THE GALAXIA

ตอนที่ 34 : The doubt

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 948
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    13 ก.ค. 58






ผมปล่อยให้สายการติดต่อจากเนนีร่าหลุดไป โดยไม่ได้ตอบรับ เพราะยังไม่แน่ใจในสถานการณ์นัก ชาวชานเดร่าไม่นิยมชมชอบเทคโนโลยี แต่ทำไมพ่อของทาราลันถึงใช้มัน แถมยังรู้จักกับเนนีร่าอีก

 

“พ่อของเธอเป็นใครกัน?”

ผมถามเสียงแข็ง น้ำเสียงกร้าวจนเธอรู้สึกได้ ผมรู้ว่าถ้าผมสู้กับเธอโอกาสรอดมีน้อยแค่ไหน แต่ในขณะที่ผมยังเป็นเพียงชุดข้อมูลบนเซคันด์เอิร์ธแบบนี้ ผมยังเกิดใหม่ได้ไม่รู้จบ และยังสามารถรวบรวมข้อมูลต่างๆที่ควรรู้มาได้ โดยไม่ต้องกลัวอะไรมากนักด้วย ตราบใดที่ยังไงม่มีใครรู้จักตัวจริงของผมละก็

 

“เจอเขาก็รู้เอง”

เธอยักไหล่ตอบ ไม่สนใจท่าทางก้าวร้าวของผมเลยสักนิด

 

“ผมจะไม่ไปเจอกับเขา จนกว่าจะรู้ว่าเธอและพ่อของเธอเป็นมิตรหรือศัตรูกันแน่!

“ฉันเปิดเผยสถานะของพ่อไม่ได้ แต่บอกได้เลยว่าเราไม่ใช่ศัตรูของเธอแน่”

“ผมจะรู้ได้ยังไง ที่ๆเธอจะพาผมไปอันตรายขนาดนั้น แถมยังไม่ยอมบอกอะไรเลยอีกต่างหาก”

“และถ้ามีอะไรเกิดขึ้น คนที่จะตายจริงๆก็คือฉันใช่ไหมล่ะ แต่เธอน่ะยังกลับมาเหยียบแผ่นดินเซคันด์เอิร์ธได้อีกเป็นร้อยเป็นพันครั้งในรูปแบบข้อมูล ถ้าเธอต้องการ ลองคิดดูสิ แล้วลองรู้จักเชื่อใจใครสักคนดูบ้าง”

คำพูดของทาราลันทำให้ผมนิ่งเงียบ จริงอย่างที่เธอบอก หากเราเจออันตรายในแบล็กพิท คนที่จะตายจริงๆนั้นคือทาราลันไม่ใช่ผม ดังนั้นการพาผมไปยังแบล็กพิทนั้นไม่ใช่เป็นการลวงไปฆ่าอย่างแน่นอน แต่ว่าผมควรเชื่อใจเธออย่างนั้นเหรอ ควรเชื่อจริงๆน่ะเหรอ

 

“บางที พ่ออาจมีคำตอบ ในสิ่งที่เธอตาใจอยู่ก็ได้นะ ข้อสงสัยทั้งหลายเกี่ยวกับตัวเธอน่ะ ตัวฉันเองก็มีเรื่องสงสัยบางอย่าง ที่ต้องถามพ่อให้ได้อยู่เหมือนกัน”

น้ำเสียงของเธอฟังดูเศร้า แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่าเธอกำลังหลอกล่อ เพื่อให้ผมเชื่อใจเธอหรือเปล่า

 

“เรื่องนั้นผมก็สงสัยนะ ทำไมพ่อของเธอถึงไปอยู่ในที่อันตรายแบบนั้น แล้วทำไมเธอถึงยังอยู่ในเผ่าชานเดร่า ทำไมไม่ไปกับเขา”

“...นั่นก็เพราะ พ่อไม่ใช่ชาวชานเดร่าไงล่ะ เลิกถามได้แล้ว จนกว่าจะถึงแบล็กพิท ทุกการสนทนาของเราไม่ปลอดภัยหรอก”

“นั่นทำให้เธอ ดูแตกต่างจากพวกเขาอย่างนั้นเหรอ?”

น้ำเสียงของผมอ่อนลงมาก เพราะพอรู้ว่าชาวชานเดร่าภูมิใจในสายเลือดของพวกตนเพียงใด การต้องให้เลือดแปดเปื้อนจากการแต่งงานกับเผ่าอื่นนั้น คงไม่เป็นที่ยอมรับนักแน่ๆ เธอยิ้มให้กับคำถาม แต่แววตาฉายแววเจ็บปวดอยู่ลึกๆ ซึ่งเธอพยายามกลบเกลื่อนมันไว้

 

“งั้นไปกันเถอะ พักครั้งหน้าผมจะตัดการเชื่อมต่อจากดิกาแล็กเซีย เพื่อไม่ให้สมองและร่างกายแบบรับภาระมากเกินไป”

ทาราลันพยักหน้า เราจึงออกเดินทางกันต่อ ผมยอมเก็บความสงสัยทุกอย่างไว้ในใจ จนกว่าจะได้เจอกับพ่อของทาราลัน หวังว่าเขาจะรู้อะไรมากกว่าที่เนนีร่าบอกกับผม หวังว่าผมจะรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น นอกจากเรื่องของแม่ และการตามหาจีนอยด์นิมพ์

 

เราออกเดินทางพร้อมกับฝึกยิงธนูไปด้วย ทาราลันบอกว่าฝมเรียนรู้ได้เร็วจนน่าทึ่ง อีกทั้งความแข็งแรงของกล้ามเนื้อยังมีมากกว่าที่คิด ทำให้ผมสามารถ ยิงลูกธนูออกไปได้ไกลเสียกว่าเธอ ที่ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กเสียอีก

“เธอว่านี่เป็นเหตุผลที่เนนีร่าอยากให้ผมปกปิดตัวเองเอาไว้ไหม”

 

“คิดว่าน่าจะใช่นะ ในบรรดามนุษย์ยังไม่มีใครแข็งแรง ว่องไว มีการเรียนรู้และพัฒนาการทางร่างกายได้เร็วเท่าเธอมาก่อน ตอนเป็นพันธมิตรกันใหม่ๆ ฉันได้ยินอาจารย์ของฉัน บ่นเรื่องความสามารถของพวกมนุษย์ อย่างพวกนั้นน่ะ ถ้าไม่มีอาวุธร้ายแรงที่ตัวเองประดิษฐ์ ไว้ในมือละก็ มนุษย์ก็เป็นเพียงเด็กน้อยอ่อนแอ ที่ไร้พิษไร้ภัยไปเลยล่ะ ตัวก็เล็ก แรงก็น้อย แต่เพราะมีสติปัญญา จึงคิดค้นสิ่งต่างที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรง หลายสิ่งที่น่าทึ่ง และอีกหลายสิ่งก็อันตรายเกินกว่ามือน้อยๆของมนุษย์จะรับไหว”

 

“ฮ่ะๆๆๆ เปรียบเปรยซะผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กไปเลยจริงๆ”

 

“ไม่หรอกเซวิล เธอน่ะแตกต่าง และเธอก็รู้ตัวเองดี ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมเชื่อเนนีร่าหรอก จริงไหม?”

จริงอย่างที่ทาราลันพูด แม้ตอนแรกผมจะรู้สึกว่ามันไม่น่าเชื่อ คิดว่าที่ผมต้องปกปิดตัวเองนั้น เป็นเพราะเรื่องของพ่อแม่ เรื่องงานวิจัยลับๆของพวกเขา โดยมีไกเซอร์ ลาซาลัสเป็นผู้สั่งการ การวิจัยเหล่านั้น ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดมันเป็นการละเมิดชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นบนเซคันด์เอิร์ธ  มันจึงต้องถูกปิดเป็นความลับ และที่ผมต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็เพียงเพราะผมเป็นลูกของนักวิจัย แต่ดูเหมือนว่าเรื่องมันจะไม่ได้มีแค่นั้นเสียแล้ว

 

“ผมต้องตัดการเชื่อมต่อก่อน แล้วจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”

ผมมองคอมเจ็นก่อนจะหันไปบอกกับทาราลัน ตอนนี้ผมอยากจะรีบไปพบพ่อของเธอเหลือเกิน และหวังว่าจะได้รู้อะไรมากขึ้น

 

“ได้สิ ฉันจะรออยู่แถวนี้ จนกว่าเธอจะกลับเข้ามา”

“อย่าพักผ่อนแล้วหาอะไรกินระหว่างนั้นด้วยนะ แล้วก็ระวังพวกมอนสเตอร์โหดๆด้วย”

ผมบอกเธอ พร้อมทั้งดึงที่พักนิรภัยออกมาจากเป้หลัง แล้วมองหาต้นไม้เหมาะสักต้น เพื่อจะปีนขึ้นไปติดตั้งมันไว้

“เธอเป็นห่วงฉันเหรอเนี่ย?”

ทาราลันทำหน้าแปลกใจ

 

“ผ...ผมรู้น่าว่าเธอเก่งกว่าผมมาก เรื่องเอาตัวรอดในป่าในเขาแบบนี้ แต่ เอ่อ... ยังไงเธอก็ เป็น ผู้หญิงนี่นา อยู่คนเดียวในป่าแบบนี้คงจะรู้สึกว่ามันน่ากลัว... แต่ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะ...

“ขอบใจ”

ทาราลันชิงพูดขึ้น เธอยิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยน รอยยิ้มนั้นดูจริงใจ ราวกับว่าเธอได้เปิดใจ และไว้วางใจในตัวผมแล้ว

 

“ขอบใจที่เป็นห่วงฉัน”

 

“อ...อืม”

ผมพูดอะไรไม่ออก ไม่กล้าจะสบตาเธอด้วยซ้ำในตอนนี้ ทำได้แค่ตอบรับเบาๆในลำคอ แล้วเดินไปยังโคนต้นไม้ที่หมายตาไว้ตั้งแต่แรก ปีนขึ้นไปอย่างเงอะงะ กว่าจะติดตั้งที่พักนิรภัยเสร็จก็ใช้เวลาไปหลายนาที ซึ่งนานกว่าครั้งไหนๆที่เคยทำมาเลย

 

“ผมจะรีบกลับเข้ามา ผมสัญญา”

ผมยื่นศีรษะออกมาบอกกับทาราลันเป็นครั้งสุดท้าย เธอยิ้ม พยักหน้าเบาๆ แล้วโบกมือให้ ผมยิ้มตอบเธอแล้วกลับเข้ามาข้างในที่พักนิรภัย เพื่อตัดการเชื่อมต่อกับดิกาแล็กเซีย

 

“ยินดีต้อนรับกลับสู่อูริเอลค่ะศวิล”

เสียงคุ้นเคยของเจา ซึ่งเป็นเอไอประจำห้องดังขึ้น ผมลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะถามเธอไปว่า

 

“มีการติดต่อเข้ามาบ้างไหม?”

“ยังไม่มีใครติดต่อเข้ามาค่ะ ศวิลรอการติดต่อจากใครเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ?”

เธอถาม พร้อมทั้งยิ้มเจ้าเล่ห์

“ยิ้มแบบนั้นคิดอะไรอยู่น่ะ!?”

“คิดว่าคุณอาจพบเจอคนพิเศษเข้าสักคนแล้ว นอกจากคุณทเวน”

ผมหลุดหัวเราะออกมา นี่เอไอประจำห้องผม คิดว่าผมมีแฟนอย่างนั้นเหรอเนี่ย

 

“ฮ่าๆๆๆ ไม่มีหรอก ไม่มีสาวคนไหนอยากคุยกับผมเลย”

ผมพูดแกล้งตีสีหน้าเศร้า ขณะจะเดินเข้าห้องน้ำ

 

“เพราะพวกเธอยังไม่รู้จักศวิลไงคะ ถ้าลองได้พูดคุยทำความรู้จักกับศวิลละก็ พวกเธอจะต้องตกหลุมรักคุณแน่นอน”

เจดารีบพูดปลอบใจ ทำให้ผมหัวเราะออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ พลางคิดในใจว่าถ้าเป็นน้าเจดาตัวจริงละก็ เธอจะพูดแบบนี้กับผมหรือเปล่านะ ผมทำธุระส่วนตัวอยู่ราว 15 นาที ก่อนจะออกมาจากห้องน้ำ ตอนนั้นเองที่ผมเห็นว่าหน้าจอแสดงผลอันใหญ่ในห้อง มีหน้าของทเวนขึ้นโชว์

 

“การติดต่อจากทเวนค่ะ ฉันบอกว่าคุณเข้าห้องน้ำ แต่เขายืนยันจะรอ”

เจดาบอกกับผม ที่กำลังทำหน้างงขณะมองจอแสดงผล

 

“นี่เซวิล ออกมาจากห้องน้ำแล้วเรอะ รีบออกมาจากห้องเร็วๆเลย ฉันจะรอนายอยู่หน้าเซ็กเตอร์เข้าใจ๋ เร็วๆนะ!

น้ำเสียงของทเวนดูร้อนรนจนน่าสงสัย พูดจบเขาก็ตัดการติดต่อไป โดยไม่รอให้ผมตอบอะไรแม้แต่น้อย

 

“การเชื่อมต่อถูกตัดไปแล้วค่ะ”

เจดารายงาน

 

“อืม ผมรู้แล้ว งั้นผมไปทานข้าวก่อนนะ”

ผมตอบแล้วเดินอกจากห้องไป

 

ทเวนคว้าคอผมแล้วลากเดินไปด้วยกันทันทีที่เห็นหน้า ท่าทางเขามีเรื่องอัดอั้นอยากเล่าให้ใครสักคนได้ฟัง และดูจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเอามากๆเสียด้วย

“ฉันว่าโมนิกมีใจให้ฉันล่ะ!

ทเวนกระซิบ มองหน้าผมโดยหวังว่าจะได้เห็นปฏิกิริยาแห่งความปลาบปลื้มดีใจจากเพื่อนอย่างผม แต่ผมทำเพียงตกตะลึงตาโตเท่านั้นเอง

 

“อะไร นายตื่นเต้นได้เท่านี้เนี่ยนะ!

“โทดที ผมไม่แน่ใจว่าได้ยินถูก นายว่าโมนิกมีใจให้นายสินะ”

“ก็ใช่น่ะสิ เธอฟังเพลงที่ฉันแต่งจีบเธอด้วยรอยยิ้มหวาน แถมยังปรบมือให้เสียงดังจนเพลงจบเลยน่ะ ท่าทางเธอประทับใจน่าดู”

“อะไรนะ! นายร้องเพลงไหนให้เธอฟังกันน่ะ!

คราวนี้ผมตื่นเต้น ตกตะลึง ทำตัวไม่ถูกจริงๆแล้ว เมื่อได้ยินว่าโมนิกสามารถทนฟังเพลงแต่งเองของทเวนได้จนจบ แถมยังปรบมือให้อีก ทเวนยิ้มกว้าง พอใจในปฏิกิริยาของผม

“ทั้งสองเพลงแหละเพื่อน”

เขาพูดอย่างภูมิใจ แม้จะดูเขินอยู่ไม่น้อยก็ตาม

 

“ไม่แน่ นี่อาจจะเป็น คู่แท้...”

“บ้า!! พูดอะไรออกมาก็ไม่รู้”

ทเวนเขินจัด ตบไหล่ผมป้าบใหญ่ แรงตบทำให้ไหล่ของผมถึงกับคันๆชาๆไปเลยทีเดียว แต่มันก็จริงทีเดียวว่าสองคนนี้อาจเป็นคู่แท้ เพราะผมไม่คิดว่าจะมีใครทนฟังเพลงที่หมอนี่แต่งเองได้จนจบ แล้วไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจแบบผม

 

“มาๆ ฉันจะเล่ารายละเอียดให้ฟังตอนกินข้านะ ขอบอกเลยว่ามันสุดยอดมาก!

ทเวนลากผมไปยังโรงอาหาร จัดการสั่งอาหารมาคนละชุด และนั่งลงมุมที่ไม่ค่อยมีคนเช่นเคย เขาเริ่มเล่าตั้งแต่พอเชื่อมต่อกลับเข้าไปในดิกาแล็กเซีย โดยกลับมาอยู่ในเมืองเล็กๆ ซึ่งเป็นหมู่บ้านของนายพราน ไกลจากจุดที่ผมตื่นเรียกได้ว่าคนละทิศทาง เขาโทรหาโมนิก และนัดเจอกันที่เมืองเวิลด์แลนด์ซิตี้

 

“เพื่อนเธอมาหลายคนเลย รวมถึงมิกซ์น้องชายของเธอด้วย”

ทเวนเล่าเสียงกระซิบ ทั้งที่รึกประหม่าแต่เขาก็พาสาวๆ เพื่อนของโมนิกไปทำมิชชั่นด้วยกัน  ซึ่งเป็นมิชชั่นถัดจากการล่าไวด์เดอร์ ทุกอย่างดูไปได้ด้วยดี เพื่อนๆของหญองสาวก็ดูเหมือนจะชอบทเวนกันหมดทุกคน จนกระทั่งถึงเวลาพัก เขาก็เล่นดนตรีให้พวกเธอฟัง มีโมนิกปรบมือชอบใจอยู่คนเดียว และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นการมโนครั้งใหญ่ของทเวน

 

“เท่านี้เหรอ?”

ผมถามขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อทเวนหยุดเล่า

 

“ใช่ เท่านี้ก็รู้อะไรหลายอย่างแล้ว เธอชอบฉัน ไม่อย่างนั้นจะปรบมือรัวๆแบบนั้นเหรอ!

“เพราะคนอื่นไม่ปรบละมั้ง เขากลัวนายอายหรือเปล่า เลนช่วยปรบมือให้”

ผมบ่นเบาๆกับตัวเอง

“นายว่าไงนะ?”

“ไม่มีอะไร แต่แค่นี้ฉันว่านายอย่างเพิ่งรีบคิดเข้าข้างตัวเองดีกว่านะ”

“อะไรกัน ก่อนหน้านายยังบอกว่าฉันกับโมนิกเป็นคู่แท้อยู่เลยนะ!

 

ผมไม่รู้จะบอกยังไงดี เพราะผมไม่คิดว่าสถานการณ์ของการปรบมือมันจะเป็นแบบนั้น แต่ดูเหมือนทเวนจะไม่ได้อยากรับฟังความเห็นของผมจริงๆหรอก เขาก็แค่รู้สึกอัดอั้นอยากจะเล่าให้ใครสักคนหนึ่งฟังมากกว่า

 

“ฉันรับรู้ได้ว่าเธอมีใจให้ฉัน เพราะงั้นเซวิล เราแยกกันทำมิชชั่นสักพักหนึ่งนะ รอให้เธอยอมตกลงปลงใจ ยอมเป็นแฟนกับฉันซะก่อนนะ แล้วฉันจะพาเธอมาร่วมทำมิชชั่นกับนายด้วย ว่าแต่นายทำมิชชั่นถึงไหนแล้วล่ะ?”

 

“อ๋อ ก็กำลังจะไปส่งมิชชั่นล่าไวด์เดอร์น่ะแหละ พอดีตื่นไกลไปหน่อย เลยต้องใช้เวลาเดินทางนาน”

 

“อะไรกันช้าจังนาย ขนาดฉันตื่นที่หมู่บ้านเล็กๆ มีกระท่อมอยู่สองสามหลัง กันดารสุดๆยังกลับถึงเมืองแล้วเลย นี่นายอย่าบอกนะว่ากำลังโอ้เอ้อยู่ ถ้าทำมิชชั่นไม่ทันกัน จนไปทำด้วยกันไม่ได้อีก อย่ามาหาว่าฉันไม่เตือนนะเซวิล!

 

“ตามใจนายเถอะ!

ผมตอบอย่างงางอน ทำเอาหมอนั่นหัวเราะออกมาเสียงดัง

 

“โชคดีจริงๆที่ฉันทีนายเป็นเพื่อนสนิท แต่ฉันต้องรีบเชื่อมต่อกับดิกาแล็กเซียแล้ว เดี๋ยวโมนิกรอนาน ไปนะเพื่อน นายก็รีบๆเข้าล่ะ จะได้ทำมิชชั่นด้วยกันได้ ฮ่าๆๆๆ”

ผมหางคิ้วกระตุกยิกกับคำพูดนั้น ยังไม่ทันจะได้ซาบซึ้งจากประโยคแรก ก็เกิดอาการหมั่นไส้อย่างรุนแรงในประโยคต่อมา จนอยากจะกระโดดถีบสองขาคู่ ส่งหมอนั่นกลับไปหน้าเซ็กเตอร์จริงๆ

 

“เฮ้อ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้หมอนั่นกำลังวุ่นกับการตามจีบโมนิก คงไม่มาสนใจเราพักใหญ่ แบบนี้การเดินทางไปแบล็กพิทกับทาราลันคงไม่มีปัญหาอะไร อ๊ะสายขนาดนี้เชียว!

ผมก้มมองนาฬิกาของตัวเอง พบว่าตัวเองใช้เวลากินข้าวและฟังเรื่องเล่าการจีบสาวของทเวนไปนานกว่าสองชั่วโมง ป่านนี้ทาราลันคงรอแย่แล้ว ผมรีบเดินกลับไปยังห้องพักของตัวเอง และเปิดการเชื่อมต่อสู่ดิกาแล็กเซียทันที

 

“ทาราลัน!!

ผมตื่นขึ้นในที่พักนิรภัย  และรีบโผล่หัวออกมามองหาเธอที่ด้านนอก แต่ตรงนั้นเงียบสงัด ไม่มีเงาของเธอเลยแม้แต่น้อย

 

“กลับมาแล้วเหรอ?”

เสียงของเธอดังมาจากด้านข้าง เมื่อผมเอี้ยวตัวชะเง้อออกไป ก็พบว่าทาราลันกำลังห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้ ใกล้ๆกับที่พักนิรภัยของผม ผมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อเห็นใบหน้าของเธอ

 

“นึกว่าฉันจะทิ้งเธอหรือไง?”

“มะ...ไม่หรอก ผมก็แค่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ก็ผมหายไปตั้งหลายชั่วโมงนี่นา”

“เธอนี่ขี้กลัวจัง มาเถอะเราเสียเวลาไปเยอะแล้ว แบล็กพิทยังอีกไกลนะ”

ผมแทบสะอึกเมื่อได้ยินคำพูดของเธอแต่พอเห็นรอยยิ้มเล็กๆที่มุมปากนั้น ก็รู้ว่าเธอไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ

 

“ครับ”

ผมรับคำ รีบเก็บที่พักนิรภัยแล้วปีนตามเธอลงไปจากต้นไม้ และออกเดินทางกันต่อในทันที

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #321 ฝนธารา (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 19:57
    สนุกดีจ้า
    #321
    0
  2. #281 LoLiCoN (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2558 / 17:59
    ไรต์จ๋าาา มาต่อเถอะนะะะะ พลีสๆ คิดถึงม้ากกกกกก.. *-*
    #281
    0
  3. #279 cwhh (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2558 / 22:00
    รอๆๆๆๆๆๆๆ
    #279
    0
  4. #276 เนย (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2558 / 17:03
    มาต่อเร็ว
    #276
    0
  5. #273 tweeny (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 20:20
    ทาราลันน่ารักจริงๆเลย
    #273
    0
  6. #272 piwut (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 18:13
    เริ่มมีรักแล้วทเวนเอ๋ย
    #272
    0
  7. #269 my-kimberly (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 15:58
    สนุกจังค่ะ ปล. ไรต์แก่แล้วรึ ขี้หลงขี้ลืม 5555
    #269
    0
  8. #267 mink_c (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 10:27
    สนุกมากๆ ขอบคุณค่ะ
    #267
    0
  9. #264 คุณมึนจัง (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 00:01
    ลืมอัพนี่เอง ถึงว่าหายไปนานผิดปกติ. ว่าแต่..หายไปตั้งนานอัพแค่นี้เองเหรอยังอ่านไม่จุใจเลย
    #264
    0
  10. #261 Jeng Nonvarit Tanasathitwong (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 19:17
    เย้ มาเขียนเรื่องนี้ต่อแล้ว รอติดตามผลงานคนับ
    #261
    0
  11. #260 kimurakung (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 19:14
    ทเวนขี้โม้ หลงตัวเอง 555
    #260
    0