THE GALAXIA

ตอนที่ 45 : Special districts

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 665
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    23 พ.ค. 59

 



 

ข่าวการประลองของทริกเกอร์กับพวกผมแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว มีผู้คนให้ความสจใจกันเป็นจำนวนมาก แม้แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่บนเซคันด์เอิร์ธก็ด้วย เพราะถึงยังไงพวกเราก็ถือเป็นหนึ่งในประชากรมนุษย์บนเซคันด์เอิร์ธ แม้ว่าจะอยู่ระหว่างเดินทางบนยานอวกาศก็ตามที

 

โซระ ซามูไรหนุ่มผู้ลึกลับกลายมาเป็นเพื่อนใหม่ เขาเองก็กำลังเดินทางกลับมายังเวิลด์แลนด์ซิตี้ เพื่อสมทบกับผมและทเวน ที่กำลังเร่งเดินทางไปให้ทันนัดหมายการประลองกับทริกเกอร์เช่นกัน

 

“ไม่อยากเชื่อว่าพวกนั้นจะรอด โดนมอนสเตอร์รุมทึ้งขนาดนั้น!

ทเวนบ่น ในขณะที่พวกเราออกวิ่งไปตามทาง เพื่อกลับสู่เมืองหลวงของเหล่ามนุษย์

 

“ฝีมือขนาดติดอันอับท๊อปเท็นก็คงไม่ธรรมดาหรอก แต่ว่าพวกเราไปกระตุกหนวดหมอนั่นเข้าจังๆเลยนะ งานนี้ไม่รู้ว่าจะได้แจ้งเกิด หรือแจ้งดับกันแน่!

 

“เฮ่นี่ คิดอะไรในแง่ดีไว้หน่อยสิ ฝีมือของพวกเราก็ไม่ธรรมดาสักหน่อย!

ทเวนพูดเคืองๆ แม้ว่าตัวเขาเองนั่นแหละ  ดูเหมือนจะไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองสักเท่าไร

 

“เท่าที่ดู การต่อสู้ของหมอนั่นได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ท่าทาไม่ได้มาเริ่มต้นเรียนรู้ที่นี่พร้อมๆกับพวกเราแน่”

 

“จะบอกว่าบ้านหมอนั่นเป็นค่ายทหาร แบบที่บ้านของโซระเป็นสำนักดาบซามูไรหรือไง?”

 

“ก็มีความเป็นไปได้นี่นา คนที่สามารถยืนอยู่เหนือคนอื่นๆที่เริ่มต้นมาพร้อมๆกันได้  ถ้าไม่ได้ฝึกฝนมากับคนที่มีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว ก็คงเจอกับเรื่องโหดร้าย และต้องดิ้นรนเอาตัวรอกมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ทาทางของหมอนั่นไม่ได้เหมือนคนต้องดิ้นรนเอาตัวรอดเลยนี่นา”

 

“นั่นสินะ ดูเป็นคุณชายไข่ในหินขนาดนั้น แต่ว่าทำไมหมอนั่นลงชื่อฉันกับนายในการประลอง แต่กลับไม่ลงชื่อคู่ของตัวเองไปด้วยกันนะ”

 

“เรื่องนี้ผมก็สงสัยอยู่ ถ้าไม่เพราะหมอนั่นมั่นใจในตัวเองมาก ว่าคนเดียวก็ชนะเราสองคนได้ ก็คงเพราะหมอนั่นมันนิสัยเสียจนไม่มีใครอยากจับคู่ด้วยละมั้ง”

คำพูดนี้ของผม ทำให้เราสองคนหัวเราะออกมาดังลั่นพร้อมๆกัน ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นไปได้ยาก ที่จะมีใครปฏิเสธคำชวนของทริกเกอร์ ถึงแม้ว่าหมอนั่นจะนิสัยเสียแค่ไหนก็ตาม เพราะโอกาสก้าวหน้ามีมากทีเดียว

 

ติ๊ง!

 

“อะไรน่ะ!

ทเวนถามขึ้นเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง มันดังมาจากคอมเจ็นของผม

 

“อาจเป็นข้อความจากโซระ ยังไงตอนนี้เราคงต้องเร่งเดินทางกลับไปให้ถึงเวิลด์แลนด์ซิตี้ก่อน เดี๋ยวไว้ตอนหยุดพักค่อยดูแล้วกันมาโซระส่งข้อความมาทำไม”

ผมตอบ ทั้งที่สายตาเหลือมองแล้วว่ามีข้อความเข้ามาจริง แต่ผ่านทางเนนีร่าเซิฟเวอร์ ผมเดาว่าเนนีร่าคงรู้ข่าวเรื่องการประลองของผมแล้ว และมันคงทำให้เธอรู้สึกไม่ชอบใจเท่าไรนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะ ต้องมีคนรู้จักผมมากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

 

เรื่องความอึด ผมมั่นใจว่าตัวผมกับทเวนไม่มีทางแพ้ใคร เพราะที่ผ่านมาเราวิ่งหนีมอนสเตอร์กันอุตลุดมาตลอด แต่เรื่องของฝีมือการต่อสู้นี่ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะเรายังไม่เคยได้สู้วัดฝีมือแบบจริงจังๆ ส่วนใหญ่ก็แค่การสู้เพื่อเอาตัวรอด หรือเปิดทางหนีให้ตัวเองเสียมากกว่า

 

“นายว่าทริกเกอร์จะเอาใครมาเป็นคู่ในการประลองด้วยน่ะ จะใช่สองคนที่เราเจอไหม?”

ทเวนถามระหว่างที่เรานั่งพักเหนื่อย กินเนื้อมอนสเตอร์ที่เราหาได้ย่างไปด้วย

 

“ไม่รู้สิ ถ้าเป็นเดรก กับเบิร์นเนอร์จริงๆละก็ ผมว่าก็รับมือยากอยู่นะ สองคนนั้นมีทักษะการเอาตัวรอด และใช้ปืนดีทีเดียว”

ผมตอบไปตามที่คิด เพราะเท่าที่ร่วมสู้กับสองคนนั้นมา ฝีมือของพวกเขาไม่เลวทีเดียว แถมยังรอดจากการสู้กับมอนสเตอร์คลาสซี ที่เป็นระดับมือสังหารมาได้แบบนั้นด้วยแล้วละก็

 

“จริงสิ นายว่าสองคนนั้นจะติดท๊อปเท็นยอดฝีมืออะไรนั่นด้วยหรือเปล่านะ?”

 

“ไม่รู้สิ แต่ถ้าเดินทางร่วมกับทริกเกอร์ ก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน”

คำตอบของผมทำให้ทเวนตีหน้าเครียดขึ้นมา ถึงเขาจะห่วงกลัวว่าจะแพ้มากแค่ไหน แต่ก็ไม่น่าเครียดได้ขนาดนั้น ราวกับว่าถ้าแพ้การประลองละก็ ตัวเขาจะตกที่นั่งลำบากสุดๆอย่างนั้นแหละ

 

“เอาน่า ยังไงเราก็เป็นแค่มือใหม่ ไม่มีใครมาจริงจังขนาดนั้นหรอก เทียบกันแล้วเราเชื่อมต่อเข้าสู่ดิกาแล็กเซียได้ไม่กี่วันในเวลาของเซคันด์เอิร์ธเลยนะ ถ้ามีใครคิดเป็นจริงเป็นจังกับการประลองครั้งนี้ ก็คงมีแค่ทริกเกอร์นั่นแหละ”

 

“นายจะไปรู้อะไร...”

 

“ว่าไงนะ?”

 

“ไม่มีอะไรนี่ รีบกินแล้วออกเดินทางต่อกันดีกว่า อีกไกลเหมือนกันนะกว่าจะกลับไปถึงเมือง”

 

ถึงทเวนจะพูดงึมงำอยู่คนเดียวแต่ผมก็ยังพอได้ยิน และถึงแม้เขาจะทำเป็นกลบเกลื่อน ผมก็ยังเห็นความพิรุธจากท่าทางเกร็งๆ และแววตาฉายแววกังวลนั้นอยู่ดี การประลองนี่มีผลกระทบต่อตัวทเวนขนาดนั้นเลยเชียวหรือ หรือว่าตัวผมเองก็ควรต้องระวังเอาไว้เหมือนกัน

 

หลังจากพักเหนื่อย ทานอาหารและดื่มน้ำ เราก็เร่งออกเดินทางกันต่อ ในที่สุดก็มาถึงบริเวณรั้วไฟฟ้า ด่านแรกก่อนจะเข้าสู่ประตูเมือง โซระโทรเข้ามาบอกให้เราไปรอแถวๆหน่วยงานก่อสร้างและผู้ใช้แรงงาน

 

“อะไรกันเนี่ย!

ทเวนอุทานออกมาเสียงดัง บริเวณนี้มีนักสำรวจหน้าใหม่รวมตัวอยู่เยอะมาก จนเรียกได้ว่าแน่นขนัด

 

“น...นี่ พวกนายมารวมตัวอะไรกันตรงนี้เยอะไปหมดน่ะ”

ผมสะกอดถามนักสำรวจหน้าใหม่คนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ

 

“อ้าวนี่ไม่รู้เหรอ ตกข่าวจริงๆนะนาย ทางดิกาแล็กเซียน่ะ จัดยานลำเลียงภาคพื้นไว้ให้บริการพวกเรา ที่ต้องการเดินทางไปยังสตรีทบาร์ สถานที่ตั้งดิอารีน่ายังไงล่ะ”

 

“โหนี่ มันกลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้วรึไงนะ”

ผมอุทาน

 

“น้อยไปสินาย เพราะว่าคู่หูในการประลองของทริกเกอร์คือสครีมเมอร์ อันดับห้าของผู้มีคะแนนสูงสูดในการสังหารมอนสเตอร์เลยนะ ใครๆก็เลยอยากจะไปดูกันทั้งนั้น ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าใครจะชนะก็เถอะ สงสารพวกคู่ต่อสู้ของสองคนนี้เหมือนกันนะ แต่ทำไงได้ ก็ดันไม่เจียมตัวมามีเรื่องกับเขาเองนี่นา ฮ่ะๆๆๆๆ”

 

“ว่าไงนะ!

ทเวนของขึ้นทันที เขาแทบพุ่งเข้าไปต่อยปากหมอนั่น ทำเอาเขาหน้าซีดเผือดเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว

 

“ไม่เอาน่า โมโหไปก็ไม่ได้อะไร ถ้านายอยากลบคำสบประมาทพวกนั้น นายก็ต้องแสดงให้พวกเขาเห็น ว่านายเอาชนะสองคนนั้นได้ในการประลอง”

ผมเตือนสติทเวน การไปอาละวาดใส่คนอื่น มันจะยิ่งทำให้เราดูแย่ลงไปกว่าเดิมเท่านั้นเอง สู้สงบจิตใจ แล้วไปอาละวาดใส่เจ้าตัวต้นเหตุอย่างทริกเกอร์จะดีกว่า “

 

ทเวนทำท่าฮึดฮัดขัดใจ แต่ก็ยอมฟังที่ผมพูด เสียงปรบมือแปะๆดังมาจากด้านหลัง โซระนั่นเอง เขาเดินเข้ามาสมทบพร้อมกับยิ้มละไม

 

“พูดดีมากเลยครับ ต้องมีสมาธิไว้นะครับทเวน อีกไม่นานการต่อสู้จะเริ่มต้น พวกคุณสองคนเตรียมพร้อมกันแล้วหรือยังครับ อาวุธ เซลล์กระสุน อาวุธสำรอง”

 

“ยังเลย เรามีแค่ของที่ใช้อยู่ประจำเท่านั้นเอง”

ผมตอบ รู้สึกเป็นกังวลอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เมื่อพูดถึงเรื่องอาวุธ เห็นๆอยู่ว่าพวกทริกเกอร์มีอาวุธดีๆไว้ใช้ ส่วนผมกับทเวนมีแค่ สวิฟท์บีทเท่านั้นที่ดูเจ๋ง แต่เพราะเงินน้อยเลยไม่มีเงินซื้อกระสุนเจ๋งๆให้มัน

 

เราสามคนมองหน้ากันหงอยๆ ขณะเดินตามแถวเพื่อไปขึ้นยานลำเลียงภาคพื้น ซึ่งสะดวกกว่าเดินทางไปเองหลายเท่า บนยานลำเลียง ผู้คนกำลังถกเถียงกันเรื่องการประลองอย่างสนุกสนาน ส่วนใหญ่ให้คะแนนไปทางฝั่งทริกเกอร์ แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาเชียร์เจ้าทริกเกอร์หรอกนะ แต่เป็นสครีมเมอร์ต่างหาก

 

ไม่มีใครรู่วาคนเก่งระดับสครีมเมอร์ถึงยอมร่วมมือกับทริกเกอร์ (สครีมเมอร์มีอันดับสูงกว่าทริกเกอร์) บางทีอาจเพราะข่าวลือที่ว่า จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกับทัพ หรือหน่วยเรนเจอร์ (ตามแต่ทั้งสองจะเลือก) โดยไม่ต้องสอบคัดเลือกนั่นก็ได้

 

ยานลำเลียงภาคพื้นจุคนได้ราวห้าสิบ ตอนนี้มันกำลังเคลื่อนตัวออกปทางประตูฝั่งหน่วยงานก่อสร้าง ตรงไปตามเส้นทางที่เส้นเรืองแสงนำทาง แม้ว่าในตอนกลางวันจะมองไม่เห็นก็ตาม เส้นทางนี้เป็นจุดเชื่อมต่อของเส้นทางหลายสาย  และพบเจอมนุษย์ต่างดาวได้มากที่สุดด้วย โดยเฉพาะพวกมารีเลี่ยน พวกธินที่แต่งดำตั้งแต่หัวจรดเท้า โดยไม่ยอมให้ใครได้เห็นใบหน้าที่แท้จริง ว่ากันว่าพวกนี้เก็บซ่อนความโหดร้ายไว้ใต้ชุดหนังสีดำรัดติ้วนั่น ยามใดที่พวกธินโกรธ พวกเขาจะกลายร่างเป็นสิ่งที่สุดสยอง เข้าโจมตีอย่างไร้ปราณี จนกว่าเราจะกลายเป็นเพียงกองเศษเนื้อ

 

นอกจากพวกต่างดาวที่อาศัยอยู่บนเซคันด์เอิร์ธแล้ว ยังมีพวกที่มาจากดาวดวงอื่นในระบบสุริยะเดียวกันด้วย พวกนั้นแทบจะทั้งหมด มีจุดหมายเดียวกันคือสตรีทบาร์ สถานที่นอกกฎหมายที่รัฐบาลโลกไม่อาจควบคุมได้ หรือให้เรียกง่ายๆว่าเป็นเขตปกครองพิเศษ กฎเพียงไม่กี่ข้อที่ทุกคนยึดถือกันคือ อย่ายุ่งเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง และเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ (เพราะอุตส่าห์จับมือเป็นพันธมิตรกันได้แล้ว) พวกเขาจึงสร้างดิอารีน่าขึ้น เพื่อให้ใครก็ตามที่มีความบาดหมางกันมาสะสางให้จบเรื่อง

 

ดิอารีน่ามีสองแบบให้เลือก แบบแรกคือแบบเชื่อมต่อและสู้กันด้วยข้อมูลเลียบแบบบุคคล (แบบเดียวกับที่เราเชื่อมต่อสู่ดิกาแล็กเซีย) ความเสียหายจะไม่เกิดขึ้นกับร่างกายผู้เข้าร่วมการประลอง แต่อาจเกิดขึ้นกับสมองหรือสภาวะจิตใจ หากการต่อสู้นั้นรุนแรงและสยดสยองเกินไป

 

แบบที่สองคือการประลองกันตายกันจริงโดยมีเอกสารยินยอมจากทั้งสองผ่าย ว่าจะเลิกราจบข้อบาดหมาง เมื่อการต่อสู้ในดิอารีน่าสิ้นสุดลง รายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับสตรีทบาร์ และดิอารีน่าที่ทางโฆษกยานลำเลียงภาคพื้นกำลังอธิบายให้ฟัง ทำให้พอเข้าใจขึ้นมาบ้าง

 

“ทั้งที่บริเวณอื่นของเซคันด์เอิร์ธที่เราออกไปสำรวจล่ามอนสเตอร์ แทบไม่เจอพวกนี้เลยแท้ๆแนะ แต่เส้นทางไปสตรีทบาร์กลับเต็มไปหมดเลย”

ทเวนพูด สายตามองออกไปด้านนอกยานลำเลียงภาคพื้น ที่เต็มไปด้วยพวกต่างดาวที่มีสติปัญญาสูง เช่นเดียวกับมนุษย์ กำลังเดินทางไปสตรีทบาร์

 

“ที่จริงพวกธินน่ะ เคยจัดอยู่ในประเภทปรสิตอันตรายมาก่อนด้วยนะ ช่วงสงครามพวกธินเป็นพวกเดียวที่ต่อสู้ราวกับสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีอาวุธทันสมัย หรือแม้แต่มีด ธนู ดาบในการต่อสู้เลย กรงเล็บและคมเขี้ยวล้วนๆ แต่ด้วยความสามารถในการฟื้นตัว และการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างประชากร มันมีความน่าสนใจและทรงคุณค่ากับพวกนักวิทยาศาสตร์มาก พวกเขาเลยเจรจาสงบศึกกับพวกธินเพื่อผลประโยชน์ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ แลกกับการสร้างเมืองและอารยะธรรมให้พวกนั้น”

 

“นายรู้ได้ไงอ่ะ?”

เราหันไปถามโซระแทบจะพร้อมกัน

 

“ก็ในคู่มือนี่ไง”

ซามูไรหนุ่มชูหนังสือ ประวัติชนเผ่าบนเซคันด์เอิร์ธให้พวกผมดู

 

“มันวางอยู่ตรงเก้าอี้พอดี ไม่รู้ว่าเป็นของใคร”

เขายิ้มแล้ววางหนังสือเล่มเก่านั่นลง จากนั้นก็มีสาวสวย เธอสวยมาก ผิวขาวใบหน้าคมดุ ผมยาวตรงสีดำ สวมแบทเมิลสูทสีดำ ร่างกายผอมดูปราดเปรียวเดินมาหยิบหนังสือเล่มนั้น

 

“อยู่นี่เอง”

เธอพูด แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผม แค่ผมคนเดียวแล้วเดินจากไป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทเวนกับโซระ

 

“เซวิล เธอเป็นใครกัน สาวสวยหุ่นเซี๊ยะคนนั้นเป็นใครบอกมานะ!

ทเวนแทบจะเค้นคอผมถาม ส่วนโซระก็พยักหน้าหงึกๆ อยากรู้มากไม่แพ้กัน

 

“ไม่รู้ ผมไม่รู้จักเธอสักหน่อยนึง!

 

“อย่ามาโกหกเลยนะ เห็นอยู่ว่าเธอมองและยิ้มให้นายอยู่คนเดียวเองนะ ถ้าไม่รู้จักนายเธอจะทำอย่างนั้นทำไม”

ทเวนยังคาดคั้นไม่เลิก

 

“ไม่รู้เฟ้ย อยากรู้ก็เดินไปถามเธอเองเลยสิ!

ผมตัดบท แต่ในใจก็แอบสงสัยเหมือนกับทเวนนั่นแหละ ว่าสาวสวยแปลกหน้าคนนี้คือใครกันแน่ แต่ที่รู้แน่ๆก็คือเธอไม่ใช่นักสำรวจหน้าใหม่อย่างพวกเราแน่นอน พอผมหันไปมองก็พบว่าเธอเองก็มองผมอยู่เหมือนกัน แถมยังหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นผมตกใจเขินอีกต่างหาก

 

“หมั่นไส้ ฮึ!

ทเวนทำหน้ามุ่ยใส่ผม ท่าทางจะอิจฉาไม่เบา

 

“กำลังใจล้นเหลือไปคนนึงแล้วสินะครับ”

แม้แต่โซระเองก็ยังแซว

 

“บ้าน่า ผมไม่ได้คิดอะไรกับเธอคนนั้นสักหน่อย!

 

“หน้าแดงขนาดนั้น แก้ตัวไปก็ไร้ประโยชน์น่า”

ทเวนพูด จากนั้นทั้งเขาและโซระก็หัวเราะออกมา ช่วยไม่ได้นี่นา เป็นใครโดนสาวสวยขนาดนั้นจ้องก็ต้องเขินเป็นธรรมดานั่นแหละ

 

“เฮ่ดูสิ เห็นกำแพงสตรีทบาร์แล้วล่ะ!!

นักสำรวจหน้าใหม่คนหนึ่งร้องบอก ทุกคนจึงหันไปมองทางนั้น กำแพงสตรีทบาร์สูงใหญ่ ก่อจากก้อนหินเรียงซ้อนกัน ดูคล้ายกับป้อมปราการโบราณ เว้นก็แต่ว่ามีอาวุธทันสมัยติดตั้งอยู่ด้วย ทุกคนต่างตื่นเต้นที่จะได้เห็นตัวเมืองด้านใน ยกเว้นก็แต่คนที่เคยมาแล้ว พวกนี้เริ่มสาธยายว่าตรงไหนมีอะไรเพื่ออวดรู้ แต่คนส่วนใหญ่ก็รู้ว่าพวกที่เคยมาที่นี่ก่อนแล้วนั้น ตายอนาถกลับไปแทบทุกราย

 

และก็มีพวกที่แซวเรื่องนี้ออกมา จนจะมีเรื่องกันบนยานลำเลียงเสียเดี๋ยวนั้น บานยานลำเลียงเกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้นพักหนึ่ง ก่อนที่ยานจะมาหยุดลงท่าเทียบ ดูคล้ายๆป้ายรถเมล์ การเดินทางเบ็ดเสร็จรวมสองชั่วโมง ถ้าเดินทางมาเองคงนานกว่านี้ เพราะพวกเรายังไม่มีใครมียานพาหนะเป็นของตัวเอง

 

“ที่นี่มันอะไรกันเนี่ย!

 

อาคารร้านค้ามีรูปทรงไม่เหมือนกันเลยสักที่ ราวกับรวมเอาสถาปัตยกรรมจากคนละซีกโลกมารวมเอาไว้ในที่เดียวกัน และก็ตามชื่อสตรีทบาร์ เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์เบียร์ สถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีเสียเป็นส่วนใหญ่ และเพราะเวลานี้คือช่วงกลางวัน ร้านพวกนี้จึงปิดอยู่ ทำให้เห็นว่าที่นี่ยังมีร้านค้าประเภทอื่นอยู่ด้วย ทั้งร้านอาวุธ เครื่องป้องกัน อะไหล่ต่างๆ ชิ้นส่วนทางชีวภาพ แลบใต้ดินของแปลกๆ อันตรายไม่ถูกควบคุมที่นี่ หรือบางทีอาจไม่สามารถควบคุมได้ ผู้คนก็มากหน้าหลายตา บางคนมีสองหัว บางคนตัวใหญ่ผิวหนังแข็งแรงอย่างกับหิน บางคนก็บอบบางจนต้องใส่ชุดป้องกันพิเศษ

 

“ขอต้อนรับ นักสำรวจหน้าใหม่ทุกท่าน สู่เมืองแห่งสีสันยามราตรี สตรีทบาร์!!

มีเสียงประกาศดังขึ้น แต่กลับมองไม่เห็นตัวคนพูด ผมเดาว่าคงดังมาจากลำโพงที่ซ่อนอยู่ตรงไหนสักแห่ง

 

“เนื่องจากการประลองจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ทุกคนสามารถไปขอรับตั๋วเพื่อเข้าชมได้ที่หน้าอาคารสำนักงานใกล้กับดิอารีน่า ส่วนตัวผู้เข้าประลองทั้งสี่ แสดงตัวเพื่อตรวจสอบไอดี จากนั้นก็สามารถเข้าไปเตรียมตัวข้างใน พร้อมรับฟังกฎการสู้ในดิอารีน่าได้เลย”

 

ทุกคนต่างกรูกันไปตามป้ายบอกทาง เพื่อไปยังดิอารีน่าหลังจากได้ยินเสียงประกาศ พวกผมเดินรั้งท้าย เพราะไม่อยากไปเบียดเสียดกับใคร

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #376 my-kimberly (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 15:12
    ทเวน เอ็งร้องเพลงเงียบๆไปคนเดียวก็ได้นะ!
    #376
    0
  2. #372 kimurakung (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2559 / 13:23
    ทเวน นี่ต้องหัดควบคุมอารมณ์บ้างนะ ไม่งั้นจะพาเซวิลไปตายด้วยแหงๆ
    #372
    0