THE GALAXIA

ตอนที่ 32 : Taralun

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 890
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 ก.ค. 58


 

“ฉันก็คือทาราลัน พรานสาวจากเผ่าชานเดร่าไง แนะนำตัวไปแล้วนี่นา”

เธอตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“ไม่ใช่ที่ผมถามน่ะหมายถึง เธอมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ มาตามดูผมทำไม?”

“ไม่มีอะไรนี่”

“ไม่จริง เธอตามดูผมอยู่ใช่ไหม ไม่อย่างนั้นจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในฮั้นท์ฟอร์เรสต์ได้ยังไง ไหนยังจะตามเจอผมที่นี่อีก”

คราวนี้เธอหยุดเดิน แล้วหันมามองผมด้วยสีหน้าจริงจัง ดวงตาเหลือบสีคู่สวยของเธอจ้องมองเข้ามาในดวงตาของผม พร้อมทั้งขยับร่างเข้ามาใกล้อย่างช้าๆ

“อยากจะรู้จริงๆน่ะ?”

เธอถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์เล็กน้อย

“แน่นอน ผมอยากรู้ว่าเธอมีจุดประสงค์อะไรกันแน่”

ผมตอบ รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว เพราะถูกทาราลันจ้องไม่วางตา เธอยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าของผม ก่อนจะขยับเข้ามาจนชิด แล้วกระซิบเบาๆที่ข้างหูของผม

“เพราะว่าฉันสนใจเธอน่ะสิ เซวิล”

 

ผมตัวแข็งทื่อเพราะน้ำเสียงของเธอ กับลมหายใจอุ่นๆที่รดใบหน้าของผมในระยะใกล้ กลิ่นหอมๆราวดอกไม้แห้งจากตัวเธอ รวมถึงเส้นผมที่ปลิวเบาๆตามแรงลมไล้อยู่บนใบหน้าผม มันทำให้จิตใจของผมแทบเตลิดเปิดเปิงไป แต่เดี๋ยวสิ นี่คงไม่ใช่การสารภาพรักหรอกนะ!

 

“ทะ...ทะ...เธอ”

“ดูทำหน้าเข้าสิ พูดจาก็ไม่เป็นคำ คำว่าสนใจมันแปลได้หลายอย่างนะ แต่ที่แน่ๆมันไม่ใช่ความหมายในแบบที่ทำให้เธอหน้าแดงอย่างนั้นแน่”

ทาราลันถอยออกไป แล้วหัวเราะคิกคัก ในขณะที่จอมคิดไปเองอย่างผม หน้าแตกยับเยินอยู่กลางป่า

 

“ผ...ผมก็ไม่ได้คิดอะไรบ้าๆแบบนั้นสักหน่อย ผมหน้าแดงเพราะเธอเข้ามาใกล้ๆแบบไม่ทันตั้งตัวต่างหาก!

ทาราลันไม่ได้พูดตอบ แต่จากการยิ้มล้อเลียนของเธอก็พอทำให้ผมรู้ ว่าเธอไม่ได้เชื่อคำแก้ตัวของผมเลยสักนิด

 

“น...นี่เดี๋ยวสิ ผมพูดจริงนะ ทาราลัน”

“จะลองเชื่อดูแล้วกัน”

เธอเดินนำหน้าไป พลางหัวเราะเบาๆอย่างชอบใจ ผมได้แต่เจ็บใจตัวเองที่แสดงความอ่อนหัดออกไปต่อหน้าเธอ ในเวลาแบบนี้ถ้าเป็นทเวนล่ะก็ หมอนั่นจะต้องเก๊กมาดสุดชีวิต แล้วต้องพูดด้วยเสียงดัดเลียนแบบพระเอกหนังว่า

 

“เธอเป็นสายลับที่คิดจะมาลอบสังหารผมสินะ”

แต่หมอนั่นก็ไม่ได้อยู่นี่ แล้วผมก็ซื่อบื้อจนลืมเก็บอาการเขินอายแบบนั้นออกไป แต่เพราะอะไรนะ ทั้งที่เพิ่งได้เจอ ได้คุยกับเธอ แต่กลับรู้สึกประหลาด ราวกับผมรู้จักเธอ รู้สึกเหมือนเคยได้ใกล้ชิดกันมาก่อน สนิทใจจนสัญชาติญาณระวังคนแปลกหน้าของผมไม่ทำงานเลย ทั้งที่ผมควรระวังตัวให้มากๆแท้ๆ

 

ทาราลันเดินนำราวกับรู้เส้นทางเป็นอย่างดี สัญชาติญาณการรับรู้ และระวังภัยของเธอดีมาก เสียงร้องต่างๆของสัตว์ป่าเธอสามารถจำแนกได้หมด จมูกของเธอรับและแยกแยะกลิ่นได้ดีขนาดที่รู้ว่า ทางไหนมีมอนสเตอร์อันตรายซุ่มซ่อนตัวอยู่และควรหลีกเลี่ยง ทางไหนปลอดภัยที่จะเดินต่อไปได้ เรียกได้ว่าบีบอทของผม ซึ่งมีหน้าที่ตรวจการและระวังภัยไร้ประโยชน์ไปเลย

 

“เธอทำอย่างนั้นได้ยังไงน่ะ ทาราลัน”

ผมถามเธอด้วยความรู้สึกทึ่ง ตลอดทางเราแทบไม่เจอมอนสเตอร์โหดๆเข้าโจมตีเลย นั่นก็เพราะความสามารถและประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของเธอทั้งนั้น

 

“ทำอะไรเหรอ?”

“ก็แยกแยะเสียงสัตว์และกลิ่นต่างๆในอากาศได้น่ะ”

“ฉันฝึกฝนกับเผ่าน่ะ ทุกคนต้องได้รับการฝึกฝนขั้นพื้นฐานอยู่สองปี กว่าจะได้ติดตามพรานเก่งๆออกล่าในฐานะผู้ช่วยอีกจนกว่าเขาจะบอกว่าเราพร้อมเป็นพรานเต็มตัว นั่นก็ใช้เวลาอย่างน้อยสี่ถึงห้าปีละนะ”

“น...นานขนาดนั้นเชียว!

“ก็ใช่น่ะสิ พวกเราไม่มีเทคโนโลยีแบบพวกมนุษย์นี่นา ความปลอดภัยจึงสำคัญที่สุด ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากจอมพรานทั้งหลาย เราก็จะยังไม่ได้เข้าร่วมพิธีเจิมเลือดหรอก”

“เจิมอะไรนะ!

 

“เลือดน่ะ ดูทำหน้าเข้าสิ จะตกใจอะไรขนาดนั้น พิธีเจิมเลือดนี่ศักดิ์สิทธิ์มากนะสำหรับชาวชานเดร่า เป็นพิธีที่มีเกียรติมาก และแสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมพิธีได้เป็นนักล่าเต็มตัวฉันเองก็เพิ่งผ่านพิธีนั้นมาหมาดๆ แล้วก็ได้มาเข้าร่วมกลุ่มล่ากับจอมพรานหญิงเนเรบี”

“อย่างนั้นเองเหรอ แต่ว่าพิธีเจิมเลือดนี่ไม่ได้เจ็บปวดทรมานอะไรใช่ไหม?”

ทาราลันถลึงตาใส่กับคำถามของผม ก่อนจะตอบอย่างคนอารมณ์เสียเล็กน้อยว่า

 

“ไม่ย่ะ เลือดที่ใช้เจิมเป็นเลือดของมอนสเตอร์ที่จอมพรานล่ามา เพื่อพิธีนี้โดยเฉพาะ ส่วนใหญ่จะเป็นเลือดของพวกมีรีน”

“มีรีน เงือกน่ะเหรอ!!

ผมอุทานด้วยความตกใจ ก็ในข้อมูลสิ่งมีชีวิตในระบบสุริยะกรีเธียนนั้น ชาวมีรีนถือเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ทรงภูมิ ไม่นับเป็นมอนสเตอร์ เพราะพวกเขามีอารยะธรรมเป็นของตัวเอง แม้จะนิยมชมชอบการกินเนื้อสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิเช่นกันก็ตาม

 

“ใช่ มนุษย์เรียกพวกนั้นว่าเงือกสินะ ก็แค่มีท่อนล่างแบบปลา หายใจในน้ำได้ ชอบล่อลวงสิ่งมีชีวิตอื่นด้วยเสียงเพลงและมนตรา การเจิมหรืออาบเลือดของชาวมีรีนที่มีมนตรานั้น จะช่วยเสริมความสามารถให้กับประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรา ให้เฉียบคมขึ้นได้อย่างมาก หยุด!

ทาราลันยกมือขึ้นห้าม เราสองคนหยุดยืนนิ่งกลางป่าทึบ เงี่ยฟังเสียงของสายลม และเสียงการเสียดสีกันของกิ่งไม้ ทุกอย่างดูเงียบสงบดี แต่ทาราลันกลับกำลังอยู่ในโหมดระวังภัยเต็มที่

 

“ปีนขึ้นต้นไม้!

“หา?”

“ขึ้นต้นไม้ เร็วเข้า!

เธอสั่งเสียงหนักแน่น ผมจึงยอมทำตามทั้งที่ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่เบื้องหน้าเรากันแน่ เมื่อผมปีนขึ้นมาได้สูงพอ ซึ่งใช้เวลาไปหลายนาที เธอก็ปีนตามขึ้นมาและถึงตัวผมภายในเวลาไม่กี่วินาที ลีลาความคล่องแคล่วนี่อย่างกับนักยิมนาสติกทีมชาติ

 

“นี่”

 

“ชู่ว์”

 

ผมกำลังจะถามเธอ แต่ทาราลันกลับยกนิ้วชี้แตะปาก เป็นสัญลักษณ์ให้ผมเงียบ ไม่นานหลังจากที่เราปีนขึ้นต้นไม้มา ก็มีบางอย่างกำลังลังเดินมาตามทาง ดูเหมือนเป็นขบวนของอะไรสักอย่าง เมื่อขบวนนั้นเข้ามาใกล้พอ ผมจึงเห็นว่านั่นเป็นขบวนเดินทางที่ประกอบไปด้วยเอป ที่แต่งกายด้วยเกราะเหล็ก ราวกับอัศวินในยุคกลางของมนุษย์ ขี่สิ่งที่ดูคล้ายม้าลายตัวใหญ่ กลางขบวนมีรถลากไม้ที่การแกะสลักอย่างสวยงาม

 

“พวกทรงภูมิ”

ทาราลันกระซิบ

“พวกนี้ดุร้ายกว่าพวกที่เจอเมื่อกี้ซะอีก หวงอาณาเขต และไม่ชอบติดต่อสุงสิงกับพวกต่างเผ่า ถ้ามันเจอพวกเราเข้าละก็ต้องมีเรื่องกันแน่”

ผมพยักหน้า ถ้าอย่างทาราลันยังหลบ ผมเองก็คงไม่มีทางรอดแน่ ขบวนของพวกเอปทรงภูมิค่อนข้างยาว มีรถเทียมม้าหลายคัน แต่ละคันคงมีบุคคลสำคัญของพวกนั้นนั่งอยู่ ถัดจากรถเทียมม้าของพวกสูงศักดิ์ ก็ยังมีกลุ่มเดินเท้าตามมาอีก ขบวนนี่อยู่ใหญ่ราวกับจะอพยพย้ายถิ่นฐานกันอย่างนั้นแหละ

 

“แย่ละสิ!

ทาราลันอุทานสีหน้าเคร่งเครียด

“มีอะไรเหรอ พวกนั้นรู้ตัวแล้วอย่างนั้นเหรอทาราลัน?”

“ยังหรอก แต่ใกล้แล้ว ดูเจ้านั่นสิ เจ้าตัวที่สวมหมวกเกราะรูปสิงโตน่ะ มันเป็นหน่วยองค์รักษ์ ท่าทางเหมือนมันจะได้กลิ่นของพวกเราแล้วล่ะ”

ผมมองตามที่เธอบอกพบว่า เจ้าตัวที่สวมหวกเกราะรูปสิงโตนั่น ท่าทางดุร้ายไม่เบา มันกำลังทำจมูกฟุดฟิด และคำรามในลำคอ สายตาก็สอดส่ายหาบางอย่าง ที่น่าจะเป็นผมกับมาราลัน ที่กำลังซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้

 

“เราจะทำยังไงดีล่ะ ขืนขยับตัวตอนนี้พวกมันต้องรู้แน่”

“ปีนขึ้นไป”

ทาราลันที่มีสีหน้าครุ่นคิดหันมาสั่งผมเสียงเบา

“อะไรนะ?”

ผมถามอย่างไม่แน่ใจ

 

“ปีนขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เบาๆด้วยแล้วซ่อนตัวจนกว่าขบวนของพวกมันจะผ่านไปจนหมด จากนั้นให้มุ่งไปทางทิศตะวันออก ไม่ต้องหยุดสู้กับอะไรก็ตามที่มาขวางทาง หนีอย่างเดียว ฉันจะไปรอเธอที่ชายป่าทิศนั้น”

“เดี๋ยวสิ พูดอย่างนี้แปลว่าจะแยกกันอย่างนั้นเหรอ?”

“ใช่ มันดีที่สุดแล้ว ฉันจะเบนความสนใจพวกนั้นให้เอง พวกนักรบและองค์รักษ์ส่วนหนึ่งจะตามล่าฉัน ส่วนพวกที่เหลือจะคุ้มกันขบวนเร่งเดินทางไปยังที่ปลอดภัยของพวกมันให้เร็วที่สุด”

“ไม่ได้นะ ผมไม่ยอมให้เธอมาปกป้องหรอก ผมเป็นผู้ชายนะ จะให้ผู้หญิงมาดูแลปกป้องได้ยังไง อีกอย่างผมเป็นแค่ข้อมูลไม่มีตัวตน ให้ผมล่อพวกนั้นไปยังดีกว่า ถึงพลาดท่าตายไปก็แค่ข้อมูลเท่านั้นที่ตาย ตัวจริงของผมยังปลอดภัยอยู่บนอูริเอล”

“ก็แค่ผู้ชายอ่อนแอไม่ใช่รึ!

ทาราลันทำเสียงดุใส่ผม สายตายามนี้ของเธอดูน่ากลัวยิ่งกว่าการถูกพวกเอปทรงภูมิฆ่าเอาเสียอีก มันทำให้ผมพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว

 

“ไม่ต้องรีบหรอก ระหว่างทางที่หนีเธอต้องเจออะไรอีกเยอะ ยิ่งกว่าเอปพวกนี้ถ้าโชคไม่ดี ถึงเธอจะตายไม่จริงยังไงก็ช่าง แต่ฉันรู้วิธีรับมือกับพวกมันดี และการไปคนเดียวก็คล่องตัวกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย สลัดพวกมันหลุดได้โดยไม่ต้องเจ็บตัวด้วยซ้ำ ส่วนเธอน่ะถ้าคิดจะทำเท่ปกป้องใคร ก็ไปฝึกให้เก่งจริงก่อนค่อยพูดก็ยังไม่สายหรอกนะ ตอนนี้ทำตามวิธีฉัน อย่าให้พูดซ้ำ ปีนขึ้นไปซะ”

เป็นครั้งแรกที่ราวกับถูกแม่ดุจริง เถียงอะไรไม่ออก เพราะเธอพูดเรื่องจริงที่แทงใจดำผมดังฉึกๆ มันช่างโหดร้ายสำหรับลูกผู้ชาย ที่กำลังเรียนรู้และฝึกฝนตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด บนดาวต่างถิ่นไม่เป็นที่รู้จักดีนัก แถมยังมีสิ่งมีชีวิตดุร้ายหลากหลายสายพันธุ์จ้องเขมือบ

 

“ค...ครับ...”

ผมกลายเป็นเด็กว่าง่ายไปแล้วตอนนี้ และเริ่มต้นปีนสูงขึ้นไปตามที่ทาราลันบอก ส่วนตัวเธอนั้นกำลังปีนต่ำลงไปช้าๆอย่างแผ่วเบา จากนั้นก็กระโดดไปยังต้นไม้ที่มีกิ่งยืนยาวมาใกล้ แถมยังทำเสียงดังเพื่อเบนความสนใจทั้งหมดไปที่ตัวเธอ

 

พวกเอปร้องโหวกเหวก และส่งเสียงคำราม ขบวนเดินทางหยุดชะงัก พวกนักรบและองค์รักษ์ส่วนหนึ่งเดินออกมาจากขวนแล้วเริ่มโจมตีใส่ต้นไม้ที่ทาราลันอยู่ ผมได้ยินเสียงกระโดด เสียงโหวกเหวก และเสียงวิ่ง จากนั้นขบวนเดินทางก็เริ่มขยับ และดูเหมือนจะเร่งความเร็วขึ้นเหมือนอย่างที่พรานสาวบอกกับผมจริงๆ

 

ผมรอจนเสียงทุกอย่างเงียบสงบลง ก่อนจะค่อยๆปีนลงมาจากต้นไม้ ทุกอย่างดูเงียบสงบดี บีบอทที่ปล่อยออกมาตอนก่อนลงมาจากต้นไม้ ก็ไม่ได้รายงานความเคลื่อนไหวสิ่งทีชีวิตที่เป็นอันตรายแถวๆนี้ด้วย ผมให้บีบอทนำทางไปยังทิศตะวันออกตามที่ทาราลันบอก โดยใช้ความเร็วทั้งหมดที่ผมมี เพื่อไปจากป่านี้ให้เร็วที่สุด

 

กำลังขาของผมมีมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ผมสามารถวิ่งได้เร็วขึ้น ไกลขึ้น โดยไม่รู้สึกเหนื่อย ตอนวิ่งผมพยายามเพ่งสมาธิในการฟังเสียง และดมกลิ่นของตัวเองดูบ้าง แม้จะรู้ว่าไม่มีทางทำได้อย่างทาราลัน แต่ก็อยากจะลองดูเพื่อเป็นการฝึกฝนตัวเองไปด้วย อย่างน้อยๆตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่าพัฒนาการของผมดีขึ้นมาก นับจากการเหยียบย่างเข้าสู่ดิกาแล็กเซียเป็นครั้งแรก

 

ผมหลบหลีกมอนสเตอร์ที่เข้ามาขวางทาง ทุกตัวที่พอหลบหนีได้ เพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันพบกับทาราลันที่ชายป่า แต่ก็ยังมีตัวที่ผมไม่สามารถสลัดมันหลุดไปได้ บางชนิดที่คลาสดีก็พอสู้และเอาชนะได้ไม่ยาก เพราะคะแนนการสังหารไม่สูงมากนัก และถ้าผมไม่คิดเข้าข้างตัวเองมากจนเกินไป ผมก็คิดว่าผมเก่งขึ้นมากทีเดียวล่ะ

 

แม้ว่าจะมีมอนสเตอร์หลายตัวที่ผมสังหารไปได้ไม่ยากเย็น แต่ก็ยังมีไม่น้อยที่ยังคงวิ่งไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ ในป่านี้นี่มันคงหาของกินยากน่าดูสินะ เห็นนักสำรวจหน้าอ่อนอย่างผมหน่อยไม่ได้ น้ำหลายไหลอยากกินมากจนวิ่งไล่ตามมาไม่ยอมหยุด หึหึ... แบบนี้ถ้าผมหมดแรงก่อนละก็ ได้โดนรุมทึ้งทั้งเป็นแน่ๆ แค่นึกภาพตามก็สยองจนขนหัวลุกแล้ว

 

“อ๊ะ!

ผมต้องชะงักเท้าเพราะเจอเอปตัวหนึ่งอยู่ด้านหน้า ห่างออกไปราวร้อยกว่าเมตร น่าจะเป็นหนึ่งในตัวที่ไล่ตามทาราลันไป เพราะผมจำหมวกเกราะรูปสิงโตที่มันสวมอยู่ได้ ท่าทางเหมือนมันกำลังตามหาใครหรืออะไรอยู่ แถมยังดูหัวเสียมากทีเดียว แถมมันยังหันมาเห็นผมเข้าพอดีอีก

 

“ซวยละสิ ข้างหลังก็มี ข้างหน้าก็เจอ!

ผมหยุดวิ่งได้ไม่นานนัก เพราะด้านหลังยังมีมอนสเตอร์วิ่งตามมาอีกเป็นฝูง เจ้าเอปตัวนั้นก็ดันแสยะยิ้ม ท่าทางดีใจที่ได้เห็นผม มันควงอาวุธในมือที่ดูคล้ายทวนเหล็กอย่างคล่องแคล่ว แล้ววิ่งเข้ามาหาผมอย่างหมายมาด

 

“เอาก็เอา ยังไงซะก็ต้องไปทางนี้อยู่แล้วนี่”

ผมตัดสินใจวิ่งเข้าหาเจ้าเอปนักรบนั่น แต่ไม่ได้คิดจะสู้ด้วยหรอกนะ สมองของผมคิดอะไรดีๆกว่านั้นออกในฉับพลัน นั่นคือการสลัดมอนสเตอร์ที่ตามมาเป็นฝูงให้หลุด ด้วยเอปตัวที่อยู่ข้างหน้าผมนี่

 

ปังๆ

 

ผมชักปืนยิ่งใส่มันไปสองนัด ทำให้เอปนักรบชะงัก มองผมตาขวางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ มันวิ่งปรี่เข้ามาหา หวดทวนยาวมาด้านหน้า กะว่าคงฟันผมให้ขาดครึ่งในระยะโจมตีพอดี แต่มันประเมินความเร็วของผมต่ำไปแล้ว ผมรู้ดีว่าไม่อาจเอาชนะเจ้าตัวมัดกล้ามนี่ด้วยกำลัง  ดังนั้นผมจึงเบี่ยงตัวหลบให้เสี้ยววินาที แม้จะเฉียดฉิวเสียผมไปปอยหนึ่ง แต่ก็ถือว่าหลบมาได้ เจ้าเอปนั่นฟันพลาดซะแล้ว

 

ผมเซเสียหลักเล็กน้อยจากการหลบเมื่อครู่ แต่ก็พยายามทรงตัวและออกวิ่งหน้าตั้งไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความงงงันของเจ้าเอปนั่น ซึ่งแน่นอนว่ามันงงได้ไม่นาน เพราะพริบตามอนสเตอร์ที่ไล่ตามผมมาก็เข้าลอมมันเอาไว้อย่างหิวกระหาย

 

“สำเร็จ!

แผนของผมได้ผล ในที่สุดก็สลัดเหล่ามอนสเตอร์จอมตื้อนั่นไปได้ ระยะทางก็ไม่ไกลแล้วกว่าจะถึงชายป่า ที่นัดทาราลันเอาไว้ ยิ่งใกล้ชายป่ามอนสเตอร์ที่เป็นอันตรายก็จะน้อยลง คราวนี้เลยง่ายกับผมมากขึ้น โชคยังดีที่มาเริ่มเหนื่อยเอาตอนใกล้ถึงที่หมาย เพราะพื้นที่บริเวณนี้มีความปลอดภัยมากกว่า แม้ว่าจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม

 

ซวบ!

 

ตึง!

 

มีบางอย่างกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ มันเร็วมากจนผมมองตามไม่ทัน ที่สำคัญบีบอทยังไม่ยอมรายงานอีกด้วย มันกระแทกร่างผมอย่างแรง จนผมลงไปนอนคลุกฝุ่นอยู่กับพื้น อุ้งมือใหญ่ทาบทับอยู่บนหน้าอก จนรู้สึกได้ถึงแรงกดจากน้ำหนักของเจ้าของอุ้งมือนั้น

 

โฮกกก!

 

มันคำรามเสียงดังลั่น ก่อนจะหวดอุ้งมืออีกข้างลงมาใส่ผมอย่างรวดเร็ว โดยที่ผมยังคงอยู่ในอาการเหนื่อยหอบและตกตะลึง

ฉึก!

 

การโจมตีนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาของมันเบิกค้างด้วยความตกใจ อุ้งมือที่กำลังจะหวดลงมาอย่างแรงนั้นตกลงข้างตัว มันคือเอปตัวนั้น ตัวที่โจมตีใส่ผมเมื่อตอนก่อนหน้า มันสลัดมอนสเตอร์เหล่านั้นไปได้ หรือไม่ก็สามารถฆ่าทิ้งได้ทั้งหมดแล้วไล่ตามผมมา สภาพร่างกายที่มีบาดแผลไปทั่วนั้น บ่งบอกว่ามันเจอกับการต่อสู้หนักหนามาพอสมควร แต่ก็เพียงเท่านั้น เพราะตอนนี้มันเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ ที่มีลูกธนูปักคาอยู่ที่ด้านข้างศีรษะ จนทะลุไปถึงอีกด้าน และเจ้าของธนูดอกนั้นก็คือ

 

“ทาราลัน...!

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #468 oomironhorse (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 20:04
    แทงใจพรุนซะ +_+
    #468
    0
  2. #343 RoZenKreuZ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 / 14:31
    หูววว กระอั่กเลือดเป็นฝอยอ่ะ เจ็บมั้ยเซวิล 55555
    มันเป็นสิ่งแรกที่ควรทำตั้งแต่เหยียบดาวแล้วนะ มัวแต่โอเอ้ไล่สาดกระสุนมั่วซั่วอยู่นั่นแหละ
    #343
    0
  3. #319 ฝนธารา (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 19:37
    โดนว่าอย่างนี้ควรไปฝึกต่อสู้ได้แล้วนะ
    #319
    0
  4. #270 piwut (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 17:57
    แค่ผู้ชายอ่อนแอ...... เจ็บซะ
    #270
    0
  5. #258 kimurakung (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 18:56
    เกือบไม่รอดแล้ว ศวิล !!
    #258
    0