THE GALAXIA

ตอนที่ 50 : Escape plan

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 729
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    25 พ.ค. 59






“นี่นายตกลงไปในทะเลสาบพิษนั่นอย่างนั้นเหรอ...”

 

ทเวนถามเสียงแผ่ว เมื่อรู้ความจริงว่าบลูลากูนแท้จริงแล้วไม่ใช่มอนสเตอร์ แต่เป็นทะเลสาบพิษที่อยู่ข้างใต้หลุมยุบ ในบลูวู้ด ทีมีความสวยงาม และความอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต และไม่สามารถหนีไปไหนได้หากตกลงไปแล้วละก็

 

“ใช่”

ผมตอบสั้นๆ ยังคงจำความรู้สึกของการที่ร่างกายค่อยๆละลาย จากการ โดนสารพิษในทะเลสาบกัดกร่อนอย่างช้าๆ มันช่างเจ็บปวดทรมาน และยาวนานราวกับชั่วกัลป์

 

“มันคงแย่มากสินะ พวกสารพิษนี่มันไม่ทำให้ตายทันทีนี่นา”

 

“เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอความรู้สึกทรมานจากการที่ผิวหนังสะสายจากสารพิษเป็นครั้งแรกนี่แหละ”

ผมตอบ

 

“ดีนะที่เป็นแค่ข้อมูลจำลอง...”

ทเวนบ่นพึมพำ

 

“ก็เพราะเป็นข้อมูลจำลองนี่แหละ ตื่นมาผมเลยยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดตอนนั้นได้อยู่เลย”

ผมพ่นลมออกทางจมูกเสียงดัง บางสถานการณ์การตายไปเลยยังดีซะกว่า ตื่นขึ้นมาเพื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้นอีกครั้ง แต่นี่ก็เป็นความโหดร้ายอย่างหนึ่งของระบบจำลองเสมือนจริง แต่มันก็จะทำให้เราพึงระวังตัวไว้เสมอ ว่าพลาดท่าเมื่อไรละก็ ความเจ็บปวดและความตายสามารถมาเยือนเราได้เสมอ

 

“แล้วนี่จะเอายังไงต่อดีครับ เซวิลต้องพักฟื้นก่อนสินะ ผมกับทเวนจะตัดการเชื่อมต่อออกไปอยู่เป็นเพื่อนดีไหม”

 

“ไม่ต้องหรอกโซระ เที่ยวให้สนุกเถอะ แล้วมาเล่าให้ผมฟังทีหลังด้วย ตอนนี้ขอผมพักผ่อนก่อนนะ”

 

“เอางั้นหรอ”

 

“เอางั้นแหละ แล้วค่อยเจอกัน”

 

“แล้วค่อยเจอกัน”

โซระกับทเวนพูดขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่สายจะตัดไป ผมเอนตัวลงนอนอีกครั้ง พลางคิดทบทวนสิ่งที่ตัวเองได้เจอในวันนี้

 

พ่อกับแม่มาอยู่ต่อหน้าผม แม้จะเป็นเพียงภาพจำลองจากดิกาแล็กเซียก็ตามที น่าเสียดายที่ดวงตาของผมในตอนนั้นไม่อาจมองเห็นใบหน้าของพวกท่านได้ชัดเจน ทุกอย่างมันเบลอไปหมด แต่ผมก็ยังจดจำเสียงของพวกท่านได้ดี และสิ่งที่พวกท่านได้พูดกับผม

 

ผู้ชายคนนั้นที่พ่อกับแม่พูดถึงคงเป็นไกเซอร์ ลาซาลัสสินะ เจ้าคนที่สั่งให้มีการทดลองบ้าๆนี่เกิดขึ้น และทำลายชีวิตของทารากไปมากมาย ถึงพ่อกับแม่จะไม่ได้บอกว่ามีทารกเท่าไรที่ต้องตายไปกับการทดลอง แต่จากข้อมูลที่แซม เบนดิกส์เคยบอก ว่าทารกทุกรายที่เกิดใหม่บนเซคันด์เอิร์ธไม่สามารถรอดชีวิตอยู่ได้ นั่นคงเป็นการอำพรางการลักพาตัวทารกเหล่านั้น เพื่อนำตัวไปทดลองแน่ๆ ไม่อย่างนั้น ทั้งผมและทาราลัน จะมีชีวิตรอดจนโตมาป่านนี้ได้ยังไงกัน

 

แต่เพราะอะไรไกเซอร์ ลาซาลัสถึงได้ทำแบบนี้ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาหวังดีกับมนุษยชาติจริงๆ หรือมีสิ่งใดแอบแผงอยู่กันแน่ บนโลกใบที่สองนี้เราเป็นผู้มาเยือน เรามีสติปัญญากับเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่กลับอ่อนแอและตายง่ายที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตบนเซคันด์เอิร์ธ ด้วยเหตุนั้น การทดลองด้านพันธุกรรมจึงเริ่มขึ้น เพื่อให้มนุษย์มีภูมิต้านทาน และพละกำลังที่แข็งแกร่งขึ้น

 

ยังไงก็ตาม ถึงแม้มันจะโหดร้าย แต่ผมก็ยังไม่กล้าด่วนสรุปอะไร จนกว่าจะได้เจอพ่อกับแม่อีกครั้งบนเซคันด์เอิร์ธ พอนึกถึงตอนที่จะได้สวมกอดพวกท่านเป็นครั้งแรก ผมก็แทบอดใจรอไม่ไหว มันจะเป็นยังไงกันนะ การได้เจอกันครั้งแรก หลังจากพลัดพรากกันมายี่สิบกว่าปี

 

“นอนยิ้มแบบนี้ มีเรื่องอะไรดีๆหรือคะ?”

ผมลืมตาโพลงเมื่อถูกเจดาทัก เธอกำลังอมยิ้มน้อยๆ ราวกับกำลังเอ็นดูผมอยู่

 

“ฮ่ะๆ ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆน่ะ”

ผมลุกขึ้นนั่ง และหัวเราะแก้เขิน

 

“ไปหาอะไรกินหน่อยดีกว่า”

 

เจดายังคงยิ้มมองส่งผม ที่เดินเกาหัวอย่างเขินๆออกมาจากห้อง มีหลายคนที่อยู่ในห้องโถงรวมหันมาทักผม นั่นเพราะพวกเขารู้จักผมจากการประลองอันโด่งดังนั่น ทั้งที่มันควรเป็นเพียงการแก้แค้นส่วนตัวแท้ๆ แต่กลับมีคนเข้าชมมากมาย และเชื่อเถอะพวกเขาไม่ได้เข้าชมการประลองเพราะผมหรอก แต่ผลการประลองที่เหนือความคาดหมายของทุกคน ทำให้ผมกับทเวนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทันที

 

ตึก!

 

“อ๊ะ ขอโทษที ฉันกำลังรีบน่ะ”

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินชมผมอย่างแรง จนล้มลงก้นกระแทกพื้นทั้งคู่ ขอรีบร้อนขอโทษและเตรียมจะลุกจากไป ผมมองออกไปรอบตัว ดูเหมือนว่าคนอื่นๆก็มีท่าทางไม่ต่างจากเขานัก

 

“เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?”

 

“ไม่มีอะไรหรอก แค่ประชุมด่วนน่ะ ขอโทษอีกครั้งนะ”

เขารีบลุกเดินจากไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจอาการเจ็บจากการกระแทกเลย

 

“มีอะไรผิดปกติแน่ๆ”

ผมได้แต่สงสัย และพยายามเดินตามพวกเขาไป เผื่อว่าจะได้ยินข้อมูลอะไรบ้าง เพราะยังไงผมก็จะไปที่โรงอาหารอยู่แล้ว

 

“บ้าจริง ใครมันทำเรื่องอย่างนี้กันนะ!

เจ้าหน้าที่สองคนที่เดินอยู่ข้างหน้าผมกระซิบกระซาบกัน ซึ่งอยู่ในระยะที่ผมได้ยินพอดี (เซวิลหูดีกว่าคนทั่วไป)

 

“นั่นสิ ตอนแรกคิดว่าเป็นความไม่เสถียรของระบบ แต่ตอนนี้รู้ชัดแล้วว่าเป็นการแฮคข้อมูล และปล่อยไวรัสเข้าสู่ระบบดิกาแล็กเซีย ที่เรียกประชุมด่วนแบบนี้ก็เพราะสาเหตุนี้แหละ!

 

ผมชะงักเท้า มีการแฮคข้อมูลในดิกาแล็กเซีย ใครกันที่ทำแบบนั้น จะเป็นพ่อกับแม่หรือเปล่านะ จำได้ว่าจำการลบช่วงเวลาที่เราได้เจอกันออกไป เพื่อไม่ให้ถูกตรวจสอบและจับได้ แต่ถ้าแฮคระบบเข้ามาโต้งๆให้จับได้แบบนี้จะไม่แย่กว่าหรือไง หรือว่าเกิดความผิดพลาด หรือว่าพวกท่านจงใจกันแน่

 

ผมไม่เป็นอันทำอะไรเลยหลังจากได้รู้ข่าวนั้น กลัวไปสารพัดว่าพ่อกับแม่อาจจะถูกจับตัวได้  แม้คนที่พวกท่านพยายามหลบซ่อนจะไม่ใช่รัฐบาลโลก แต่ถ้าทางรัฐบาลโลกพบตัวทั้งสอง ก็เท่ากับว่าไกเซอร์ ลาซาลัสเจอพวกท่านด้วย ผมซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆกับห้องประชุมนานมาก เพื่อรอฟังข่าวที่พวกเขาอาจจะซุบซิบกันออกมา ในที่สุดเวลาห้าชั่วโมงก็ผ่านไป อูริเอลเคลื่อนเข้าใกล้เซคันด์เอิร์ธอีกหนึ่งชั่วโมงก็จะเข้าสู่ฐานจอดยานในอวกาศ ระบบกาเล็กเซียถูกปิดอย่างสมบูรณ์ และทุกคนก็มารวมตัวกัน เพื่อรายงานตัว และเตรียมพร้อทขึ้นยานลำเสียงจากฐานจอดยานอวกาศนอกโลก เข้าสู่เซคันด์เอิร์ธ บ้านใหม่ของพวกเรา

 

ครืดดด

 

ในที่สุดประตูห้องประชุมก็เปิดออก สีหน้าของทุกคนดูดีกว่าตอนที่เข้าไปมากทีเดียว ผมได้ยินพวกเขาซุบซิบกันเกี่ยวกับการประชุม และแน่นอนสาเหตุที่ทุกคนถูกเรียกเข้าประชุมก็คือ การที่ระบบเก็บข้อมูลในดิกาแล็กเซียถูกแฮ็ค

 

“ที่แท้ก็คุณลาซาลัสทดสอบความปลอดภัยโดยไม่แจ้งล่วงหน้านี่เอง”

 

“นั่นสิ ตกใจหมดเลย นึกว่าพวกกบฏเป็นคนทำซะอีก”

 

“พวกต่อต้านนะหรือ ไม่มีทางซะละ โครงข่ายดิกาแล็กเซียนะสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมาเชียวนะ”

 

“เฮอะ! สมบูรณ์ที่สุดอย่างนั้นเหรอ เพิ่งจะโดนแฮ็คระบบมาหมาดๆเลยนะ ยังจะกล้าเอามาคุยอีก แต่โชคดีนะที่เป็นการแฮ็คเพื่อเช็คความสามารถของระบบป้องกันข้อมูล โดยบุคลากรของเราเอง”

เจ้าหน้าที่กลุ่มนั้นเดินคุยกันไกลออกไปเรื่อยๆ มันทำให้ผมโล่งใจมากที่การแฮ็คที่ถูกตรวจเจอในครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพ่อและแม่ แสดงว่าพวกท่านก็ยังคงปลอดภัยกันดีอยู่ อย่างน้อยผมเองก็หวังว่าอย่างนั้น

 

ตี๊ดด

 

เฮือก!

 

“บ้าจริงคอมเจ็นดัง”

 

“เฮ้เซวิลนายอยู่ไหน พวกเราโดนตัดการเชื่อมต่อออกมาจากดิกาแล็กเซียแล้วนะ”

 

“อ้อ ผมออกมาเดินเล่นนิดหน่อย พวกนายอยู่ไหนล่ะ เดี๋ยวผมเดินไปหา”

 

“ก็ห้องโถงใหญ่ในโซนที่พักนั่นล่ะ เขากำลังจับพวกเรารายงานตัวก่อนเพื่อให้บัตรสำหรับขึ้นยานลำเลียงไปยังเซคันด์เอิร์ธน่ะ”

 

“โอเค งั้นผมจะรีบไป”

ผมตัดการติดต่อกับทเวน แล้วรีบเดินกลับไปยังโซนที่พัก ทเวนกับโซระยืนรอผมโดยยังไม่ได้ไปเข้าแถวรายงานตัว และรับตั๋วขึ้นยานเหมือนกับคนอื่นๆ

 

“ไงพ่อนักสำรวจ ไปถึงไหนมากันล่ะนาย?”

ทเวนทักขึ้นเมื่อเห็นหน้าผม

 

“ขอโทษที ไม่ได้มาช้าไปใช่ไหม?”

ผมตอบอย่างรู้สึกผิด เพราะที่ๆผมแอบเข้าไปนั้นอยู่ไกลจากโซนที่พักพอสมควรทีเดียว

 

“ไม่ช้าหรอกเพื่อน เราก็แค่ที่โหล่เท่านั้นเอง”

ทเวนพูดแกมประชดอย่างไม่จริงจังนัก

 

“ผมว่าก็ดีนะ ที่โหล่ก็ไม่วุ่นวายดี”

โซระยิ้มกว้าง

 

“เอาเถอะ ไปต่อแถวรายงานตัวกันดีกว่า”

 

การรายงานตัวไม่มีอะไรยุ่งยาก เราแค่บอกเลขที่ห้องพัก กับชื่อที่เราใช้ในดิกาแล็กเซียก็เรียบร้อย เรียกได้ว่าชื่อเก่าก่อนจะขึ้นมาบนยานอพยพไม่มีความหมายอะไรเลย จากนั้นก็ได้รัยตั๋วสำหรับขึ้นยาน ซึ่งเป็นการ์ดใสๆเหมือนกระจก มีรหัสต่างๆซ่อนอยู่ รหัสเหล่านั้นจะปรากฏให้เห็นก็ต่อเมื่อโดนลำแสงแสกนเท่านั้น

 

“ต่อไปขอให้ทุกคนเก็บของติดตัวเท่าที่จำเป็น ส่วนกระเป๋าสัมภาระนั้น เราจะมอบให้เมื่อไปถึงเซคันด์เอิร์ธเรียบร้อยแล้ว คนที่ได้รับตั๋วแล้ว ให้เตรียมพร้อมที่ห้องพักของตนเอง เมื่อยานอวกาศจอดเทียบท่ายัง ท่าจอดยานสากลเหนือชั้นบรรยากาศของเซคันด์เอิร์ธแล้ว เราจะทำการเรียกตัวอีกครั้ง”

 

สิ้นเสียงประกาศ คนที่ลงทะเบียนและได้รับตั๋วเรียบร้อยแล้ว ต่างก็ทยอยกันกลับห้องพักของตัวเอง หลายคนดูเศร้าๆ นั่นก็เพราะผมได้รู้มาว่า คนส่วนใหญ่ปรับแต่งเอไอโฮโลแกรมในห้องพักของตัวเอง เป็นบุคคลอันเป็นที่รักที่ต้องพลัดพรากกัน จากการอพยพครั้งใหญ่นี้เช่นเดียวกันกับผม การต้องลงจากยานอพยพ ก็เท่ากับต้องจากกับบุคลที่พวกเขารักไปอีกครั้งหนึ่ง มันคงทำให้เสียใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน แม้จะรู้ว่านั่นเป็นเพียงภาพจำลองก็ตามที

 

“กว่าพวกเราจะได้รับตั๋วยานก็คงใกล้ถึงท่าจอดยานพอดีนั่นแหละ”

ทเวนบ่นอุบอิบ หลังจากที่มองดูแถวยาวเหยียด ของนักสำรวจหน้าใหม่ที่กำลังต่อแถมลงทะเบียนอย่างมีระเบียบ

 

“แต่ก็ยังดีนะที่มีอยู่หลายแถว ไม่งั้นคงจะช้ากว่านี้มากแน่ๆ”

ผมเองก็เห็นด้วยกับทเวน แต่ระบบบริหารจัดการของพวกเจ้าหน้าที่ดีมาก ดังนั้นแม้คนจะเยอะหลายแสน แต่พวกเขาก็ยังสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว เฉลี่ยเวลาคนที่ลงทะเบียนและรับตั๋วอยู่ที่คนละ 1 นาทีเท่านั้นเอง

 

“จะได้ไปเห็นที่นั่นด้วยสองตาตัวเองจริงๆแล้วสินะ”

โซระพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

 

“นั่นสินะ อีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วจริงๆ หลังจากรอคอยมานาน”

 

ผมเห็นด้วย แม้ว่าเราจะรู้จักเซคันด์เอิร์ธผ่านดิกาแล็กเซียแล้วก็จริง แต่การได้ไปสัมผัสที่นั่นด้วยประสามสัมผัสที่แท้จริง มันย่อมแตกต่างกันอย่างแน่นอน ที่สำคัญแม้ในดิกาแล็กเซียเราสามารถผิดพลาดได้บ่อยเท่าที่ต้องการ แต่ในความเป็นจริงนั้นความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย หมายถึงชีวิตเราที่ดับสูญไปตลอดกาล

 

“ไม่รู้ว่ากว่าจะจัดการอะไรต่อมิอะไรเรียบร้อย จนกระทั่งเข้าทดสอบแต่ละหน่วยงานจะใช้เวล้าท่าไรสินะ”

ทเวนพูดขึ้นอย่างเคร่งขรึม

 

“นายหมายความว่ายังไงน่ะ?”

ผมกับโซระหันไปถามเขาพร้อมกัน

 

“ก็หมายความว่า พวกเราไม่ได้มีอิสระเหมือนอย่างในดิกาแล็กเซียแล้วนะ พอไปถึงเซคันด์เอิร์ธ พวกเราจะต้องเข้ารับการทดสอบของแต่หน่วยงาน ยังไงนั่นก็ต้องใช้เวลาแน่ๆล่ะ แถมฉันคิดว่าคงจะนานใช่ย่อย หลังจากผ่านการทดสอบแล้ว เราก็ต้องกลายเป็นคนของหน่วยงานนั้น อาจต้องฝึกฝนเพิ่ม หรือไม่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่หน่วยงานมอบหมายให้ไม่ใช่หรือไง นั่นน่ะ มันทำให้เราออกไปเที่ยวเล่นสำรวจนู่นนี่อย่างที่เคยทำแบบในดิกาแล็กเซียไม่ได้แล้วน่ะสิ”

 

“ทุกคนต้องมีหน้าที่ของตัวเองกันทั้งนั้นนะเจ้าหนุ่ม ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม นั่นก็เพราะพวกเราอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เป็นอารยธรรม เพื่อขับเคลื่อนสิ่งต่างๆให้เป็นไปด้วยดี เพื่อปกป้องสิ่งที่เรามี ทั้งอาหาร ทรัพยากรทั้งหลาย เพื่อน พี่น้อง คนรัก หรือความเป็นมนุษย์ พวกเราล้วนแต่ต้องปกป้องเอาไว้ เพื่อการนั้นแล้วทุกคนจึงต้องแบ่งหน้าที่กัน เพื่อจะได้ขับเคลื่อนไปได้พร้อมๆกันยังไงล่ะ”

พวกเราหันไปมองที่มาของเสียงตอบนั้นด้วยความตกใจ รวมถึงคนอื่นๆที่ต่อแถวอยู่ใกล้ๆเราด้วย นั่นก็เพราะคนที่พูดนั้นคือผู้บัญชาการโบนส์ หรือเดอะโบนส์นั่นเอง

 

“พวกเธอไม่ได้เป็นเด็กไปตลอดกาลหรอกนะ ต้องมีวันที่ทุกคนเติบโตขึ้น มีสิ่งสำคัญที่ต้องรับผิดชอบ สิ่งที่พวกผู้ใหญ่อย่างเราทำทั้งหมด ก็เพื่อเตรียมพร้อมพวกเธอ สู่ภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบเหล่านั้น”

ทุกสายตาจับจ้องมายังเดอะโบนส์คนนั้น ที่ยืนพูดอยู่ตรงหน้าพวกเราทั้งสามคน ความจริงจังในน้ำเสียงและแววตาที่สัมผัสได้นั้น ช่างล้ำลึกและยิ่งใหญ่

 

“เด็กๆเอ๋ย!

เดอะโบนส์พูดขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้คนที่ยืนอยู่ห่างออกไปได้ยินด้วย

 

“จงเติบโตขึ้น เป็นบุคลากรที่มีคุณค่า ให้เหมาะสมกับการเป็นทรัพยากรที่หาได้ยากยิ่งของเหล่ามนุษยชาติ จงเป็นบุคคลที่สร้างประวัติศาสตร์อันเกรียงไกร และคงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์และอารยธรรมอันรุ่งเรืองสืบไป”

 

ทุกคนต่างพร้อมใจกันตอบรับคำพูดของเดอะโบนส์ ด้วยการยกมือขึ้นทำความเคารพเขาในแบบทหาร ผมมองเห็นรอยยิ้มของเดอะโบนส์แวบหนึ่ง แม้จะเป็นชั่วพริบตาเท่านั้น แต่ผมก็เห็นว่าเขายิ้มอย่างพึงพอใจให้กับการตอบรับนั้น ก่อนที่จะเดินจากไปพร้อมกับเหล่าผู้ติดตาม

 

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะได้เจอตัวจริงใกล้ๆแบบนี้!

ทเวนพูดขึ้นด้วยความรู้สึกตื่นเต้น

 

“นั่นน่ะสิ ผมคิดว่าเขาอยู่บนยานลำอื่นซะอีก อยู่ดีๆก็มาปรากฏตัวที่นี่ใกล้ๆแบบนี้อีกต่างหาก”

โซระเองก็ดูจะตื่นเต้นไม่แพ้กัน ที่จริงผมเองก็ตื่นเต้นไปไม่น้อยกว่าทุกคนหรอก ที่คนระดับนั้นจะมาเดินในหมู่คนธรรมดาอย่างเราๆแบบนี้ มันทั้งตกใจและประทับใจในคราวเดียวกันเลยจริงๆ

 

“นี่ ฉันน่ะ จะเป็นได้อย่างคนๆนั้นไหมนะ...”

ทเวนพูดเสียงเบาราวกับยุงบิน

 

“จริงสิ นายตั้งใจจะเป็นทหารนี่นา ความสามารถแบบนายน่ะคงอีกนานนะผมว่า”

ผมแกล้งพูดแหย่ ทเวนทำตาโตใส่อย่างไม่พอใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าผมพูดแหย่เขา

 

“แต่ว่านะถ้าเป็นนายล่ะ ต้องได้เป็นแน่ ผู้ชายเท่ๆแบบผบ.โบนส์น่ะ”

 

“ฮ่ะๆ จบได้สวยนี่ครับ”

โซระหัวเราะร่วน

 

“ซ...เซวิล นายคิดอย่างนั้นจริงๆน่ะ!

ทเวนพูดเสียงเบาโดยไม่มองหน้าผม

 

“ก็ใช่น่ะสิ”

ผมตอบ พลางมองดูใบหน้าที่ก้มลงต่ำของเขา เพราะไม่รู้ว่าหมอนี่กำลังพูดออกมาด้วยสีหน้าแบบไหนกันแน่

 

“แหม๊!! นายนี่มันรู้ใจจริงๆไอ้เพื่อนรัก แบบนี้สิเขาถึงเรียกว่าเพื่อนแท้ พูดจาเข้าท่าสุดๆแบบนี้ต้องให้รางวัลซะหน่อยแล้ว!

ทเวนโผเข้ากอดผมอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้ตั้งตัว จากนั้นก็เขย่าร่างผมอย่างเมามัน แม้ว่าตลอดสองปีมานี่ร่างกายของพวกเราจะพัฒนาไปมากจากเครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อก็ตามที แต่ผมก็ยังสู้มนุษย์กล้ามอย่างทเวนไม่ได้สักที

 

“ป...ปล่อยนะเจ้าบ้า!!

ผมโวยวาย แต่มันก็ไม่เคยเป็นผลมาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะ เพียงแต่คราวนี้ผมคงพูดถูกใจเขามากแน่ๆ ถึงได้กอดแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออกแล้ว

 

“ฮ่ะๆๆๆ นายนี่ยังปวกเปียกไม่เปลี่ยนเลยนะ แต่ว่าฉันจะให้รางวัลที่นายพูดจาได้ถูกใจก็แล้วกัน เอาเป็นเพลงแต่งเองเพื่อนายโดยเฉพาะ เวอร์ชั่นเป้าหมายสูงสุดของลูกผู้ชายดีไหมล่ะ!

 

“โซระ แถวขยับไปไกลแล้วแน่ะ”

 

“อ้อนั่นสิ”

 

“พวกนายสนใจกันหน่อยเซ่! อย่ามาเดินหนีกัปหน้าตาเฉยแบบนี้นะ!

 

“ตรงนั้นเงียบๆหน่อยสิ หนวกหูจริง!

 

“ค..ครับ ขอโทษครับ!

ผมกับโซระแอบหัวเราะที่ทเวนส่งเสียงดังจนโดนดุ ก่อนที่หมอนั่นจะขยับตามาพร้อมทำหน้ายักษ์ใส่เราไปด้วย ก่อนจะหัสเราะออกมาเบาๆกันทั้งสามคน

 

ผมรู้สึกเสียดายจริงๆ เมื่อคิดว่าช่วงเวลาแบบนี้อาจจะจบลงในไม่ช้า ความลับของผม สิ่งที่ต้องปิดบังมีมากเกินไป จนบางครั้งก็รู้สึกละอายใจที่ไม่อาจเปิดเผยต่อพวกเขา คนที่ผมสามารถเรียกได้เต็มปากว่าเพื่อนสนิท โซระ ทเวน มันต้องมีสักวันสิ ที่ผมจะได้เล่าความจริงทั้งหมดนี้ให้พวกนายได้ฟัง นั่นสิ มันต้องมีแน่ วันนั้นน่ะ

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #397 kimurakung (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 08:17
    แฮ็กข้อมูลเพื่อเอาไปตรวจสอบสินะ .. เซวิลนายรีบเตรียมทางหนีไว้ได้เลย # ไม่แน่นะ ทเวน โซระ เองก็อาจจะผ่านการทดลองมาเหมือนกัน
    #397
    0
  2. #393 piwut (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 06:29
    ชีวิตจริง เริ่มซะที
    #393
    0
  3. #390 Biscuit-big (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 00:40
    สนุกและลุ้นมากเลยฮะ ช๊อบชอบ????
    #390
    0
  4. #389 my-kimberly (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 21:18
    กลัวแต่ทเวนจะเป็นคนของศัตรูอ่ะดิ
    ขอบคุณนะคะ ไรต์กินไรผิดมาป่ะนี่ 555 ชอบ
    #389
    0
  5. #388 Funggier (จากตอนที่ 50)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 19:58
    เอาละ การผจญภัยอันตรายกำลังจะเริ่มขึ้น สนุก
    #388
    0