THE GALAXIA

ตอนที่ 35 : Nightmare

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 841
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    28 ส.ค. 58



 

เพราะทาราลันต้องการเตรียมพร้อมผม เพื่อให้พร้อมกับสถานที่สุดโหดที่เรากำลังจะไป ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ได้สนุกสุขสันต์เลยแม้แต่น้อย ผมต้องวิ่งตามความเร็วของทาราลันให้ทัน ต้องตั้งรับการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัวจากเธอให้ได้ ต้องฝึกยิงธนู ฝึกใช้มีดให้คล่องแคล่ว เพราะการใช้ปืนไม่ใช่ทางเลือกที่ดี สำหรับคนที่แอบเดินทางอย่างผม อีกอย่างเสียงของปืนอาจจะไล่ หรือไม่ก็ดึงดูดมอนสเตอร์คลาสสูงๆให้เข้าหาก็เป็นได้

 

ทุกชั่วโมงผ่านไปกับการวิ่ง และการฝึกฝน บวกกับการต่อสู้กับมอนสเตอร์ที่เข้ามาจู่โจม จนผมแทบจะล้มทั้งยืนเมื่อถึงเวลาพัก เวลาที่เชื่อมต่อกับดิกาแล็กเซียอย่างปลอดภัยลดลง จากสิบถึงสิบสองชั่วโมง เหลือเพียงแปดถึงสิบชั่วโมงเท่านั้น แล้วแต่ว่าแต่ละควอเตอร์จะเจอสถานการณ์สุดโหดขนาดไหน

 

“กำลังจะเข้าเขดของพวกมารีเลี่ยนแล้ว เราต้องตัดผ่านป่าหนึ่งที่อยู่ในเขตของมารีเลี่ยนไป ป่านี้มีพืชที่อันตรายอยู่หลายชนิด ทั้งพวกมีฤทธิ์หลอนประสาท ทำให้หลับลึกราวกับตาย ทำให้เลือดออกจนตาย ทำให้สูญเสียความทรงจำทั้งแบบชั่วคราวและถาวร และยังมีพืชที่เป็นส่วนผสมในการปรุงยาสั่ง ยาตามพิธีกรรมแม่มดหมอผีของพวกมารีเลี่ยนอีกเยอะแยะ”

ทาราลันพูดขึ้น เมื่อเรามาหยุดยืนอยู่ตรงทางเข้าสู่ป่าทึบขนาดใหญ่ ข้างในดูเหมือนจะมีไอหมอกจางๆ                                                                     ด้วย

“แม่มดหมอผี ชาวมารีเลี่ยนนี่นะ ดูไม่ออกเลยแฮะ”

“งั้นรึ พวกมนุษย์ก็คงมีใช่ไหม แม่มดหมอผีน่ะ คงต่างไปจากพวกมารีเลี่ยนสิท่า เธอถึงได้ดูแปลกใจขนาดนั้น”

ทาราลันถาม

“ใช่ มนุษย์ก็มีพวกแม่มดหมอผีเหมือนกัน แต่แต่งตัวไม่เหมือนชาวมารีเลี่ยนเลย ยิ่งเนนีร่าคนนั้น ผมดูมิ่กเลยจริงๆ”

“พวกนั้นไม่ทำพิธีกรรมสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก พิธีปรุงยาเป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของชาวเผ่า ไม่มีใครใส่ชุดประกอบพิธีเดินไปไหนมาไหนหรอก”

ทาราลันพูดกลั้วหัวเราะ ผมพยักหน้าเข้าใจนึกภาพแม่หมอทั้งหลาย ทั้งจริงทั้งหลอกตอนอยู่บนโลกมนุษย์แล้ว  ก็เห็นได้ชัดว่ามันช่างต่างจากชาวมารีเลี่ยนโดยสิ้นเชิง

“พร้อมไหม พยายามเดินตรงกลาง อย่างเฉียดเข้าไปใกล้ต้นไม้อะไรเด็ดขาด ป่านี่ไม่กว้างมาก แค่ 3.7 ไมล์เท่านั้นเอง หากทำเวลาได้ดี เราคงพ้นป่านี้ภายในสองชั่วโมง”

ทาราลันบอกพร้อมยื่นผ้าสีเขียวผืนหนึ่งที่ดูราวกับผ้าคลุมไหล่ส่งมาให้ผมผืนหนึ่ง พอผมรับมาเธอก็ดึงอีกผืนขึ้นมา แล้วน้ำมาปิดปากกับจมูกไว้

“ใช้ปิดปากกับจมูกสิ ในป่านี่พืชบางชนิดจะปล่อยละออกเกสรลอยมาตามลม เมื่อสูดเข้าไปก็จะทำให้เกิดผลข้างเคียงกับเราได้เหมือนกัน”

 

เมื่อผมทำตามที่เธอบอก เราก็เดินเข้าสู่ป่าแห่งนั้นกัน ครั้งนี้ทาราลันไม่ได้รีบร้อนเดิน หรือเปิดคอร์สฝึกฝีมือผมอีก เธอค่อนข้างระวังตัว เดินตรงกลางของเส้นทาง ที่ทำขึ้นให้เห็นชัดเจนภายในป่า ความเร็วในการเดินลดลงจากปกติเกือบครึ่ง ผมเดินตามเธอมาติดๆโดยเว้นระยะห่างไว้ เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด จะได้มีพื้นที่ในการตั้งรับ

การเดินทางช่วงแรกราบรื่นดี เราไม่พบเจอมอนสเตอร์ หรือสิ่งมีชีวิดใดๆที่เป็นอันตรายเลย แต่สีหน้าของทาราลันก็ยังไม่ได้ดูผ่อนคลายลงแต่อย่างใด

 

“ทำไมยิ่งเดินยิ่งมืดกันนะ ราวกับหมอกลงหนาขึ้นอย่างนั้นแหละ?”

ผมตั้งข้อสงสัย ที่จริงมันเหมือนละอองไอน้ำเล็กๆ ที่ฟุ้งกระจายไปในอากาศยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งหนาตา จนแทบมองไม่เห็นทางเดินเบื้องหน้าแล้วตอนนี้

 

“คือ มันเยอะมากจนผมเริ่มแสบๆจมูกแล้วนะ ทาราลัน”

“อะไรนะ แค่ก!

เธอถามก่อนจะสำลักออกมา เพราะสูดหายใจเข้าแรงเกินไป

“นี่ไม่ใช่ไอน้ำ... วิ่ง วิ่งไปให้เร็วที่สุด เราใกล้ทางออกมากแล้ว เร็ว!!

ทาราลันตะโกนสั่งแล้วเริ่มออกวิ่ง ด้วยความสูงสุดเท่าที่เธอจะทำได้ในตอนนี้ ผมเองก็เช่นกัน เพราะรับรู้ได้ถึงความอันตรายในน้ำเสียงของเธอ อันตรายบางอย่างที่เกี่ยวข้อง กับสิ่งที่ดูคล้ายละอองน้ำนี้

 

เราวิ่งเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยพยายามไม่ให้หลุดออกนอกเส้นทาง ในขณะที่สายตาของเราเริ่มพร่าเลือน เรี่ยวแรงเริ่มหดหายไป ความรู้สึกหนักอึ้งลามไปทั่วร่างกาย ตั้งแต่ปลายเท้าจรดปลายเส้นผม ไม่มีสิ่งใดดูน่ารื่นรมย์เท่ากับการได้เอนกายลงนอนบนพื้นดินที่ชื้อแฉะนี้ ตอนนี้ และลืมเลือนทุกสิ่งที่หนักอึ้งไว้เบื้องหลัง

“อีกนิดเดียว เห็นแสงสว่างแล้ว!!

ทาราลันตะโกนลั่น เรียกสติของผมที่กำลังผ่อนฝีเท้าจากวิ่งเป็นเดินตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ผมเริ่มฝืนตัวเองวิ่งอีกครั้ง เพราะสายตาที่พร่าเลือนนี้ ก็มองเห็นแสงสว่างน้อยนิดเบื้องหน้าเช่นกัน มันดูราวกับหิงห้อยตัวน้อย ที่กระพริบแสงอย่างอ่อนแรง แต่มันก็สามารถดึงดูดใจ สร้างพลังให้ผมมีแรงวิ่งไปอีกครั้ง

 

“อีกนิดเดียวเซวิล เราจะหลับในป่านั่นไม่ได้เด็ดขาด ห้ามหลับในป่านั้นไม่ว่ายังไงก็ตาม”

เสียงของทาราลันฟังดูอ่อนโรยอย่างเห็นได้ชัด เธอเองก็ใกล้จะหมดแรงจะต่อสู้ กับสิ่งใดก็ตามที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ แต่เธอก็ยังฮึดสู้อย่างสุดแรง นั่นเพราะมันอาจจะมีอันตรายร้ายแรงจนถึงชีวิตเลยก็เป็นได้

 

“อีกนิดเดียวเท่านั้นเซวิล อีกนิดเดียว!

เสียงของเธอดังขึ้นอีกครั้ง กระตุ้นให้ผมรู้ว่าหนทางรอดนั้นอยู่ห่างไปไม่ไกลแล้ว

 

พรวด!

 

ร่างของทาราลันหายไปกับแสงสว่างเบื้องหน้า พอดีกับที่สติของผมดับวูบลง ทั้งที่ยังไม่อาจไปถึงแสงสว่างนั้น ผมได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อของตัวเอง มันฟังดูเลือนราง ห่างไกล และผมก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะไปให้ถึงเสียแล้ว  สิ่งเดียวที่ผมรับรู้ได้คือสัมผัสอุ่นๆจากแสงแดดที่หลังมือข้างหนึ่งเท่านั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงบลง

 

 

“อืม....”

ผมตื่นขึ้นเพราะแสงแดดที่แยงตา รอบตัวผมไม่ใช่ป่าอันมืดทึม แต่เป็นห้องๆหนึ่งที่คุ้นเคย โซฟาสีแดงตัวโปรดในห้องนั่งเล่น เสียงทีวีที่รับสัญญาณออกอากาศได้ครึ่งๆกลาง หน้าต่างบานหนึ่งเปิดอยู่ ทำให้ผ้าม่านขยับไหวตามแรงลมเบาๆ กับแสงแดดที่ลอดผ่านรอยแยกของม่านเข้ามา มีเสียงผู้หญิงฮัมเพลงมาจากในครัว เสียงที่อบอุ่น คุ้นเคย และทำให้ผมคิดถึงยิ่งกว่าอะไร

 

“น้าเจดา!

เสียงของผมเล็กแหลมน่าตลกราวกับเด็ก แต่ผมไม่สนใจมันหรอก ผมลุกขึ้นจากโซฟายาวที่นอนอยู่ กระโดดลงไปแล้ววิ่งเร็วจี๋ไปยังครัว เธอยืนอยู่ตรงนั้นหันหลังให้กับผม สวมเสื้อเชิร์ตลายสก็อตสีน้ำตาลขาว กับกางเกงยันส์สีสีดตัวเก่ง กำลังยืนฮัมเพลงและเตรียมอาหารไปด้วย

 

“น้าเจดา!!

ผมตะโกนเรียกเธอสุดเสียง จนเธอสะดุ้งหันมามอง

 

“โอ้เด็กน้อย เธอตื่นแล้วล่ะสิ รอหน่อยนะน้ากำลังเตรียมมือเที่ยงให้เธออยู่”

เธอยิ้มกว้างจนเห็นฟัน ขณะก้มมองดูผมที่เพิ่งตื่นนอน ทำไมกันนะทั้งที่ผมน่าจะสูงกว่าน้าแท้ๆ แต่นี้กลับเหมือนผมกำลังมองดูคนที่ตัวโตกว่า หรือว่าน้าเจดากลายเป็นยักษ์ไปซะแล้ว!

 

“ยืนอึ้งอะไรน่ะเจ้าเปี๊ยก หิวข้าวจนเพี้ยนรึไง?”

น้าเจดาย่อตัวลงแล้วยีหัวของผมด้วยความเอ็นดู ดวงตาผมแสบร้อนขึ้นมากะทันหัน แล้วจากนั้นน้ำตาก็พรั่งพรูออกมา น้าเจดาตกตะลึง เธอคว้าผมไปกอดปลอดแล้วอุ้มผมขึ้น

 

“เป็นอะไรน่ะศวิล ฝันร้ายอย่างนั้นเหรอ?”

เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมกับลูบหลังของผมเบาๆไปด้วย และตอนนั้นเองที่ผมได้เห็น ใบหน้าเล็กๆของตัวเองสะท้อนอยู่ในกระจก ใบหน้าของผมเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก

 

“เอาล่ะพ่อหนุ่มน้อยขี้แย บอกน้าได้รึยังว่าร้องไห้ทำไมกัน?”

น้าเจดาจับผมให้เผชิญหน้ากับเธอ ผมจะบอกได้ยังไงว่าคิดถึงน้าจนร้องไห้ออกมา ทั้งๆที่น้าก็อยู่ตรงนี้ ความอบอุ่นจากอ้อมกอด เสียงหัวใจเต้นเบาๆอยู่ในอก กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ติดตัวน้ามา จากที่ทำงานของเธอ ทั้งหมดมันจริงมากเสียจนผมไม่อยากเชื่อ แต่ทั้งโซฟา ห้องครัว น้าเจดา รอยยิ้มและอ้อมกอดของเธอ ผมยอมแลกทุกสิ่งที่ผมมีเพื่อให้ช่วงเวลานี้ยังคงอยู่ตลอดไป

 

“ผม ...ผมอยากกินแพนเค้ก”

ผมตอบด้วยความรู้สึกเขิน แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดถึงเอามากๆก็คือแพนเค้กฝีมือน้าเจดา ราดน้ำผึ้งแสนอร่อย ที่เป็นของหายากยิ่งในขณะนั้น

 

“ฮ่ะๆๆๆ อะไรกัน อยากกินมากขนาดต้องร้องไห้ออกมาเลยเหรอเนี่ย นี่น้าเข้มงวดกับเธอเกินไปหรือเปล่านะ ที่มีเงื่อนไขให้กินได้แค่อาทิตย์ละครั้ง เอาล่ะ หลานชายสุดที่รักลงทุนร้องไห้ขี้มูกโป่งแบบนี้ น้าจะทำให้กินเป็นกรณีพิเศษ ทีนี้ก็ปาดน้ำตา ยิ้มหวานให้น้า แล้วไปรอที่โต๊ะกินข้าวซะนะ”

 

“ฮะ!

ผมนั่งดูน้าเจดาทำแพนเค้ก ในใจเต็มปรี่ไปด้วยความสุข ที่แทบจะล้นทะลักออกมาจากอก น้าของผมอยู่ที่นี่และเธอยังไม่ตาย ต่อให้ผมต้องกลายเป็นเด็กแบบนี้ตลอดไป เพื่อที่เธอจะอยู่กับผมแบบนี้ไปตลอด ผมก็ยอม

 

ตื้ดๆ

 

“โอ้เดี๋ยวนะจ๊ะ มีการติดต่อมาจากดินแดนอันไกลโพ้น”

น้าเจดายิ้มกว้างขณะพูด เธอลุกจากโต๊ะกินข้าว ที่เธอเพิ่งวางจากแพนเค้กร้อนๆลง แล้วเดินตรงไปยังเครื่องมือบางอย่างที่ดูคุ้นตา เธอแตะหน้าจอเพื่อรับการติดต่อจากใครบางคน

 

“ไงพี่สาว”

น้าเจดาส่งเสียงทัก

 

“เจดา เธออยู่คนเดียวหรือเปล่า?”

เสียงปลายสายถามอย่างระแวดระวัง

 

“ไม่ค่ะ ฉันอยู่กับพ่อหนุ่มน้อยศวิล”

น้าเจดามองมาที่ผมขณะพูด พร้อมทั้งโบกมือให้

 

“เขาเป็นยังไงบ้าง สบายดีสินะ ตัวโตขนาดไหนแล้ว ป่วยบ้างหรือเปล่า เธอให้ยาเขาสม่ำเสมอสินะ”

ปลายสายถามมาเป็นชุด น้ำเสียงฟังดูโหยหาและเป็นห่วงในคราวเดียว

 

“ใจเย็นๆค่ะ เขาสบายดี เมื่อกี้ยังร้องไห้งอแงขอกินแพนเค้กอยู่เลย ฉันคิดว่าเขาปรับสภาพได้แล้ว ไม่ต้องการยาอีก ไม่มีอาการข้างเคียงใดๆให้เห็นแล้ว สบายใจได้ค่ะ”

“อา... มันได้ผลสินะ ดีจริงๆ ดีมากเลยจริงๆ แต่ขอฉันคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวที”

น้าเจดาหันมาขยับปากเป็นคำว่า “กินไปก่อนนะ” แล้วยกเจ้าเครื่องมือสื่อสารนั้นขึ้น เพื่อจะย้ายที่คุย และปิดการกระจายเสียงปรับเป็นโหมดส่วนตัว ผมรู้ว่าเธอทำอะไรกับเจ้าเครื่องนั้น เพราะผมรู้จักมัน เจ้าเครื่องมือสื่อสารที่น้าเจดาถืออยู่ มันก็คือคอมเจ็น...

 

ผมหายใจแรงขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงความจริงข้อนี้ เธอมีมัน พวกเทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ ทั้งคอมเจ็น ตู้แช่ติดผนังที่มีขวดยาต่างๆมากมาย บ้านที่มีเครื่องปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายที่ผมไม่เคยเอะใจ ว่าบางอย่างมันเกินฐานะทางการเงินอย่างเราไปเยอะ

และเสียงปลายสายนั่น เสียงที่คุ้นหูแถมยังฟังดูเป็นห่วงเป็นใยผมขนาดนั้น

“แม่...”

 

ผมตระหนักได้ในทันที ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังน้าเจดา คนที่สนับสนุนทุกอย่างเพื่อให้น้าเจดา ดูแลผมได้อย่างดีที่สุดก็คือแม่ ทั้งที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายล้านปีแสง แต่แม่ก็ยังไม่เลิกที่จะดูแลห่วงใยผม

ผมต้องรู้ให้ไห้ได้ว่าทั้งสองคุยอะไรกัน ยาที่ว่านั่นคืออะไร ยารักษาโรคมะเร็งของน้าอย่างนั้นหรือ ผมลุกจากโต๊ะทั้งที่ยังไม่ได้แตะแพนเค้กสักชิ้น แม้ว่าท้องของผมจะร้องประท้วงเบาๆ ว่ามันต้องการอาหารมาเติมเต็ม แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งกินแพนเค้กอย่างสบายใจ

เมื่อวิ่งพ้นจากมุมห้องครัวทุกอย่างก็สว่างจ้า แผ่นดินไหวรุนแรงจนทุกสิ่งพังพินาศ น้าเจดาวิ่งมา ท่าทางแก่และอิดโรยกว่าตอนก่อนหน้า

 

“ศวิล ยังอยู่อีกหรือ รีบไปเร็วสิ ยานอพยพกำลังจะไปแล้วนะ!

น้าเจดาร้องบอกเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก

 

“อะไรนะ ก็เมื่อกี้เรายังเพิ่งจะ...”

เสียงของผมกลับมาเป็นอย่างเดิม และน้าก็ดูตัวเล็กลงไปถนัดตา

“ไม่มีเวลาแล้ว รีบไปซะ โลกกำลังจะแตกแล้ว ไปเร็ว เร็วเข้า!

 

ตูมมมมม!!

 

เสียงระเบิดดังสนั่น แสงสว่างวาบไปทั่วทั้งพื้นที่ ก่อนที่จะมือสนิทลง มืดจนมองไม่เห็นสิ่งใดแม้แต่มือของตัวเองที่จ่ออยู่ตรงหน้า ไม่มีเสียงอะไรให้ได้ยิน แม้แต่เสียงของลมหายใจของผมเอง ที่มันควรจะดังจากความตื่นตระหนกและหวาดกลัว

“น้าเจดา น้าเจดาครับ น้าอยู่ไหนตอบผมที”

“ศวิล มันสายไปแล้วล่ะ”

แสงสว่างเลือนรางกับเสียงของน้าเจดา ที่ยืนหันหลังให้ผมอยู่เบื้องหน้า

“น้าเจดา”

ผมร้องเรียกเธอ แล้วรีบเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจ

“หลานควรไปทั้งที่ยังมีโอกาส หลานไม่ควรอยู่ที่นี่ ลุกสิ ลืมตาตื่นแล้วลุกขึ้นเดิน อนาคตของหลานอยู่ที่โน่นนะ”

“น้าครับ พูดอะไรน่ะ ถ้าจะไปก็ไปด้วยกัน ผมไม่ยอมทิ้งน้าไว้อีกแล้ว ไม่มีทาง!

“สายไปสำหรับน้า แต่กับหลานนั้นยัง รีบไป หนีไปจากที่นี่ก่อนที่จะถูกหาเจอ”

“ไม่ น้าต้องไปกับผม น้า... เฮือก!!

ผมคว้าไหล่น้าเจดาที่เอาแต่พูดโดยหันหลังให้ผมตลอดเวลา เทียนไขในมือเธอร่วงหล่นลงพื้น แต่แสงริบหรี่ของมันก็ยังทำให้ผมได้เห็น สภาพน่าเศร้าของน้าสาวอันเป็นที่รักของผม ซึ่งดูไม่ต่างจากซากศพเน่าเปื่อยที่มีชีวิต

“ไป!!

เธอตะคอกและกรีดร้อง มันทำให้ผมหวาดกลัวสุดขีด ขณะที่เธอหวดมือที่มีแต่กระดูกและเนื้อเละๆมาใส่ผม

 

“อ้ากกกกก”

“เซวิล เซวิล ตื่นสิ ตื่นเดี๋ยวนี้!

ผมถูกเรียก ถูกเขย่าตัวโดยแรง และโดนสาดด้วยน้ำเย็นจัดจนสะดุ้งตื่นขึ้นมาในที่สุด ผมมองอกไปรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก ที่นี่สว่างจ้า มีเนินโล่งๆที่มีสายลมเอื่อยๆพัด และหญิงสาวชาวป่าที่กำลังหน้านิ่วมองผมอยู่

 

“ธ...เธอ...”

ผมสะบัดศีรษะไปมา ไม่แน่ใจว่าที่นี่ที่ไหน และหญิงสาวคนนี้เป็นใครกันแน่

“ท่าทางยังมึนๆอยู่สินะ ให้ช่วยตบเรียกสติอีกสักทีไหม!

“เดี๋ยว! เดี๋ยว ผมจำได้แล้ว ทาราลัน มันเกิดอะไรขึ้นกันน่ะ?”

พรานสาวยกมือค้างกลางอากาศ เธอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วลงไปนอนแผ่กับพื้น ท่าทางเธอเองก็คงจะเจอฝันร้ายไม่ต่างจากผม แต่ดูเหมือนเธอจะรับมือกับมันได้ดีกว่ามาก หรืออาจจะไม่ แต่อย่างน้อยเธอก็รู้สึกตัวก่อน และได้เห็นสภาพน่าอนาถของผมไปเต็มๆตาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #322 ฝนธารา (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 20:08
    สนุกดีจ้า
    #322
    0
  2. #287 ChEss_ZeR (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2558 / 22:21
    น้าเจดา T T    

    ปมเรื่องเริ่มออกมาให้เห็นแล้ว  ตื่นเต้น
    #287
    0
  3. #285 kimurakung (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2558 / 20:48
    ไรท์หายไปนานจังคับ
    #285
    0