THE GALAXIA

ตอนที่ 52 : First time

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 636
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    29 พ.ค. 59




 

ในที่สุด เหล่าคนรุ่นใหม่ที่อพยพมาไกลหลายล้านปีแสง ก็ได้เหยียบย่างลงบนมาตุภูมิแห่งใหม่ นามว่า เซคันด์เอิร์ธ ความตื่นเต้นฉายอยู่ในแววตาของทุกคน ในขณะที่พวกเขาก้าวย่างลงบนพื้นดิน แม้ว่าจะเคยทำแบบนี้มาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง ในโลกจำลองอย่างดิกาแล็กเซีย แต่เชื่อเถอะความตื่นเต้นเมื่อได้สัมผัสกับของจริงนั้น มันไม่สามารถเทียบกันได้เลย

 

“สุดยอดไปเลย ฉันว่าฐานจอดยานนอกโลกนั่นสุดจะทึ่งแล้วนะ แต่ว่าถึงจะเห็นจนชินตาแล้วก็เถอะ มันสุดยอดไปเลยจริงๆ เซคันด์เอิร์ธเนี่ย!

ทเวนร้องอุทานขึ้นเสียงดัง ไม่ต่างไปจากคนอื่นๆในยานลำเดียวกัน พวกเรากำลังเดินตามกันจากลานจอดยานนอกเมือง เข้าสู่เวิลด์แลนด์ซิตี้ พวกเขาให้เราตรงไปยังมิลิทารี่ หน่วยงานของทหารซึ่งมีหอประชุมขนาดใหญ่ และห้องพักมากมายให้กับเหล่านักสำรวจหน้าใหม่อย่างพวกเราอย่างพอเพียง

 

“จากนี้เป็น ของจริงแล้วสินะ”

โซระหันมายิ้มให้กับผม ซึ่งพยักหน้าตอบไปอย่างเห็นด้วย ที่จริงมันไม่ใช่ความตื่นเต้นอย่างเดียวหรอกที่ผมรู้สึกในตอนนี้ ผมเริ่มเครียดมากขึ้นเพราะไม่สามารถทำตามที่พ่อกับแม่สั่งไว้ได้ ไม่รู้ว่าความลับเรื่องของผมจะถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อไร ยิ่งได้รู้ว่าจะมีการตรวจร่างกายก่อนการฉีดวัคซีน มันยิ่งทำให้ผมเป็นกังวล ตั้งแต่เล็กจนโตมา แม้จะเจ็บป่วยหนักเบายังไง น้าเจดาก็ไม่เคยพาผมไปหาหมอเลยสักครั้ง ไม่เคยได้รับการตรวจร่างกายใดๆ และแน่นอนรวมถึงการเจาะเลือดที่น่าหวาดหวั่น

 

ตอนเด็กๆผมจำได้ดี น้าเจดาบอกว่าผมเป็นคนพิเศษ และเลือดของผมเองก็พิเศษเช่นกัน จะให้ใครมาเอาไปไม่ได้เด็ดขาด มันเป็นคำพูดที่ชวนให้สงสัย แต่มันก็ยังฟังดูไม่แปลกเท่าไรนัก เพราะผู้คนส่วนใหญ่ล้วนรู้หน้าไม่รู้ใจ พวกเขากินได้ทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอด แม้แต่เนื้อมนุษย์ด้วยกันเองก็ตาม มันเลยฟังดูไม่แปลกอะไรที่ได้ยินคำพูดแบบนั้น แต่ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่ามันมีมากกว่านั้น บางอย่างในเลือดของผม ในยีนส์ ในเซลล์ทั้งหมดที่อยู่ในร่างกายของผมเป็นสิ่งพิเศษ ที่ทำให้ผมมีพลังเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา

 

“..วิล เซวิล เหม่ออะไรของนายน่ะ เรามาถึงมิลิทารี่แล้วนะ”

 

“อ้าวทเวน โทษที ผมกำลังคิดอะไรเพลินไปหน่อย”

 

“หึๆๆ กำลังคิดว่าจะไปสำรวจที่ไหนดีอยู่ล่ะสิท่า แต่ว่าไม่ได้หรอกนะ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้อนพวกเราเข้าห้องประชุมฟังปราศัยจากพวกคนใหญ่คนโตก่อนล่ะ จากนั้นก็ต่อแถวตรวจร่างกาย เจาะเลือด ฉีดวัคซีน ก่อนจะได้ไปดูห้องพักของตัวเอง งานนี้คงยาว กินเวลาหลายชั่วโมงแน่ โชคดีที่บนเซคันด์เอิร์ธพวกเรามีเวลาเหลือเฟือ ว่าไหมล่ะ!

 

ทเวนหัวเราะหึๆ แต่ดูแล้วเขาเองก็น่าจะเครียดไม่ต่างจากผมนัก หน้าตาของเขาราวกับไม่อยากจะเข้าไปในหอประชุมเลยสักนิดเดียว

 

“ท่าทางนายเครียดๆนะทเวน”

โซระเองก็ดูเหมือนจะสังเกตเห็น เพราะทเวนไม่ค่อยเก็บอาการสักเท่าไร

 

“อะไร้ ใครเครียด ไม่มี๊ แต่ว่าถ้าหากในนั้นมีการพูดถึงเรื่องบางอย่าง ที่ฉันไม่เคยบอกกับพวกนายมาก่อน พวกนายจะโกรธฉันไหม จะยังเห็นฉันเป็นเพื่อนอยู่อีกไหมล่ะ?”

จากท่าทางตื่นตระหนก ก็เปลี่ยนมาพูดอย่างจริงจังด้วยในหน้าเคร่งขรึม

 

“อะไรน่ะ ทำไมเราต้องโกรธนายด้วยล่ะ?”

ผมถามขึ้นด้วยความสงสัย หัวใจแทบตกไปอยู่ตาตุ่ม หรือว่าที่ผมเคยสงสัยมันอาจจะเป็นจริงงั้นเหรอ

 

“ส่วนผมคงต้องดูก่อนว่า เรื่องที่ว่านั้นมันคือเรื่องอะไร รับได้หรือรับไม่ได้ แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะโกรธนายไหมน่ะ”

 

“พวกนาย...”

ทเวนทำหน้าประหลาดราวกับกำลังตื้นตัน หรือไม่ก็คันจมูกเพราะมันดูแดงๆ แถมยังมีขนจมูกโผล่ออกมาเส้นหนึ่งด้วย

 

ในหอประชุมนั้นกว้างมาก แถมยังแบ่งที่นั่งไว้เป็นชั้นลอยแบบลาด สูงขึ้นไปจนเกือบถึงเพดาน ด้านในสุดคือเวทีเล็กๆ เทียบกันแล้วก็คงราวๆสี่ตารางเมตรหรืออาจมากกว่า แต่มันเล็กมากๆเมื่อเทียบกับจำนวนที่นั่งทั้งหมดภายในหอประชุม ด้านข้างของเวทีนั้นมีที่นั่งของเหล่าบุคคลสำคัญ อย่างคนใหญ่คนโตของมนุษยชาติ สมาชิกสภารัฐบาลโลก ผู้นำทางการทหาร และก็ชายเผือก ซึ่งแต่งตัวด้วยสูทสีขาว เหน็บดอกไม้สีแดงสดไว้ที่กระเป๋าเสื้อด้านขวา ใบหน้าเรียบเฉยของเขา

 

แต่ละชุดที่นั่ง (ราว 100 คนต่อชุด) จะมีจอใสราวกับกระจกด้านหน้า เพื่อให้เรามองเห็นเวทีได้ใกล้ขึ้น แม้ว่าความจริงที่นั่งที่เราได้จะอยู่ห่างเวทีไปหลายสิบเมตรก็ตามที

 

การปราศัยก็ไม่มีอะไรใหม่สักเท่าไร หลักๆแล้วก็คือการการกล่าวต้อนรับ และเน้นย้ำหน้าที่ของพวกเราที่มีต่อเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ บนโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยอันตรายนี่ การแนะนำบุคคลสำคัญของรัฐบาลโลก กองทัพ และหน่วยงานอื่นๆให้รู้จักหน้าค่าตา ที่สำคัญคือชายผู้ออกทุนทั้งหมดให้แก่ทุกโครงการ เพื่อพิทักษ์เผ่าพันธุ์มนุษย์ ชายเผือกคนนั้น ไกเซอร์ ลาซาลัส

 

“หมอนั่น...”

ผมพึมพำเบาๆ ชายคนนี้นี่เองที่ตามล่าผม และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการลับ ในการตัดแต่งพันธุกรรม เขายังดูหนุ่มแน่น ทั้งที่จริงอายุน่าจะปาไปหลายร้อยปีแล้ว บางคนว่าเป็นทายาทรุ่นที่สาม ที่ใช้ชื่อเดี่ยวกับพ่อและปู่ของเขา เพื่อเป็นการให้เกียรติ ยกย่องเชิดชู วีรกรรมเพื่อมวลมนุษยชาติ

 

“คนๆนั้นไม่ค่อยปรากฏตัวง่ายๆนะ เป็นบุญตาจริงๆที่ได้เห็นตัวจริงแบบนี้ ถึงจะไกลไปหน่อยก็เถอะ”

โซระพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

 

“เอาล่ะ ก่อนจะออกจากห้องประชุมเพื่อรับการตรวจเลือดและฉีดวัคซีน หน่วยข่าวอาสาทุกคน ขอให้แยกตัวออกมาด้วย พวกเธอทุกคนจะได้รับการยกเว้นการสอบ และเข้าสู่มิลิทารี่ในฐานะทหารของกองทัพในทันที”

 

สิ้นเสียงประกาศ ที่ทำให้เหล่าประชากรหน้าใหม่แห่งเซคันด์เอิร์ธต่างตกตะลึง ก็เริ่มมีคนในหมู่พวกเราทยอยลุกขึ้น แล้วเดินออกไปจากที่นั่ง หนึ่งในนั้นคือทเวน เขาหันมองเราด้วยาสายตาเศร้าๆ กับรอยยิ้มเจือนๆ ก่อนจะเดินจากไปโดยพูดเบาๆแค่ว่า “ไว้คุยกันทีหลังนะ” เท่านั้น

 

“หมอนั่นเป็นหน่วยข่าวอาสา แต่ว่าหน่วยนี้มีไว้ทำไม สอดแนมพวกเราอย่างนั้นเหรอ?”

โซระขมวดคิ้วพูด แม้ว่าเขาจะเป็นคนอารมณ์ดี ช่างพูด แต่ก็รักความเป็นส่วนตัวไม่น้อยไปกว่าใคร การที่เพื่อนสนิทกลายเป็นคนของหน่วยข่าวอาสา ที่ขึ้นตรงกับกองทัพและรัฐบาลโลกนั้น มันทำให้เขารู้สึกช๊อกไปไม่มากก็น้อย

 

“ดูเหมือนจะปกปิดไว้ได้ดีทีเดียวนะ”

แม้ว่าผมจะเคยสงสัย แต่ก็ไม่คิดว่าสิ่งที่สงสัยจะเป็นเรื่องจริง ทเวนคือสายของกองทัพ เขาถูกส่งมาปะปนกับพวกเราเพื่อสืบหาบางสิ่งบางอย่าง ซ่างไม่แน่ว่า จะเป็นผม และคนอื่นๆที่เหมือนกับผมด้วย แต่ว่าเขารู้เรื่องของผมหรือเปล่านะ นี่มันยิ่งทำให้ผมเครียดหนักขึ้นกว่าเก่าเสียอีก

 

“พิธีปฐมนิเทศน์จบเพียงเท่านี้ ทุกคนเดินเรียงแถวออกไปเพื่อตรวจร่างกายได้เลย เมื่อตรวจร่างกายและฉีดวัคซีนแล้ว จะได้รับคีย์การ์ดเพื่อเข้าสู่ห้องพักของตนเอง สามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัยจนกว่าจะมีประกาศเรียกรวมตัว ไปได้”

 

ทุกคนลุกขึ้น ทยอยเดินตามกันออกไป ผมคอยมองหาทางหนีทีไล่ ซึ่งเป็นไปได้ยากเหลือเกินในสถานที่แห่งนี้

 

หมับ!

 

“เงียบไว้ แล้วตามฉันมา!

แขนของผมถูกกระชากอย่างแรงเข้าไปในมุมมืดของซอกอาคาร มือแข็งแรงของใครบางคนที่น่าจะเป็นผู้หญิงจับกุมผมไว้อย่างแน่นหนา แถมยังปิดปากผมไม่ให้ส่งเสียงดังด้วย ด้วยเรี่ยวแรงของเธอทำให้ผมต้องยอมตามไปแต่โดยดี ทั้งที่ในใจนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

 

“เอาล่ะ หันมาช้าๆ”

เธอสั่งเมื่อเราเดินมาไกลในเส้นทางอันมืดมิดและวกวน ราวกับอยู่ใต้ดิน พ้นจากสายตาของคนอื่นๆอย่างสิ้นเชิง เมื่อผมหันไปตามที่เธอสั่ง และก็ได้เห็นใบหน้าของเธอ หญิงสาวสวยที่เคยเจอบนยานโดยสาร ตอนไปประลองที่อารีน่าในสตรีทบาร์

 

“เธอ!

เธอยิ้ม ก่อนจะส่งกระเป๋าใบหนึ่งมาให้ผม

 

“แต่งตัวเถอะค่ะนายน้อย เราต้องรีบออกไปจากที่นี่”

 

“แต่งตัว? นายน้อย? นี่มันเรื่องอะไรกัน แล้วคุณเป็นใครกันแน่!

 

“ฉันจะอธิบายให้ฟังทีหลัง ตอนนี้ช่วยทำตามที่บอกก่อนเถอะค่ะ มีคนสำคัญที่คุณต้องไปเจอให้ได้อยู่ใช่ไหมล่ะ”

ผมพยักหน้าและทำตามที่เธอบอก แต่ว่าเสื้อผ้านี่มัน... จะให้ผมปลอมเป็นมนุษย์ต่างดาวหรือไง

 

“ใส่ปลอกคอนี่แล้วเปิดระบบ”

เมื่อผมแต่งตัวเสร็จ เธอก็นำปลอกคอมาสวมให้ พอกดเปิดสวิสต์ ผมก็รู้สึกชาวูบที่ใบหน้าแว่บหนึ่ง ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ

 

“ลองพูดสิคะ”

เธอบอก เมื่อผมลองเปล่งเสียงพูด เสียงที่ออกมากลับเป็นเสียงแหบๆแปร่งหู แถมยังเป็นภาษาอื่นที่ผมไม่รู้จักอีกด้วย

 

“นี่มันอะไรกันน่ะ!

ผมอุทาน แต่มันกลับเป็นภาษาต่างดาวอีกเหมือนเดิม

 

“สมบูรณ์แบบ เครื่องทำงานสเถียรดี ถ้างั้นไปกันเถอะค่ะ !!

 

แกร่ก!!

 

“ออกมา ไม่งั้นได้ตายอยู่ในหลืบนี้แน่!

อยู่ดีๆสาวเจ้าก็ชักปืนออกมา จ่อไปยังมุมมืดของท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ ที่เราสองคนกำลังยืนอยู่ในความมืด

 

“อย่ายิงนะ ผมเอง”

 

“โรซะ!

ผมจำเสียงเพื่อนได้ดี ไม่คิดเลยว่าเขาจะตามมาด้วย

 

“อย่ายิงนะ นั่นเพื่อนผม!

ผมรีบร้องบอกหญิงสาวด้วยภาษาต่างดาวที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจมัน ผมก็เดาเอาน่ะนะ เพราะเธอยอมลดปืนลง ปล่อยให้โซระเดินเข้ามาใกล้ๆได้

 

“นี่มันอะไรกันน่ะเซวิล นายเองก็เป็นพวกสายลับอะไรนี่ด้วยเหรอ ทำไมต้องทำลับล่อๆ ลอบออกมาจากห้องประชุมด้วย”

โซระถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

 

“คือว่า เรื่องมันยาว ผมไม่มีเวลาอธิบายนะ...”

แม้ว่าจะพยายามอย่างไร คำอธิบายของผมก็เป็นเพียงภาษาต่างดาวที่ฟังไม่รู้เรื่อง

 

ผลั่ก!

 

เราไม่มีเวลาอธิบายหรอกค่ะนายน้อย ในเมื่อเขาเป็นเพื่อนนายน้อยฉันจะลากตัวเขาไปด้วย แต่ถ้าเขามีท่าทีตุกติกหรือไว้ใจไม่ได้ขึ้นมา ฉันจะฆ่าเขาทันที แต่เพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน ทำให้เขาสลบไปแบบนี้ดีที่สุด”

 

หญิงสาวดึงเข็มฉีดยาออกมาจากช่องตรงท้องของเธอ และฉีดลงไปบนต้นแขนของโซระ ครับ ช่องตรงท้องจริงๆ ที่แท้เธอก็ไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นจีนอยด์ ที่ถูกออกแบบมาอย่างละเอียดละออ จนดูเหมือนกับมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน จากนั้นก็จับเขาแต่งตัวเหมือนกับผม ทพลายคอมเจ็นที่ได้รับมาจากบนยานอวกาศของพวกเราทั้งคู่ และให้อันใหม่มาสวมไว้ จากนั้นก็ยกโซระขึ้นพาดบ่า เดินนำหน้าไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน

 

เราเดินลัดเลาะไปตามอุโมงมืดๆ หลบการตรวจจับของเซ็นเซอร์ในอุโมงหลายครั้ง จนในที่สุดก็มาโผล่ที่ป่าตรงไหนสักแห่งบนเซคันด์เอิร์ธ

 

“ไปเถอะ เราต้องรีบเดินทาง ก่อนที่คนพวกนั้นจะรู้ว่านายน้อยกับเพื่อนหายตัวไปนะคะ อ้อ ฉันคือนิมพ์ค่ะนายน้อย”

ผมอ้าปากกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะรีบจ้ำตามเธอไปอย่างรวดเร็ว จีนอยด์ที่ผมเฝ้าตามหามาหลายปี แต่กลายเป็นว่าเธอหาผมเจอก่อนซะงั้น

 

เราเร่งออกเดินทางกันอย่างเร่งรีบ ระหว่างทางนิมพ์ได้เล่าสถานการณ์คร่าวๆให้ผมรู้ ไกเซอร์ ลาซาลัสกำลังเร่งไล่ล่าพวกเราอย่างหนักฐานที่บลูวู้ดนั้นคือตัวล่อ ตอนนี้คนของไกเซอร์กำลังมุ่งไปที่นั่น ส่วนพวกพ่อแม่ของผมนั้นกำลังไปสมทบกับคนอื่นที่แบล็กพิทต์

 

“นี่เรากำลังไปแบล็กพิทต์อย่างนั้นเหรอ?”

 

“ใช่ค่ะนายน้อย เราต้องเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ได้ยินว่านายน้อยเคยเข้าไปแล้ว ครั้งนี้คงไม่ยากสำหรับนายน้อยแล้วล่ะค่ะ”

ใครว่า! ผมน่ะเคยเข้าไปแค่ครั้งเดียวเอง ครั้งแรก ครั้งเดียวและเกือบตาย ถ้าไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลในดิกาแล็กเซียล่ะก็ อาจจะตายไปจริงๆแล้วก็ได้นะ แล้วไอ้รอยยิ้มเชื่อมั่นนั่นมันอะไรกัน ผมน่ะไม่อยากทำให้เธอผิดหวังหรอกนะ

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #470 Snow (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 20:18
    หวังว่าโซระ คงไม่ใช่พวกนั้นนะ
    #470
    0
  2. #414 my-kimberly (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2559 / 08:35
    แล้วโซระเป็นใครอ่ะ
    เอาน่า อยู่ในวิถีซามูไรก็พอเนอะ //โซระfc
    #414
    0
  3. #403 kimurakung (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 23:14
    การหนี การล่า เริ่มแล้ว
    #403
    0