สิงห์ละมุน อุ่นหัวใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,028 Views

  • 26 Comments

  • 137 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,534

    Overall
    3,028

ตอนที่ 1 : หัวใจ...อกหัก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 722
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    8 มี.ค. 62

     

                ผมนั่งมองดวงจันทร์ยามค่ำคืนมาพักใหญ่  คืนนี้เป็นคืนวันเพ็ญ ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า ส่องแสงนวลชวนให้หลงใหล  มีดวงดาวงดงามรายล้อมรอบดวงจันทร์อยู่เต็มท้องฟ้า  ปกติที่อยู่ในเมือง   ไม่สามารถมองเห็นความสวยงามแบบนี้ได้  ไม่ตึกคอนโดสูงบดบัง ก็เป็นแสงไฟมากมายปิดบังแสงของดวงดาว  

               ผมยกมือขึ้นมาข้างหนึ่ง  ยื่นออกไปในอากาศ  หมายจะคว้าดวงจันทร์ ที่มองดูเหมือนคืนนี้ จะอยู่ใกล้ผมเป็นพิเศษ  แต่ผมกลับ  เอื้อมมือคว้า....  ไม่ถึง   เช่นเดียวกับตัวผม   การที่ผมได้เข้าไปอยู่ใกล้ใครคนนั้น ได้หมุนอยู่ในวงโคจรเดียวกับเขา เขาคนที่โดดเด่นเป็นที่สนใจของผู้คน   เขาที่มีแต่คนชื่นชอบ  เพียงแค่ผมได้มีส่วนร่วมเข้าไปอยู่ในสังคมเพื่อนฝูงของเขา  นั่งเรียนข้างกัน   กินข้าวด้วยกัน    ไปเที่ยวด้วยกัน    คิดเข้าตัวเองไปว่า เป็นเพราะเขามีใจให้    แต่ท้ายที่สุด จึงได้รู้ความจริงว่า     ผมไม่เคยได้เป็นอะไรของเขา  ไม่มีค่าใดๆทั้งสิ้นสำหรับเขา  และ เขามีคนในดวงใจแล้ว        

                ผมเพิ่งเรียนรู้ กับการมีรักครั้งแรก และ การอกหักในเวลาต่อมา  แรกเริ่มมันสวยงาม  หัวใจพองฟู  มีความสุขจนล้นอก   สุดท้าย ผิดหวัง เจ็บไปทั้งหัวใจ  รู้สึกแน่นหน้าอก  เหมือนหายใจไม่ออก  ความรู้สึกอกหักมันเป็นเช่นนี้หรือ   ผมเจ็บปวดและทรมาน   

          ผมนึกย้อนไป วันแรกของการอกหัก  ผมนอนนิ่งอยู่บนเตียงภายในห้อง ปล่อยตัวเองจ่อมจมอยู่กับความคิดในหัว   ฟุ้งซ่านไปกับเรื่องของเขา   ภาพต่างๆระหว่างผมกับเขาถาโถมเข้ามา ไม่หยุด   ดวงตามีน้ำใสกลบตลอดเวลา  ร้องไห้จนตาบวมเจ็บไปหมด  ผมอยู่บนเตียงทั้งวัน ไม่ทำอะไร แม้แต่ความรู้สึกหิวยังไม่มี มันไร้เรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นมาทำอะไร

          วันที่สอง ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับการประท้วงของร่างกาย ท้องส่งเสียงร้องดังโครกคราก ความรู้สึกนึกคิดเริ่มกลับคืนมา  ผมลุกขึ้นมาหาอะไรกินรองท้อง  อาบน้ำให้ตัวเองสดชื่น แต่ก็ทำทุกสิ่งไปด้วยความเคยชิน  กลับมานอนบนเตียง มือเอื้อมไปหยิบมือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง  เปิดเข้าเฟซโดยอัตโนมัติ  อ่านดูไล่ไปเรื่อยๆ  จนไปเห็นภาพของ  มูน ดวงจันทร์โดดเด่นท่ามกลางหมู่ดาวมากมาย น้ำตาค่อยๆไหลลงมาจากหางตาไม่รู้ตัว   ความคิดในหัวของผมล่องลอยไปอีกครั้ง 

             ผมสะดุ้งรู้สึกตัว เมื่อมีเสียง ตึ้ง   ตึ้ง เตือนว่า มีไลน์เข้า  ผมรั้งสติตัวเองกลับมา ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาลวกๆ ก้มหน้าลงไปดูมือถือที่ถือค้างอยู่  เป็นฟิล์มกับแม็ค ส่งไลน์มาถาม เห็นเมื่อวานเงียบไป  สองคนนี้สมกับเป็นเพื่อนรักของผม    ใจตรงกันเสียจริง  หรือว่าอยู่ด้วยกัน คงไม่หรอก น่าจะบังเอิญเล่นมือถืออยู่ทั้งคู่มากกว่า  เพราะสองคนนั้นเรียนกันคนละคณะ และช่วงนี้ต่างฝ่ายมีสอบไฟนอลอยู่  มีแต่ผมเนี่ยแหละที่สอบเสร็จแล้วเมื่อสองวันก่อน   วันที่ผมอกหัก     ถือเป็นความโชคดีของผมอยู่บ้าง อกหักวันสอบวิชาสุดท้ายพอดี  ไม่อย่างนั้นผมคงแย่ อาจไปสอบแบบไม่รู้เรื่อง

              ผมไลน์ตอบทั้งสองคนว่า ผมอกหัก แต่ดีขึ้นแล้ว จะไปพักผ่อนที่อัมพวา  ไม่ต้องเป็นห่วง ขอให้โชคดีในการสอบ ข้อความถูกขึ้นว่าอ่านแล้ว  ผมลุกขึ้นจากที่นอน เอามือถือใส่กระเป๋าเป้ เก็บของจำเป็น เตรียมตัวสำหรับการเดินทาง แค่ช่วงเวลาที่ตอบไลน์เพื่อน ผมตัดสินใจไปพักผ่อนยังสถานที่ที่ตัวเองชื่นชอบ  ออกไปมองธรรมชาติ ออกไปเจอผู้คน  ให้ภาพของมูนหลุดออกไปจากหัวของผม   เมื่อวานผมปล่อยร่างกายให้เป็นไปตามความรู้สึกของตัวเอง  ผมรู้สึกเจ็บ ผิดหวัง เสียใจ ก็ร้องไห้  ระบายความรู้สึกที่อัดแน่นถาโถมออกมากับน้ำตา   วันนี้ความรู้สึกในใจเบาบางลงบ้าง สตินึกคิดกลับมา  แต่ความเจ็บปวดยังคงอยู่ แผลยังใหม่เกินไป  การจ่อมจมอยู่กับห้องไม่ใช่เรื่องดี  

     

            ปลายทางของการเดินทางครั้งนี้  ผมเลือกมาอัมพวา แหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพ บรรยากาศดี อาหารอร่อย ที่พักมีหลากหลายแบบ  ผมเลือกเป็นแนวโฮมสเตย์ ติดริมแม่น้ำ  ใกล้ตลาดน้ำอัมพวา  ผมเคยมาพักที่นี่กับฟิล์มและ แม็คหนึ่งครั้ง  ที่พักแห่งนี้มีทั้งโซนอาคารสองชั้น ติดริมน้ำ ชั้นล่างทำเป็นร้านอาหาร ชั้นบนเป็นที่พักมีระเบียงยื่นออกมา มีเก้าอี้ตัวยาว ให้นอนดูดาวได้  และโซนบ้านเป็นหลัง แต่อยู่ลึกเข้ามาในสวน ไม่ติดริมน้ำ

            ผมมาถึงอัมพวาก็บ่ายๆแล้ว  แดดร้อนเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน   ผมสอบถามเรื่องห้องพักกับคุณป้าเจ้าของ  พอดียังมีห้องที่อยู่บนชั้นสอง ติดริมน้ำ ว่างอยู่ เนื่องจากวันนี้ เป็นวันธรรมดา  ผู้คนจึงไม่ได้มาท่องเที่ยวอัมพวามากนัก ส่วนใหญ่ผู้คนจะหลั่งไหลมาในวันหยุดมากกว่า เพราะมีตลาดน้ำให้เดินเที่ยว ซื้อของกิน ของที่ระลึก มากมาย  แต่ที่พักของผมก็ไม่ได้เงียบเหงาจนเกินไป ดูเหมือนจะมีลูกค้าเข้าพักอีกสามสี่ห้อง 

             ห้องพักของผมอยู่ริมสุดทางฝั่งหนึ่งของชั้นสอง  ห้องตรงกลางยังว่าง  ส่วนอีกห้องที่อยู่ริมสุดของอีกฝั่งเหมือนจะมีลูกค้าจองไว้แล้ว แต่ยังมาไม่ถึง

            ผมเอาสัมภาระเก็บในห้องเสร็จ ก็ออกมาเดินชมบ้านเรือนริมคลองอัมพวา  ด้วยไม่อยากอุดอุ้อยู่ในห้องให้ฟุ้งซ่าน  ผมเดินเล่นเรื่อยเปื่อย ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับบรรยากาศอันเงียบสงบ ที่ไม่มีให้เห็นในวันหยุด   สนใจตรงไหนก็หยุดยืนเก็บภาพ  บ้านเรือนทุกหลังเกือบปิดประตูหมด  มีเพียงร้านขายของชำที่เปิดให้ซื้อของ  เด็กนักเรียนเลิกเรียน  เดินกลับบ้าน มีบ้างที่ขี่จักรยาน เป็นความเรียบง่ายที่มีเสน่ห์

           สำหรับมื้อเย็น ผมเลือกใช้บริการร้านอาหารของบ้านพัก  ซึ่งเป็นลานกว้างอยู่ริมน้ำ  โต๊ะเป็นโต๊ะไม้เตี้ยๆ มีเบาะรองนั่งที่ยาวพอให้เอนตัวสบายๆ มีหมอนอิงให้ด้วย  ผมสั่งอาหารตามสั่งง่ายๆ  กับน้ำส้มปั่น   หยิบหนังสือนิยายขึ้นมานั่งอ่านชิลล์ๆ

         สักพักได้ยินเสียงเหมือนคนกลุ่มหนึ่งเดินมาทางริมน้ำ ผมหันมองกลุ่มผู้มาใหม่เล็กน้อย เพราะคุยเสียงดังอยู่เหมือนกัน เป็นผู้ชายวัยเดียวกับผม 4 คน พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะที่ห่างจากผมสักหน่อย ผมเลิกสนใจพวกเขา  หลุดเข้าไปอยู่ในภวังค์ของหนังสือนิยายอีกครั้ง

 

 

             ตัวผมสะดุ้งเล็กน้อย หลุดออกมาจากภวังค์ความคิดของตัวเองที่นึกย้อนไปถึงสาเหตุที่ทำให้ต้องมาเยือนอัมพวาเพียงลำพัง   จนในที่สุด ผมต้องมานั่งมองดวงจันทร์ยามค่ำคืนอยู่ตรงระเบียงหน้าห้องพักในตอนนี้

            เสียงที่ทำให้ผมตื่นจากภวังค์ดังมาจากห้องพักอีกฝั่งในชั้นเดียวกัน จำได้ว่ามีคนจองไว้แต่ยังมาไม่ถึงเมื่อบ่าย แสดงว่าตอนนี้คงมาถึงแล้ว   เสียงดังโหวกเหวก โวยวาย คร่ำครวญ ด้วยความเมามายของใครบางคน สลับกับเสียงของผู้คนที่คล้ายกับจะพูดปลอบใจให้คนเมาสงบสติอารมณ์ แต่เสียงที่ได้ยิน  ไม่ได้ดังพอจะรู้ว่าพูดอะไรกันบ้าง

           ผมได้ยินเสียงประตูห้องเปิดออกมาแล้วก็ปิดลง เดาว่าน่าจะเป็นห้องนั้น เพราะห้องตรงกลางยังปิดไฟเงียบ ผมหันหน้าไปมอง  เมื่อรู้สึกว่ามีใครซักคนกำลังมองมาที่ผม   เราสบตากัน รู้สึกจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เจอตอนเย็นที่ริมน้ำ เขาโค้งหัวลงให้ผมเล็กน้อย อาจเป็นการขอโทษที่รบกวน  ผมจึงส่งยิ้มเล็กๆไปให้ เพื่อแสดงว่าไม่เป็นไร

          ผมเลิกสนใจเขา ก้มหน้าลงดูเวลาที่มือถือ เห็นสมควรว่าจะไปนอน เพราะพรุ่งนี้แจ้งคุณป้าเจ้าของที่พักว่าจะตักบาตรตอนเช้า จึงลุกเดินกลับเข้าห้องไป

           วันที่สามหลังการอกหัก  เช้าวันนี้ ผมตื่นมาก่อนหกโมงเล็กน้อย เพื่อจะไปตักบาตรที่ริมน้ำ บริเวณหน้าร้านอาหาร   บรรยากาศยามเช้าเย็นสบาย ลมพัดอ่อนๆ  ผมนั่งรอที่ริมท่าน้ำ รอพระพายเรือออกมารับบาตร 

           เมื่อคืนผมนอนดึกเหมือนกัน ใจผมยังไม่นิ่ง นอนอยู่บนเตียง คิดเรื่องราววนในหัว ภาพเดิมๆฉายซ้ำกลับมา แต่ไม่เจ็บเท่ากับวันแรก เป็นอีกครั้งที่ใจของผมล่องลอยไป จนกระทั่ง....

 " คุณ คุณ ครับ " ผมยังนิ่ง คล้ายได้ยินเสียงเรียกแว่วๆ

" คุณ คุณ พระกำลังมาแล้วครับ " เสียงเรียกดังชัดขึ้น สติกลับมา ผมหันไปมอง  

           เห็นผู้ชายหน้าตาคมเข้ม ถือว่าหล่อมากๆ คนหนึ่ง  นั่งอยู่ริมท่าน้ำห่างจากผมไม่มากนัก    เขาชี้มือไปทางริมน้ำด้านหน้า ผมหันมองตามนิ้วที่เขาชี้ไป เห็นพระกำลังพายเรือใกล้เข้ามา ผมจึงขยับตัวเตรียมตักบาตร


            หลังจากตักบาตรเสร็จ พวกเราเดินออกมาจากท่าน้ำพร้อมกัน

" ขอบคุณที่เรียกนะครับ เมื่อสักครู่ ผมมองวิวเพลินไปหน่อย "  ผมหันมายิ้มขอบคุณเขาอีกครั้ง

"  ไม่เป็นไรครับ  แต่ผมเห็นคุณมักจะอยู่คนเดียว มาเที่ยวคนเดียวหรือครับ "  เขาชวนคุยขณะที่เรากำลังเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองด้วยกัน

" อ๋อ ! ใช่ครับ  พอดีเพื่อนผมยังติดสอบกันอยู่ ไม่มีใครว่าง ผมเลยมาเที่ยวรอ "

" ผมก็ยังเรียนมหาลัยเหมือนกัน  มากับเพื่อนอีก 3 คน "

" ครับ "

" ไม่ทราบว่า เรียนปีอะไร ที่ไหนเหรอครับ เผื่อจะเรียนมอเดียวกัน "

" เรียนปี1  มหาลัย M  ครับ " พวกเราเดินมาหยุดที่หน้าห้องผม ซึ่งห้องผมอยู่ติดบันไดทางขึ้น จึงถึงก่อน

" เหรอครับ  เรียนที่เดียวกันเลย  แต่ผมเรียนอยู่ ปี 2  นะ ครับ " เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้นหน่อยๆ

 " ครับ  ผมคงต้องเรียกว่า พี่  ถึงห้องของผมแล้วคงต้องขอตัวก่อน สวัสดีครับพี่ " ผมไม่ได้ถามชื่อเขา เพราะไม่เห็นความจำเป็น แค่คนแปลกหน้ามาเจอกัน มหาลัยก็กว้าง คงไม่ได้พบกันง่ายๆ

" ครับ   หวังว่าพี่คงจะได้มีโอกาสเจอน้องที่มหาลัย "

ผมตอบเพียงรอยยิ้มนิดๆ แล้วเดินไปที่ประตูห้องพักของตัวเอง โดยไม่รู้ว่าอีกคนกลับภาวนาขอให้ได้เจอผมอีกครั้ง

     

             หลังจากออกจากที่พัก เพื่อเดินทางกลับมหาลัย  ผมแวะเที่ยวอีกสองแห่ง แห่งแรกเป็นวัดมีต้นไทรปกคลุมรอบพระอุโบสถ ด้านในมีพระพุทธรูปให้ขึ้นไปปิดทองพระขอพร  แห่งที่สองเป็นดอนหอยหลอด แต่น่าเสียดายที่ผมไปไม่ตรงเวลาช่วงน้ำลง  ไม่สามารถออกไปขุดเก็บหอยหลอด  เพราะน้ำขึ้นสูงอยู่  จึงนั่งเรือเที่ยวชมธรรมชาติแทน

            ขณะขับรถกลับเข้ากรุงเทพ  เป็นช่วงเวลาที่ความคิดฟุ้งซ่านกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้มีน้ำตาอีกแล้ว  ความคิดของผม  เข้าสู่ช่วงของการตกผลึกหลังการอกหัก  ช่วงเวลาที่ได้มาอยู่กับตัวเอง ท่ามกลางบรรยากาศดีดี ผมคิดได้หลายสิ่ง

           ผมเปิดเสียงวิทยุเพียงเบาๆเพื่อให้เป็นเหมือนเพื่อนขณะขับรถ     ความคิดของผม  ตรงกับ สิ่งที่ดีเจในวิทยุกำลังพูดพอดี     ดีเจพูดว่า " ขอมอบเพลงนี้ให้กับทุกคนที่อกหัก   มีคนเคยกล่าวไว้ว่า

                      ทางที่ดีที่สุดที่คนคนหนึ่งจะทำได้เมื่อฝนตก ก็คือปล่อยให้ฝนเปียกปอน

            จากนั้นให้กลับมารักตัวเอง ลุกขึ้นเปลี่ยนตัวเองให้สดใส ต้อนรับวันพรุ่งนี้ที่ดี  ดีกว่าค่ะ "

                    

การอกหัก ทำให้ผมเจ็บมาก  วันที่เจ็บที่สุดคือวันแรก  แต่เมื่อถึงวันนี้ ความเจ็บกลับลดลงแล้ว  เวลาเยียวยาทุกสิ่ง  เป็นสัจธรรมเสมอ  อย่างที่ดีเจว่า 


                      กลับมารักตัวเอง และก้าวเดินต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

0 ความคิดเห็น