THE GALAXIA

ตอนที่ 7 : Swift Beat

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,618
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    12 ม.ค. 58

 
 

 

 

“บ้าชะมัด เลยต้องทำมิชชั่นชดใช้ค่ากระจกที่แตกเลย”

ทเวนบ่นอย่างหัวเสีย เพราะกระจกที่เขาทำแตกเป็นกระจกเก็บเสียงอย่างดี ป้องกันเสียงดังรบกวนจากในอู่ เล็ดลอดเข้ามาในห้องทำงาน จอร์จี้จึงปล่อยผ่านไม่ได้ เขาให้มิชชั่นกับทเวนให้ตามล่ารากูส เอากระดูกโลหะของมันมาให้เขา โดยเจาะจงที่กระดูกยาวช่วงขา 50 ท่อน

“เอาน่า เดี๋ยวผมช่วย”

ผมพูดปลอบ ทเวนหันมาทำตาโตอย่างไม่เชื่อหู

“จริงน่ะ?”

“จริงสิ ไม่งั้นจะมีเพื่อนไว้ทำไมล่ะ”

ผมยิ้มคำกับท่าทางของเขาขณะตอบ แต่ก็ต้องตาเหลือกรีบวิ่งหนี เพราะหมอนี่ดันทำตาซึ้งอย่างกับจะร้องไห้ ตะโกนเรียกชื่อผม แล้วโผเข้ามากอด

“เซวี้ววว เพื่อนร้ากกก!!”

“บ้าแล้วว ขืนทำแบบนี้ผมไม่เป็นเพื่อนกับนายแน่!!”

หมอนี่วิ่งไล่ผม พร้อมกับตะโกน “เพื่อนรัก มากอดให้ชื่นใจที” ไปตลอดทางจนถึงร้าน RISK ร้านอาวุธที่ดีที่สุดในเวิลแลนด์ซิตี้ ของโจฮัน เขาเป็นชายผมขาวสั้นติดหนังศีรษะ ผอมสูงและดูเคร่งขรึม ราวกับคนที่จริงจังกับชีวิต ต่างจากจอร์จี้โดยสิ้นเชิง

“คนเต็มร้านเลยแฮะ ไว้เราค่อยย้อนกลับมาใหม่ดีไหม?”

ผมถาม

“ก็... โห นั่นกีตาร์นี่ของหายากแล้วนะนั่น เดี๋ยวฉันเล่นกีตาร์รอให้คนซา บอกเลยนะว่าฝีมือฉันขั้นเทพสุดๆ”

ทเวนไม่พูดเปล่า เขาคว้ากีตาร์หนึ่งในหลายๆตัวที่แขวนประดับอยู่ในร้านอาวุธ นั่งลงตรงเก้าอี้ที่ว่าง ปรับสายอยู่สองสามทีแล้วเริ่มดีด มันเป็นเพลงเก่าอย่างที่บนโลกจะเรียกว่ายุค 80’s

แค่เริ่มเพียงไม่กี่นาที ทุกคนในร้านอาวุธก็เหมือนถูกมนต์สะกด และต่างหันมาดูการแสดงสดของเขากันเป็นตาเดียว แม้แต่เจ้าของร้านก็ยังยืนฟังนิ่ง ทำให้ผมไม่รู้ว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร ขณะฟังทเวนครวญกีตาร์ของเขาราวกับร่ายมนตร์

“เล่นได้ดีนี่...”

เมื่อทเวนบรรเลงจนจบเพลง โจฮันก็พูดขึ้น เขาเดินมายืนอยู่ต่อหน้า และปรบมือให้ ก่อนที่ทุกคนจะปรบมือตาม พร้อมทั้งส่งเสียงเชียร์ด้วยความชอบใจ โดยเฉพาะสาวๆ

“ม...แหม ไม่หรอกครับ”

ทเวนตอบอย่างเขินอาย ยิ่งเมื่อเห็นสาวๆจับกลุ่มแอบมอง พร้อมทั้งส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดเบาๆ หมอนี่ก็ดูเหมือนจะยิ่งประหม่าเข้าไปใหญ่

“ยุคนี้หายากนะ คนที่เล่นเครื่องดนตรีพวกนี้เป็น ตามมาสิ ฉันคิดว่ามีของที่เหมาะกับเธออยู่นะเจ้าหนุ่ม”

โจฮันยิ้ม ผายมือเชิญทเวนให้ตามเขาไป ส่วนผมผู้ชายธรรมดาที่เล่นดนตรีไม่เป็น ก็เลยยืนเด๋ออยู่ตรงนั้นกับคำพูดที่ว่า

“ส่วนเธอเลือกได้เลยแถบนั้นทั้งหมด ที่ติดราคาไม่เกินหนึ่งพันเกรน (Grain) นะ”

จากนั้นเข้าก็หายไปในห้องด้านหลังร้านกับทเวนสองคน ผมนึกสงสัยว่าโจฮันมีอาวุธอะไรที่เหมาะกับทเวน ขณะเลือกดูอาวุธชิ้นละไม่เกินพันเกรนอย่างที่โจฮันบอก

อาวุธในร้านมีหลายรูปแบบ หลายชนิด หลายราคา พวกนักสำรวจหน้าใหม่ที่มาก่อน คว้าอาวุธราคาพันเกรนไปไม่เหลือ ผมนึกสงสัยว่าพวกเขารู้จักวิธีใช้อาวุธพวกนั้นไหม หรือแค่หยิบไปเพราะราคามันสูงที่สุดที่จะหยิบไปได้แล้วเท่านั้น

ระหว่างรอผมยังได้ยินกลุ่มสาวซุบซิบถึงทเวนกันอยู่ พวกนักดนตรีก็ดีอย่างนี้ละนะ แต่ใช่ว่าจะมีแต่คนปลื้มมาดนั้นของเขาเท่าไร มีไม่น้อยที่ดูเหมือนจะหมั่นไส้ ความสามารถพิเศษนั้นของทเวน และก็มีหลายคนที่อยากจะลองเล่นกีตาร์ดูบ้าง เพื่อเรียกความสนใจจากสาวๆ

“ปืนพกคู่ ราคาถูกจัง แค่สามร้อยเกรนเอง”

ผมสะดุดตากับปืนพกคู่ขนาดเหมาะมือสีดำมันวาว มีตัวอักษร RISK’s กำกับไว้ใกล้กับปลายกระบอกปืนทั้งสองกระบอก ตรงส่วนด้ามจับมีสายโซ่สีดำ ร้อยเชื่อมทั้งสองกระบอกไว้ด้วยกัน

“เชนกัน อย่างนั้นหรอ”

ผมหยิบมันขึ้นมาดูด้วยความสนใจ ตอนนั้นเองที่ผมรู้ตัวว่าถูกจ้องมองอยู่ โจฮันออกมาจากห้องด้านหลังร้านแล้ว ข้างหลังเขา ทเวนกำลังถือกีตาร์สีแดงสด ที่ดูแปลกๆอยู่เล็กน้อย

“สนใจอย่างนั้นหรือ เชนกันนั่น”

เสียงของโจฮันถามขึ้นด้วยความสนใจ เขาคว้าเชนกันไปจากมือผม แล้วควงมันในมืออย่างคล่องแคล่ว ผมมองดูเขาด้วยความรู้สึกทึ่ง ดูท่าโจฮันจะไม่ได้เป็นแค่เจ้าของร้านอาวุธ แต่คงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้อาวุธด้วยแน่

“เอ่อคือ รูปลักษณ์กับลักษณะเฉพาะของมันน่าสนใจดีครับ”

ผมตอบด้วยความประหม่า โจฮันยิ้มพอใจเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า

“ที่เธอรู้ก็แค่ป้ายบรรยายสรรพคุณสั้นๆ ข้างๆปืนนี่เท่านั้น แต่ที่เธอยังไม่รู้มีอยู่ในคู่มือการใช้ ที่ต้องซื้อไปถึงจะเปิดอ่านได้เท่านั้น”

ท่าทางลึกลับของเขาทำให้ผมสนใจไม่น้อย ราวกับว่าราคาสามร้อยเกรนนั้น ไม่ได้คู่ควรกับความสามารถของเชนกันเลยสักนิด หรือนั่นจะเป็นแค่กลยุทธ์การขายของพ่อค้าหัวใส ที่ทำให้เรารู้สึกคุ้มค่ากับสิ่งที่กำลังจะซื้อไปกันแน่นะ แต่ถึงยังไงผมก็ค่อนข้างถูกใจมันมากทีเดียว ดังนั้นแม้ว่ามันจะไม่มีคุณสมบัติอะไรมากกว่านี้ ผมก็จะซื้อเจ้าเชนกันนี่อยู่ดี

“ครับ ผมสนใจเชนกันที่สุดแล้วตอนนี้”

“เยี่ยม หวังว่าเธอจะใช้มันได้เต็มประสิทธิภาพนะ”

ผึ๋ง

ทุกคนนิ่งงันเมื่อได้ยินเสียงนี้ โจฮันหันควับไปมองตามเสียง โดยไม่สนใจผมอีกต่อไป นักสำรวจหน้าใหม่คนหนึ่งทำสายกีตาร์ขาด เขาหน้าซีดเผือดในขณะที่โจฮันปรี่เข้าไปหาด้วยใบหน้าบึ้งตึง

“หมอนั่นซวยแน่ ทำของสะสมของโจฮันพังแบบนั้น”

“ไม่หรอก ดูเหมือนจะแค่ทำสายขาดไปสายหนึ่งเท่านั้น”

ทเวนตอบ ในที่นี้คงมีเขากับโจฮันเท่านั้นที่รู้จักเครื่องดนตรีที่เรียกว่ากีตาร์นี้ดีกว่าใคร

“ออ แต่สายขาดยังไม่ถือว่าพังหรอกเหรอ ผมว่ามันไม่น่าจะใช้ได้เหมือนเดิมนะ”

“ก็ใช่ แต่สายน่ะสามารถเปลี่ยนได้ เป็นเหมือนอะไหล่อย่างหนึ่งน่ะ แต่ไม่รู้ว่าบนเซคันด์เอิร์ธจะมีหรือเปล่าน่ะสิ”

ผมกับทเวนยืนดูโจฮันให้มิชชั่นกับนักสำรวจหน้าใหม่คนนั้น ท่าทางมันคงจะยากมาก เพราะหน้าของเขาขณะฟังรายละเอียดมิชชั่นดูซีดเผือด ท่าทางคงเป็นมิชชั่นที่ยากมากอย่างแน่นอน

“ว่าแต่เราเอาไงต่อ ไปร้านต่อไปเลยดีไหม?”

“อืม ฉันขอบคุณคุณโจฮันไปเป็นร้อยครั้งแล้วสำหรับเจ้านี่ เราไปกันเลยเถอะ”

“เจ้านั่นมันคืออะไร ตกลงนายเข้าไปเอากีตาร์มาเนี่ยนะ แล้วอาวุธล่ะ?”

“ชู่ว์ มานี่ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังระหว่างทาง”

ทเวนลากผมออกมาจากร้านอาวุธ ที่กำลังชุลมุนวุ่นวาย เราเดินไปตามถนนที่มีแดดจ้า เขาโชว์กีต้าร์ของตัวเองให้ผมดูชัดๆอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มร่ายยาวถึงความพิเศษของมันให้ผมฟัง

“เจ้านี่คือสวิฟท์บีท เป็นทั้งอาวุธและเครื่องดนตรี ราคาของมันแพงลิบลิ่วเพราะวัตถุดิบ และความพิเศษของมันนี่แหละ แต่ถึงอย่างนั้นโจฮันก็บอกว่าไม่ได้มีไว้ขายหรอก เขาถูกใจฉันเลยให้มาซะงั้น คู่มือนี่บอกวิธีสลับเกียร์ เพื่อเปลี่ยนมันเป็นปืนซึ่งบรรจุกระสุนได้หลากหลายจนนายต้องร้องว้าวแน่ และเมื่อยามสงบเราก็สลับเกียร์ให้มันกลายเป็นกีตาร์ธรรมดา ให้ฉันเล่นดนตรีเพราะๆได้ตามต้องการด้วย”

เขาอวดกับผมด้วยความภาคภูมิใจ ถึงแม้จะดูเหมือนยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก กว่าจะเรียนรู้จากในคู่มือได้ทั้งหมด ผมเองที่จริงก็มีเรื่องอยากจะถามโจฮันอีกสักหน่อย เกี่ยวกับเจ้าเชนกันที่คุณภาพเกินคุ้มกับราคา แต่ในเมื่อเขากำลังหัวเสีย และผมก็มีคู่มือการใช้ เป็นเหมือนสมุดปกแข็งเล่มเล็กสีดำ ทำจากหนักและวาดเส้นด้วยหมึกสีเงินอย่างดี มันก็ดูเหมือนพอกเก็ตบุ๊คเล่มหนึ่งเลยทีเดียว

ร้านต่อมา ห่างจากร้านอาวุธ RISK ไปไม่ไกล มันคือร้านขายอุปกรณ์ป้องกันสารพัดชนิดของเบอเบิร์ก ชื่อร้านเองก็ชื่อเบอเบิร์กเช่นกัน ร้านใหญ่โตก่อจากอิฐขนาดใหญ่ ดูคล้ายปราสาทของอัศวินโบราณ ผนังกำแพง มีโล่ และเกราะเหล็กรูปแบบต่างๆ ประดับไว้ทั่ว โถงด้านในมี่ชั้นวาง และตู้กระจกโชว์เกราะประกอบแบบเต็มตัวหลายรุ่น แต่ละแบบเท่แทบขาดใจทั้งนั้น

“เฮ้ดูนี่สิ หมวกกรองออกซิเจน เหมือนที่ครอบจมูกกรองอากาศเลยแฮะ”

ทเวนชี้ให้ผมดูหน้ากากไฟเบอร์ปิดครอบลำคอ จมูก และแก้มจนเกือบถึงใต้ตา ห่อหุ้มมาจนถึงด้านหลัง ซึ่งมีแถบโลหะเงาสีเงินเชื่อมต่อกับส่วนทรงกลมครอบหูทั้งสองข้างของหุ่น มันทำให้ผมนึกถึงหมวกอวกาศ ที่นักบินอวกาศในหนังไซไฟใส่กัน แต่มันไม่มีครอบแก้วป้องกันนี่สิ เลยยิ่งทำให้ผมสงสัยว่ามันทำงานยังไงกันแน่นะ

“ราคาไม่ใช่เล่นๆเลย”

ของในร้านนี้แทบทุกชิ้น ราคามากกว่าห้าพันเกรนทั้งนั้น ที่ราคาเบาสุดดูเหมือนจะเป็นระเบิดเกราะขนาดสิบมิลลิเมตร (ความหนาของเกราะเมื่อระเบิดออกมา) ราคาห้าร้อยเกรนต่ออัน

“แล้วเราจะได้อะไรจากที่นี่นะ ในร้านนี้ไม่มีใครอยู่เลย นอกจากพวกเราเหล่านักสำรวจหน้าใหม่”

ผมตั้งข้อสังเกต

“สวัสดี เหล่านักสำรวจหน้าใหม่ ฉันคือเบอเบิร์ก เจ้าของร้านอุปกรณ์ป้องกันเบอเบิร์ก พวกเธอจะได้รับระเบิดโล่ขนาดสิบมิลลิเมตรคนละสามชิ้น เข้าแถวเรียงหนึ่งมาทางฉันได้เลยเจ้าหนูทั้งหลาย!”

ความวุ่นวายเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ตอนที่ทุกคนแย่งกันไปยืนตรงหัวแถว แต่หลังจากนั้นความเป็นระเบียบเรียบร้อยก็ตามมา ทุกคนต่อแถวกันเพื่อรับระเบิดเกราะจากมือคุณเบอเบิร์ก ซึ่งเป็นชายตัวเล็กร่างท้วม หัวล้านตรงกลาง ผมยาวเป็นลอนสีขาวปนเทา เช่นเดียวกับหนวดและเคราของเขา

“เฮ้นี่ จะถึงตานายแล้ว เดินสิ มัวเหม่ออะไรอยู่ได้”

ทเวนสะกิด

“อ้อ ขอโทษที พอดีว่าผมมองเจ้าหมวกกรองอากาศอยู่น่ะ”

ผมตอบและขยับก้าวเดินไปข้างหน้า

“ไงเจ้าหนุ่ม สนใจหมวกกรองออกซิเจนอย่างนั้นหรือ?”

เบอเบิร์กถามขึ้น เมื่อผมมายืนอยู่ต่อหน้าเขา

“ค...ครับ มันน่าสนใจทีเดียว แม้ว่าผมจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันมากก็ตาม”

“โดยเฉพาะราคา ฉันมีมิชชั่นสำหรับเธอ ซึ่งมีรางวัลเป็นหมวกกรองออกซิเจนอันนั้น ถ้าสนใจละก็ รอสักสองทุ่มค่อยแวะกลับมา ตกลงไหมล่ะ?”

เขาถามขึ้นด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ ผมชั่งใจอยู่เพียงครู่ก่อนจะตอบตกลง

“ตกลงครับ”

“ดี ดีมากทีเดียว ถ้าอย่างนั้นสองทุ่มเจอกันนะเจ้าหนู”

“เฮ้นี่เซวิล ตอบตกลงง่ายๆจะดีเหรอ ฉันว่าสีหน้าเขาเหมือนมีอะไรแอบแฝงเลยนะ”

ทเวนถามขึ้นด้วยความสงสัย หลังจากที่เราเดินออกมาจากร้านของเบอเบิร์กแล้ว

“ผมรู้ แต่ผมเองก็สนใจหมวกนั้นจริงๆ ทั้งที่มันควรจะชื่อว่าหน้ากากกรองออกซิเจน แต่ดันใช้คำว่าหมวกแทน เป็นนายไม่รู้สึกสงสัยหรอกหรือ”

“ก็จริงนะ แหมไม่รู้ว่าเขาจะให้ฉันรับมิชชั่นด้วยหรือเปล่านะ”

“ก็ลองไปด้วยกันดูสิ”

เราสองคนดูรายชื่อบุคคลที่ต้องไปพบในมิชชั่น ยังเหลือร้านข้อมูลเบนดิก'ส ,ร้านอุปกรณ์ยังชีพเพลย์กราวน์ของเวโรนิก้า ,ภัตตาคารโรสแมรี่คิทเช่น และโรงแรมห้าดาวของโกรเวน

“ฉันว่าได้เวลามื้อเย็นแล้วนะ ไปที่โรสแมรี่คิทเช่นกันก่อนดีกว่า”

ทเวนยิ้มเจ้าเล่ห์ ผมเองก็ยิ้มแบบเดียวตอบไป เราตกลงใจไปหาของกินฟรีที่นั่น หวังว่าจะได้กินฟรีละนะ เพราะตอนนี้ในระบบบัญชีของผม ยังไม่มีเงินเข้าเลยสักเกรนเดียว

“แต่ว่าตั้งแต่เราอยู่บนเซคันด์เอิร์ธ เวลาดูเหมือนจะไม่สัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริงเลยนะ”

“จริงด้วย นาฬิกาบอกเวลา 18 : 20 แต่แดดยังจ้าอย่างกับยังบ่ายโมงอยู่เลย”

“หึ นักดนตรีหลังเขา ไม่รู้อะไรเอาซะเลยจริงๆนะ สมแล้วที่ได้กีตาร์มา แทนที่จะเป็นอาวุธดีๆสักชิ้น”

เสียงหัวเราะดังขึ้นจากกลุ่มคนที่ดูเหมือนจะหมั่นไส้ทเวน ตั้งแต่ที่ร้านอาวุธของโจฮัน ทำเอาเขาหางคิ้วกระตุกแทบจะพุ่งตัวเข้าแจกหมัดให้หมอนั่นชิมสักสองสามหมัด แต่ผมแตะบ่าห้ามเอาไว้ เขาเลยมีทีท่าขัดใจเล็กน้อยแต่ก็ยอมหยุด

“จะบอกอะไรให้เอาบุญนะเจ้านักดนตรีหลังเขา เซคันด์เอิร์ธน่ะใหญ่กว่าโลกเดิมของเราสี่เท่า ดังนั้นเวลาจึงขยายออกอีกสี่เท่า กว่าที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นและตกในแต่ละวัน นั่นแปลว่า 24 ชั่วโมงบนเซคันด์เอิร์ธเท่ากับ 96 ชั่วโมง หรือเทียบเท่า 4 วันบนโลกไงล่ะ”

ขอบใจที่บอกนะ ความรู้ใหม่เลย

ผมยิ้มตอบเขาอย่างเป็นมิตร ขอบใจที่ช่วยไขความกระจ่างเรื่องวันเวลาบนโลกใบใหม่นี้ให้กับเรา

ยินดีสงเคราะห์ เจ้าพวกหลังเขา

กลุ่มผู้อวดรู้ของเราจากไป ผมยังคงยิ้มค้าง ในขณะที่ทเวนแทบจะตัวพองด้วยความโกรธ

หมอนั่นมันใครกันวะ ปากดีแบบนี้น่าให้มันชิมหมัดของฉันจริงๆ!!

ช่างเขาเหอะ คนแบบนี้มักจะพลาด และแพ้ภัยตัวเองในที่สุด เราไม่ต้องทำอะไรให้เสียมือ เดี๋ยวเขาก็พลาดเองสักวัน

ผมพูดพร้อมทั้งออกเดิน ไม่ใส่ใจกับคำดูถูกถากถางนั้น ทุกคนมายังเซคันด์เอิร์ธอย่างเท่าเทียมกัน และผมไม่คิดว่าจะมีใครฉลาดได้โดยไม่เคยโง่เขลามาก่อน ชายคนนั้นก็เช่นกัน หากแต่บังเอิญเขาสงสัยเรื่องวันเวลาก่อนพวกเรา เขาจึงได้ค้นหาคำตอบและรู้มันก่อนเราก็เท่านั้นเอง

นายนี่มันใจเย็นเกินไปแล้วนะเซวิล แบบนี้หมอนั่นต้องได้ใจแน่!

ก็ปล่อยไป ยิ่งเขาประมาทเรามากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นประโยชน์กับเราเท่านั้นนะ แย่จังเดินมาผิดทาง ดูเหมือนเราจะมาโผล่ที่ร้านของเบนดิกส์เข้าให้ล่ะ

ทเวนกลอกตาด้วยความเซ็ง เขาเองก็มัวแต่โกรธจนไม่ได้มองป้ายบอกทางตรงทางแยกเมื่อครู่ ผลก็คือเราสองคนอดเข้าไปนั่งกินข้าวในร้านอาหารหรูๆ และมาโผล่หน้าร้านที่ดูโกโรโกโสสุดๆ มีเพียงป้ายไฟสว่างไสวสีเขียว ดัดเป็นตัวอักษรตามชื่อร้านเท่านั้น ที่ทำให้รู้ว่าผมกับทเวนกำลังยืนมองอะไรกันอยู่

วังเวงชะมัด ในนั้นจะมีผีไหมนะ?

ทเวนถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ

นั่นสิ ดูเหมือนไม่มีใครมาที่นี่เลยสักคน

ผมตั้งข้อสังเกต ถนนหนทางแถวนี้เงียบมาก ไม่มีวี่แววคนเดินผ่านไปมาให้เห็น ถ้าหากท้องฟ้าไม่ได้จ้าไปด้วยแสงแดดแบบนี้ละก็ ผมเองก็คงรู้สึกหลอนไม่แพ้กัน แต่ไหนๆก็มาถึงที่นี่แล้ว ยังไงก็ไม่ควรให้ต้องเสียเที่ยวนี่

เดี๋ยวสิ จะเข้าไปจริงๆน่ะเซวิล

ทเวนร้องห้ามเมื่อเห็นผมผลักประตูร้าน ทำท่าจะเดินเข้าไปข้างใน

แหงสิ นี่มันเป็นมิชชั่นนะ ยังไงก็ต้องทำ นายก็เลิกบ้าได้แล้ว นี่มันในกาแลกเซียนะ จะมีผีได้ยังไงกัน

เออก็ กลัวไว้ก่อนไม่เสียหาย

ทเวนตอบอย่างไม่แน่ใจ ส่วนผมก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ แล้วเดินนำเขาไปในร้านข้อมูลเบนดิกส์

ข้างในร้านนั้นมืดสลัว แต่ก็ยังพอมองเห็นชั้นวาง ตู้กระจก และข้อความต่างๆได้เป็นอย่างดี บนชั้นมีฝุ่นเกาะหนา เช่นเดียวกับบนพื้นและผนัง ราวกับไม่มีใครเหยียบย่างเข้ามาที่นี่เป็นเวลานานมากแล้ว

สวัสดี มีอะไรให้รับใช้

เสียงแหบแห้งของใครบางคนดังมาจากความมืด ลึกเข้าไปในตัวร้าน ผมกับทเวนยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ ก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรากฏตัวให้ได้เห็น เขาเป็นชายร่างผอม ผมยาวสีน้ำตาล ผิวขาวเหลือง ขนแขนยาวสีน้ำตาลอ่อน จมูกโต สวมแว่นตาหนาเตอะ เสื้อผ้าของเขาก็ดูเรียบง่าย อย่างเสื้อยืดคอกลมสีขาวลายทีมบาสเก็ตบอล สวมทับด้วยเสื้อเชิร์ตแขนยาวลายสก๊อตสีเขียวสลับดำ ที่พับแขนขึ้นถึงใต้ข้อศอก กางเกงยีนส์ห้าส่วนตัวโคร่ง และรองเท้าบูทกันฝนสีเขียว

ครับเอ่อ... เรามาพบคุณเบนดิก เพื่อทำมิชชั่นสำหรับนักสำรวจหน้าใหม่

ผมตอบไปแบบไม่แน่ในนัก แต่ดูเหมือน ทางนั้นจะเป็นฝ่ายอึ้งกับคำพูดของผมบ้างแล้วคราวนี้

นักสำรวจหน้าใหม่...

ชายคนนั้นพูดพึมพำ ก่อนจะโพล่งออกมาชุดใหญ่ ที่ทำให้ผมกับทเวนอ้าปากค้าง

อ้อ ดิกาแลกเซียสินะ ว้าว เหลือเชื่อเลยนี่ฉันกำลังคุยอยู่กับชุดข้อมูล ของคนที่ความจริงแล้วกำลังนอนหลับอยู่บนยานอวกาศห่างไกลออกไปหลายล้านปีแสงสินะ พระเจ้าไม่อยากจะเชื่อ ตอนที่ได้รับนาฬิกานี่มา ยังคิดอยู่เลยว่ามันเป็นเรื่องโจ๊ก ฮ่ะๆๆๆ ให้ตายสิ ฉันละอึ้งไปเลยจริงๆ ว่าแต่โผล่มาทำไมหลังร้านล่ะ?

 


 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #334 RoZenKreuZ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 / 23:00
    เล่นกีต้าร์อีท่าไหนทำสายขาด -0- เก่งจริงๆ
    #334
    0
  2. #299 ฝนธารา (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 13:14
    +55555555+โผล่มาหลังร้านนี้เอง
    #299
    0
  3. #278 นิยายไร้ที่สิ้นสุด (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2558 / 03:59
    อ้ากสนุกมาก (อ่านต่อก่อน)
    #278
    0