THE GALAXIA

ตอนที่ 31 : Last Goodbye

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 895
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    13 ก.ค. 58





 

โลก ดูห่างไกลกว่าที่จำได้ ครั้งก่อนตอนขึ้นยานอูริเอล มันยังอยู่ใกล้ และดูใหญ่โตกว่าที่เห็นอยู่ตอนนี้ ผมอยู่ห่างไกลจากมันมาก จนรู้สึกได้อย่างชัดเจน ว่าจะไม่มีวันได้กลับไป หรือมองเห็นมันใกล้ๆอีกเป็นหนที่สอง ความงดงามของมันที่ใครๆต่างก็กล่าวขานกันว่า “บลู แพลนเน็ต” ตอนนี้เป็นได้แค่เพียงดาวงดาวแห่งเพลิงกัลป์และความตาย ยังมีผู้คนอยู่ที่นั่นตอนเราจากมา หนึ่งในนั้นก็คือน้าเจดาของผม ผู้หญิงที่เป็นทั้งพ่อและแม่ คนที่เลี้ยงผมมาจนโต

 

“ลาก่อนนะครับ น้าเจดา”

ไม่มีใครมีชีวิตอยู่โดยไม่เคยพานพบกับการจากลา ไม่ว่าช้าหรือเร็วสักวันมันจะมาถึง และเราต้องเรียนรู้ที่จะรับมือกับมัน ต้องเดินผ่านห้วงแห่งความทุกข์ และดำเนินชีวิตต่อไป

“ศวิลคะ คุณกำลังร้องไห้?”

เอไอสาวทัก ทำให้ผมรู้สึกตัวแล้วรีบปาดน้ำตาออกจากดวงตาและแก้มทั้งสองข้าง ไม่ว่าใคร ก็ต้องมีวันที่อ่อนแอทั้งนั้น แม้ว่าเราจะพยายามจะซ่อนมันไว้อย่างไร ในที่สุดมันก็ต้องแสดงออกมาให้ใครสักคนได้เห็น แม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งใจเลยก็ตาม

“ขอโทษทีนะ พอดีผมกำลังคิดถึงใครบางคนที่อยู่บนโลกนั้น คิดถึงมาก จนสุดขั้วหัวใจ...”

“ไม่เห็นต้องขอโทษเลยนี่คะ การคิดถึงใครสักคนไม่ใช่ความผิดสักหน่อย”

เจดายิ้ม และพูดปลอบผม ผมหัวเราะออกมาเบาๆกับคำพูดนั้น

“ขอบใจนะ ดีใจที่ได้ยินแบบนั้น”

ผมยิ้มให้เธอ ดวงตาของเธอดูอบอุ่น ดูราวกับเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของผมในตอนนี้เป็นอย่างดี ทั้งที่เธอไม่รู้อะไรเลย เกี่ยวกับน้าเจดา หรือความรักความผูกพันของผมกับน้าเจดา แต่ถึงอย่างนั้น ดวงตาของเธอกลับดูราวกับว่า เธอเข้าอกเข้าใจมันเป็นอย่างดี

 

“หึๆ รู้ไหม ถ้าคุณมีตัวตนอยู่ตรงนี้จริงๆละก็ ผมคงขอกอดคุณสักครั้งแน่”

ผมพูดเพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องตกใจกับปฏิกิริยาที่ได้รับ เพราะเอไอสาวซึ่งเป็นเพียงภาพโฮโลแกรม กลับหน้าแดงและมีท่าทีเขินอาย

“นี่คุณเขิน อย่างนั้นเหรอเจดา?”

“ค่ะ แม้จะเป็นเพียงภาพฉายไร้ตัวตน แต่เราก็ได้รับโปรแกรมทางด้านอารมณ์ความรู้สึกด้วย เพื่อจะได้เป็นคู่คิด และที่ปรึกษาที่มีอารมณ์ร่วมได้ด้วย ทั้งความโกรธ เห็นอกเห็นใจ แต่จะไม่รุนแรงเท่ากับระดับอารมณ์ของมนุษย์ค่ะ”

“งี้นี่เอง ก่อไปนี้ผมจะระวังคำพูดนะ”

“ไม่หรอกค่ะ ไม่เป็นไร”

 

ดูเหมือนเจดายังแสดงความรู้สึกเขินอายออกมาเล็กน้อย มันทำให้ผมรู้สึกประหม่าและเขินอายไปด้วยเช่นกัน น่ากลัวว่าอารมณ์ความรู้สึกที่เหล่าเอไอแสดงต่อมนุษย์ จะทำให้เราเกิดความไว้ใจและไม่ระวังตัว ยิ่งสนิท ยิ่งไว้วางใจมากเท่าไร เราก็อาจเผยเรื่องส่วนตัวและความลับมากมายให้มันได้รับรู้ ยิ่งเอไอที่ระบบสมองแบบศูนย์กลางของเจดา มีการแชร์ข้อมูลเข้าสู่ระบบแบบนี้ ก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น เพราะคนของกาแล็กซีลัส อาจจะมาดูข้อมูลพวกนี้เมื่อไรก็ได้

 

“เป็นอะไรไปคะเงียบเชียว?”

เดาถามเมื่อเห็นผมนิ่งเงียบไป

“อ้อ ผมยังเจ็บกล้ามเนื้ออยู่น่ะ แล้วก็ค่อนข้างหิวด้วย ต้องสแตนด์บายอยู่ในห้องแบบนี้ คงออกไปหาอะไรกินไม่ได้ เฮ้อ...”

ผมถอนหายใจยาวแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ระบบเชื่อมต่อถูกปิดไปแล้ว ตอนนี้มันจึงเป็นแค่เตียงแสนนุ่ม ที่เชิญชวนให้นอนหลับในยามเหนื่อยล้า และเจ็บปวดที่สุด

 

ติ๊ง!

 

“เซวิล ห้องหมายเลข 042 เปิดรับโปรตีนพิลด้วย”

มีเสียงดังมาจากหน้าประตูห้อง เจดามองหน้าผมเพื่อขอให้ออกคำสั่ง

“เปิดประตูห้อง”

ผมสั่ง เมื่อประตูห้องเปิดออก ก็มีเจ้าหน้าที่ชายยืนอยู่ข้างหน้า เขาแปลกในที่ไม่เห็นผมยืนอยู่ตรงประตู และมองหาด้วยความสงสัย

“ขอโทษครับ ผมเพิ่งตายอย่างโหดเลยในดิกาแล็กเซีย กล้ามเนื้อของผมมันเจ็บไปหมด ขนาดลุกยืนยังไม่ค่อยจะไหวเลย”

เขายิ้มเมื่อได้ยินคำตอบ ก่อนจะขอเข้ามาในห้อง เพื่อโปรตีนพิลมาให้กับผม

“โดนมาหนักละสิท่า แต่เชื่อเถอะว่ามันจะทำให้นายแข็งแกร่งขึ้น ระบบกระตุ้นกล้ามเนื้อพวกนี้ใช้ได้ดีมาก”

เขาพูด พร้อมทั้งยื่นโปรตีนพิลจากกล่องในมือมาให้ผมเม็ดหนึ่ง

“ขอบคุณครับ คุณรู้ได้ยังไงนะ ผมกำลังหิวอยู่เลย”

“ฮ่ะๆๆ ไม่รู้หรอก แต่เพราะคงต้องมีหลายคนที่หิว หลังจากตัดการเชื่อมต่อกับดิกาแล็กเซียน่ะสิ เพราะต้องให้สแตนด์บายอบู่ในห้อง เราเลยต้องมาเดินแจกโปรตีนพิลให้”

 

“อย่างนี้นี่เอง”

“สำหรับนายฉันคงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะต้องพักฟื้นผ่อนคลายกล้ามเนื้อและสมองนานเลย กว่าจะเชื่อมต่อกับดิกาแล็กเซียได้อีกครั้ง แต่คนอื่นๆที่ถูกดึงออกมาอย่างกะทันหันอาจจะพยายามกลับเข้าไป รู้ไหมระหว่างไฮเปอร์ไดรฟ์ สัญญาณการเชื่อมต่อจะไม่เสถียร มันเป็นอันตรายต่อคลื่นสมองหากยังเชื่อมต่ออยู่ในดิกาแล็กเซีย ตอนนี้ส่วนกลางเลยตัดปัญหาด้วยการปิดสัญญาณไปแล้วล่ะ เลยต้องมาไล่เตือนทุกคนที่ละห้องพร้อมกับแจกโปรตีนพิลไปด้วยนี่แหละ”

“ลำบากแย่เลยนะครับ ฮ่ะๆ”

นี่ขนาดไม่ได้อธิบายมากนะ มาเป็นชุดเลย

“ไม่หรอก ดีที่ฉันไม่ต้องทำงานนี้คนเดียว เอาล่ะพักผ่อนเถอะ ฉันไม่รบกวนละ ต้องรีบแจกให้หมดทุกคนก่อนถึงจุดไฮเปอร์ไดรฟ์”

“ครับ ขอบคุณมากครับ”

 

เมื่อประตูห้องปิดลง พร้อมกับการจากไปของเจ้าหน้าที่แจกโปรตีนพิล ผมก็จัดการกินมันเข้าไป เคี้ยวให้ละเอียดและกลืน ก่อนจะเอนตัวลงนอนบนเตียงอีกครั้ง คราวนี้ท้องอิ่ม บอกกับอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ผมจึงหลับลงอย่างง่ายดาย และเมื่อตื่นมาอีกครั้งก็พบว่าเราผ่านจุดไฮเปอร์ไดรฟ์มาแล้วราวสี่ชั่วโมง

 

ผมรีบโทรหาทเวน เพราะเห็นว่ามันเลยเวลาที่นัดไว้มานานแล้ว แต่ปรากฏว่า สภาพของเขาดูงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่นไม่มีผิด

“งาย เซวีลล”

“นี่นายเพิ่งตื่นใช่ไหมเนี่ย?”

“ใช่เลย พอกินโปรตีนพิลเข้าไปก็หลับเป็นตาย แล้วนายล่ะ ท่าทางดูไม่หนักหนาเท่าไรนี่นา”

“ผมตื่นได้สักพักแล้วละ เห็นมันเลยเวลามานาก็เลยลองโทรหานายดู ใครจะคิดล่ะว่านายเองก็หลับเป็นตายเหมือนกัน”

“ฮ่ะๆๆๆ ใช่ๆหลับสนิทดีมากจริงๆเลยล่ะ ว่าแต่นายลองลุกเดินดูยัง เผื่อว่าเราจะไปนวดกันอีกรอบ ฉันยังติดใจการนวดคราวที่แล้วอยู่เลย สุดยอดแห่งการบำบัดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อจริงๆ”

“นั่นสิ แล้วนายล่ะ ผมเองไม่มีอาการสั่นแล้วล่ะ คิดว่าคงจะเดินได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ลองหรอกนะ”

“งั้นมาลองพร้อมกันเลย!

เรามองหน้ากันอยู่พักหนึ่ง เหมือนต่างคนต่างก็กลัวเสียฟอร์ม ถ้าหากลุกยืนแล้วดันล้มขึ้นมา แต่เราก็พยักหน้าให้กันแล้วค่อยๆยืนขึ้นช้าๆ

“เยี่ยม ฉันว่าฉันเดินได้แล้วนะ”

ทเวนพูดแล้วเริ่มก้าวช้าๆอย่างมั่นคง

“แบบนั้นผมก็คงเดินได้เหมือนกัน งั้นเราไปนวดกันเถอะ ผมนี่ปวดกล้ามเนื้อจะแย่แล้ว”

 

ทเวนยิ้มและพยักหน้า แต่ก่อนไปเราคงต้องอาบน้ำล้างหน้ากันสักหน่อย จากนั้นก็ไปเจอกันหน้าเซ็กเตอร์เหมือนเดิม

คราวนี้การบำบัดนานกว่าที่คิดและไม่เพียงแต่ต้องนวดเท่านั้น ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนการผ่อนคลาย สี่ชั่วโทงหลังจากนั้น ผมกับทเวนก็เดินตัวเบาออกมาเช่นเคย แทบไม่รู้สึกถึงอาการเจ็บของกล้ามเนื้ออีกเลย ที่สำคัญ กล้ามเนื้อของผมดูได้รูปสวยยิ่งกว่าเดิม โดยไม่ต้องไปพึ่งห้องออกกำลังกายเลยด้วย

 

“ที่เซ็กเตอร์นี่คนน้อยจังนะ”

ทเวนตั้งข้อสังเกต ตอนเราออกมาจากห้องนั้น คนยังเยอะอยู่ เพราะส่วนกลางยังไม่เปิดระบบการเชื่อมต่อสู่ดิกาแล็กเซีย แต่ตอนนี้กลับบางตาลงไปมาก เรียกได้ว่าแทบจะร้างเลยทีเดียว

“เฮ้พวกนาย เดอะโบนส์เรียกรวมพลนะ เห็นว่าจะแจกอุปกรณ์จำเป็น รีบไปเร็วเข้าสิ มัวมาโอ้เอ้อะไรแถวนี้กัน เขาไปกันตั้งนานแล้วนะ!

 

พวกเรามองหน้ากันแล้ววิ่งตามชายคนนั้นไป เพราะไม่รู้ว่าเขาเรียกนัดรวมพลกันที่ไหน ยังไงด้วยซ้ำ แต่วิ่งมาไม่เท่าไรเราก็เจอกับแถวยาวเหยียดของเหล่าผู้ถูกเชิญ พวกเขากำลังต่อแถวรออะไรสักอย่าง ผมกับทเวนเองก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะหัวแถวนั้นค่อนข้างไกลทีเดียว

 

“นี่ๆ เราต่อแถวทำอะไรกันน่ะ นายรู้ไหม?”

ทเวนถามคนที่ต่อแถวอยู่ด้านหน้าเรา

“นี่พวกนายไปอยู่ไหนมาเนี่ย หลังจากผ่านจุดไฮเปอร์ไดรฟ์มาได้ชั่วโมงนึง ยานอวกาศก็มีประกาศแจ้งให้มารับคอมเจ็นที่นี่ไง!

ผู้ชายคนนั้นตอบ ดูจากหน้าตาและสำเนียงแล้วคงเป็นคนญี่ปุ่น

“แจกคอมเจ็น แบบนี้ฉันก็มีอุปกรณ์ติดต่อกับโมนิกแล้วสินะ!

ทเวนพูดขึ้นด้วยความรู้สึกดีใจ หลังจากที่โมนิกและน้องชายของเธอต้องไปจากอูริเอล เพื่อกลับไปยังยานอวกาศที่เธอได้ลงทะเบียนเอาไว้ตั้งแต่แรก

“คิดถึงสาวก่อนเลยนะนาย”

ผมแซว ส่วนทเวนก็ยังคิ้วชอบใจ

 

เราต่อแถวอยู่นานราวชั่วโมงกว่าเกือบสองชั่วโมง ในที่สุดก็ได้คอมเจ็นมาครอบครอง มันเป็นของใหม่ที่ยังไม่ถูกติดตั้งโปรแกรมใดๆไว้เลย นอกจะโปรปกรมทำงานพื้นฐาน ผมอยากให้โปรแกรมที่เคยติดตั้งไวในคอมเจ็นในโลกดิกาแล็กเซีย สามารถใช้ได้กับคอมเจ็นเครื่องนี้ด้วยจริงๆ และมันก็น่าจะมีวิธีที่ทำได้ โดยไม่ต้องไปหาโปรแกรมมาติดตั้งใหม่อีกครั้งให้ยุ่งยาก ไม่รู้ว่าเนนีร่าจะช่วยผมในเรื่องนี้ได้ไหม

 

คนที่ดูจะไม่สนใจเรื่องโปรแกรมในคอมเจ็นเลย เห็นจะมีทเวนคนหนึ่งละ เพราะเขาพูดเลยว่าจะติดต่อหาโมนิกให้ได้ ก่อนจะทำอะไรทั้งสิ้นกับคอมเจ็นนี้ ซึ่งผมก็ไม่โทษเขาหรอก คนกำลังมีความรัก แล้วคนที่รักก็จากไปไกล ย่อมต้องคิดถึงกันเป็นธรรมดา

 

“นี่เจดา ผมเชื่อมต่อเข้าสู่ดิกาแล็กเซียได้หรือยังนะ?”

ผมวางคอมเจ็นลงบนโต๊ะใกล้ๆกับเตียงนอน ก่อนจะหันไปถามเอไอผู้ดูแลห้อง เธอหันมามองผมและเดินเข้ามาแตะแม้จะเป็นเพียงแสงที่โดนตัวผม แค่เพียวครู่เดียวเธอก็ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

 

“อัตราการฟื้นตัวของคุณน่าทึ่งมากค่ะ แทบไม่พบอาการข้างเคียงต่อสมองและกล้ามเนื้ออีกแล้ว ฉันแนะนำให้นอนพักปรับสภาพอีกครั้ง ก่อนการเชื่อมต่อครั้งต่อไปค่ะ”

“โอ้! ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นน่ะ ขืนผมต้องอยู่เฉยๆในห้องนานๆ ผมคงเบื่อแย่”

ผมยิ้มให้กับเธอ ก่อนจะเอนตัวลงนอนพักผ่อนอีกครั้ง เพื่อให้ร่างกายและสมองพร้อมเต็มที่ อีกอย่างไม่รู้ว่าทเวนถูกประเมินสภาพความพร้อมเหมือนกันกับผมไหม ขืนผมเชื่อมต่อเข้าดิกาแล็กเซียไปก่อน มีหวังโดนหมอนั่นตื้อถามหาความจริงไม่หยุดแน่

 

สองสามชั่วโมงต่อมา ผมลองติดต่อหาทเวนดู ถามเข้าว่าได้รับการประเมินสภาพให้เชื่อมต่อเข้าสู่ดิกาแล็กเซียได้หรือยัง ปรากฏว่าตัวเขาเองเชื่อต่อเข้าไปก่อนผมเสียอีก และฝากให้เอไอของเขาบอกกับผมว่า เขานัดเจอกับโมนิกในดิกาแล็กเซีย เลยเชื่อมต่อเข้าไปก่อนแล้ว

 

“เชื่อเขาเลย”

ผมบ่นพลางหัวเราะเบาๆอย่างขบขัน หวังว่าทเวนคงไม่ร้องเพลงจีบหญิง แบบที่เขาร้องให้ผมฟังเพื่อจีบโมนิกหรอกนะ แต่ก็อีกแหละ ใครจะไปรู้ล่ะ บางทีเธออาจจะชอบเพลงของเขาก็ได้ อย่างไอ้เพลงปวดหลังนั่น ฟังดีๆมันก็ลึกซึ้งอยู่นะ แต่ผมขอย้ำนะว่า ให้ฟังดีๆ

 

“เอาล่ะเจดา ผมจะเชื่อมต่อกลับเข้าไปในดิกาแล็กเซียแล้วนะ”

“ค่ะศวิล พร้อมแล้วก็เอนกายลงนอนในท่าสบายๆได้เลย”

เธอตอบรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผมจึงเองตัวลงนอน ขยับเล็กน้อยเพื่อหาท่าที่สบาย และเริ่มต้นการเชื่อมต่อสู่ดิกาแล็กเซีย

ผมลืมตาขึ้น เพราะได้ยินเสียงจอแจของผู้คน แล้วพบว่าตัวเองนั่งหลับอยู่บนม้านั่งยาวข้างทาง ที่อยู่ในเมืองแปลกๆ ดูโบราณและทำจากไม้เป็นส่วนใหญ่ พื้นถนนก็เป็นดินอัดธรรมดาๆ ผู้คนก็ดูแปลกตาซะจน ผมเผลอร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ เพราะมีคนหนึ่งยื่นหน้าเข้ามาใกล้มากเกินไป

 

“ว้ากกก!

เสียงร้องของผมทำให้พวกเขาถอยกรูด เว้นระยะห่างออกไปเกือบสองเมตร

“ข...ขอโทษนะ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้พวกคุณตกใจ!

ผมรีบกล่าวขอโทษ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะฟังไม่รู้เรื่อง

                “อะไรเนี่ย พวกนี้มันอะไรกัน”

ผมเริ่มวิตกเพราะ กลุ่มสิ่งมีชีวิตตรงหน้าผม แม้จะดูคล้ายคลึงกับมนุษย์ แต่ดูยังไงก็เหมือนลิงบนโลกมากกว่า พวกเขามีขนขึ้นปกคลุมตัว ยกเว้นใบหน้า ฝ่ามือ และฝ่าเท้า สวมอาภรณ์ปกปิดบางส่วนของร่างกายที่ทำจากหนังสัตว์ กระดูก และใบไม้ มีคนหนึ่งชี้อาวุธคล้ายหอก ที่ทำจากไม้และกระดูกมายังผม และพูดกับกลุ่มของเขาด้วยภาษาที่ผมไม่รู้จัก จากนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ดูเหมือนจะหันอาวุธที่มีมาทางผมทั้งหมด

 

“ด...เดี๋ยวสิ ผมไม่ได้มาทำร้ายพวกคุณนะ!

ผมร้องบอกเสียงดัง แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย และยังคงชี้อาวุธเดินเข้ามาหาผมด้วยสายตามุ่งร้าย ผมจึงขยับตัวลุกขึ้น ถอยออกไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว และแตะปืนที่ข้างเอวไว้โดยไม่ได้ชักออกมา

 

“ชู่วววว!!!

 

ตุบ

 

มีเสียงหนึ่งดังมาจากบนต้นไม้ มันดังมากจนคนแปลกที่ห้อมล้อมผมอยู่ตกใจ ไม่นานเจ้าของเสียงนั้นก็กระโจนลงมาจากต้นไม้ ยืนหันหลังให้ผมและเผชิญหน้ากับกลุ่มคนประหลาดนั้น

“ชานดร้า!!

หนึ่งในกลุ่มคนประหลาดนั้นตะโกนเสียงดังด้วยความตกใจ ก่อนจะพากันวิ่งหนีหายไปในป่าอย่างรวดเร็ว

“ข...ขอบคุณครับ?”

ผมกล่าวขอบคุณ แม้ไม่รู้ว่าคนที่มาใหม่นี้จะเจตนาช่วยผมไว้หรือไม่ก็ตาม

“ให้ตายสิ มาอยู่ในที่แบบนี้นี่เอง”

เสียงหวานใสนั้นตอบกลับมาทั้งที่ยังไม่หันมามองผม แต่จากน้ำเสียงก็พอรู้ได้ว่าเธอเป็นมิตร ไม่ใช่ศัตรูแน่นอน

“เพื่อนหายไปไหนซะล่ะ?”

เธอถาม คราวนี้หันมา ทำให้ผมเห็นใบหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน

 

ที่จริงจากการแต่งกาย และอาวุธที่เธอใช้ ผมก็พอเดาออกว่าเธอคือชาวชานเดร่า แต่ด้วยขนาดร่างกายที่ดูจะเล็กกว่ามาตรฐานหญิงสาวของชาวชานเดร่าไปมาก ก็เลยทำให้ผมไม่แน่ใจนัก ยิ่งลักษณะใบหน้าและผิวพรรณดูจะคล้ายคลึงกับมนุษย์อย่างผมยิ่งกว่าเสียอีก

 

“สวัสดี ฉันชื่อทาราลัน”

เธอแนะนำตัว พร้อมยื่นมือมาให้ผม ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบเหลือง มีสีเหลือบฟ้าและม่วงจางๆ เธอสูงพอๆกับผมแม้ว่าจะเดินด้วยเท้าเปล่า เรือนผมยาวตรงสีน้ำตาลเข้มเงางามเป็นประกาย เช่นเดียวกับสีคิ้วและขนตา ริมฝีปากอวบอิ่มสีส้ม เข้ากับผิวสีน้ำผึ้งอ่อนๆอย่างไร้ที่ติ

 

“อ้อ! ผมเซวิลครับ”

ผมรู้ตัวว่าเผลอมองเธอนานไปหน่อย จึงรีบแนะนำตัวเองบ้าง

 

“แต่ว่าคุณรู้ได้ยังไงว่าผมมีเพื่อน ตอนตื่นมาที่นี่ผมอยู่คนเดียวนี่นา?”

“เธออาจจำฉันไม่ได้ แต่ฉันอยู่ในกลุ่มพรานสาวที่ตามล่าอัญมณีแห่งป่าด้วย นั่นพอจะอธิบายได้ไหมว่าทำไมฉันถึงรู้เรื่องเพื่อนของเธอ”

“อย่างนี้นี่เอง แต่ผมจำไม่ได้เลยว่าเธออยู่ที่นั่นด้วย หรือว่าเธออยู่บนต้นไม้ตลอดกันล่ะ?”

คำพูดนี้ทำให้เธอยิ้ม

 

“ไปจากที่นี่เถอะ ป่าแถบนี้ไม่เหมาะกับพวกมือใหม่หรอก แม้แต่พวกเก่งๆของเผ่าชานเดร่าเอง ก็ยังเอาตัวแทบไม่รอดเลย ดีนะที่พวกที่เธอเจอเมื่อกี้ เป็นแค่พวกเอป (EP) สติปัญญาต่ำ ถ้าเจอพวกทรงภูมิละก็คงไม่ได้ตื่นขึ้นมาแน่”

พูดจบเธอก็เดินนำผมไป แน่นอนว่าผมต้องรีบเดินตามเธอไป เพราะป่าแถบนี้ผมไม่รู้จัก และมันก็ยังไกลจากเมืองเวิลด์แลนด์ซิตี้มากด้วย ทเวนเองก็ไม่ได้อยู่กับผม และทาราลันก็ดูเหมือนจะรู้ว่าต้องทำอะไร เพื่อจะได้ออกไปจากป่านี้อย่างปลอดภัยด้วย

 

“งูนั่นตบเธอมาไกลน่าดูเลยนะ”

อยู่ดีๆทาราลันก็พูดขึ้น

“เอ๋ คุณพูดอะไรนะ ไกลหรอ ผมไม่เห็นรู้สึกอย่างนั้นเลย”

ผมถามขึ้นด้วยความสงสัยทันที เพราะจำได้ว่ามันเป็นช่วงเวลาอันแสนจะสั้น ตอนที่หางของเซอร์เพนต้าตวัดโดนร่าง จากนั้นสติก็ดับวูบลง โดนไร้ความเจ็บปวดใดๆทั้งสิ้น

 

“โชคดีจังนะที่ได้ตายอย่างไม่ทรมานอย่างนั้น อันที่จริงแรงหวดจากหางอันทรงพลังของดวงตามรณะนั้น สามารถบดขยี้ร่างกายมนุษย์ให้แหลกเหลวได้ภายในพริบตา แต่ด้วยชุดป้องกันนั้น มันจึงสามารถรักษาร่างที่ตายแล้วให้คงรูปไว้ได้ และกระเด็นไปตามแรงหวดไกลโข เธอคงไม่อยากรู้หรอกว่าฉันเจอศพเธอในสภาพไหน ก่อนที่มันจะหายไป”

ผมตะลึง และเริ่มฉุกคิด เธอรู้เรื่องงูยักษ์ที่เราเจอในฮันท์ฟอร์เรสต์ แถมยังไล่ตามศพของผมที่กระเด็นไปไกล และรอจนเจอกับผมอีก

 

“คุณ...เป็นใครกันแน่!

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #318 ฝนธารา (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 24 กันยายน 2558 / 19:29
    สนุกดีจ้า
    #318
    0
  2. #266 piwut (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 09:33
    สนุกมาก
    #266
    0
  3. #263 ChEss_ZeR (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 22:13
    สมองไวมากเลยวศิล
    #263
    0
  4. #257 kimurakung (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 / 18:49
    ตื่นมาคนเด่วแบบนี้ แล้วทเวนหายไปไหน .. ตายก็ตายพร้อมกัน
    #257
    0