THE GALAXIA

ตอนที่ 47 : Rapt condition

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 673
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    25 พ.ค. 59




 

ในหัวของผมว่างเปล่า ไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดเข้ามาในหู เสียงของทเวน เสียงเฮของผู้ชม เสียงสบถสาบานของทริกเกอร์ ร่างกายของผมโอนเอน แต่กลับรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด เสียงเดียวที่ได้ยินในตอนนี้ก็คือ เสียงหัวใจตัวเองเต้นเป็นจังหวะอยู่ในอก

 

ตุบๆ ตุบๆ

 

ช่างเป็นจังหวะที่สงบนิ่ง ทั้งที่รอบตัวมีแต่ความวุ่นวาย ผมก้าวเดินราวกับตัวเองสบายดี หลบหลีกการโจมตี พร้อมทั้งโจมตีสวนกลับ เป็นอย่างนี้อยู่นานเท่าไรไม่รู้ แต่มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ ความเจ็บปวดแทรกซึมไปทั่วร่างกายอีกครั้ง บาดแผลดึงผมกลับสู่ความอื้ออึงในดิอารีน่า ดูเหมือนทริกเกอร์จะดีรับบาดเจ็บสาหัส และพยายามหลีกเลี่ยงการต่อสู้ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย แต่จากสภาพ ผมไม่คิดว่ามันจะฟื้นฟูได้ทันภายในไม่กี่นาทีนี้หรอก

 

ขาข้างซ้ายของทริกเกอร์ขาดกระจุย แขนและลำตัวซีกซ้าย รวมถึงใบหน้าเป็นแผลเหวอะหวะ ดูน่าสยดสยอง และดูไม่น่าจะรอดชีวิตอยู่ได้แล้วแท้ๆ

 

 

“เซวิล นายเป็นไงบ้าง หน้าซีดอย่างกับไก่ต้มเลย”

 

ทเวนเข้ามากระซิบถาม สภาพของเขาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าผมสักเท่าไร คนที่ดูที่สุดในสนามประลองนี้ดูเหมือนจะเป็นสครีมเมอร์ เขาได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และถ้าสครีมเมอร์ยังรอดปลอดภัยดี ก็แปลว่าทีมของทริกเกอร์จะเป็นฝ่ายชนะ แบบนั้นผมยอมไม่ได้แน่ คนนิสัยเสียอย่างหมอนั่น ต้องโดนสั่งสอนให้รู้สำนึกซะบ้าง ไม่ใช่แค่ตายอย่างน่าอนาถ แต่ต้องแพ่อย่างหลุดลุ่ยโดยไม่มีข้อกังขาด้วย

 

“ผมไหว เรามาช่วยกันล้มสครีมเมอร์เถอะ ส่วนหมอนั่นเก็บไว้ทีหลัง”

ผมตอบเสียงเบา

 

“เสียงนายสยองโคตรเลยว่ะ แต่ก็อาวุธชุดใหม่กำลังจะมา เตรียมเล็งไว้ด้วยนะ ว่าจะใช้อะไร”

 

“อืม”

 

ตี๊ดดดดด

 

“มาแล้วครับ! ดูเหมือนว่าคราวนี้จะเป็นอาวุธโบราณนะ ฮ่ะๆๆๆ จะใช้เป็นกันรึเปล่าก็ยังสงสัยอยู่”

ของที่โผล่มาคราวนี้เป็นขวานสำหรับขว้าง ดาบยาวแบบโบราณ ธนู และกริชคู่ ผมเห็สครีมเมอร์เลือกกริชคู่อย่างไม่ลังเล ส่วนผมเล็งธนูไว้ โชคดีที่กระบอกใส่ลูกธนูอยู่คู่กัน ไม่ต้องตามเก็บอีกเหมือนตอนปืนส่วนทเวนเขาเลือกขวานสำหรับขว้าง 12 อัน

 

เพราะสภาพผมไม่น่าจะเป็นภัยกับสครีมเมอร์สักเท่าไร เขาจึงตรงเข้าโจมตีใส่ทเวนก่อน ท่วงท่าการควงกริชยาวทั้งสองอันนั้นดูคล่องแคล่ว ทเวนป้องกันไว้แทบไม่หมด เพราะสครีมเมอร์เร็วมาก

 

“เฮ้ ไอ้อ่อน แกคิดเหรอว่าจะสู้ครีมเมอร์ได้ นั่นน่ะอันดับห้าของผู้มีคะแนนสูงสุดเลยนะ”

ทริกเกอร์ร้องเรียก หมอนี่อึดกว่าที่คิดไว้ซะอีก ทั้งที่น่าจะเสียเลือดตายไปแล้วแท้ๆ

 

“ถึงสครีมเมอร์ชนะ มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายนี่”

ผมตอบกลับไปอย่างเย็นชา

 

“ใครว่า ทีมของฉัน ไม่ว่าใครชนะ ก็ถือว่าฉันชนะ พวกขี้แพ้น่ะหุบปากแล้วตายไปเงียบๆจะดีกว่า”

 

“ไม่คิดจะดูสารรูปตัวเองก่อนพูดบ้างหรือไง”

 

“ทำไมล่ะ มันยังดูดีกว่าของนายเยอะล่ะ หึๆ”

 

หัวเราะเสร็จหมอนี่ก็กระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ตามด้วยไออีกเป็นชุด ผมจึงเลิกสนใจเขา แล้วหันไปดูการต่อสู้ของทเวนกับสครีมเมอร์ ทเวนเป็นรองสครีมเมอร์อยู่พอสมควร แต่เพราะการต่อสู้ระยะประชิดแบบนี้ ยิ่งทำให้เห็นฝีมือของทั้งคู่ดีขึ้น ทเวนต้องได้รับการฝึกฝนการต่อสู้มาก่อนแล้วแน่ๆ เช่นเดียวกับสครีมเมอร์ เขาเก่งมาก แต่ผมคงยอมให้เขาชนะไม่ได้ ไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่จากการเป็นคู่หูกับทริกเกอร์

 

“คิดจะทำอะไร บาดเจ็บขนดนั้นจะมีแรงง้างธนูอันใหญ่แบบนั้นได้รึ อีกอย่างใช้ของแบบนั้นเป็นด้วยรึไง...”

ผมไม่สนใจเขาอีก และตั้งสมาธิไปกับการเล็งลูกธนูติดหัวรบที่ยังเหลืออยู่ไว้ ไปยังสครีมเมอร์ แม้จะรู้ว่าทเวนอาจต้องโนลูกหลงไปด้วย

 

“นั่นแกคิดจะ ค...แค่กๆๆๆ”

 

ทริกเกอร์ตะลึงเมื่อเห็นหัวรบที่ปลายลูกธนู มันมีขนาดใหญ่กว่าลูกธนูมาก จนไม่น่าเชื่อว่าจะยิงออกไปได้ ผมรู้สึกกังวล หวาดกลัว เรี่ยวแรงถดถอย ดวงตาพร่ามัว เหมือนกับจะหมดสติ มือที่กำลังจะหมดแรงง้างคันธนู อยู่ดีๆก็กลับมั่นคงแข็งแรง เสียงเฮของผู้คนหายไปอีกครั้ง ทุกอย่างเงียบสงบ ผ่อนคลาย ผมมองเห็นทเวนกับสครีมเมอร์เคลื่อนไหวแบบสโลว์ พวกเขาช้าเสียจนดูน่าขำ

 

เคร้ง!

 

ทเวนถูกซัดกระเด็นไปไกล เขาสกัดการโจมตีต่อเนื่องของสครีมเมอร์ด้วยการข้างขวานใส่ ทำให้สครีมเมอร์ชะงัก เพราะต้องหยุดรับการโจมตีนั้น และนี่คือจังหวะเพียงหนึ่งเดียวของผม ลูกธนูถูกปล่อยจากคันศร มันพุ่งหวือแหวกอากาศไปอย่างใจนึก ทั้งที่คิดว่าจะหนักหัวรบที่ผูกติดไว้ จนตกลงพื้นทันทีที่ยิงออกไปเสียอีก

 

ความผิดพลาดเพียงหนึ่งเดียวของสครีมเมอร์ คือเขาไม่รู้ว่ามีหัวรบผูกติดปลายศรไปด้วย เขาจึงสะบัดกริชปัดหัวศร เพียงหวังเพื่อจะเบี่ยงมันออกไปนอกทิศทาง ทว่าการปะทะกันของคมกริชและหัวรบ ทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงในระยะประชิด

 

ตูมมม!!

 

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ผมไม่รอดูผลงานนั้นหรอก เพราะมีคนคอยซ้ำให้ถ้าหากสครีมเมอร์ยังไม่ตาย คนที่ผมควรสนใจในตอนนี้คือทริกเกอร์ ชายที่นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น ใบหน้าซีดเผือดและดูหวาดกลัว เมื่อผมหันไปสบตากับเขา

 

“ก...แก แกเป็น ตัวอะไร...”

 

ฉึก!

 

ผมปักลูกธนูลงไปกลางอกของเขา ก่อนที่จะทันได้พูดจบประโยค ดวงตาของเขายังคงเบิกโพลงด้วยความกลัว ก่อนที่จะสิ้นใจไป จากนั้นเสียงประทัด หรือเสียงจุดผลุผมก็ไม่แน่ใจดังขึ้น เพราะสติของผมมันดับไปเสียดื้อๆ

 

สองสามชั่วโมงต่อมา

 

“หยุดเดินไปเดินมาสักทีเถอะน่า ผมเวียนหัวแล้วนะ”

เสียงเนิบๆของโซระ ดูเหมือนกำลังบ่นใครบางคนอยู่ด้วยความรูสึกรำคาญเล็กๆ

 

“จะนั่งใจเย็นได้ไง หมอนั่นสลบมาหลายชั่วโมงแล้วนะ!

เป็นทเวนนั่นเองที่ดูเหมือนว่ากำลังเป็นกังวล ฟังจากน้ำเสียงแล้ว เขาคงสบายดีกว่าผมเยอะ

 

“ก็แน่สิ เซวิลเขาบาดเจ็บสาหัสนี่ครับ หลับไปนานๆมันก็ดีกับร่างกายเขาอยู่แล้ว อีกอย่างหมอก็บอกว่าพ้นขีดอันตรายแล้วด้วย ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก ที่เหลือกรอแค่เขาตื่นขึ้นมาเท่านั้นเอง”

เสียงโซระยังพังดูเนิบๆสบายๆเช่นเดิม

 

“ก็นั่นหละ มีหลายเรื่องที่ฉันอยากถามหมอนี่ใจจะขาด โดยเฉพาะไอ้ลูกธนูติดหัวรบนั่นน่ะ!

 

“เวลาให้ถามยังมีอีกมากน่า ตอนนี้มันเวลาพักผ่อนของคนป่วย ผมว่าคุณอยู่ในนี้ไปก็มีแต่จะรบกวนเซวิลเปล่าๆ ออกไปหาอะไรกินกันดีกว่านะ สตรีทบาร์มีร้านอาหารแปลกๆน่าลองเยอะเลย”

ผมได้ยินเสียงเก้าอี้เคลื่อน คงเป็นเพราะโซระลุกขึ้นยืนแน่ๆ

 

“ไม่ไป ฉันไม่มีเงินนะเฟ้ย ฉันจะอยู่เฝ้าหมอนี่!

 

“ไม่เอาน่ามาถึงนี่ทั้งที จับจดอยู่แต่ในโรงพลาบาลแบบนี้มันน่าเสียดายแย่ ไปกันเถอะ ผมเลี้ยงเอง”

 

เสียงฝีเท้าของพวกเขาไกลออกไป แม้ว่าทเวนดูจะไม่เต็มใจไปกับโซระสักเท่าไรนัก แต่ก็ดีที่เขายอมไป เพราะผมอยากจะพักผ่อนอีกสักหน่อย อีกอย่างผมคงยังหาคำตอบให้กับคำถาม ที่เขาอยากจะถามไม่ได้เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำได้แม่นยำ คือสีหน้าหวาดกลัวของทริกเกอร์ ก่อนที่เขาจะตายไป เขามองผมราวกับเป็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัว น่ากลัวขนาดที่คนปากเก่งอย่างทริกเกอร์ยังนิ่งงัน

 

ผมกำลังโล่งใจที่จะได้พักผ่อนสักที ก็กลับมีเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งเดินกลับเข้ามาในห้อง บางทีอาจจะเป็นทเวน ที่โซระไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้ออกไปหาอะไรกินได้สำเร็จ เสียงฝีเท้าหยุดอยู่ข้างเตียง ผมรู้สึกได้ถึงสายตาที่กำลังจ้องมองมา แค่เสี้ยววินาที แต่รู้สึกเหมือนนานแสนนาน ก่อนที่จะมีเสียงทำลายความเงียบลง

 

“ในที่สุดก็ได้เจอ”

เสียงกระซิบของผู้หญิง ที่ฟังไม่คุ้นเคยเลยสักนิด แต่ทว่าเสียงของเธอนั้นกลับอ่อนโยน เธอจิกเล็บลงบนผิวหนังของผม มันเจ็บจนเกือบจะร้องออกมาทีเดียว

 

“อีกนานกว่าคุณจะมาถึงที่นี่ อันตรายยังคงมีอยู่รอบตัวคุณ พลังของคุณกำลังตื่น แต่เป็นแบบครึ่งๆกลางๆ ภาวะครอบงำนั้นคือเครื่องยืนยัน คุณคงผ่านการฝึกร่างกายมาพอสมควร ถึงเข้าสู่ ภาวะครอบงำ ได้ แต่โปรดจำไว้ อย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะครอบงำอีก ไม่อย่างนั้นเขาจะหาคุณเจอ และจะเอาตัวคุณไป ก่อนที่ฉันจะได้เจอกับคุณอีกครั้ง นายน้อย โปรดระวังรักษาตัวเอง โปรดเก็บความลับของพลังเอาไว้ให้มิดชิด จนกว่าเราจะได้เจอกัน ถึงตอนนั้น ฉันจะบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันรู้แก่คุณ...”

 

ความเจ็บปวดจากการถูกจิกเล็บลงในเนื้อหายไป ผมลืมตาโพลงขึ้นมาแทบจะทันที ทว่าไม่มีใครอยู่ในนั้น ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงใดๆ ทั้งห้องว่างเปล่า มีเพียงผมนอนอยู่บนเตียงคนไข้ กับอุปกรณ์ทางการแพทย์อีกสองสามชิ้น ราวกับเมื่อกี้ผมได้ฝันไป ราวกับเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเพียงเสียงจากจิตใต้สำนึกของผมเอง ยกเว้นก็แต่รอยเลือด เป็นรูปเล็บจิกบนผิวหนังที่แขนของผม

 

“เธอเป็นใครกันนะ...”

ผมสงสัย อยากจะรู้ว่าจริงๆแล้ว ใครเข้ามากระซิบที่ข้างหูผม แต่ความง่วงงุนกลับจู่โจมผมอย่างรุนแรง ผมจำสิ่งที่เพิ่งได้ยินไปเมื่อครู่ไม่ได้อีกแล้ว มันค่อยๆเลือนหายไป ทั้งที่พยายามจะจำทุกๆคำพูดนั้นไว้ แต่เปล่าประโยชน์ เพราะตอนนี้ แม้แต่น้ำเสียงของเธอ ผมก็ลืมเลือนมันไปซะแล้ว

 

ผมรู้สึกตัวอีกทีตอนอยู่บนยานลำเลียงภาคพื้น เพื่อเดินทางกลับสู่เวิลด์แลนด์ซิตี้ มีเสียงฮือฮาของผู้คนรอบตัวดังไม่หยุด ทั้งที่ยังรู้สึกง่วงมาก แต่ก็ต้องตื่นเพราะเสียงของคนพวกนี้

 

“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

ผมหันไปถามทเวนน้ำเสียงงัวเงีย แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ว่างมาตอบคำถามผม

 

“พวกคุณกลายเป็นคนดังไปแล้วน่ะสิ”

โซระที่นั่งประคองผมอยู่ตอบแทนให้

 

“หมายความว่ายังไง?”

ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนัก

 

“พวกคุณเอาชนะทริกเกอร์กับสครีมเมอร์ ที่มีคะแนนอันดับสูงด้วยกันทั้งคู่มาได้ในการประลองที่ดิอารีน่า ลืมไปแล้วเหรอเซวิล”

ผมพยายามนึกย้อนกลับไป และจำได้แม้เพียงเลือนรางเท่านั้น

 

“งั้นเหรอ เท่านั้นก็ทำให้ผู้คนหันมาสนใจพวกเราขนาดนี้เชียว”

 

“แน่สิ มนุษย์โลกน่ะ เห่อคนดังกันจะตาย อีกอย่างถึงแม้ทางกองทัพ และหน่วยเรนเจอร์จะไม่ได้ยื่นข้อเสนอให้เข้าร่วมหน่วยงานโดยไม่ต้องสอบ ตามข่าวลือที่แพร่สะพัดก่อนหน้า แต่พวกคุณลองคนก็ได้คะแนนสูงจนติดท๊อปทเวนตี้เลยนะ”

โซระพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น

 

“งั้นเหรอ แต่ผมว่าเราอยู่แบบเดิน ไม่เป็นจุดสนใจของผู้คนยังดีซะกว่า ไม่วุ่นวาย ไม่หนวกหูดี”

ซามูไรหนุ่มหัวเราะกับคำพูดของผม ท่าทางเขาจะชอบใจเอามากๆ

 

“เป็นคนสมถะสินะ แต่แย่หน่อยที่ตอนนี้คุณเลือกอะไรไม่ได้แล้วล่ะนะ”

 

“ผมว่าอีกหน่อยพวกเขาก็ลืม พอเวลาผ่านไป เดี๋ยวทุกอย่างก็กลับเป็นเหมือนเดิมเองแหละ”

ผมส่งยิ้มอย่างอ่อนเพลียให้ซามูไรหนุ่ม และก็ได้ยินเสียงกรีดของผู้หญิงหลายคนดังขึ้นพร้อมกัน สิ่งที่ผมคิดคือพวกเธออาจตกใจ หรือตกอยู่ในอันตรายอะไรสักอย่าง จนกระทั่งได้ยินคนหนึ่งพูดว่า

 

“เขาตื่นแล้ว เซวิลตื่นแล้วล่ะ เมื่อกี้เขายิ้มด้วย น่ารักมากๆ!!

 

“ตื่นมาก็แย่งซีนเลยนะนาย!

ทเวนกระเถิบเข้ามาใกล้ เพราะกลัวจะมีใครเข้ามานั่งแทรก แล้วทำอะไรประหลาดๆกับผมที่ยังไม่พื้นตัวเต็มที่ ผมหัวเราะเบาๆกับคำพูดนั้น แต่มันทำให้พวกเธอกรีดร้องกันขึ้นมาอีกด้วยความตื่นเต้น

 

“ผมว่าผมนอนดีกว่า ถึงเวิลด์แลนด์ซิตี้แล้วปลุกด้วยนะ”

ผมกระซิบกับทเวน แล้วเอนไปอิงไหล่โซระ ที่มีหมอนนุ่มๆรองรับ เสียงกรีดเงียบกริบลงทันทีอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งก็ดีแล้วละ ผมจะได้หลับอย่างสบายหูไปตลอดทาง

 

“หลับอีกแล้วหมอนี่”

 

ผมได้ยินเสียงทเวนบ่นเบาๆ จากนั้นเขากับโซระก็คุยกันเบาๆอยู่ข้างผมไปตลอดทาง ผมนึกถึงตอนอนอยู่โรงพยาบาล ที่สตรีทบาร์ รู้สึกว่ามีช่วงเวลาขาดหายไประหว่างที่นอนพัก แต่ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะตอนนั้นกำลังง่วงซึมจากฤทธิ์ยา ความรู้สึกราวกับมีใครบางคนอยู่กับผม พูดกับผมด้วยน้ำเสียงกระซิบอันอ่อนโยน

 

“หมอนี่ตอนหลับน่าหยิกแก้มเนอะ!

 

“ไม่เอาน่าทเวน เซวิลเป็นคนป่วยนะครับ!

 

“ฮ่ะๆๆๆ ก็ต้องแกล้งตอนป่วยนี่แหละ ตอนสบายดีใครมันจะยอมให้แกล้งล่ะ!

เสียงโซระกับทเวนเถียงกันยังคงดังเบาๆอยู่ข้างหู ในขณะที่ยานลำเลียงกำลังเคลื่อนไปตามทาง กลับสู่เวิลด์แลนด์ซิตี้

 

คฤหาสน์ของเนนีร่า

 

“จะไปไหนน่ะ เธอไปไม่ได้นะ!

เสียงหญิงสาวร้องเรียกด้วยความรู้สึกตกใจ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มกำลังวิ่งออกไปทางด้านหลังของคฤหาสน์ ซึ่งมีช่องทางลับพาไปสู่นอกตัวเมือง

 

“ผมจะไม่นั่งๆนอนๆเป็นคนป่วยอีกแล้ว ผมจะไปจากที่นี่!

เสียงหนักแน่นของชายหนุ่มตอบกลับมา เขาแต่กายดูรุ่มร่ามด้วยผ้าคลุมสีดำปกปิดร่างกายมิดชิด ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าไม่เว้นแม้แต่ดวงตา เดินตรงไปยังคอกสัตว์เลี้ยง และจูงมอนสเตอร์ตัวหนึ่งออกมา

 

“หยุดนะ จะเอาแบล็คไนท์ออกไปไม่ได้นะ เธอไม่มีแรงมากพอจะควบคุมมันได้แน่!

เนนีร่าพยายามวิ่งตาม แต่เธออยู่ห่างจากตัวเขาเกินไป และชายหนุ่มก็ขึ้นขี่หลังแบล็คไนท์เรียบร้อยแล้วด้วย

 

“แล้วจะได้รู้กัน!

ชายหนุ่มบ่นพึมพำ ก่อนจะควบเจ้าแบล็คไนท์ มอนสเตอร์ที่คล้ายเสือดาวตัวใหญ่ยักษ์ออกไปตรงทางลับ โดยที่เนนีร่าไม่อาจจะรั้งเอาไว้ได้ทัน

 

“เซเฟอร์!!

 

หญิงสาวร้องเรียกชื่อเขา แต่ไม่อาจทำให้เซเฟอร์ใจอ่อนกลับมาได้ เนนีร่ายืนรออยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะหันหลังกลับ เดินตรงไปยังตัวคฤหาสน์ เดินอย่างรวดเร็วไปยังห้องหนังสือชั้นสอง และเปิดห้องลับที่อยู่หลังชั้นหนังสือหนึ่งออก ตรงดิ่งลงบันไดห้องลับไปยังห้องใต้ดิน ซึ่งมีเทคโนโลยีล้ำหน้ามากมาย

 

เนนีร่านั่งลงหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีจอโปร่งใส กดใช้รหัสนิรภัยสำหรับเข้าสู่เครือข่ายลับ

 

“เขาไปแล้ว เซเฟอร์ไปแล้ว ฉันห้ามเขาไว้ไม่ทัน”

เนนีร่าพิมข้อความลงในเซอร์เวอร์ลับ

 

“อะไรนะ!

 

ไอดี Alan_ ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว เนนีร่ามองชื่อนั้นด้วยความรู้สึกเจ็บปวด

 

Nenira_ : ขอโทษอลัน ฉันรั้งเขาไว้ไม่ทันจริงๆ เขาคงได้ข่าวเซวิลแล้ว และถ้าคิดไม่ผิดเขาคงจะออกตามหาเซวิล

Judith_ : ฉันคิดว่าสักวันเซเฟอร์คงต้องลุกมาทำเรื่องอย่างนี้ ห่วงก็แต่เขาออกไปตัวคนเดียวแบบนั้น...

Nenira_ : ฉันจะออกตามหาเขา โลกภายนอกอันตรายเกินไปสำหรับเซเฟอร์ เซลล์ของเขาไม่สมบูรณ์พอ

Alan_ : อันตรายเกินไป เธอถูกจับตามองอยู่นะ

Nenira_ : ไม่มีทางเลือก ฉันต้องปกป้องเขา มันเป็นหน้าที่ของฉัน

Nimp_ER เข้าสู่เซิฟเวอร์...

Nimp_ER : ปล่อยเป็นหน้าที่ของฉันเอง

Nimp_ER ออกจากเซิฟเวอร์...

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #447 yoshiza (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2559 / 00:42
    พี่น้องกันเหรอครับ
    #447
    0
  2. #394 kimurakung (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 07:59
    ทริกเกอร์ จ๋อยไปเลย 55 # เซเฟอร์ นี่ใครนะ เหมือนจะรู้จักเซวิลด้วย
    #394
    0
  3. #391 piwut (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2559 / 04:34
    กรี๊ดขอรับ กรี๊ด โว้ว...... สะใจ
    #391
    0