THE GALAXIA

ตอนที่ 3 : Wellcome to the galaxia

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,198
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    25 ธ.ค. 57

 

 

นาโนเลเธอร์ ชุดสวมใส่ง่าย สบายตัวแห่งโลกอนาคต ผมยอมรับว่ารู้สึกขนลุก ตอนที่ลูกบอลนั่นแตกตัวออกเมื่อถูกบีบ และแผ่ขยายขึ้นมาตามร่างกายของผม จากปลายนิ้ว สู่ท่อนแขน หัวไหล่ คอ ลำตัวทั้งด้านหน้าและหลัง รวมถึงช่วงล่างจนถึงข้อเท้า มันเข้ากับรูปร่างของผมได้ดี ให้ความรู้สึกเบาสบาย แถมยังเสริมให้ดูมีกล้ามเนื้อนิดๆอีกด้วย และยังปกปิดส่วนสำคัญแสดงความเป็นชาย ให้ราบเรียบไม่นูนออกมาให้ดูน่าขบขันอีกด้วย

ผมสังเกตเห็นรอยกลมๆ บุ๋มลงไปในตัวนาโนเลเธอร์ ตรงช่วงหัวไหล่ ท่อนแขน ลำตัว เรื่อยไปขนถึงข้อเท้าทีเดียว มันดูแปลกดีทั้งที่ชุดออกจะเบาสบายแบบนี้ แต่ความจริงแล้วมันหนาใช่เล่นทีเดียว ผมเดินออกมาจากห้องน้ำ เห็นรอยยิ้มของเจดาก็รู้ทันทีว่า เสื้อผ้าของผมยังไม่สมบูรณ์

“ถุงมือ และรองเท้าอยู่ในประตูบานที่สองของตู้เสื้อผ้าค่ะศวิล ส่วนรอยบุ๋มบนตัวเสื้อเหล่านั้น มีไว้รองรับการติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่นๆลงบนชุดของคุณ”

เจดาอธิบาย ขณะที่ผมเดินไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้าบานที่สอง แค่กดมันก็เลื่อนเปิดออกอย่างง่ายดาย แม้ว่าเจดาจะบอกกับผมว่าห้องนี้รองรับคำสั่งเสียงโดยสมบูรณ์ แต่ดูเหมือนมันจะร่วมกับระบบจดจำลายนิ้วมือด้วย

รองเท้าเป็นบูทสีดำพื้นหนาราวนิ้วครึ่ง ยาวเลยข้อเท้าขึ้นมาราวห้าหรือหกนิ้ว วัสดุคล้ายกับนาโนเลเธอร์ และเช่นเดียวกัน มันมีรอยบุ๋มวงกลมเล็กๆ สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เสริมอะไรก็ตามที่เจดาบอก เหมือนกับชุดของผมด้วย มีแต่ถุงมือเท่านั้นที่พอสวมแล้ว แทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกับชุด และเช่นเดียวกับรองเท้าและชุดของผม มันมีรอยบุ๋มเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

“คุณมีเวลาอีกเล็กน้อย ก่อนถึงเวลาเดินทางสู่กาแลกเซีย อยากสอบถามอะไรเพิ่มเติมไหมคะศวิล”

เจดาถามขึ้น

“อ้อผม ผมอยากรู้ว่าเราจะเดินทางเข้าสู่กาแลกเซียยังไง เดอะโบนส์บอกว่ามันเป็นโลกจำลองเสมือนจริง เพื่อให้เราได้เข้าไปฝึกฝนตนเอง ให้รู้จักกับสถานที่ และวิธีรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ แต่ ผมไม่ยังเห็นห้องแบบนั้นบนยานลำนี้เลย”

เป็นอีกครั้งที่ผมเห็นรอยยิ้มแสดงความขบขันของเจดา หลังจากที่ผมถามคำถามกับเธอ

“นี่ผมถามอะไรโง่ๆออกไปอีกงั้นเหรอ?”

ผมถามหน้าเครียด

“โอ้ ไม่หรอกค่ะ ฉันแค่คิดว่ามันเป็นข้อมูลพื้นฐานที่คุณน่าจะรู้อยู่แล้ว จากการอ่านข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ถูกเชิญ แต่ดูแล้วคุณคงไม่เคยแตะต้องมันแน่ๆ”

“ไม่ แม้แต่จะเห็นสักเล่ม”

ผมตอบเอือมๆ แล้วเดินไปนั่งบนเตียงนอน ถ้าพอมีเวลาละก็ อยากจะงีบสักนิดก็ยังดี ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาเกิดเรื่องขึ้นมากมาย จนผมรู้สึกเพลีย

“นี่ คืออุปกรณ์ที่ใช้พักผ่อนได้สบายที่สุด และยังเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อเพื่อใช้เดินทางเข้าสู่ ดิ กาแลกเซีย เพียงใช้คำสั่งเสียงออกคำสั่งว่า เปิดระบบเชื่อมต่อ จากเตียงนอนธรรมดาก็จะกลายเป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อสู่ ดิ กาแลกเซียทันทีค่ะ... อ้อ แต่ก่อนออกคำสั่งเปิดระบบเชื่อมต่อ ควรลงไปนอนบนเตียงให้เรียบร้อยก่อนนะคะ”

ผมพยักหน้า ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน เกมส่วนใหญ่ในโลกยุคหลังปี 2525 เริ่มมีเครื่องเล่นเกมที่จำลองโลกเสมือนจริง ด้วยการใช้คลื่นสมองของมนุษย์เชื่อมต่อเข้ากับโลกพวกนั้น แต่มันค่อนข้างมีผลข้างเคียงมาก และไม่ให้ประโยชน์อะไรมากไปกว่าความสนุกสนาน กับสังคมใหม่ๆจากทั่วโลก ถึงตอนนี้ผมก็ยังสงสัย ว่าจะมีผู้คนบนโลกกี่คนเชื่อมต่อคลื่นสมองของตัวเองสู่โลกจำลอง เพื่อหนีความจริงอันโหดร้ายที่ว่า โลกของเราได้ถึงกาลอวสานแล้ว

“ศวิลค่ะ มีการติดต่อจากส่วนกลาง”

เจดาแจ้ง หลังจากที่เธอได้รับสัญญาณบางอย่าง ซึ่งมองเห็นได้บนจอแสดงผลอันใหญ่ริมผนังนั่น มันเปลี่ยนจากภาพทิวทัศน์ เป็นข้อความแจ้งชื่อผู้ติดต่อ ยศตำแหน่งของเขาด้านล่างชื่อมีวงกลมสีเขียวอันหนึ่ง และสีแดงอีกอันหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของจอเป็นช่องสีเหลี่ยมแสดงภาพของผู้ติดต่อให้ได้เห็น ซึ่งก็คือเดอะโบนส์ ผู้บัญชาการหน่วยเรนเจอร์นั่นเอง

“ยอมรับ... ยอมรับการติดต่อ”

ทีแรกผมพูดแค่ว่ายอมรับ แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากระบบ ผมจึงพูดให้ยาวขึ้นอีกหน่อย วงกลมสีเขียวบนหน้าจอก็กระพริบทีหนึ่ง ก่อนจะขยายภาพเดอะโบนส์จนเต็มจอ แต่ดูเหมือนการติดต่อของเขาจะถูกตั้งค่าให้ตอบรับโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว หากยังไม่มีการตอบรับจากเหล่าผู้ถูกเชิญ

“สวัสดีผู้ถูกเชิญ ตอนนี้พวกเธอคงทำความรู้จักเอไอผู้ดูแลของพวกเธอแล้วสินะ รวมถึงการใช้อุปกรณ์ต่างๆภายในห้องพัก สำหรับคนที่ยังไม่ได้สวมนาฬิกา มันอยู่ในชั้นวางของใกล้กับหัวเตียง จงไปหยิบมันมาติดตั้งเสีย”

ผมรู้สึกแปลกใจเรื่องนาฬิกามาก และเดินไปยังชั้นเก็บของตรงหัวเตียงอย่างที่เดอะโบนส์บอก มันเป็นอีกครั้งที่ถ้าไม่สังเกตก็คงไม่รู้ว่ามีชั้นเก็บของตรงนี้ เพราะมันปิดแนบสนิทกับผนังอย่างแนบเนียน จะมีก็แต่ช่องแสกนนิ้วมือให้สงสัยว่ามีอะไรอยู่ตรงนี้กันแน่

“จะทำอะไรคะศวิล?”

เจดาถามขึ้นเมื่อเห็นผมกำลังจะดึงถุงมือออก

“ก็จะประทับลายนิ้วมือเปิดชั้นวางของไง”

ผมตอบกลับไปอย่างงงๆ หรือว่าสั่งเปิดด้วยเสียงก็ได้ แต่จะสั่งยังไงใช้คำสั่งแบบไหนกันนะ

“ค่ะ ใช้คำสั่งเสียงเพื่อเปิดก็ได้ ไม่ว่าจะอะไร ให้พูดว่าเปิดและสิ่งที่คุณต้องการเปิดก็เพียงพอ แต่ถ้าจะประทับลายนิ้วมือก็ไม่จำเป็นต้องถอดถุงมือออกหรอกค่ะ นาโนเลเธอร์มีคุณสมบัติพิเศษ ให้คุณสแกนลายนิ้วมือได้โดยไม่ต้องถอดถุงมือออกให้ยุ่งยาก”

“อ้อ เปิดชั้นวางของ”

ครืด!

ปรากฏว่าในห้องนี้มีชั้นวางของมากกว่าหนึ่งที่ นอกจากชั้นวางของตรงหัวเตียงจะเปิดแล้ว ยังมีชั้นวางของขนาดใหญ่ที่ว่างเปล่า ใกล้ๆกับตู้เสื้อผ้าอีกด้วย เรียกว่าใหญ่เป็นครึ่งหนึ่งของตู้เสื้อผ้าด้วยซ้ำ และตรงฐานโลหะของเตียง ลิ้นชักสองอันก็กระเด้งเปิดออกเบาๆ

“โอ้ ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นแล้วล่ะ”

ผมยิ้มร่า และเริ่มเข้าใจการทำงานของระบบคำสั่งเสียงมากขึ้น ในชั้นวางของหัวเตียง มีของเพียงชิ้นเดียวบนนั้น กระจกใสๆหรืออาจจะเป็นเรซิ่นน้ำหนักเบา ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขอบมน ขนาดพอดีกับข้อมือของผม

“เอาล่ะ เลือกติดตั้งลงไปบนข้อมือข้างใดข้างหนึ่งของเธอซะ”

เดอะโบนส์สั่ง ผมประกบมันลงไปตรงรอยบุ๋มของชุดตรงข้อมือ และพบว่ารอยบุ๋มนั้นเติมเต็มขึ้นมาดูดกระจกใสนั้นติดกับข้อมือและห่อหุ้มมันไว้จนราวกับเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่นานกระจกใสๆนั้นก็ปรากฏข้อความ

“ติดตั้งนาฬิกา สมบูรณ์”

จากนั้นตัวเลขแสดงเวลาแบบดิจิตัลก็ปรากฏขึ้นมา

“เอาล่ะดูให้ดี ตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาแสดงเวลา 17:46 ใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ตั้งให้ตรงกันซะ”

เดอะโบนส์สั่งอีก โชคยังดีที่ของผมตรงพอดี จึงไม่ต้องมางมหาวิธีตั้งค่านาฬิกากันใหม่ตอนนี้

“เมื่อถึงเวลา 17:50 ทุกคนจะต้องเชื่อต่อตัวเองเข้าสู่ ดิ กาแลกเซีย ด้วยคำสั่งเปิดระบบเชื่อมต่อสัญญาณ ออนดีมานด์ เพื่อรับคำแนะนำ และของจำเป็นในการเดินทางสู่โลกจำลองของระบบสุริยะกรีเธียน เข้าใจหรือไม่ ผู้ถูกเชิญทั้งหลาย!”

“เข้าใจครับ/ค่ะ”

ทุกคนตอบรับอย่างพร้อมเพรียงกัน หน้าจอแสดงผลของตนเอง จากนั้นสัญญาณการติดต่อจากเดอะโบนส์ก็สิ้นสุดลง หน้าจอแสดงผลกลับมาฉายภาพวิวทิวทัศน์อย่างเดิม

“ตื่นเต้นจังแฮะ ตอนแรกผมคิดว่าการขึ้นมาบนยานลำนี้เป็นเรื่องตื่นเต้นที่สุดในชีวิตแล้วซะอีก”

ผมพูดกับเจดา ในขณะที่เดินกลับไปนั่งลงบนเตียง อีกนาทีเดียวจะถึงกำหนดเวลาที่ผบ.หน่วยเรนเจอร์นัดหมาย ผมคงต้องเปิดระบบเตียงนอนของตัวเองสักที เตียงนั้นเป็นลูกคลื่นนุ่มๆเรียงตั้งแต่หัวเตียงจรดปลายเตียง หมอนหนุนมีรอยสำหรับวางศีรษะลงไป ซึ่งตั้งอยู่บนอุปกรณ์โลหะสีเดียวกันกับฐานเตียง ขอบเตียงทั้งสองด้านค่อนข้างหนา บุนวมด้านในเพื่อไม่ให้ร่างกายของผู้นอนสัมผัสกับโลหะ

“เจดา คุณจะอยู่ตรงนี้ตลอดเวลาใช่ไหม?”

ผมถามเธอเพื่อความแน่ใจ เผื่อว่าการเชื่อมต่อไม่ราบรื่นและ ผมไม่อยากอยู่คนเดียว ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ยามเมื่อเกิดสถานการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น

“ค่ะ ฉันจะอยู่ตรงนี้ตลอดเวลา”

เธอตอบ พร้อมทั้งยิ้มอบอุ่นมาให้ รอยยิ้มนั้นแทบจะเหมือนน้าสาวของผมไม่ผิดเพี้ยน มันทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาในทันที

“ขอบคุณ”

ผมบอกเธอ ก่อนจะเอนร่างลงนอนบนเตียงประหลาดๆนี่ และพบว่ามันให้ความรู้สึกสบายใช้ได้ทีเดียว ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการเชื่อมต่อสมองครั้งแรกของผม มันยากจริงๆที่จะไม่รู้สึกตื่นเต้น และต้องยอมรับว่าผมค่อนข้างกลัวทีเดียว ทำไมน่ะรึ ก็มีข่าวออกบ่อยๆเมื่อตอนอยู่บนโลก ว่ามีคนพิการจากการเชื่อมต่อคลื่นสมอง บางรายถึงกับตายเลยทีเดียว หวังว่าผมจะไม่ต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์เลวร้ายแบบนั้น ในวันที่ชีวิตของผมได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งนะ

“เปิดระบบเชื่อมต่อ ออนดีมานด์”

ตึ๊ด...

ที่รองหมอนและขอบเตียงเรืองแสงสีฟ้าวาบหนึ่ง ก่อนจะเปล่งประกายจางๆออกมาตลอดเวลา แสงไฟในห้องมืดสลัวลง รูพรุนๆตรงแท่นรองหมอนที่ผมคิดว่าเป็นลำโพงปล่อยควันกลิ่นหอม คล้ายผลไม้ออกมา ทำให้ผมรู้สึกสงบนิ่งลงมาก ด้านบนมีแผ่นกระจกทรงโค้งเลื่อนขึ้นมาจากแท่นรองหมอน ครอบอยู่เหนือในหน้าของผมพอดี

ด้านข้างของแท่นรองหมอนทั้งสองด้านถูกเชื่อมต่อด้วยสายที่โผล่ออกมาจากขอบเตียง เช่นเดียวกับบางส่วนบนร่างกายผม สายจากขอบเตียงทั้งสองด้าน เชื่อมต่อกับรอยบุ๋มบนชุดของผม ทำให้ผมรู้สึกว่ากล้ามเนื้อทั้งหมดถูกตรึงด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ

“เชื่อมต่ออุปกรณ์กระตุ้นกล้ามเนื้อ สมบูรณ์”

นั่นเสียงของเจดา เธอทำหน้าที่เป็นคุณหมอประจำตัวผมไปแล้วตอนนี้

“กรุณาหลับตาลงค่ะศวิล”

เธอสั่ง ผมทำตามอย่างว่าง่าย ทันที่ผมหลับตาลง ก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงมหาศาลมาจากด้านหลัง ทำให้เสียววูบที่ท้อง ราวกับกำลังนั่งอยู่บนรถไฟเหาะ มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ผมจะได้ยินเสียงของใครบางคน สั่งให้ผมลืมตาขึ้น

“คุณเป็นใคร?”

ผมถามคนตรงหน้า เขาหรือเธอเป็นคนร่างสูง ผิวขาว สวมชุดคลุมสีขาว ผม และคิ้วก็เป็นสีขาวด้วยเช่นกัน ยกเว้นดวงตาเท่านั้นที่เป็นสีฟ้าสดใส

“ไกด์ของคุณ เรียกฉันว่า ไวท์”

“แน่นอน ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะมีชื่อไหนเหมาะสมกับคุณเท่านี้อีก”

ไวท์ยิ้ม ก่อนจะเดินนำผมไปตามทางจนถึงประตูทรงโค้งที่มีเครื่องสแกน

“เดินไปยืนในเครื่องนั้น”

ไวท์บอก เมื่อผมเดินไปยืนตรงเครื่องสแกน ดวงไฟสีขาวรอบซุ้มโค้งของเครื่องสแกนก็สว่างขึ้น ก่อนจะดับลงไปแทบจะทันที

“ตั้งชื่อของคุณ ไม่ควรใช้ชื่อจริง ไม่ต้องใส่นามสกุล และไม่ควรยาวจนเกินไป”

คำแนะนำของไวท์ครอบคลุมดี ทีแรกที่ได้ยินว่าให้ตั้งชื่อ ผมก็กะจะใช้ชื่อของตัวเองนี่แหละ แต่ในเมื่อไม่ควรใช้ชื่อจริง งั้นผมก็มีชื่อหนึ่งที่คิดว่าน่าจะใช้ได้ ชื่อที่พวกเพื่อนต่างชาติในที่ทำงานใช้เรียก เพราะเขาออกเสียงชื่อของผมไม่ถูกอักขระ

“เซวิล”

ผมตอบมีเสียงดังจากเครื่องสแกน พร้อมกับดวงไฟดวงหนึ่งสว่างขึ้น

“หน่วยงานที่สนใจ เรนเจอร์ส กองทัพ วิทยาศาสตร์ ภาษาศาสตร์ โรงพยาบาล ช่างฝีมือ เพาะปลูก หน่วยงานก่อสร้างและผู้ใช้แรงงาน”

“ผมไม่แน่ใจ”

คำตอบของผมไม่มีปฏิกิริยาอะไรเกิดขึ้น ไฟดวงที่สองไม่ได้สว่างวาบขึ้นมา

“คือผม ผมไม่แน่ใจ เพราะไม่รู้ว่าแต่ละหน่วยงานมีความน่าสนใจแตกต่างกันยังไง และความสามารถของผมคู่ควรกับหน่วยงานไหน?”

ผมรีบแก้ตัว ที่จริงมันก็เป็นแบบนั้นแหละ ผมไม่รู้จริงๆว่าแต่ละหน่วยงานมีข้อดีข้อเสียยังไง ถึงแม้ว่าชื่อของมันดูจะจำแนกได้ค่อนข้างเฉพาะอยู่แล้วก็ตาม แต่กับตัวผม ยังไม่เห็นความน่าสนใจของแต่ละหน่วยงานเลยจริงๆ

“ไม่เป็นไร แค่ตอบสิ่งที่คุณสนใจที่สุดก็พอ เพราะสุดท้ายแล้วคะแนนที่คุณทำได้ใน ดิ กาแลกเซีย จะเป็นตัวคัดเลือกคุณสู่หน่วยงานที่เหมาะสมให้”

ไวท์ตอบอย่างไม่คิดมาก

“ถ้างั้น เอ่อ... เรนเจอร์ส”

ไฟดวงที่สองสว่างวาบจากคำตอบของผม

“สุดท้ายคุณคิดว่าสิ่งใดน่าสนใจที่สุดบนโลกใหม่ของเรา ยกตัวอย่างผู้คน พืช สัตว์ ประมาณนี้”

“ตอบอะไรก็ได้งั้นเหรอ”

“อะไรก็ได้ที่คุณสนใจ”

ไวท์ยิ้ม ดูแล้วไม่มีความนัยอะไรแอบแฝงในรอยยิ้มนั้น

“ธรรมชาติ บนโลกผมเห็นทิวทัศน์ของโลกแต่ละส่วน ทั้งทุ่งหญ้า ป่าไม้ ท้องทะเลแค่ในสมุดภาพเท่านั้น เพราะงั้นบนเซคันด์เอิร์ธ สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดก็คือธรรมชาติที่งดงามบนดาวดวงนั้น”

ไวท์มองดูผมด้วยท่าทางตะลึง ดูเขาแปลกใจกับคำตอบของผมมากทีเดียว ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมกับไฟดวงที่สามสว่างขึ้น

“คุณน่าทึ่งจัง พูดเรื่องแบบนั้นด้วยดวงตาที่เป็นประกาย น้อยคนที่จะพูดว่าอยากเห็นธรรมชาติอันงดงามของเซคันด์เอิร์ธ ส่วนใหญ่บอกว่าอยากเห็น Worldland City เมืองหลวงของเราบนดาวดวงนั้น ที่มากสุดเห็นจะเป็นมนุษย์ต่างดาว แต่พูดถึงธรรมชาตินี่ แทบไม่มีเลยจริงๆ เอาล่ะคุณผ่านแล้ว ไปต่อได้เลย เดินผ่านประตูบานนั้นไปผมจะไปรอที่นั่น”

ไวท์ชี้ไปยังประตูด้านหลังผม ที่เลื่อนเปิดออก เมื่อผมเดินผ่านมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมาย วางเรียงรายอยู่บนชั้นวาง ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา

“สวัสดีเซวิล”

ไวท์มายืนอยู่ข้างผมตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เสียงทักของเขาทำให้ผมละสายตาจากชั้นวางของเหล่านั้น ซึ่งเต็มไปด้วยอาวุธ กล่องต่างๆ รวมถึงเกราะแบบแยกชิ้น

“ห้องนี้คือห้องเสบียง แต่อย่าหวังว่าคุณจะได้ของเจ๋งๆเหล่านั้นล่ะ นั่นมันของพวกมืออาชีพ ของคุณมีนี่”

ไวท์ยื่นกระเป๋าสะพายหลังแบบที่นักซิ่งชอบใช้มาให้

“เอาล่ะเรามาดูกันว่าในกระเป๋ามีอะไรบ้าง กล่องสีขาวเครื่องหมายบวกสีแดงนี่ ไม่บอกก็รู้นะว่ามันคือชุดปฐมพยาบาล ข้างในมีแผ่นห้ามเลือดหนึ่งโหล แผ่นแปะรักษาแผลหนึ่งโหล ยาถอนพิษชนิดเฉียบพลันสามเข็มในหลอดฉีด วิธีใช้ก็ง่ายๆแทงทะลุใจแล้วกด หลอดสีเขียวนี่วัคซีน ฉีดก่อนออกเดินทางไปนอกเมืองเลยดีที่สุด มีแค่หลอดเดียวเท่านั้น ส่วนในกระปุกพวกนี้ก็ยารักษาอาการผิดปกติเล็กๆน้อยๆ อย่างปวดหัว ตัวร้อน มีไข้ วิงเวียนอันไม่ได้เกิดจากการถูกพิษ มีประสิทธิภาพมากเมื่อฉีดวัคซีนไปแล้ว แต่จะเห็นผลช้าถ้ายังไม่ได้ใช้วัคซีน”

แกร๊ก!

ไวท์ปิดกล่องปฐมพยาบาลลง และเก็บไว้ในกระเป๋าช่องแรกติดกับแผ่นหลัง

“นี่กล่องเก็บอาหารสำเร็จรูปโปรตีนสูง ในกล่องนี้บรรจุสองแถวแถวละสิบเม็ด”

เขาเปิดกล่องสีขาวทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดพอๆกับกล่องดินสอเด็กออก ให้ผมดูสิ่งที่อยู่ภายใน มันดูเหมือนเหรียญทรงกลมสีขาวกว้างสองนิ้ว หนาราวๆเซ็นหนึ่งเห็นจะได้ วางเรียงในช่องอย่างเป็นระเบียบ ดูทีแรกนึกว่าเป็นนมอัดเม็ดด้วยซ้ำ เมื่อผมพยักหน้ารับรู้ เขาก็เก็บมันใส่กระเป๋าในช่องถัดจากกล่องปฐมพยาบาล

“เจ้า PP หรือ Protein Pill นี่ช่วยให้อิ่มได้นานสิบชั่วโมง แต่ก็อย่าให้ร่างกายต้องขาดน้ำ และเก็บไว้ในยามจำเป็นดีที่สุด เพราะมันเป็นของที่จำกัดใช้ในแวดวงของหน่วยงาน ทางที่ดีควรเรียนรู้วิธีการล่า และปรุงอาหารด้วยตนเองด้วย จะได้ไม่ขาดแคลนอาหาร พวกเครื่องปรุงนี่ในมิชชั่นแรกเมื่อเข้าไปใน ดิ กาแลกเซีย คุณสามารถขอจากเจ้าของร้านขายของได้... เอาเป็นว่าเข้าไปก็จะรู้เอง จงจำไว้เมื่อพวกเขายื่นข้อเสนอให้คุณขออะไรก็ได้จากร้านอย่างหนึ่ง แน่นอนว่าอาจจำกัดราคา จงเลือกอย่างฉลาด”

“ต่อไปชุดทดลองและเก็บตัวอย่าง กล่องนี้ใหญ่หน่อยแต่น้ำหนักไม่มาก ทำจากวัสดุพิเศษไม่แตกหัก และบิดงอได้ ในนี้มีกระปุกสำหรับเก็บตัวอย่าง คีมคีบ ไม้สำหรับคนส่วนผสม บีกเกอร์ขนาดต่างๆ หลอดน้ำยาหลากสี มีคู่มือให้พร้อม ซึ่งถ้าคุณเป็นพวกนักบู๊คุณอาจไม่ต้องใช้มันเลยก็ได้ แต่การมีติดตัวไว้ก็ดีกว่าแน่นอนอยู่แล้ว”

ไวท์อธิบายอย่างรวดเร็วก่อนจะปิดกล่องที่ต้องล๊อคถึงสามชั้นเพื่อกันของข้างในหล่นออกมา แล้วจึงยัดมันลงไปก้นกระเป๋า

“ชุดที่พักนิรภัย นี่รุ่นใหม่กันกระแทกได้ดี มีระบบปรับโมเมนตั้มป้องกันการสั่นไหว แปลว่าคุณจะแทบไม่รู้สึกอะไรเลยเมื่ออยู่ในนี้ แม้ว่าข้างนอกจะกำลังมีลมพายุโหมกระหน่ำอยู่ก็ตาม แข็งแรงทนทานต่อการถูกโจมตีแทบทุกรูปแบบ ห้อยไว้บนกิ่งไม้สูงๆแข็งแรงๆดีที่สุด”

เขาอธิบายอย่างรวดเร็วแล้วจับมันยัดลงไปในช่องกระเป๋า คราวนี้ไม่บอกวิธีใช้อีกต่างหาก หวังว่ามันจะมีคู่มือบอกนะ ผมจะได้ไม่ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย ให้ดูอนาถชีวิต

“นี่คงรู้จักแล้ว นาโนเลเธอร์ แม้ว่ามันจะแข็งแรงทนทานมากก็ตาม แต่เราก็เผื่อให้สำรองไว้ใช้หนึ่งชุด”

เขาหย่อนเจ้าลูกบอลทรงกลมสีดำนั่น ลงไปในช่องเดียวกับชุดที่พักนิรภัย พร้อมกับถุงมือและรองเท้าอย่างละหนึ่งคู่

“ทีนี้ก็หมดเรื่อง อุปกรณ์ยังชีพเบื้องต้น”

เขารูดซิบกระเป๋าจนสุด หนังของกระเป๋าก็กลืนขอบซิบจนดูราวกระเป๋าถูกผนึกเอาไว้ จากนั้นก็เดินไปข้างๆชั้นวางของ ที่มีวัสดุบางอย่างวางเรียงไว้ เขากวักมือเรียกให้ผมเข้าไปใกล้ๆ

“สนใจสีไหน?”

“อะไรครับ?”

“ตัวอย่างสี เกราะพรางตัว ที่จะติดตั้งลงบนชุดของคุณ มันเป็นเกราะสำหรับทหารฝึกหัด ที่ใช้กับพวกทหารใหม่และนักสำรวจที่ต้องการความคล่องตัวในการออกสำรวจพื้นที่น่ะ มันอัพเกรดได้อยู่หรอกนะ แต่นี่น่ะออกมาจากโรงงานสดๆร้อนๆ ป้องกันได้ดีถ้าไม่ถูกโจมตีจังๆ สะท้อนวัตถุรอบตัว เพื่ออำพรางได้ดีทีเดียว รักษาชีวิตพวกมือใหม่มาได้นักต่อนักแล้ว ว่าไงสนใจสีไหนล่ะ?”

ตรงหน้าผมดูเหมือนจะเป็นเกราะช่วงอก มีสีสันให้เลือกมากมายเท่าที่คุณจะนึกออก

“ดำครับ สีดำด้านอันนี้”

“ตกลง มาติดตั้งกันเลย”

เมื่อผมเลือกเสร็จ ไวท์ก็ดีดนิ้วครั้งหนึ่ง ทำให้ชั้นเก็บของด้านหลังเขาเปิดออก มีหุ่นสวมชุดเกาะสีแบบที่ผมเลือกเลื่อนออกมา

“ดูให้ดี วิธีถอด และประกอบชุดเกราะลงบนนาโนเลเธอร์”

ไวท์ถอดชิ้นส่วนตรงช่วงอกออกมาก่อน ด้วยการกดแล้วดึงขึ้น จากนั้นก็นำลงมาประกอบบนตัวผม ซึ่งวิธีประกอบไม่ได้ต่างจากการติดตั้งนาฬิกาข้อมือเลย เกราะถูกติดตั้งแม้แต่บนถุงมือและรองเท้า ช่วงคอ ไหล่ และอกประสานจนดูไม่ออกว่าประกอบทีละชิ้นส่วน เกราะตรงช่วงท้องนั้นดูเท่ราวกับนักกีฬาซิกแพค เข็มขัดเองก็เป็นชิ้นส่วนหนึ่งของเกราะ ที่ยังมีรอยสำหรับติดตั้งอย่างอื่นได้อีก

“ต่อไปอาวุธ ในนี้มีให้แค่ปืนพก กับมีดทหารเท่านั้นแหละ แล้วก็ซองกระสุนอีกสองแม๊ก ไม่ต้องห่วงถ้ามีเงิน คุณก็สามารถหาซื้อของเจ๋งๆได้เอง วิธีหาเงิน คงมีอธิบายในมิชชั่นใดมิชชั่นหนึ่งแหละ ติดตั้งอาวุธของคุณลงบนเข็มขัดได้เลย สะดวกต่อการหยิบใช้”

ไวท์ปลอบเมื่อเห็นสีหน้าสุดตะลึงของผม โลกอนาคตอันแสนไฮเทค แทนที่จะให้ปืนหรือมีดเลเซอร์แบบในหนังไซไฟ ดันได้ฟืนพก กับมีดทหารที่ผมใช้ไม่เป็นทั้งคู่อีก

“บ้าจริง ผมลืมใส่กระติกน้ำลงไปในกระเป๋าให้คุณ ดีนะที่นึกได้!!”

ชายผมขาวสบถ แล้วรีบไปหยิบกระติกน้ำสีดำวาวใส่ลงในกระเป๋าของผม

“สีดำนะ ไถ่โทษที่ผมลืม คนอื่นๆคงได้แบบพลาสติกธรรมดาสีเขียว ส่วนอันนี้พิเศษนิดหน่อย เพราะมันรักษาอุณหภูมิน้ำได้ดีมากทีเดียว”

“ขอบคุณครับ”

“สุดท้ายอุปกรณ์สื่อสารอัจฉริยะ หรือเรียกว่า คอมเจ็น (ComGen) มีสองส่วนด้วยกัน หน้าจอติดตั้งลงบนเกราะแขนได้เลย ส่วนนี่ติดตั้งลงบนเกราะคอ มันรองรับคำสั่งเสียง และไวต่อคำสั่งแบบเรียลไทม์”

ผมรับหน้าจอติดตั้งลงบนเกราะแขนข้างซ้ายใกล้ๆกับนาฬิกา ขนาดหน้าจอเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณคืบหนึ่ง เมื่อติดตั้งลงไปแล้ว ดูราวกับมันจะฝังตัวลงไปบนเกราะแขนของผมเลยทีเดียว ส่วนที่สองเหมือนปลอกคอ แต่มีแค่ด้านหน้าอย่างเดียว กว้างประมาณหนึ่งเซนติเมตร และมีปุ่มเล็กๆตรงปลายของทั้งสองด้าน

“ปุ่มเล็กๆนั่นคือลำโพง ส่วนตรงกลางมีไมค์ติดตั้งอยู่แม้จะมองไม่เห็นก็ตาม เอาล่ะคุณหมดธุระกับตรงนี้แล้ว สะพายกระเป๋าแล้วเดินตรงไปทางนั้นได้เลย”

ผมพยักหน้า ยกกระเป๋าขึ้นติดตั้งกับเกราะด้านหลัง แล้วเดินตรงไปยังทางเบื้องหน้า ที่ไม่รู้ว่าจะไปโผล่ยังที่ใดอีก







 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

476 ความคิดเห็น

  1. #409 xzerox2 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 10:50
    เหมือนเกมส์ออนไลน์เลย อิอิ
    #409
    0
  2. #331 RoZenKreuZ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 / 22:16
    ผมว่านิสัยของพระเอก มันไม่ได้เรียกว่าซื่อป่ะครับ อันที่จริงอ่านมาเท่านี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าพระเอกนิสัยยังไงเลย เพราะยังไม่มีสถานการณ์อะไรให้ตัดสินได้
    มันเป็นปฏิกิริยาตอบรับที่ถูกต้องของคนที่ไม่ได้อ่านข้อมูลอะไรมาเลย แล้วต้องมาเจอกับสิ่งใหม่รอบตัวทั้งหมด คือไม่ได้มีไอเดียมาก่อนว่าตัวเองจะต้องทำอะไรยังไง อยู่ๆ มันจะเทพมาไม่ยิ่งน่าเกลียดกว่าเหรอครับ?
    การมีไหวพริบไม่ใช่ว่าคุณเดินเข้าไปในห้องๆ นึงในสถานการณ์ปกติที่ไม่ต้องการความตื่นตัว เช่น ห้องนอน เงี้ย แล้วจะสามารถตรัสรู้ได้เองทุกอย่างภายใน 5 นาทีว่าต้องทำอะไรกับชีวิต
    คือมันจะเอ๋อๆ ต้องถามบ้างในตอนแรกก็ไม่แปลกนะ ถ้าจะดูว่ามันซื่อบื้อจริงไหมต้องดูตอนสถานการณ์ตื่นตัวที่ต้องใช้สมองล่ะครับ ว่าเฮียแกมีวิธีคิดยังไง
    แต่เดินเรื่องไม่ค่อยกระชับอันนี้ค่อนข้างใช่ ผมก็ว่ามันเนือยกว่าที่ควรจะเป็น แต่เพราะผมอ่านติดกัน(ไม่ได้รออัพเดท) เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันช้าอะไร ก็เดินเรื่องไปปกติ แค่ยังไม่ถึงจุดที่น่าตื่นเต้นเท่านั้นเอง

    ผมชอบไวท์อ่ะ 555 วิธีการพูดห้วนๆ ทำไมดูโมเอ้ชอบกล พ่อหนุ่มผมขาวววว ไม่รู้ทำไมถึงชอบ (ไม่เห็นจะมีบทอะไรนอกจากหยิบของแล้วพูดๆในตอนนี้) ชอบอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน ฮาาา
    #331
    1
    • #331-1 แอปเปิ้ลแดง(จากตอนที่ 3)
      27 พฤษภาคม 2559 / 12:58
      เห็นด้วยกับคห.นี้นะเรื่องนิสัยพระเอก คนไม่อ่านคู่มือมามันก็ต้องเป็นอย่างงี้ป่ะ เอ๋อๆ ไม่รู้อะไร อยากรู้ก็ถาม ยังไม่มีเหตุการณ์ตื่นเต้นระทึกใจเลย ยังไม่ต้องใช้การตัดสินใจอะไร จะมาคิดว่าพระเอกเป็นคนซื่อ
      ๆ ช้าๆ ไม่ได้นะ รอไปก่อน
      #331-1
  3. #168 Pickkie :)) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 / 08:59
    น่าตื่นเต้นจังให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปในเกมแฟนตาซีสตาร์ที่เพิ่งลบไป เพราะมาอยู่หอแล้วเนตกากเล่นไม่ได้ เอิ้กๆ
    #168
    0
  4. #159 linzler (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 / 22:50
    เหนด้วยอีกเสียงกับ คห.3 คับ พระเอกซื่อๆแบบนี้ อ่านแล้วรุ้สึกเหนื่อยอ่ะคับ หวังว่าจะไม่มีคนมาตอบว่าเหนื่อยก้ไม่ต้องอ่านนะอิอิ

    #159
    0
  5. #148 นายตัวร้าย (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 / 22:02
    ตื่นเต้นดี
    #148
    0
  6. #141 Zodass (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 / 12:50
    น่าสนใจมากครับ
    #141
    0
  7. #122 kimurakung (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 21:12
    เหมือนจะเป็นแนวไซไฟ + ออนไลน์ น่าสนใจดีครับ การเริ่มเนื่้อเรื่องไม่เหมือนใครดี
    #122
    0
  8. #117 piwut (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มกราคม 2558 / 19:26
    ที่จริง เอาแนวให้พระเอกเป็นพวกมีเชาวนปฏิภาณเทพๆ บ้างก็ดี นะ
    แบบที่มื้อทื่อ สมองคิดไม่ทันคนอื่นนั้น ไม่ค่อยเข้ากับคอนเซ็ปต์
    ของสิ่งมีชีวิตที่ต้องการ survival จากโลกต่างถิ่นสักเท่าไร
    ดังนั้น ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่มีต่อสมองควรจะมีค่าสูงเอาไว้
    เรื่องเก่งไม่เก่งไม่เป็นไร เพราะมันพัฒนาฝึกฝนตัวเองได้
    แต่ถ้าเชื่องช้า ไม่รู้จักคิดคาดคะเนล่วงหน้าแบบนี้ น่าจะตกสถานะใกล้เป็นไดโนเสาร์นะ อย่างตอนที่ดูนิยายมหากาพย์ 2011 ดิ เสปซ โอดิสซี่
    (ไปอ่านในกระทู้พันทิปก็ได้) จะให้ความรู้สึก ถึงเรื่องของมนุษย์ ได้ดีมากๆ

    ซึ่งก็ไม่ได้ต้องการให้นิยายเรื่องนี้ เป็นไปตามแบบนิยายทั้งสองเรื่องข้างต้น
    แต่มันจะช่วยกระชับพล็อต และสร้างความตื่นเต้นในการลุ้นวิธีบุกเบิกดวงดาว
    ให้สนุกสนานยิ่งขึ้นนะครับ

    ยังตามอ่านเสมอครับ


    #117
    0
  9. #104 น้ำหวาน (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2557 / 23:01
    เริ่มผจญภัยซักที เย้ๆ รอมานาน

    เรื่องนี้ ดูจากสำนวน เหมือนจะออกแนวจริงจัง

    แบบนิยายวิทยาศาสตร์ไงไม่รู้

    คนละแนวกะชางหลงรึเปล่านะ

    แต่ก็จะติดตามต่อไปเรืี่อยๆ ค่ะ
    #104
    0
  10. #102 divine01 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2557 / 13:59
    เยส!!!
    มาแล้วๆๆๆๆ
    ขอบคุณครับ
    #102
    0