THE GALAXIA

ตอนที่ 55 : The Albino

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 634
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    6 มิ.ย. 59




 

ก๊อกๆๆ

ผมเคาะประตูห้องเรียกเป็รอบที่สาม แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาเปิด ทั้งที่ทาราลันบอกว่าจะรออยู่ ถ้าพวกผมทำธุระส่วนตัวเรียบร้อย ก็ให้มาเคาะเรียกเธอได้เลยนี่นา หรือว่าเธอจะหลับ ในขณะที่กำลังยื่นมือไปจะเคาะอีกรอบ ประตูห้องตรงหน้าก็เปิดออก ทว่าคนที่อยู่ในห้องกลับไม่ใช่ทาราลัน

“นาย!!

“สครีมเมอร์เหรอ?”

ทั้งผมทั้งโซระต่างยืนอึ้ง เมื่อได้เห็นใบหน้าของผู้ที่อยู่ในห้องอย่างชัดเจน ผมจำเขาได้ดี นั่นก็เพราะเคยประลองกับเขา ในดิอารีน่ามาแล้ว นี่เขาเป็น ‘คนพิเศษ’ เหมือนกันอย่างนั้นเหรอ

“พวกนายมาอยู่นี่ได้ไง”

สครีมเมอร์ถามเสียงเนือย แม้ว่าทีแรกเขาเองก็ดูเหมือนจะตกใจไม่น้อยเช่นกัน แต่ว่าคำถามนั้น ผมก็อยากจะถามเขาเหมือนกันล่ะนะ

“อ้าวเซวิล ห้องของฉันอยู่ทางนี้ต่างหาก”

ทาราลันโผล่หน้าออกมาจากห้องของตัวเอง ก่อนจะร้องทักเสียงใส

“ขอโทษทีนะที่ไม่ได้บอกให้ชัดว่าห้องของฉันอยู่ฝั่งขวา คนๆนั้นพวกเธอรู้จักเหมือนกันสินะ เคยสู้กันมาก่อนด้วยนี่”

ผมพยักหน้า ก่อนจะถามว่า

“เขา พิเศษ ด้วยเหรอ?”

“พิเศษ แต่ไม่เหมือนพวกเรา เขามียีนส์อัลบิโน่ แบบเดียวกับไกเซอร์ ลาซาลัส ถ้าปล่อยทิ้งไว้ เขาต้องโดนจับเป็นหนูลองยาของหมอนั่นแน่ ก็เลยต้องลักพาตัวมามาซ่อนเอาไว้ก่อนน่ะ จริงสิ ไปทานข้าวด้วยกันสิคะ ทานเสร็จก็คงได้เวลาเรียกประชุมพอดี”

ประโยคท้ายเธอหันไปพูดกับสครีมเมอร์ เขาชั่งใจอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง

พวกเราเดินตามการนำของทาราลันไปห้องอาหาร ซึ่งมีคนอยู่เยอะพอสมควร ส่วนใหญ่คือคนที่เหมือนๆกันกับผม อดีตทารกที่ถูกนำมาทดลอง ทุกคนหันมามองพวกเราเป็นตาเดียว ถึงยังไงพวกเราก็เป็นคนดังในช่วงระยะเวลาหนึ่งนี่นา

“นั่นสครีมเมอร์กับเซวิลนี่นา”

“ใช่ๆ สองคนนั้นเคยประลองกันที่ดิอารีน่า ฉันจำได้”

นินทากันไม่เบาเลยทีเดียว ทาราลันพาเรามานั่งลงตรงโต๊ะที่ว่าง แล้วอาสาไปเอาอาหารมาให้ โดยมีโซระตามไปช่วย

“นายรู้อะไรมากแค่ไหน?”

สครีมเมอร์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถามขึ้น

“นายล่ะ รู้มากแค่ไหน นอกจากที่ว่าทำไมถึงต้องมาอยู่ที่นี่”

เขาส่ายหน้ากับคำถามของผม

“รู้แค่ว่าต้องซ่อนตัว เพราะอาจได้รับอันตราย หลังการประลองที่ดิอารีน่า ฉันโดนปลุกจากเตียงเชื่อมต่อบนยานอพยพ แล้วถูกส่งเข้าเครื่องวาร์ป มาโผล่บนยานเล็กในอวกาศ จากนั้นก็ถูกพาตัวมาที่นี่แหละ”

“บนยานอพยพ ใครกันที่ไปปลุกนายบนยานอพยพได้”

ผมถามขึ้นด้วยความสงสัย ไม่อยากเชื่อว่าจะมีสายของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์อยู่บนยานอพยพด้วย

“ไม่รู้หรอก เจ้านั่นปิดหน้าปิดตา พอปลุกฉันตื่นก็ไม่ได้ให้เตรียมตัวอะไร แต่ลากไปด้วยกันทั้งอย่างนั้น แม้แต่เอไอในห้องก็ไม่โผล่มาให้เห็นด้วยซ้ำ ตอนที่นั่นเข้ามาน่ะ”

สครีมเมอร์ทบทวนความคิดอย่างเคร่งขรึม ในตอนนั้นเองโซระกับทาราลันก็เดินถือถาดอาหารเข้ามาคนละสองถาด

อาหารมื้อนี้ดูเหมือนจะเป็นสเต็กกับมันบด และผักอะไรสักอย่างผัดกับเนยและกระเทียม อันที่จริงนั่นเนื้ออะไร มันจริงๆหรือไม่ แล้วนั่นใช่กระเทียมหรือเปล่า ผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แค่กลิ่นมันเหมือนจะใช่ก็เท่านั้นเอง

“อาหารที่นี่อร่อยนะ ถึงจะไม่รู้ว่าทำมาจากอะไรบ้างก็เถอะ”

สครีมเมอร์พูด พลางตักของที่ดูเหมือนมันบดควันกรุ่นเข้าปาก เมื่อเห็นเขากิน ผมกับโซระก็ลงมือกินบ้าง รสของมันไม่ต่างจากที่คิดไว้นัก อันที่จริง อร่อยมากทีเดียว

“อร่อยใช่ไหมล่ะ?”

สครีมเมอร์ถามเมื่อเห็นสีหน้าของผมกับโซระ

“อืม อร่อยมากเลย”

“วัตถุดิบพวกนี้ ใกล้เคียงกับอาหารที่กินบนโลกเลยนะ แต่ว่าให้เนื้อสัมผัสที่ยอดเยี่ยมกว่ามาก เพราะบนโลกส่วนวหญ่มีแต่อาหารสังเคราะห์นี่นา”

โซระยิ้มร่า ไม่ว่ามันจะทำมาจากอะไร ก็ยังอร่อยกว่าอาหารสังเคราะห์ที่กินอยู่ประจำบนยานอวกาศมาก ผมเองก็เห็นด้วยกับเขา นี้ป็นมือแรกที่ได้กินอาหาร ที่ถูกปรุงอย่างพิถีพิถันบนเซคันด์เอิร์ธเลย

“สครีมเมอร์ หลังจากประลองกันแล้วนายหายหน้าไปไหนมาน่ะ”

ผมถามขึ้นในที่สุด

“ก็มาอยู่ที่นี่ไง พอตัวตนของฉันถูกยืนยันว่ามียีนส์อัลบิโน่ หลังจากการประลองที่ดิอารีน่า ก็ถูกพาตัวออกมาจากยานอพยพเลย จากนั้นรู้สึกว่าจะมีคนปลอมตัวอยู่บนนั้นแทนฉันละมั้ง คนจะเป็นเจ้าคนที่พาฉันขึ้นวาร์ปมาละมั้ง”

ดูเหมือนเขาจะไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเท่าไรนัก เขากลับมองมาทางผมแล้วถามขึ้นอย่างกระตือรือร้นว่า

“นายน่ะ บอกว่าเป็น ‘คนพิเศษ’ สินะ หมายความว่ายังไงล่ะ แล้วพวกที่อยู่ที่นี่อีก พวกนี้เองก็ทยอยมายังฐานนี้เหมือนกับพวกนายนี่นา ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่ฉันมักถูกกักตัวไว้ในห้อง ไม่ก็ต้องเข้าแลบ เจาะเลือด ตรวจร่างกาย ไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงพวกเขาจะไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่มันก็ค่อนข้างอึดอัดอยู่นะ ดูเหมือนนายจะรู้อะไรเยอะเลย พอจะบอกฉันบ้างได้ไหม?”

“ไม่จำเป็นหรอก เห็นว่าวันนี้จะมีการประชุม ดังนั้น รอฟังพร้อมกันทีเดียวเลยดีกว่า เพราะหากนายไม่เชื่อสิ่งที่ผมพูด หรือสงสัยอะไร จะได้ถามคนพวกนั้นได้โดยตรงเลย”

“ใช่แล้ว ไม่ต้องรีบหรอกสครีมเมอร์ ยังไงความจริงก็จะถูกเปิดเผยแน่นอน”

ทาราลันกล่าวสมทบ

“หึ... งั้นเหรอ จะว่าไปตอนอยู่ที่นี่ ฉันเห็นคนอื่นที่หน้าตาเหมือนนายด้วย แต่พอฉันทัก เขากลับบอกว่าไม่ใช่นาย”

“หมายถึงผมเหรอ?”

เซเฟอร์มายืนอยู่ใกล้ๆ โดยไม่ได้ส่งเสียงอะไรเลยสักนิด ทุกคนต่างตกใจกับการปรากฏตัวของเขา

“ชอบมาแบบเงียบๆเหมือนเคยเลยนะ”

ทาราลันส่งยิ้มให้กับเซเฟอร์ พร้อมทั้งขยับตัวให้เขานั่งลงข้างๆ

“พี่ ไม่เห็นไปหาผมบ้างเลย”

ฝาแฝดของผมพูดขึ้นด้วยความน้อยใจ

“โทษที พอมาถึงไม่ทันไรก็ออกมาที่นี่เลย ยังไม่ได้เดินสำรวจที่ไหนเลยด้วยซ้ำน่ะ”

เซเฟอร์ยังคงทำหน้าบูดเหมือนเด็ก โซระกระพริบตาปริบๆ มองสลับระหว่างผมกับเซเฟอร์ และพยายามกลั้นหัวเราะไว้อย่างสุดความสามารถ

“ขำอะไรของนายน่ะโซระ”

ผมถามเสียงเข้ม

“ฮ่าๆๆๆ ขอโทษที ตลอดเวลที่เป็นเพื่อนกันมา ผมไม่เคยเห็นเซวิลทำหน้าแบบนั้นเลยสักครั้ง พอเห็นแล้วมันอดขำไม่ได้จริงๆ ถึงคนที่แสดงสีหน้าแบบนั้นจะเป็นน้องชายฝาแฝดของนายก็เถอะ”

เซเฟอร์ทำตาเป็นประกาย จ้องมองผมกับโซระ ก่อนจะหันไปถามโซระ พร้อมทำหน้าตาประหลาดหลากหลายแบบให้เขาดู แม้กระทั้งคนหน้านิ่งอย่างสครีมเมอร์ ในที่สุดก็อดใจไม่ไหว หัวเราะออกมาเสียงดัง ส่วนผมตอนแรกก็โกรธที่ถูกล้อเลียนอยู่หรอก แต่สุดท้ายก็หัวเราะฮาไปกับพวกเขาด้วยจนได้

“ดูนั่นสิ มีเซวิลสองคนนล่ะ”

เพราะกลุ่มของเราหัวเราะเสียงดังลั่น เลยไปดึงดูดความสนใจคนอื่นๆเข้า อย่างไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาพากันหันมามองมาเกิดอะไรขึ้น และต้องตกใจ ที่เห็นว่าตัวผมถึงสองคน ตัวผม และน้องชายฝาแฝดของผม

“เซวิลสองคนกับสครีมเมอร์ล่ะ นี่มันภาพหาดูยากชัดๆ”

ผู้คนต่างแอบมองและเฝ้าสงสัย ทว่าก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาคุยด้วยนัก ความจริงแล้วพวกเขาคงกำลังสับสน เพราะไม่รู้ว่าทำไม ตนเองจึงถูกพามายังที่แห่งนี้ ทั้งที่พวกเขาควรได้เริ่มต้นชีวิตใหม่บนเซคันด์เอิร์ธ ได้เข้ารับการทดสอบ เพื่อคัดเลือกหน่วยงานที่อยากสังกัด ทั้งที่มันควรเป็นวันแห่งความตื่นเต้นและภาคภูมิใจ แต่กลับต่องมาเผชิญกับความหวาดกลัว และความไม่รู้ พวกเขาอยู่ที่ไหน พวกเขามาทำอะไรที่นี่

“ขอโทษนะ พวกนายคือเซวิล กับสครีมเมอร์ ที่เคยประลองกันในดิอารีน่าใช่ไหม”

ในที่สุดก็มีคนที่อดทนต่อความสงสัยไว้ไม่ไหว เดินเข้ามาถามพวกเราจนได้ บางทีอาจเพราะท่าทางผ่อนคลายที่พวกเรามี เลยทำให้พวกเขาคลายความกังวลไปได้บ้าง

“อ้อ ใช่แล้ว พวกเขาคือเซวิลกับสคีมเมอร์”

โซระตอบคำถามแทนให้ ราวกับผู้จัดการส่วนตัวของพวกเรา

“ล...แล้วคนไหนคือเซวิลล่ะ”

ชายคนนั้นถาม พลางมองสลับระหว่างผมกับเซเฟอร์ด้วยความสับสน

“ลองทายดูสิ”

เซเฟอร์ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะกระเถิบเข้ามาใกล้และกอดคอผมไว้ ดึงให้ใบหน้าของพวกเราเข้ามาใกล้กัน ทุกคนที่มองดูอยู่ต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความสนใจ เข้ามาร่วมทายกันอย่างสนุกสนาน

“เอาล่ะๆ ใครทายวาเป็นคนทางซ้ายก็มายืนทางด้านซ้ายนะ ใครทายว่าเป็นคนทางขวาก็ให้มายืนด้านขวา”

โซระลุกขึ้นทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย เมื่อทุกคนที่สนใจร่วมทายเลือกข้างเรียบร้อย เซเฟอร์ก็พูดขึ้นว่า

“ต่อไป ให้เพื่อนๆที่นั่งในกลุ่มเราเฉลย ดูสิว่าพวกเขาจะเฉลยถูกไหม”

สครีมเมอร์ ทาราลัน และโซระยิ้มออกมา ทั้งสามชี้มาที่ตัวผมได้ถูกต้อง จนเซเฟอร์ออกอาการเซ็งไปเลยทีเดียว

“เอาล่ะ ถูกๆ สลายตัวได้”

ทุกคนต่างตกตะลึงกับคำเฉลย ที่ไม่คิดจะอมพะนำไว้เลยแม้แต่น้อย ถึงอย่างนั้นก็ยังอดสงสัยไม่ได้ ถ้ามีเซวิลตัวจริง แล้วคนหน้าเหมือนเซวิลคือใครกัน

“ล...แล้วเขา”

“ฝาแฝดน่ะ เกิดและโตที่เซคันด์เอิร์ธ”

ห้องแลบที่หนึ่ง ฐานลับแบล็กพิตต์

“ในที่สุดวันเวลาแบบนี้ก็มาถึงสินะ”

จูดิธนั่งถอนหายใจอยู่บนเก้าอี้บุนวม รอบข้างเธอยังมีนักวิจัยอีกหลายคน ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยลับของไกเซอร์ ลาซาลัสอีกห้าหกคน

“อา... หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว พวกเขามาอยู่บนดาวดวงนี้กันหมดแล้วนี่นา”

“แล้วเจ้าเด็กที่มียีนส์อัลบิโน่นั่น ผลการตรวจสอบออกมาว่ายังไงบ้าง”

ชายผมดำหน้าตาดุดันเอ่ยปากถาม

“ตรง ร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาเป็นร่างโคลน”

จูดิธพูดเสียงหนัก

“แสดงว่าที่ทฤษฎีที่เราตั้งสมมติฐานเอาไว้ ดูท่าว่าจะเป็นความจริง แต่ทำไมร่างโคลนถึงหลุดออกมาภายนอก แถมยังเกิดและเติบโตบนโลก ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยล่ะ”

“นั่นอาจเป็นแผน ยังไงก็ตามเรายังต้องจับตาดูเขาไว้”

“เฮ้ ดูนี่สิ ภาพจากโรงอาหาร”

กระดานมืดทบขนาดใหญ่ด้านหน้าของพวกเขา ปรากฏภาพจากกล้องในโรงอาหาร ภาพที่พวกเด็กๆ กำลังเล่นทายปริศนา ค้นหาว่าใครคือเซวิลตัวจริงอย่างสนุกสนาน จูดิธ อลัน เนนีร่า นิมพ์ และคนอื่นๆ ต่างมองดูภาพนั้นด้วยความประหลาดใจ เซเฟอร์กำลังยิ้มเจ้าเล่ห์ เซวิลกำลังหัวเราะเบาๆ ทาราลันนั่งยิ้มอยู่ไม่ห่างออกไป โซระเพื่อนของเซวิลกำลังจัดแถวให้คนที่ร่วมทาย แม้แต่สครีมเมอร์ก็ยังนั่งเท้าคางดูเหตุการณ์ตรงหน้า ริมฝีปากยกเป็นรอยยิ้มบางเบา ดวงตาฉายแววสนุกสนาน เด็กคนอื่นๆที่เพิ่งมาถึง ต่างคลายความเครียด และร่วมกันเล่นเกม ค้นหาว่าใครคือเซวิลตัวจริง

“พวกเขาทำอะไร?”

เนนีร่ามองดูใบหน้าของเซเฟอร์อย่างไม่อยากเชื่อ เอ่ยปากถามทั้งที่สายตายังคงไม่ละไปจากรอยยิ้มนั้น มันดูมีชีวิตชีวา มีความสุขกว่าครั้งไหนๆ ที่เธอเคยเห็นมา

“เล่นทายว่าใครคือเซวิลตัวจริง”

อลันตอบพลางหัวเราะออกมาเบาๆอย่างอดไม่ได้

“ดูหน้านายน้อยทั้งสองสิคะ ใบหน้าแบบนั้น ไม่อยากจะเชื่อเลย พวกเขาสองคนเหมือนกันมากจริงๆ”

นิมพ์เองก็ยิ้มอย่างอ็นดูออกมา แม้จะเป็นจีนอยด์นักรบ แต่เธอก็ถูกตั้งโปรแกรมให้รักษาความลับ และคอยดูแลคุ้มครองนายน้อยทั้งสอง จะเรียกว่าเป็นพี่เลี้ยงก็ยังได้ ดังนั้นโปรแกรมความรู้สึกที่จีนอยด์สาวมี จึงทั้งรัก ทั้งเอ็นดู พร้อมพลีกายถวายชีวิตเพื่อปกป้องทั้งสองอย่างเต็มที่

“ตั้งแต่เลี้ยงดูเขามา ฉันยังไม่เคยเห็นใบหน้าแบบนั้นเลยสักครั้ง...”

เนนีร่าส่ายศีรษะช้าๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ

“พวกเขาทำให้คนอื่นๆดูผ่อนคลายลงด้วย แบบนี้คงจะพูดกันได้ง่ายขึ้นหน่อยละนะ แม้แต่เจ้าเด็กอัลบิโน่ที่น่าสงสัยคนนั้นด้วย”

พ่อของทาราลันพูดเสียงขรึม ดูไม่ได้ปลาบปลื้มไปกับคนอื่นๆเลยแม้แต่น้อย

“เรื่องที่พวกเราจะพูดกับพวกเขา มันไม่ง่ายกับใครทั้งหนันแหละนะเอริค แม้แต่กับเราคนพูด ยังรู้สึกยากเย็นและเจ็บปวดขนาดนี้ แล้วพวกเขาที่เป็นผู้ถูกกระทำ จะทนรับฟังมันได้สักแค่ไหน”

จูดิธพ่นลมหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ดูท่านี่คงจะเป็นเวลาเหมาะ ให้พวกเขาออกไปบอกเล่าความจริงอันโหดร้าย กับเหล่าเด็กๆที่น่าสงสารเหล่านั้นแล้วจริงๆ

“ยังไงก็ตามเรามีเวลาไม่มมากแล้ว พวกเด็กๆถูกลักพาตัวออกมาแบบนี้ ทั้งรัฐบาลโลก ทั้งพวกของเจ้านั่นจะต้องเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน พวกเขาจำต้องรู้ความจริง และยอมร่วมมือกับพวกเราให้ได้เร็วที่สุด”

“จะง่ายอย่างนั้นหรืออลัน ถ้าพวกเขารู้ความจริง ทุกสิ่งที่พวกเราทำลงไป พวกเขาจะยอมร่วมมือ หรือจะรังเกียจโกรธแค้นพวกเรากันแน่นะ”

เนนีร่าถอนหายใจ ดวงตายังคงจับจ้องเซเฟอร์อย่างไม่วางตา พยายามประทับใบหน้ายามยิ้มแย้มมีชีวิตชีวาไว้ในดวงใจ เด็กน้อยที่น่าหดหูคนนั้น เด็กน้อยที่น่าสงสารอย่างที่สุดคนนั้น กำลังยิ้ม หัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เราก็ต้องทำ มันเป็นทางรอดสุดท้ายของพวกเขา ทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากชะตากรรมของการหวาดกลัว และหลบซ่อน พวกเราอยากมอบชีวิตใหม่ที่ดีกว่าให้พวกเขาใช่ไหมล่ะ ถึงต้องลำบาก ต้องฝืนใจ ต้องเจ็บปวด หรือต้องตาย พวกเราก็จะต้องทำ”

อลัน เบนไคเซอร์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พวกเขาทุกคนนรู้ดี ว่าหนทางต่อจากนี้นั้นยากลำบาก และมีความตายเฝ้ารอพวกเด็กๆอยู่ หากอยากจะปกป้องชีวิตบริสุทธิ์ที่ถูกทำร้ายเหล่านั้นไว้ มีเพียงบอกเล่าความจริงอันโหดร้าย ให้พวกเขายอมรับมันและเติบโตขึ้นให้ได้เท่านั้น

“ไปกันเถอะ”

 



ตอนแรกลงไป เฮ้ย! มีหน้าเดียว เกิดอะไรขึ้น หาในไดรฟ์ไหนๆก็มีแค่หน้าเดียว สรุปเลยต้องนั่งเทียนเขียนใหม่ (ฮาาาา) เมื่อกี้ใครเปิดมาเจอหน้าเดียว กลับมาอ่านใหม่ซะนะคะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #432 kimurakung (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2559 / 13:01
    ความจริงเจ็บปวดเสมอ..แอบช็อค ที่สครีมเมอร์เป็นร่างโคลน
    #432
    0
  2. #425 my-kimberly (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2559 / 01:47
    ตอนแรกเห็นแค่ตอนเดียวด้วยซ้ำค่ะ 555
    #425
    0