เพียงเขี่ย ๆ มันแยกออกเป็นกอง ๆ  (ใช้คำว่าเขี่ย มันไม่ยาก หยิบไม้มาอันนึง  นั่งลง เกลี่ยออก   แยกอันใหนเป็นอันใหน   แล้วใช้สติกรองว่า  สิ่งที่ควรรับเข้าเก็บเพื่อสะสมพลังใจ อย่างใหนดี ได้บ้าง  ส่วนอันใหนที่ต้องวาง ให้ธรรมชาติดำเนินไป   ก็วาง เราไม่ได้เป็นผู้ต้องแบกรับทุกสิ่ง 
" มันสมองถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัววิเคราะห์อารมณ์  อารมณ์คือครู  ใจเป็นนาย  จิตเป็นตัวเก็บพลังงานที่เกิดจากการกรั่นกรองและผ่านเรื่องต้นทั้งหมด      เมื่อพลังจิตสมาธิ จะเกิดตัวรู้รวมอยู่ในพลังจิต  ตัวรู้ที่มีพลังจิต  จะมีสิ่งที่เหนือการคาดหมายของทั่วไปที่จะทราบ   หรือเรียกอีกอย่างว่า " ....."      ยิ่งรู้ยิ่งสว่าง  ยิ่งเดินทางตรง
ใจสบาย   ... ที่เขียนท้าย ๆ  นี้  เผื่อ ๆ ไปงั้นหล่ะ   เดี๋ยวก็มีคนคิดได้อีก  ก็เพิ่งเขียนหน้านี้เอง  ไม่ได้อ่านมาจากใหน   เรื่องมันเยอะ 
เเต่ก็เกี่ยวกับข้างบน ทุกสิ่งทุกอย่าง  รอการดำเนิน  พัฒนาต่อไป ท้ายแล้ว การพึ่งพาที่ดีที่สุดคือตัวเอง(ในเรื่องของบางเรื่องต้องพึ่งตัวเอง จะรู้เอง)     




"  เขียนไป ด้วยใจสงบ  ก็เขียนได้เรื่อย ๆ  แต่จะให้ความเป็นไปในความเข้าใจของแต่ละคน  อันนี้ไม่ได้   เพียงได้เขียน  เพียงมีคน สองคนพอเข้าใจในเนื้อความ  ก็ดียิ่ง   ...เพียงได้ถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่  ไม่สำคัญว่าจะกลัวว่าผิดหรือถูก  แต่อย่างน้อย  ก็เขียนเป็นไทยพอได้   พิมพ์คล่องเหมือนเดิม   ...ท้าย   ๆ  คือ  " ห่วงใย  "   "



11.30

*************************





ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น