THE GALAXIA

ตอนที่ 49 : Blue lagoon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 644
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    25 พ.ค. 59





 

น่าแปลกที่ผมรู้สึกรับรู้บางสิ่งจาก Porcupine Wolf สองตัวนั้น มันคล้ายกับเป็นออร่า หรือรังสีที่แผ่ออกมาจากร่างกายของพวกมัน เป็นสิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ผมกลับรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก โดยไม่ต้องหันไปมอง ก็รู้ได้ว่าพวกมันทั้งสองตัวอยู่ตรงจุดไหน ระยะห่างเท่าไร และกำลังจู่โจมใส่ผมอยู่หรือเปล่า

 

ตอนแรกที่สิ่งนี้เกิดขึ้น ผมคิดว่ามันเป็นเพียงจินตนาการเพี้ยนๆของผมเองเท่านั้น ทว่าเมื่อมันโจมตีใส่ และผมหลบได้โดนสัญชาตญาณ โดยใช้แค่ความรู้สึกไม่ได้หันไปมองเลยแม้แต่น้อย มันทำให้ผมตระหนักได้ว่า นี่คงเป็นอีกหนึ่งความสามารถของผมที่เพิ่งปรากฏออกมา

 

วูบ

 

ผมหลบกรงเล็บของมันได้อย่างง่ายดาย และยังคงวิ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาจังหวะสวนกลับการโจมตีของพวกมันแต่อยู่ๆดีๆพวกมันก็หยุดวิ่ง เรียกได้ว่าแทบจะตัวโก่งเลยทีเดียว

 

“ทำไมอยู่ดีๆพวกมันถึงหยุดไล่ตามล่ะ หรือว่าข้างหน้ามีมอนสเตอร์ที่โหดกว่า หรือว่า...

ผมก้มลงมองเบื้องล่าง คิดว่ามันเป็นผลจากฝีเท้าอันแสนจะแผ่วเบาของตัวเอง แต่ที่ไหนได้ ที่มันไม่รู้สึกถึงสัมผัสของพื้นดินที่ฝ่าเท้า นั่นก็เพราะว่าตัวผมในตอนนี้ไม่ได้เหยียบอยู่บนพื้นดินน่ะสิ รอบตัวผมตอนนี้มีเพียงอากาศธาตุอันว่างเปล่าเท่านั่นเอง

 

“ไม่นะ สูงตั้งขนาดนี้”

 

แม้ว่าตัวผมจะเคยลงจากที่สูงแบบนี้มาก่อน แต่ครั้งนั้นกับครั้งนี้เทียบกันไม่ติด ไม่มีทางเทียบกันได้เลย เพราะสถานที่ที่ผมกำลังร่วงหล่นลงไป เป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ท่ามกลางแมกไม้ในป่าบลูวู้ด เป็นกับดักชั้นดีที่เราไม่มีวันรู้ตัวว่าจะตกลงไป เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะขอบของหลุมลึกนี่ มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นหนาทึบ ไม่ได้ต่างจากมุมอื่นของป่าเลย

 

“ว๊ากกกกกก”

ผมร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ หวาดกลัว แน่นอนล่ะด้วยความสูงระดับนี้ ผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะรอดชีวิตไปได้

 

ตูมมม

 

ร่างของผมกระแทกผิวน้ำอย่างแรง จนรู้สึกชา จากนั้นก็จมดิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว น้ำเป็นสีฟ้าที่มีคราบขุ่นสีขาว จนมองแทบไม่เห็นทัศนะวิสัยใต้น้ำ แต่ที่แน่ใจได้อย่างหนึ่งก็คือ ในทะเลสาบนี่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆอาศัยอยู่เลย ที่ผมแน่ใจแบบนั้นก็เพราะ ก้นทะเลสาบนี่มีแค่โครงกระดูกสีขาวโพลน กองทับถมกันราวกับสุสานใต้น้ำ

 

ผมตกใจจนทำอ๊อกซิเจนหายไปเฮือกใหญ่ พยายามรีบตะเกียกตะกายขึ้นไปยังผิวน้ำ ที่อยู่ทิศทางไหนก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้ผมรู้สึกแสบร้อนไปตามร่างกายมากขึ้นเรื่อยๆ ผมต้องขึ้นจากน้ำให้เร็วที่สุด แต่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนมันก็เหมือนๆกันไปหมด หมอกสีขาวขุ่นในน้ำบดบังทิศทางอย่างสมบูรณ์ ผมกำลังว่ายไปทางไหนก็ไม่รู้ อากาศที่มีก็กำลังจะหมด ผมคงจะต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน ด้วยการถูกกัดกร่อนผิวหนังจนเปื่อยยุ่ย และจมลงยังก้นทะเลสาบนี้เป็นแน่

 

วืด....

 

ครืด

 

ตึง!

 

ประสาทการรับรู้ของผม ทั้งการมองเห็น และการได้กลิ่นเสียหายไปเกือบหมดแล้ว ความเจ็บปวดร้อนลวกแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย แต่ผมก็ยังไม่ตาย การถูกบางสิ่งดึงตัวมาอยู่ในที่แห้ง ถูกรดด้วยน้ำบางอย่าง ที่ทำให้อาการแสบร้อนนั้นผ่อนคลายลงเพียงเล็กน้อย แต่ก็ยังดีกว่าเมื่อครู่มาก ผมพยายามฟังเสียงรอบตัวด้วยหูทั้งสองข้าง ที่ยังไม่ได้เสียหายจากการถูกสารพิษกัดกร่อน ดวงตาพร่าเลือน และแสบร้อนทุกครั้งที่พยายามเพ่งมอง

 

“ลูกเจอเราจนได้”

เสียงแหบทุ้มของชายคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมพูดขึ้น ผมมองเห็นเขาไม่ชัด แม้ว่าจะพยายามฝืนความเจ็บปวดสักเพียงไหนก็ตาม ที่สำคัญเขาเรียกผมว่าลูก...

 

“ค...คุณเป็นใคร แล้ว...เรียกผมว่า อะไรนะ!

ผมถามเสียงกระท่อนกระแท่น นั่นก็เพราะริมฝีปากของผมเองก็คงละลายไปแล้วเหมือนกัน

 

“ศวิล ไม่สิ ตอนนี้ลูกคือเซวิลสินะ พ่อคือพ่อของลูก อลัน เบนไคเซอร์”

คำตอบของเขาทำให้ผมอ้าปากค้าง แต่ไม่รู้ว่าการอ้าปากค้างครั้งนี้ สภาพจะดูไม่จืดขนาดไหน

 

“อะไรนะ เมื่อกี้คุณว่า...

 

“เงียบก่อน สภาพลูกตอนนี้ คงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน และพ่อดีใจจริงๆที่มันเป็นเพียงโลกจำลองเท่านั้น”

 

“ศวิล โอ สภาพลูก!!

เสียงผู้หญิงอีกคนร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ผมไม่สงสัยเลยว่าทำไมเธอถึงได้ตกใจขนาดนั้น เพราะสภาพของคนที่โดนสารพิษกัดกร่อนผิวหนังจนละลาย มันคงไม่น่าดูเท่าไรอยู่แล้ว แต่ว่าเสียงของเธอฟังดูคุ้นหูมากทีเดียว

 

“ม...แม่เหรอ”

 

“เอาล่ะ ฟังก่อนเถอะ จูดิธนี่แค่ข้อมูลจำลองตัวลูกนะ อย่าตกใจไปเลย”

พ่อของผมกำลังปลอบให้แม่สงบใจลง ถึงจะเป็นแค่ข้อมูลจำลอง แต่เป็นใครก็คงทำใจรับไม่ได้กับสภาพแบบนี้ของลูกชายตัวเอง

 

“ฟังให้ดีลูกรัก ลูกกำลังตกอยู่ในอันตราย แม้ว่าสองปีมานี้จะราบรื่นมาโดยตลอด แต่ข้อมูลทุกอย่างของผู้ที่เชื่อมต่อเข้าสู่ดิกาแล็กเซียนั้นถูกตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา พวกเขาไล่ลิสต์รายชื่อแต่ละคนจากทุกยานอพยพ เพื่อตามหาตัวลูก และคนอื่นๆที่เหมือนลูก”

พ่อของผมเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงไม่สบายใจ

 

“ม...หมายความว่าไง คนมี่เหมือนผม ยังมีคนที่เหมือนกับผม...”

ผมถามกลับไปอย่างยากลำบาก

 

“ลูกแม่ตอนที่เราเจอกันในฐานวิจัยลับ ลูกรู้แล้วใช่ไหมว่าแม่ทำงานอะไร มันเป็นการค้นคว้าทดลองทางพันธุกรรม ที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ตอนแรกเราคิดว่าเพื่อหาทางช่วยรักษาชีวิตมนุษยชาติ แต่กลับกลายเป็นว่าการทดลองนี้มีขึ้นเพื่อบุคคลเพียงคนเดียว เพื่อผลประโยชน์ของชายคนนั้นเพียงเท่านั้นเอง”

แม่อธิบายด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดใจ

 

“เขาสั่งให้เอาทารกทุกคนที่เกิดบนเซคันด์เอิร์ธมาทำการทดลอง ตัดแต่งเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อให้มันเข้ากันกับยีนส์ของมนุษย์เรา จากตัวอย่างยาหลายสูตรที่เราได้คิดค้นขึ้นมา แน่นอนลูกแม่ ลูกคือหนึ่งในนั้น ทารกที่ถูกนำมาทดลอง”

 

บลูวู้ด

 

“เซวิล!!

ทเวนตะโกนเรียกหาเพื่อนของเขาเสียงดังลั่น แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆกลับมา

 

“นายคิดว่าไง หมอนั่นเงียบไปเลย”

ทเวนหันมาถามโซระด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน พวกเขาเองก็เพิ่งซัดกับ Porcupine Wolf ทั้งฝูงมาหมาดๆ และสามารถเอาชนะได้ทั้งหมดอีกด้วย

 

“ติดต่อผ่านคอมเจ็นไม่ได้ด้วย เงียบสนิท”

โซระเงยหน้าขึ้นมาจากคอมเจ็น เขาส่ายศีรษะเบาๆอย่างไม่สบายใจ เพราะไม่สามารถติดต่อเซวิลได้

 

“หมอนั่นหายไปไหนกันนะ จะเป็นอันตรายอะไรรึเปล่าก็ไม่รู้”

 

“ผมว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นหรอกนะ แต่ว่าป่านี่ก็ประมาทไม่ได้เลยเหมือนกัน”

โซระตอบ แม้จะดูกังวลอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังเชื่อว่าเซวิลจะไม่เสียท่ามอนสเตอร์ในบลูวู้ดง่ายๆ

 

“งั้นเหรอ นายก็เชื่อในตัวหมอนั่นสินะ งั้นเราลองเดินหาอีกรอบ อาจจะเหนื่อย หมดแรง สลบเหมือดไปแล้วก็ได้ ถึงติดต่อไม่ได้แบบนี้”

สองหนุ่มมองหน้ากันแบบตะลึงทั้งคู่ ก่อนจะกระพริบตาปริบๆ แล้วหัวเราะออกมาพร้อมกัน

 

“นายคงไม่ได้คิดอะไรประหลาดๆหรอกใช่ไหม”

โซระถามอย่างหวาดๆ ยิ่งมีคนอื่นเพ่งเล็งเรื่องเราสองสามคนแบบนี้ ต้องถามเพื่อความชัวร์ไว้ก่อน

 

“คิดอะไรประหลาดๆ นายนั่นแหละคิดอะไรประหลาด ฉันน่ะแมนทั้งแท่งนะจะบอกให้!

ทเวนหับขวับมามองโซระ

 

“มองค้อนอย่างนั้นมันไม่น่าเชื่อเลยนะ เฮ้อ...”

โซระแซว จากนั้นก็หัวเราะออกมา เมื่อทเวนโวยวายว่าตัวเองไม่ได้มองค้อน แต่มองอย่างคาดโทษต่างหาก

 

“เอาล่ะ ระหว่างออกตามหา ฉันจะร้องเพลงสุดแสนจะแมนสมเป็นลูกผู้ชาย จนนายไม่มีวันสงสัยความเป็นชายในตัวฉันอีกเลยละเพื่อน!

 

“ไม่ต้องก็ได้ ผมน่ะเชื่อมาตลอดนั่นแหละว่าทเวนเป็นลูกผู้ชายตัวจริง”

โซระเริ่มทำหน้าเลิกลั่ก เพราะไม่อยากฟังเพลงแต่งเองสุดเพี้ยนของทเวน

 

แต๊ว แต๊ว (เสียงเกากีตาร์)

 

“ลูกผู้ชายอย่างฉัน...

 

โฮกกกก!

 

เสียงมอนสเตอร์ร้องรามดังลั่น ทำให้ทเวนหยุดมือจากการดีดกีตาร์ โซระถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วพูดขึ้นว่า

 

“นั่นอาจเป็นเซวิลก็ได้นะ ผมว่าเราไปดูกันเถอะ”

 

“ก็ดี ไปกันเลย”

ทเวนตอบรับ ทั้งสองจึงออกเดินไปยังทิศทางที่มีเสียงมอนสเตอร์คำราม หวังว่าจะได้เจอเซวิล กำลังต่อสู้กับมอนสเตอร์อยู่ตรงนั้น

 

ใต้ทะเลสาบพิษ

 

“อะไรนะ!

 

“ฟังไม่ผิดหรอกเซวิล ลูกคือหนึ่งในทารกที่ถูกนำมาทดลอง”

ผมไม่รู้ว่าตอนที่พูดนั้นพวกเขารู้สึกเจ็บปวดไหม แต่ที่รู้คือในใจของผมมันเจ็บปวดอย่างรุนแรง  ผมเป็นลูกของพวกเขา ลูกชายแท้ๆ แต่ทำไมพวกเขาถึงไม่ปกป้องผม ทำไมยอมให้ไอ้คนชั่วช้านั่นเอาผมไปทดลองได้

 

“ทำไม ทำไมถึงยอม...”

ผมเหนื่อยเหลือเกินที่จะพูด เสียงก็ฟังไม่ชัด ร่างกายก็อ่อนล้าเต็มไปด้วยบาดแผลน่าขนลุก ตอนนี้หัวใจของผมเองก็เหมือนจะได้รับบาดเจ็บรุนแรงด้วยเหมือนกัน เพราะมันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน

 

“เราไม่มีทางเลือก เราถูกบังคับให้ทำ มีทารกตายไปมากมายจากการทดลองที่ผิดพลาด ลูกคิดว่าแม่อยากจะให้มันเกิดขึ้นกับลูกอย่างนั้นหรือ ตัวยาทดลองรุ่นล่าสุดมีห้าชนิด หนึ่งในนั้นถูกนำมาฉีดให้กับลูก และเด็กๆอีกหลายคน ก่อนที่โครงการจะถูกรัฐบาลโลกตรวจเจอ ทำให้พวกเรามีเวลาหนี มีเวลาส่งเด็กๆที่ถูกทดลองไปหลบซ่อนในที่ต่างๆ ทั้งบนโลกและเซคันด์เอิร์ธเอง และพวกเราทุกคนก็ซ่อนตัว เพื่อไม่ให้ชายคนนั้นตามเจอ”

แม่พยายามอธิบาย ผมรู้ว่าเธอกำลังกลั้นสะอื้น เพื่อที่จะพูดให้ผมได้เข้าใจ โดยไม่ถูกเสียงสะอื้นของเธอรบกวน

 

“ถ้างั้น นอกจากผมก็ยังมีอีกหลายคน ที่มีพละกำลังและประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์น่ะสิ”

 

“ใช่จ้ะ ยังมีอีกหลายคน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสมบูรณ์แบบเหมือนลูก ไม่ใช่ทุกคนที่เข้ากับตัวยาเหล่านั้นได้ เซวิลเพราะลูกสมบูรณ์แบบ ลูกจึงตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง แม่อยากให้ลูกฟังให้ดีก่อนที่เราจะจากกันครั้งนี้ จงหาทางหนีให้เร็วที่สุด เมื่อยานอพยพมาถึงเซคันด์เอิร์ธ ไม่ต้องรวมพล ไม่ต้องเข้าร่วมอะไรกับพวกนั้น แต่ให้หนีไป หาที่ซ่อนตัว ปิดอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด จนกว่าจะมีคนไปพบลูก”

 

“ถ้าปิดการสื่อสารแล้วจะหาผมเจอได้ยังไง?”

 

“ทาราลัน”

 

“หา?!

 

“ทาราลันจะตามหาลูก จากนั้นเธอจะพาลูกมาพบกับพวกเรา”

คราวนี้พ่อเป็นคนตอบ

 

“อย่าบอกนะว่าเธอก็เป็น....

 

“แบบลูก ใช่ เธอคือหนึ่งในทารกที่ถูกทดลอง แต่เธอไม่สมบูรณ์แบบ เพราะมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น ทาราลันเปรียบเหมือนลูกครึ่งข้ามสายพันธุ์ มีศักยภาพเหนือมนุษย์ก็จริง แต่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ผ่าน แต่นั่นแหละ เพราะแบบนั้นเธอจึงปลอดภัยจากการถูกตามล่า สามารถไปไหนมาไหนได้อิสระ ตอนนี้จอมพรานหญิงสั่งให้เธอจับตาดูลูกไว้ มันก็เข้าทางพอดี”

 

“เราคุยกันนานมากแล้ว ลูกต้องไปสักที ยิ่งช่วงเวลาที่ขาดหายมีมากเท่าไร ก็จะยิ่งถูกสงสัยและถูกจับตามองมากขึ้นเท่านั้น”

 

“เดี๋ยว เดี๋ยวนะ ทาราลันน่ะ เธอรู้ไหมว่า...

 

“รู้สิ พ่อของเธอเป็นคนบอกเธอเอง หลังจากที่ลูกออกมาจากแบล็กพิทน่ะ”

 

“แล้วเธอ...

ผมไม่มีแรงพูดอีกแล้ว อัตราการเต้นของหัวใจต่ำมาก แถมเริ่มไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแล้วด้วย ผมคงใกล้จะตายแล้วจริงๆนั่นแหละ

 

“เซวิล ขอโทษด้วยที่ให้ลูกตายในนี้ไม่ได้ มันเสี่ยงเกินไป ถึงจะเป็นในดิกาแล็กเซียก็เถอะ เราต้องปล่อยลูกออกไปยังก้นทะเลสาบอย่างเดิม”

พ่อพูดขึ้น ผมรู้ว่าเขาคงสะเทือนใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็เก็บมันไว้ได้ดีกว่าแม่มากทีเดียว

 

“ฮ่ะๆ เพื่อความปลอดภัยสินะ...”

ผมหัวเราะอย่างเหนื่อยอ่อน

 

“แม่จะรอ วันที่เราจะได้สวมกอดอย่างอบอุ่น วันที่แม่ได้เจอหน้าลูก ได้สัมผัสลูกจริงๆ”

เธอร้องไห้ และผมรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ ก่อนที่ทุกอย่างจะหายไป เหลือเพียงตัวผมที่กำลังจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลสาบมรณะนี้ โดยไร้เรี่ยวแรงที่จะตะเกียกตะกายหนี ไปจากความตายอันสุดแสนทรมานนี้เลย

 

“เฮือก!!

ผมลืมตาโพลงและลุกพรวดขึ้นจากเตียงนอนอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอก เหงื่อแตกพลั่กราวกับไปวิ่งมาสักสิบไมล์

 

“ศวิลค่ะ ค่อยๆลุกสิ!

เจดา เอไอประจำห้องพุ่งเข้ามาดูอาการผมใกล้ๆด้วยความตกใจ

 

“โทษที ผมตกใจน่ะ ตายทรมานขนาดนั้น”

ผมถอนหายออกมาอย่างโล่งอก แม้ว่าร่างกายจะยังสั่นอยู่

 

“ช่วยติดต่อทเวนกับโซระให้ทีสิ”

เจดารับคำ และลงมือติดต่อหาทเวนกับโซระสักครู่ ก่อนจะหันมาทางผมอีกครั้ง

 

“ทั้งสองยังคงเชื่อมต่ออยู่ในดิกาแล็กเซียนะคะ ตอนนี้สัญญาณกำลังเชื่อมต่อเข้าสู่ดิกาแล็กเซียค่ะ”

 

“เฮ้เซวิล นายอยู่ไหนเนี่ย หายเงียบไปเลย!

ไม่นานทเวนก็ตอบรับเสียงดัง

 

“ฮ่ะๆ ผมพลาดท่าน่ะ ตอนนี้อยู่นอกดิกาแล็กเซียแล้วล่ะ”

 

“อะไรนะ นายพลาดท่าตัวอะไร เดี๋ยวฉันแก้แค้นให้ ตอนนี้ฉันกับโซระกำลังเมามันกับการวิ่งหนีบลู ลีโออยู่เลยล่ะ มันโหดมาก สองคนท่าจะไม่ไหว”

 

“บลูลากูน ถ้าจะแก้แค้นให้ก็ขอบใจล่วงหน้านะ ฮ่ะๆ”

 

“ได้สิ ว่าแต่บลูลากูนนี่มันตัวอะไร คลาสไหนกันล่ะ?”

ผมแทบหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น เมื่อได้ยินคำถามของเขา แต่ยังเนียนอำเขาต่อ ไหนๆก็ยังไม่รู้นี่นา

 

“คลาส S เจอเข้าไปตายลูกเดียว”

โซระตอบเสียงขรึม ท่าทางโซระจะรู้จักบลูลากูนดีกว่าทเวน

 

“อะไรนะ คลาสเอสใครจะไปสู้ไหว แค่คลาสบีก็วิ่งหนีกันป่าราบแล้วเนี่ย!!

ผมกับโซระระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน ทำเอาทเวนงงเป็นไก่ตาแตก

 

“อะไร พวกนายหัวเราะกันทำไมเนี่ย!

 

“ไม่มีอะไรนี่ ก็คนมันขำนี่นา”

ผมพูดกลั้นหัวเราะ เพื่อตอบเขาอย่างยากเย็น

 

“รู้แล้ว พวกนายอำฉันใช่ไหม ว่าอยู่แล้วมอนสเตอร์อะไรชื่อแปลกชะมัด!

 

“ไม่ได้อำสักหน่อยครับ ไม่มีใครพูดสักหน่อยว่าบลูลากูนคือมอนสเตอร์”

คำตอบของโซระทำให้ทเวนนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง

 

“แล้ว มันคืออะไร...อ่ะ?”

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #396 kimurakung (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 08:08
    เจอพ่อแม่แล้วสิ...พอไปถึงหวังว่าเซวิลเราจะหนีทันนะ
    #396
    0
  2. #387 my-kimberly (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2559 / 18:19
    เป็นการรวมกลุ่มที่ลงตัวอ่ะ น่ารัก
    #387
    0